Categories
ชีวประวัติ

ประวัติพระพุทธเจ้า เจ้าชายผู้สละความสบาย

Centrovirtual นำคุณไปศึกษา ประวัติพระพุทธเจ้า
ชายผู้เป็นมหาบุรุษ ศาสดาของ ศาสนาพุทธ

ประวัติพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้า

คำว่า “พระพุทธเจ้า” หมายถึงผู้ที่สามารถตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ได้ด้วยตนเอง ช่วงเวลาศาสนาพุทธยังดำรงอยู่ในโลก ดังนั้นคนทั่วไปสามารถเรียนพระธรรมแล้วเป็นพระอรหันต์ได้เอง จนกว่าจะถึงยุคที่พระพุทธศาสนาสิ้นสูญจากโลก ถึงตอนนั้นหากมีบุรุษใดสามารถเห็นแจ้งสัจธรรม เข้าใจวิธีการหลุดพ้นวัฏสงสารได้เอง คนผู้นั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า หากเข้าใจเองแต่ไม่สามารถสอนผู้อื่นได้ จะเรียกว่า “พระปัจเจกพระพุทธเจ้า” แต่ถ้าหากสามารถสอนคนอื่นให้พ้นวัฏสงสารตามตนเองไปได้ด้วยจะเรียก “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ซึ่งโอกาสที่จะเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซักองค์นั้นยากชนิดที่ไม่สามารถบรรยายได้

โลกเราจะมีเกิด และดับ แตกด้วยสาเหตุหลาย ๆ อย่าง จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่อาศัยได้ รอบของการเกิดดับของโลกนี้ เรียกว่า กัป หรือ กัปป์ หรือ กัลป์ โลกเราก็ผ่านกัปมาและจะมีกัปต่อไปเรื่อย ๆ เป็นวัฏฏจักรไม่สิ้นสุด ทีนี้ มันก็จะมีบางกัปที่เป็นกัปเสื่อม คือ สัตว์โลกไม่มีศีลมีธรรม รบราฆ่าฟันกัน ขาดสติปัญญาพอที่จะบรรลุธรรมได้ และมีกัปเจริญ คือ สัตว์โลกโดยรวมมีศีลมีธรรม มีสติปัญญาพอจะบรรลุมรรคผลได้ กัปเช่นนี้ เรียก ภัทรกัปป์

ในภัทรกัปป์ ก็จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติ เพื่อสั่งสอนธรรมให้แก่สรรพสัตว์ทั้งมนุษยโลก ทั้งเทวโลก ในภัทรกัปป์หนึ่ง ๆ ก็จะมีจำนวนพระพุทธเจ้ามาอุบัติแตกต่างกันไป ไม่ทราบแน่ว่า จำนวนน้อยสุดเท่าไหร่ แต่มากสุดน่าจะ 5 องค์

แต่จะอุบัติทีละองค์ ไม่อุบัติพร้อมกัน ในระหว่างช่วงเวลาว่างเปล่าจากองค์นึงไปหาอีกองค์ จะเรียกว่า พุทธันดร หมายถึง ช่วงว่างระหว่างพระพุทธเจ้า ช่วงนี้จะมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาอุบัติแทน ซึ่งมีจำนวนไม่จำกัด

ในส่วนพระพุทธเจ้านั้น ก็เริ่มต้นมาจากคนธรรมดาสามัญเหมือนเรา ๆ นี่แหละ แต่ท่านได้ตั้งใจปรารถนาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็บำเพ็ญบารมี 10 อย่าง (30 อย่างเมื่อแยกโดยละเอียด) จนครบถ้วนบริบูรณ์

ซึ่งคนที่บำเพ็ญเพื่อเป็นพระพุทธเจ้านี้ จะเรียกว่า “พระโพธิสัตว์” และใช้เวลาบำเพ็ญนานมาก ๆ ผ่านความทุกข์ยากทรมานจนนับไม่ถ้วน

จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ซึ่งท่านก็จะมีหน้าที่ก่อตั้งและประกาศพระพุทธศาสนาแก่สรรพสัตว์ โดยเวลาที่ศาสนาพุทธจะดำรงอยู่ได้นานเท่าไหร่ ในแต่ละพระพุทธเจ้า ก็จะไม่เท่ากัน แล้วแต่ช่วงอายุของมนุษย์ในยุคนั้น ๆ ด้วยและเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน (ตาย) ก็จะเข้าว่า “ดับไป” จะไม่มีการกลับมาเกิดอีกต่อไป ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม

แต่พอถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม และต้องอยูในเวลาที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์เก่าสิ้นสูญไปแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ก็จะอุบัติขึ้นมาประกาศศาสนาพุทธต่อไป

นี่คือความเชื่อของศาสนาพุทธในเรื่องนี้ แบบสรุปคร่าวๆ ซึ่งหากเอ่ยถึงในยุคของเรา พระพุทธเจ้า ย่อมหมายถึง สิทธัตถะ เจ้าชายในอดีตที่ออกผนวชและตรัสรู้เป็น ตถาคต ของชาวพุทธในปัจจุบัน

สิทธัตถะ

ประสูติ

พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล พระราชมารดาทรงพระนามว่า “พระนางสิริมหามายา” ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

            เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ ทรงเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา”

หลายคนเชื่อว่าพุทธประวัติบางช่วงเป็นปริศนาธรรมหรือกุลโลบาย
แต่ก็มีฝ่ายที่เชื่อว่าปเป็นจริงดังว่า

หลังประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายาพระบิดาไม่ประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอก จึงพยายามให้สิทธัตถะพบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ 16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา       

ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้น คือ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร

ตรัสรู้

เมื่อมีพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง) ทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณตามลำดับ จึงทรงคิดว่าชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิดว่า “ธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็น  มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์ คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย”

ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็นเพียงมายา ความสุขในกามคุณเป็นความสุขจอมปลอม เป็นเพียงภาพมายาที่ ชวนให้หลงว่าเป็นความสุขเท่านั้น ในความจริงแล้วไม่มีความสุข ไม่มีความเพลิดเพลินใดที่ไม่มีความทุกข์เจือปน ถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ

จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ในวันที่พระราหุลประสูติเล็กน้อย พระองค์ทรงม้ากัณฐกะ ออกผนวช มีนายฉันทะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพักตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) ทรงเปลื้องเครื่องทรงมอบให้นายฉันนะนำกลับพระนคร การออกบวชครั้งนี้เรียกว่า การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่)

หลังจากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ เพื่อค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร เมื่อเรียนจบทั้งสองสำนัก (บรรลุฌาณชั้นที่แปด) ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ตามที่มุ่งหวังไว้

จากนั้นจึงเสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เรียกว่า ดงคศิริ) เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติตามพระราชดำริว่า “เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ” ซึ่งพระอินทร์ได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย พิณสายหนึ่งขึงไว้ตึงเกินไป พอถูกดีดก็ขาดผึงออกจากกัน จึงพิจารณาเห็นทางสายกลางว่า เป็นหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณได้ ระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ (โกญฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ) มาคอยปรนนิบัติพระองค์โดยหวังว่าจะทรงบรรลุธรรมวิเศษ เมื่อพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์จึงหมดศรัทธา พากันไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (ต.สารนาถ)

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน  6 (เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี

นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด” แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง 80 ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่

ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด”

เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้)ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ (ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ 3 คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6 ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ 35 พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา 6 ปี

ปรินิพพนาน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี ทรงปลงอายุสังขารว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน โดยก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย เกิดอาพาธลงพระโลหิต พระพุทธองค์เกรงว่านายจุนทะถูกกล่าวโทษ จึงตรัสว่า “บิณฑบาตที่มีอนิสงส์ที่สุด มี 2 อย่าง คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และเมื่อเสวยแล้วปรินิพพาน”

และ มีพระพุทธดำรัสว่า “ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว”

พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่ พระสุภัททะปริพาชก ซึ่งถือได้ว่า “พระสุภัททะ” คือ สาวกองค์สุดท้ายที่พระองค์ทรงบวชให้ ท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้

ในคราวนั้น พระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย ว่า สังขารทั้งปวงมี ความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ ให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

จากนั้น ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา

            วันนี้ถือเป็นการแรกเริ่มต้นของพุทธศักราช โดยนับจากวันปรินิพพานของพุทธองค์ พุทธศาสนิกชนเชื่อว่า วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ทั้ง 3 เหตุการ ดังนั้นวันขึ้น 15 คำ เดือน 6 ถึงถูกนับเป็นวันสำคัญทางศาสนา คือ วันวิสาขบูชา

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก ufabet.com