Categories
ชีวประวัติ

คาร์ล มาร์กซ์ นักคิดผู้วางแนวทางให้เกิดลัทธิมาร์กซ์ หรือมาร์กซิสต์

หลายคนคงรู้จัก คาร์ล มาร์กซ์ ในฐานะเป็นนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเค้ากัน

คาร์ล มาร์กซ์

คาร์ล มาร์กซ์

มาร์กซ์

คาร์ล ไฮน์ริช มาร์กซ์ (Karl Heinrich Marx) พฤษภาคม พ.ศ. 2361 — 14 มีนาคม พ.ศ. 2426) เป็นนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน

มาคส์เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในเทรียร์ เขาศึกษากฎหมายและปรัชญาแบบเฮเกิล เนื่องจากงานพิมพ์การเมืองของเขาทำให้เขาไร้สัญชาติและอาศัยลี้ภัยในกรุงลอนดอน ซึ่งเขายังพัฒนาความคิดของเขาต่อโดยร่วมมือกับนักคิดชาวเยอรมัน ฟรีดริช เองเงิลส์ และจัดพิมพ์งานเขียนของเขา เรื่องที่ขึ้นชื่อของเขา ได้แก่ จุลสารปี 2391, แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ และทุน จำนวนสามเล่ม ความคิดทางการเมืองและปรัชญาของเขามีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อปัญญาชนรุ่นหลัง วิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและประวัติศาสตร์การเมือง ชื่อของเขาเป็นคำคุณศัพท์ นามและสำนักทฤษฎีสังคม

ทฤษฎีของมาคส์เกี่ยวกับสังคม เศรษฐศาสตร์และการเมือง ที่เรียกรวมว่า ลัทธิมาคส์ ถือว่าสังคมมนุษย์พัฒนาผ่านการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ในทุนนิยม การต่อสู้ระหว่างชนชั้นแสดงออกมาในรูปการต่อสู้ระหว่างชนชั้นปกครอง (เรียก ชนชั้นกระฎุมพี) ซึ่งควบคุมปัจจัยการผลิตและชนชั้นแรงงาน (เรียกชนกรรมาชีพ) นำปัจจัยการผลิตดังกล่าวไปใช้โดยขายากำลังแรงงานของพวกตนเพื่อแลกกับค่าจ้าง มาคส์ใช้แนวเข้าสู่การศึกษาวิพากษ์ที่เรียก วัสดุนิยมทางประวัติศาสตร์ ทำนายว่าทุนนิยมจะก่อเกิดความตึงเครียดภายในซึงจะนำไปสู่การทำลายตนเองเช่นเดียวกับระบบสังคมและเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ และแทนท่ด้วยระบบใหม่ คือ สังคมนิยม

สำหรับมาคส์ การต่อต้านชนชั้นภายใต้ทุนนิยมซึ่งบางส่วนมีสาเหตุจากความไม่มั่นคงและสภาพที่มีแนวโน้มเกิดวิกฤติ จะลงเอยด้วยการพัฒนาความสำนึกเรื่องชั้นชนของชนชั้นแรงงาน และนำไปสู่การพิชิตอำนาจทางการเมืองและสุดท้ายการสถาปนาสังคมคอมมิวนิสต์ปราศจากชนชั้นอันประกอบด้วยการรวมกันเป็นสมาคมอิสระของผู้ผลิต มาคส์เรียกร้องให้นำความคิดดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างแข็งขัน โดยแย้งว่าชนชั้นแรงงานควรเป็นผู้ลงมือปฏิวัติแบบจัดระเบียบเพื่อโค่นทุนนิยมและนำมาซึ่งการปลดปล่อยให้เป็นอิสระทางสังคมและเศรษฐกิจ

มีผู้อธิบายว่ามาคส์เป็นบุคคลทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ และงานของเขาได้รับการสรรเสริญและวิพากษ์ งานของเขาในวิชาเศรษฐศาสตร์วางรากฐานสำหรับความเข้าใจในปัจจุบันของแรงงานและความสัมพันธ์กับทุน และความคิดทางเศษฐศาสตร์สมัยหลัง ปัญญาชน สหภาพแรงงาน ศิลปินและพรรคการเมืองจำนวนมากทั่วโลกได้รับอิทธิพลจากงานของมาคส์ มีหลายคนดัดแปลงหรือรับความคิดของเขามาใช้ มักออกชื่อมาคส์ว่าเป็นผู้สร้างสังคมศาสตร์สมัยใหม่คนสำคัญคนหนึ่ง

ในปีค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ วิลเลียม แกลดสตันได้กล่าวสุนทรพจน์แก่สภาสามัญชน โดยเขาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยของประเทศอังกฤษและได้เพิ่มเติม (ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ ไทมส์) ว่า 

“ผมควรจะมองการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งและอำนาจอย่างเมามายเหล่านี้ ด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวด ถ้าผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มชนที่มีชีวิตสะดวกสบายเท่านั้น ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับสภาพของประชากรที่ใช้แรงงานเลย การเพิ่มขึ้นมาของความมั่งคั่งที่ผมได้อธิบายและที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นจากกำไรจากการลงทุนนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นที่เกิดเฉพาะกับชนชั้นที่ครอบครองทรัพย์สินเท่านั้น” 

แต่ในรายงานฉบับกึ่งทางการ แกลดสตันได้ลบประโยคสุดท้ายออก ซึ่งการแก้ไขนี้เป็นสิ่งที่กระทำกันทั่วไปในหมู่สมาชิกสภา

ในปี ค.ศ. 1864 (พ.ศ. 2407) มาคส์ได้ก่อตั้งสมาคมกรรมกรสากล ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าองค์การสากลที่หนึ่ง เพื่อเป็นแกนหลักในการทำกิจกรรมทางการเมือง ในคำสุนทรพจน์เปิดงานนั้น มาคส์ได้อ้างถึงคำพูดของแกลดสตันไปในทำนองที่ว่า “การเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยและอำนาจอย่างเมามายนี้ เกิดขึ้นกับเฉพาะชนชั้นที่มีทรัพย์สินเท่านั้น” เขายังอ้างถึงคำพูดนี้อีกในหนังสือ ว่าด้วยทุน ไม่นานนักความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มาคส์อ้างกับที่มีบันทึกไว้ในรายงาน (ซึ่งเป็นที่แพร่หลาย) ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของแนวร่วมระหว่างประเทศ มาคส์พยายามจะโต้ตอบข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์นี้ แต่ว่าข้อกล่าวอ้างนั้นก็กลับมาเรื่อย ๆ

ในภายหลังมาคส์ได้ระบุแหล่งข้อมูลที่เขาใช้ว่าคือหนังสือพิมพ์ เดอะ มอร์นิง สตาร์

ลัทธิมาร์กซ์

ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism-Communism) มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า ‘totalizing discourse’ หรือวาทกรรมที่ครอบคลุมในทุกมิติของชีวิต มันเป็นทั้งอุดมการณ์เพื่อการปฏิวัติและชุดความคิดความเชื่อที่ครอบโลก สังคม และประวัติศาสตร์ พยายามเสนอมุมมองครอบจักรวาลที่เมื่อสมาทานรับเข้าไปแล้ว จะเรียกร้องให้ผู้ที่รับปรับวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความคิดของลัทธิเสมือนว่าบวช

ถ้าจะถอยออกมามองความคิดของมาร์กซ์อย่างไม่เป็นลัทธิ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่ผู้ศึกษามาร์กซ์ว่า “เนื้อแท้และพัฒนาการทางความคิดของมาร์กซ์เป็นอย่างไรกันแน่” เพราะแน่นอนว่าความคิดของมาร์กซ์ตีความได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเลือกเน้นความคิดของมาร์กซ์หนุ่มหรือมาร์กซ์แก่ เลือกมองว่าความคิดของมาร์กซ์มีความต่อเนื่องหรือมองว่าความคิดของมาร์กซ์มีจุดแตกหักระหว่างวัยหนุ่มและวัยแก่ เลือกมองว่าความคิดของมาร์กซ์คือปรัชญาหรือสังคมศาสตร์ และเลือกให้ความสำคัญต่อการมองชนชั้นในฐานะผู้กระทำการหรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมือง

ที่บอกว่า ความคิดแบบเฮเกล คือใจกลางของความคิด และ ตรรกะแบบมาร์กซ์ ต้องตั้งต้นทำความเข้าใจสิ่ง ที่เฮเกลคิดก่อนว่า มาร์กซ์นำเฮเกล ไปใช้อ่านความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ กับสิ่งที่มนุษย์สร้าง ในทางเศรษฐกิจการเมือง อย่างไร

ในสายตา ของ มาร์กซ์ ชนชั้นแรงงาน คือกลุ่มคนที่ทุกข์ทรมาน อย่างที่ไม่มีอะไรจะสูญเสีย อยู่ในสภาวะแปลกแยก จาก ทุนที่ตนเป็นผู้ผลิต อย่างถึงที่สุดจน ไม่มีเหตุผลอะไรจะ ธำรงรักษาทุนไว้ พร้อมจะดิ้นรนต่อสู้ ให้หลุดพ้นจากสภาวะแปลกแยก และ ปฏิวัติล้มล้างระบบทุนนิยม ในที่สุด

การเข้ามา ของ มาร์กซ์ในการเมืองไทย ทิ้งโจทย์ใหญ่ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นมรดกทางปัญญาอันล้ำค่าไว้ถึง 2 โจทย์ คือโจทย์ว่าด้วย รัฐและทุน แต่ 30-40 ปี ที่ผ่านมา ฝ่ายซ้ายไทย กลับทำโจทย์ใดโจทย์หนึ่งหายไป เมื่อวิเคราะห์การเมืองไทย ซึ่งเกษียรมองว่า เป็นเรื่องที่ต้อง “คิด”

แนวคิดมาร์กซ์ ยังไม่ตาย

หลายครั้งที่ ทฤษฎีของมาร์กซ์ ถูกวิพากษ์ว่า ทำนายคลาดไป จากความจริง ไม่ว่าจะทั้งการที่ช่องว่างรายได้ ระหว่างชนชั้น นายทุน และ กรรมกร ถ่างกว้างขึ้น หรือ การที่ทุนนิยม จะล่มสลายเพราะความขัดแย้ง ภายในระบบ แต่สรวิศกลับเห็นต่าง และ มองว่าคำทำนายเหล่านี้ ของ มาร์กซ์ยังคงเป็นจริงอยู่ เพราะทุกวันนี้ กลายเป็นว่าแรงงานยินดี ที่จะถูกขูดรีด เพราะนั่นหมายความว่า ยังมีค่าแรง ยังไม่กลายเป็นกลุ่มแรงงาน ที่ระบบทุนมองว่าดีไม่พอ ที่จะขูดรีดให้นายทุน สะสมทุนได้อย่างราบรื่น จนตกงานถาวร และ ถูกเบียดขับออกไป จากระบบทุน (the excluded)

ทั้งช่องว่าง ทางรายได้ และ ความขัดแย้งระหว่าง ระบบทุน และ แรงงาน ( และแรงงานที่ตกงานอย่างถาวร ) ในระบบยังไม่ได้ หายไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนภาพ ไปบ้างเท่านั้น รวมทั้งผู้ขับเคลื่อนการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ อาจเปลี่ยนไปด้วยอย่าง

ในขบวนการเคลื่อนไหว Occupy Wallstreet หรือพรรค Podemos ในสเปน ที่ผู้ต่อต้านทุน อาจไม่ใช่ เพียงแค่ ชนชั้นแรงงาน อีกต่อไป

“ถ้าระบบไม่สามารถ มองเห็นคุณค่า ของ แรงงาน และ ไม่สามารถสร้างงาน ให้แรงงานได้ แล้วยังจำเป็น หรือ ไม่ที่จะต้องรักษาระบบทุนนิยมไว้?” สรวิศตั้งถามต่อ ความเป็นไปได้ในอนาคต

“ถ้ามองว่าสิ่งที่มาร์กซ์คิดผิด มองว่าที่จริงทุนก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าระบบ มีจุดผิดพลาดตรงไหน แล้วหมดหวัง กับ การเมืองเพื่อการปลดปล่อย เพราะยังจมปลัก อยู่กับ ความล้มเหลวของสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ในอดีต กลายเป็นซ้ายซึมเศร้า คำถามคือ การเมืองเรื่องการปลดปล่อย จะนำไปสู่อะไรที่เลวร้าย กว่านี้หรือเปล่า หรือ เราต้องรอให้ระบบทุนนิยม สร้างความหายนะมากกว่านี้ แน่นอนว่าระบอบคอมมิวนิสต์ ในศตวรรษที่ 20 คือหายนะที่พรากชีวิตคนไปจำนวนมาก แต่ทุนนิยม ก็ฆ่าคนตายเหมือนกัน

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ

ทางประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษากัน โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/