Categories
ชีวประวัติ

จิวยี่ เสือสำอางค์ ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง คู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง

จิวยี่ แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง
และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง
แท้จริงเค้าเป็นคนเช่นไร Centrovirtual พาคุณไปรู้จักเค้ากัน

จิวยี่

จิวยี่

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง เป็นชาวเมืองลู่เจียนซู เกิดในครอบครัวขุนนางเก่า มีชื่อรองว่า กงจิน

ลักษณะเป็นบุรุษรูปงาม หน้าขาว เมื่อวัยเด็กได้เรียนรู้วิชาอย่างแตกฉาน ทั้งการทหาร และศิลปะแขนงต่างๆ โดยจิวยีเป็นผู้ชำนาญทางดนตรี กล่าวกันว่า ถ้าใครดีดพิณผิดแม้นิดเดียว ใครต่อใครจับไม่ได้ แต่จิวยีสามารถจับได้ จิวยีเป็นผู้มีนิสัยโอบอ้อม มีน้ำใจต่อเพื่อนฝูง ดังนี้ จึงมีผู้ที่เคารพนับถือเป็นมิตรสหายมากมาย

จิวยีคบหาเป็นเพื่อนกับซุนเซ็กมาแต่ยังเล็ก เมื่อซุนเซ็กสร้างเมืองกังตั๋งจนรุ่งเรือง จิวยีมีส่วนในการสร้างความสำเร็จนั้นด้วย และทั้งคู่ก็มีสถานะเป็นคู่เขยกัน โดยที่ภรรยาของทั้งคู่ คือ นาง 2 เกี้ยวแห่งเมืองกังตั๋ง ภรรยาของซุนเซ็ก คือ ไต้เกี้ยวพี่สาวของเสียวเกี้ยวซึ่งเป็นภรรยาของจิวยี เมื่อซุนเซ็กสิ้นลง ได้ฝากฝังเมืองกังตั๋งและซุนกวน น้องชายไว้กับจิวยีด้วย มีความภักดีต่อตระกูลซุนมาก เพราะถือว่าตระกูลซุน มีบุญคุณต่อตน และครอบครัวมาตลอด เขารับใช้ตระกูลซุน ด้วยความซื่อสัตย์ และสามารถอย่างถึงที่สุด จิวยีได้รับตำแหน่ง เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งง่อก๊ก เมื่ออายุได้เพียง 26 ปี

เมื่อขงเบ้ง มาอยู่ที่เมืองกังตั๋งเพื่อร่วมกันรับมือกับทัพวุยก๊กของโจโฉ แม้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกัน แต่จิวยีก็ไม่ไว้วางใจขงเบ้ง เพราะเกรงว่าขงเบ้งต่อไป จะเป็นภัยแก่ง่อก๊ก จึงหาทางกำจัดขงเบ้งอยู่เสมอๆ แต่ขงเบ้งก็ล่วงรู้ก่อน และทำลายแผนการเหล่านี้ ไว้ได้ทุกครั้ง สร้างความแค้นใจให้จิวยียิ่งนัก

จิวยี สิ้นชีพเมื่ออายุได้เพียง 36 ปี ระหว่างยกทัพบุกเมืองลำกุ๋น ด้วยอาการโลหิตเป็นพิษจากลูกธนู ประกอบกับความแค้นใจที่มีต่อขงเบ้ง และขงเบ้งส่งจดหมายยั่วยุมา จึงกระอักเลือดตาย ก่อนสิ้น จิวยีได้รำพันออกมาว่า

“เมื่อฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้ว เหตุไฉนถึงส่งขงเบ้งมาเกิดด้วย”

ตามบันทึกประวัติศาสตร์จริงจิวยีเสียชีวิตเพราะป่วยจากโรคระบาด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตายด้วยความคับแค้นใจต่อขงเบ้งแต่อย่างไร ปัจจุบันสืบทราบแล้วว่าจิวยีตายเพราะโรคพยาธิชนิดหนึ่ง เรียกว่า เสว่ซีฉง (หนอนดูดเลือดคล้ายพยาธิปากขอ)

อย่าเก่งอย่างจิวยี่

ด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเอง จิวยี ยอดขุนพลก็เชื่อว่าจะหาโอกาสในการกำจัดเล่าปี่และยึดเมืองเกงจิ๋วคืนได้ไม่ยาก ว่าแล้วจึงออกอุบายบอกกับเล่าปี่ไปว่า ตนเองนั้นจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนมาให้เล่าปี่ได้ปกครองแทน โดยระหว่างทางที่ จิวยีจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้น จิวยีก็ทำทีเป็นว่าจะมาขอยืมเสบียงที่เมืองเกงจิ๋ว

พอเล่าปี่ออกจากเมืองมาต้อนรับก็จะจับฆ่าเสีย แล้วยึดเมืองเกงจิ๋วคืน เรียกว่าได้ทั้งเมืองและเอาชีวิตเล่าปี่เสียในคราวเดียวกันเลย แต่อย่างที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนฉลาดแค่จิวยีคนเดียวเสียทีไหน ว่าแล้ว ขงเบ้งก็ย้อนศรจิวยีโดยเตือนเล่าปี่ไม่ให้หลงกล ห้ามเปิดประตูเมืองเกงจิ๋วอย่างเด็ดขาด แถมยังสั่งลูกน้องคนสนิท จูล่งให้ตะโกนเยาะเย้ยบอกจิวยีว่า แผนการของเจ้านั้น นายข้าคาดการณ์ และรู้เท่าทันอุบายนี้มาตั้งแต่ต้น เล่นเอา จิวยีทั้งเจ็บใจทั้งช้ำใจ ทั้งเสียหน้า จนทำให้พิษจากแผลเก่าที่ถูกเกาฑัณฑ์เกิดกำเริบขึ้นมา จนตัวจิวยีเองทนพิษบาดแผลไม่ไหว. กระอักเลือด สิ้นใจตายในที่สุด (ตามฉบับนิยาย)

โดยก่อนที่ตัวแกจะตายแกก็ยังรำพึง รำพันกับสวรรค์ว่า “ฟ้าให้ข้ามาเกิดแล้ว…ใยจึงต้องให้ขงเบ้งตามมาเกิดด้วย” นี่แหละน๊า จุดจบของความเก่งแบบไม่เฉลียวใจของชายชาติทหาร นาม จิวยียอดขุนพลแห่งฝ่ายซุนกวนที่มองเห็นแต่โอกาสและเชื่อมั่นในอุบายของตัวเองมากจนเกินไป แต่ไม่ได้เผื่อใจสำหรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ครั้นพอผิดแผนขึ้นมา ก็ทำใจไม่ได้จนกระอักเลือดตายในที่สุด

ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงนักประวัติศาสตร์จะไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครกระอักเลือดตายได้จริงๆ แต่เป็นเพราะการติดเชื้อ หรือโรคระบาดเสียมากกว่าที่คร่าชีวิต จิวยียอดขุนพลท่านนี้ แต่เรื่องเล่าในสามก๊ก ก็เป็นเรื่องเตือนใจให้ผู้อ่านได้พึงสังวรณ์ไว้ว่าหลายสิ่ง หลายอย่างอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดวางแผนไว้จงเตรียมใจพร้อมรับทุกสถานการณ์และตั้งอยู่บนความไม่ประมาทไว้เป็นดีที่สุด

จิวยี VS ขงเบ้ง ใครเก่วกว่าใคร

ว่าด้วยเรื่องการรบแล้วผมว่าจิวยี่เหนือกว่า จิวยี่เป็นคนที่ร่วมสร้างง่อก๊กมาพร้อมกับซุนเซ็กนะครับ แถมศึกเซ็กเพ็กของจิวยี่นี่คือการปราบปรามโจโฉผู้ครองอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจีนเวลานั้นในยามที่รุ่งเรืองที่สุด คือเพิ่งเอาชนะศึกกัวต๋อ ปราบอ้วนเสี้ยวมาได้หมาดๆ

ขณะที่ขงเบ้ง ผลงานหลักๆคือผูกพันธมิตรกับซุนกวน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึก นอกจากแค่ดอดไปยึดเกงจิ๋วตอนหลัง การยึดเสฉวนที่ทำให้เล่าปี่ได้อาณาจักรที่เป็นรากฐานให้ก๊กนั้นก็อาศัยฝีมือของหวดเ้จ้งมากกว่า ศึกฮันต๋งเองขงเบ้งก็เข้ามาร่วมในตอนหลังจากหวดเจ้งตายไปแล้ว เรียกว่าคนที่มีผลงานด้านการทหารที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้น่าจะเป็นหวดเจ้ง ขงเบ้งจะมีบทบาทในส่วนของการปกครองมากกว่า

ที่สำคัญคือจิวยี่ประมาณสถานการณ์การรบได้เก่งกว่าขงเบ้งมาก เขากล้าตัดสินใจรบกับโจโฉเพราะเห็นโอกาสที่จะชนะได้ แล้วก็ทำได้จริงๆ ขณะที่ขงเบ้งในบั้นปลายชีวิต ออกรบต่อเนื่องหลายปีไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เอาด้านความครบเครื่องคงเป็นขงเบ้ง เพราะจิวยี่เน้นเรื่องทำศึกอย่างเดียว แต่ถ้าวัดกันด้านการรบต้องเป็นจิวยี่ชนะขาดลอย ตั้งแต่ร่วมสร้างง่อก๊กมาพร้อมกับซุนเซ็ก และการชนะศึกเซ็กเพ็ก ปราบโจโฉผู้ครองอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจีนเวลานั้นในยามที่รุ่งเรืองที่สุด คือเพิ่งเอาชนะศึกกัวต๋อ ปราบอ้วนเสี้ยวมาได้หมาดๆ

ขณะที่ขงเบ้ง ผลงานคือผูกพันธมิตรกับซุนกวน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึก เรื่องต่างๆรวมทั้งเรื่องจิวยี่ถ่มน้ำลายรดฟ้าเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด (ถ้าจะมีคนกระอักเลือดน่าจะเป็นขงเบ้งบ่นว่าทำไมฟ้าต้องส่งสุมาอี้มาเกิดมากกว่า) นอกจากแค่ดอดไปยึดเกงจิ๋วตอนหลัง การยึดเสฉวนที่ทำให้เล่าปี่ได้อาณาจักรที่เป็นรากฐานให้ก๊กนั้นก็อาศัยฝีมือของหวดเ้จ้ง ศึกฮันต๋งเองขงเบ้งก็เข้ามาร่วมในตอนหลังจากหวดเจ้งตายไปแล้ว เรียกว่าคนที่มีผลงานด้านการทหารที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้ก็คือหวดเจ้ง ขงเบ้งจะมีบทบาทในส่วนของการปกครองมากกว่า

ยิ่งผลงานด้านการรบของขงเบ้งหลังจากนั้นถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้วก็คือไปรบหลายปีแทบจะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เทียบแล้วห่างชั้นเหลือเกินกับผลงานสร้างง่อก๊กมากับมือ และชัยชนะต่อโจโฉใน 1 ใน 3 ศึกครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสามก๊กของจิวยี่

แต่ต้องยอมรับ ได้ทั้งบุ๊นทั้งบู๊

จิวยี่ เกิดที่ลู่เจียนซู เกิดในตระกูลขุนนางเก่า ตามตำนานว่าเป็นบุรุษหน้าขาว รูปงาม แต่ก้าวร้าวและมุทะลุมาตั้งแต่ยังเด็กสมัยยังเด็กได้มีโอกาสเล่าเรียนทั้งบุ๋นและบู๊ จึงทำให้เป็นหัวโจกของเด็กแถวนั้นเมื่อโตเป็นหนุ่ม ได้มีเพื่อนรักชื่อ “ซุนเซ็ก” ด้วยความที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวมุมะลุเหมือนกัน ทำให้จิวยี่และซุนกวนสนิทและรักใคร่กันเหมือนพี่น้อง จึงได้สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันครั้นเมื่อซุนเซ็กขึ้นเมืองกังตั๋ง จึงได้เรียกตัว จิวยี่ มาเป็นแม่ทัพ และจิวยี่ยังเป็นแม่ทัพที่เดินเรือเก่งที่สุดในยุคนั้นอีกด้วย( จิวยี่มีส่วนในการสร้างเมืองกังตั๋งให้มั่นคงด้วย )

ทั้งคู่นอกจากจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันแล้ว ยังเป็นคู่เขยกันด้วย ซึ่งซุนเซ็ก แต่งงานกับ ไต้เกี้ยว ซึ่งเป็นพี่สาวของเสียวเกี้ยว ซึ่งเป็นภรรยาของจิวยี่นั่นเองเมื่อซุนเซ็กก่อนจะลาโลกไป ได้สั่งเสียให้จิวยี่ช่วยดูแลกังตั๋งและซุนกวนน้องชายของตนด้วย

ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของซุนเซ็กที่มีต่อจิวยี่ ถึงขนาดบอกกับซุนกวนผู้เป็นน้องชายก่อนสิ้นใจว่า เรื่องภายในให้ปรึกษาเตียวเจียว เรื่องภายนอกให้ปรึกษา จิวยี่ในเวลานั้น โจโฉได้ชัยชนะจากอ้วนเสี้ยว ทำให้โจโฉปราบปรามภาคกลางได้สำเร็จ เตรียมจะยกทัพมาปราบทางภาคใต้ (ที่ๆซุนกวนและจิวยี่อยู่)โดยโจโฉส่งหนังสือมาให้ซุนกวน ว่าจะยกทัพร้อยหมื่นลงมาปราบแดนใต้ ให้ยอมสวามิภักดิ์ซะ

ซุนกวนร้อนใจมาก จึงเรียกประชุมด่วน…ในขณะนั้นเอง ขงเบ้ง ซึ่งเป็นกุนซือของเล่าปี่ได้เดินทางมาหาซุนกวนเพื่อจะขอให้ซุนกวนร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อกรกับโจโฉพอดีเล่าปี่กับซุนกวนซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกันโดยสู้ศึกกันที่ผาแดง โดยศึกนี้เป็นศึกที่ใหญ่ที่สุด 1ใน3 ของยุคสามก๊กฝ่ายขงเบ้งเมื่อมาถึงเมืองของซุนกวน ได้เจอกับที่ปรึกษาของซุนกวนรุมถล่มด้วยวาจา แต่โดนขงเบ้งโต้กลับไปได้ทุกคน

ในที่สุดจิวยี่กับซุนกวน จึงร่วมรบกับเล่าปี่เพราะถูกขงเบ้งยั่วยุจนเกิดโทสะตลอดเวลาที่ขงเบ้งอยู่ จิวยี่พยายามหาวิธีจะปลิดชีพของขงเบ้งซะ แต่ไม่เป็นผล โดยการสั่งขงเบ้งให้ทำลูกธนูให้ได้จำนวนแสนดอกภายใน 10 วัน แต่ขงเบ้งบอกว่าขอแค่ 3 วันพอโดยการทำหุ่นฟางขึ้นเรือไปในวันที่หมอกลงจัด ทางฝั่งโจโฉคิดว่าข้าศึกมา จึงระดมยิงธนูใส่หุ่นฟาง ทำให้ขงเบ้งได้ลูกธนู โดยไม่เสียแรงแม้แต่น้อย

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์สำคัญ โดย ufabet.com