Categories
ชีวประวัติ

ประวัติพระเยซู ผู้ไถ่ของมวลมนุษยชาติ

Centrovittual จะนำคุณไปรู้จัก “ประวัติพระเยซู”
แท้จริงเป็นใคร มาหาคำตอบกัน

ประวัติพระเยซู

ระเยซู เกิดเมื่อประมาณ 4-2 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 30-33 เป็นชาวยิว พระเยซูเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ คริสต์ศาสนิกชนเรียกพระองค์ว่า พระเยซูคริสต์ เพราะถือว่าพระองค์เป็นพระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระบุตรพระเป็นเจ้า และเป็นพระเจ้าพระบุตรซึ่งเป็นพระบุคคลหนึ่งในพระตรีเอกภาพ นอกจากนี้ในคัมภีร์ไบเบิลยังบันทึกว่าพระเยซูทรงแสดงปาฏิหาริย์ทรงรักษาคนตาบอดให้หายขาด รักษาคนพิการ โดยตรัสว่า บาปของเจ้าได้รับการให้อภัยแล้ว หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ ก็ได้ทรงฟื้นขึ้นจากความตายหลังสิ้นพระชนม์ได้เพียง 3 วัน และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

ชาวมุสลิมก็ให้ความเคารพพระเยซูเช่นกัน แต่เชื่อต่างจากชาวคริสต์ โดยชาวมุสลิมเรียกพระเยซูว่านบีอีซา คัมภีร์อัลกุรอานระบุว่าพระเยซูไม่ใช่ทั้งพระเจ้าและพระบุตรของพระเจ้า แต่เป็นบ่าวคนหนึ่งของพระเจ้า และเป็นเราะซูลที่พระเจ้าส่งมาเป็นแบบอย่างทางศีลธรรมให้แก่ชาวอิสราเอล เช่นเดียวกับเราะซูลอื่น ๆ นอกจากนี้กุรอานยังอ้างว่าพระเยซูได้ทำนายถึงเราะซูลอีกท่านหนึ่งที่จะมาในอนาคตด้วยว่าชื่ออะหมัด

คำว่า “เยซู” มาจากคำในภาษากรีกคือ “เยซุส” Ιησους [Iēsoûs] ซึ่งมาจากการถ่ายอักษรชื่อ Yeshua [เยชูวา] ในภาษาแอราเมอิกหรือฮีบรูอีกทอดหนึ่ง คริสตชนอาหรับเรียกเยซูว่า “ยาซูอฺ” ตามภาษาซีรีแอก ส่วนชาวอาหรับมุสลิมเรียกว่า “อีซา” ตามอัลกุรอาน ความหมายคือ “ผู้ช่วยให้รอด” เป็นชื่อที่ใช้กันมากในหมู่ชาวยิวตั้งแต่สมัยโยชูวาเป็นต้นมา ภาษาละตินแผลงเป็นเยซูส ภาษาโปรตุเกสแผลงต่อเป็นเยซู ภาษาไทยทับศัพท์ภาษาโปรตุเกสมาจนทุกวันนี้ ส่วนคำว่า “คริสต์” เป็นสมญาซึ่งมาจากคำในภาษากรีกว่า “คริสตอส” Χριστός [Christos] ซึ่งเป็นคำแปลของคำภาษาฮีบรู Messiah อันหมายถึง “ผู้ได้รับการเจิม” ชาวอาหรับเรียกว่า “มะซีฮฺ” ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สูงส่ง เช่น พระมหากษัตริย์ ปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ เป็นต้น

เมื่อราชอาณาจักรยูดาห์เสียแก่บาบิโลน ก็สิ้นกษัตริย์ที่ได้รับการเจิม ต่อจากนั้นชาวยิวก็โหยหาพระเมสสิยาห์ที่จะมาสร้างอาณาจักรใหม่ของพระเจ้า “พระคริสต์” จึงเป็นชื่อตำแหน่ง ไม่ใช่ชื่อตัวบุคคล ผู้นิพนธ์พระวรสารสี่ท่านมักเรียกพระองค์ว่า “พระเยซู” และเพื่อให้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่ชื่อเหมือนกัน ก็เรียกเป็น “พระเยซูชาวนาซาเรธ” หรือ “พระเยซูบุตรของโยเซฟ” แต่นักบุญเปาโลหรือเปาโลอัครทูตมักเรียกพระองค์ว่า “พระคริสต์” หรือ “พระเยซูคริสต์”

ก่อนพระภารกิจ

ประสูติเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตกาล ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลี หญิงพรหมจารีคนหนึ่งชื่อมารีย์ ได้หมั้นหมายไว้แล้วกับชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกัน ได้มีทูตสวรรค์กาเบรียลเข้าบ้านมาหามารีย์แล้วว่า “เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู” ฝ่ายโยเซฟเมื่อทราบว่ามารีย์ตั้งครรภ์แล้ว ก็ไม่คิดจะแพร่งพรายเรื่องนี้ จึงคิดจะถอนหมั้นอย่างลับ ๆ แต่มีทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” โยเซฟจึงทำตามคำนั้น คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา แต่มิได้สมสู่กับเธอ

ขณะที่มารีย์กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น จักรพรรดิออกัสตัสได้มีรับสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน คนทั้งปวงต่างต้องเดินทางกลับไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน โยเซฟกับมารีย์จึงต้องเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธ แคว้นกาลิลีไปยังเมืองของดาวิดเมืองหนึ่งชื่อเบธเลเฮม ในแคว้นยูเดีย เพราะโยเซฟเป็นเชื้อสายของดาวิด เมื่อเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์ประสูติ “นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม” 

ต่อมามีทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมาร เพื่อจะประหารชีวิตเสีย” โยเซฟจึงพากุมารและมารดาหนีไปยังประเทศอียิปต์ เนื่องจากกษัตริย์เฮโรดทราบว่าได้มีกุมารผู้ที่บังเกิดมาเพื่อจะเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิว และทราบจากบรรดามหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ว่า กุมารนั้นอยู่ที่เบธเลเฮม จึงใช้ให้คนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหลายในบริเวณนั้นที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่เป็นภัยต่อชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว” โยเซฟจึงพากุมารกับมารดากลับมาอยู่เมืองนาซาเร็ธ

เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูในช่วงระยะเวลาตั้งแต่อายุ 12 ปี จนพระเยซูทรงรับบัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน ค่อนข้างคลุมเครือ ไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก ชาวคริสต์เรียกช่วงเวลานี้ว่าพระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซู แต่เรื่องราวของพระเยซูตั้งแต่รับบัพติสมาจนสิ้นพระชนม์ที่กางเขน แล้วกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้งถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด

การประกอบพระภารกิจ

พระเยซูทรงรับบัพติศมาเมื่ออายุได้ 30 ปีจากยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน “ครั้นพระองค์ทรงรับพิธีบัพติศมาในน้ำแล้วในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์” หลังจากนั้นพระเยซูเสด็จไปในถิ่นทุรกันดาร เป็นเวลาถึงสี่สิบวันสี่สิบคืนโดยไม่ได้เสวยอะไรเลย แต่กลับมีมารมาผจญพระองค์โดยการล่อลวงต่าง ๆ นา ๆ เพื่อหวังให้พระเยซูกราบลงนมัสการมาร แต่พระเยซูได้ตอบโต้มารด้วยพระธรรมจากคัมภีร์ฮีบรู จนมารเห็นว่ามิอาจล่อลวงพระองค์ได้จึงละพระองค์ไป 

พระองค์ทรงเริ่มพระกิจจานุกิจโดยออกสั่งสอนชนทั้งปวงให้กลับใจจากความบาป แล้วเดินตามทางของพระเจ้าอย่างแท้จริง อย่าแสร้งทำเป็นนับถือพระเจ้าแต่ปาก “ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของเขาห่างไกลจากเรา” ทรงสอนมิให้ทำตนเป็นเหมือนพวกหน้าซื่อใจคด “เหตุฉะนั้น ทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน จงถือประพฤติตาม เว้นแต่การประพฤติของเขาอย่าได้ทำตามเลย เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน แต่เขาเองหาทำตามไม่” พระองค์ยังตรัสพระธรรมคำสั่งสอนและทรงพระราชกิจไว้อีกมากมาย ซึ่งถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือ 4 เล่มแรก ได้แก่ มัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น

ในการทรงพระราชกิจของพระเยซูนั้น พระองค์ได้ทรงเรียกบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเป็นสาวก เพื่อสั่งสอนและมีส่วนช่วยพระองค์อีก 12 คน ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าอัครทูต ได้แก่ ซีโมนเปโตร, อันดรูว์ (น้องชายของซีโมน), ยากอบ บุตรเศเบดี, ยอห์น (น้องชายของยากอบ), ฟีลิป, บารโธโลมิว, โธมัส, มัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสาร, ยากอบ บุตรอัลเฟอัส, เลบเบอัส (ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า ธัดเดอัส) ซีโมนเศโลเท และยูดาส อิสคาริโอท (ผู้ที่อายัดพระเยซู)

ผลของการที่พระเยซูออกประกาศ, สั่งสอน, รักษาโรค และทำการต่าง ๆ มากมาย ทำให้มีคนเป็นจำนวนมากติดตามพระองค์

การสิ้นพระชนม์

เราทราบกันดีว่าพระเยซูถูกตรึงกางเขนโดยทหารโรมัน เพื่อเป็นการประหารชีวิตตามวิธีการที่ใช้ในสมัยนั้น แต่ที่อยากนำเสนอ คือการตายที่ทรมานนี้ เป็นการตายที่มารุณสำหรับมนุษย์มากตามหลักการแพทย์ ดังนี้

พระองค์ต้องนอนลง กางแขนออกสุดและถูกตอกบนไม้ชิ้นขวาง ซึ้งยังคงแยกต่างหากจากเสาหลัก ซึ่งปักดิ่งอยู่ในพื้นถาวรก่อนแล้ว

ตอกกับอะไร? ตอกที่ไหน? พวกโรมันใช้เดือยแหลม ซึ่งยาว 5 – 7 นิ้ว ตอกลงที่ข้อมือ จุดต่ำกว่าฝ่ามือซ้ายลงมาราว 1 นิ้ว

ตอกผ่านข้อมือลงไป เพราะเป็นตำแหน่งที่มั่นคง ซึ่งสามารถยึดไว้ได้ เพราะถ้าตอกที่ฝ่ามือ น้ำหนักตัวจะดึงให้ผิวหนังขาดออกและร่างกายจะตกลงสู่พื้น ดังนั้นจึงตอกเดือยแหลมที่ข้อมือ แต่ถือว่าข้อมือเป็นส่วนของมือตามภาษาที่ใช้ในสมัยนั้น

ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าเดือยแหลมนั้นตอกทะลุเส้นประสาทตรงกลาง ซึ่งเป็นเส้นประสาทใหญ่ที่สุดที่ผ่านถึงมือ และจะถูกบีบด้วยเดือยแหลมที่ตรึงอยู่นั้น

เมื่อผมมีความรู้เรื่องกายภาพเพียงพื้นๆ เท่านั้นจึงไม่รู้ความหมาย” แล้วจะทำให้เจ็บปวดขนาดไหน?” ผมถาม

เวลากระดูกข้อศอกบังเอิญไปชนอะไรเข้ามันเจ็บขนาดไหน? นั่นเป็นเส้นประสาทอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งเจ็บมากเมื่อถูกชนโดยบังเอิญ คราวนี้ ลองนึกภาพปากคีบของช่างไฟฟ้า คีบและบิดเส้นประสาท ผลที่ได้ก็คล้ายกับประสบการณ์ของพระเยซู”

ความจริงแล้ว ไม่อาจหาคำบรรยายได้ จนพวกเขาต้องคิดคำใหม่ขึ้นใช้ เป็นคำที่มีความหมายว่า ‘ผลที่ออกมาจากกางเขน’ ลองคิดดูก็แล้วกัน ถึงขนาดที่พวกเขาต้องประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นใช้ เพราะไม่มีสักคำที่สามารถอธิบายความทรมานแสนสาหัสที่เกิดขึ้นระหว่างตรึงกางเขนได้

ถึงจดนี้ พระเยซูถูกยกขึ้นเพื่อตอกไม้ชิ้นขวางกับเสาหลัก แล้วตอกเดือยแหลมที่เท้าของพระเยซู และอีกครั้งเส้นประสาทที่เท้าก็จะถูกบีบและสร้างความเจ็บปวดแบบเดียวกัน

การถูกบีบเส้นประสาทนั้นก็แย่มากพอแล้ว การถูกตรึงจะเกิดอะไรขึ้นกับพระเยซู? อย่างแรก แขนจะถูกยืดออกสุด คงจะยืดออกอีกหกนิ้วและหัวไหล่ทั้งสองข้างหลุดออกมา คำควณด้วยสมการคณิตศาสตร์ง่ายๆ ได้

เมื่อคนนั้นถูกตรึงในแนวตั้งฉาก สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตด้วยความทรมานช้าๆนี้ คือ การขาดอากาศหายใจ

สาเหตุ เป็นเพราะว่าการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อและกระบังลม ทำให้ทรวงอกอยู่ในสภาพสูดหายใจเข้า โดยพื้นฐานก็เพื่อจะหายใจออก เขาก็จะเหยียดเท้าตรงเพื่อลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อสักครู่หนึ่ง เมื่อทำอย่างนั้น ตะปูก็จะทะลวงเข้าที่เท้าและปิดกั้นกระดูกที่ตาตุ่ม

เมื่อหายใจออกแล้ว เขาจะรู้สึกผ่อนคลายสักครู่แล้วก็สูดหายใจเข้าอีกและเขาก็ต้องเหยียดตัวเพื่อผ่อนลมหายใจออกอีก ถูหลังที่เลือดอาบกับหลักไม้ที่หยาบกระด้างครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นอย่างนี้จนกระทั่งเขาหมดแรง แล้วเขาก็ไม่อาจยืดตัวขึ้นเพื่อหายใจอีกต่อไป

เมื่อลมหายใจผ่อนเบาลง คนนั้นจะเกิดภาวะโลหิตมีไบคาร์โบเนตมากกว่าปกติ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดหลอมตัวรวมกับน้ำ ทำให้เกิดกรดในเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ

ภาวะหมดสติเพราะขาดเลือดนั้นทำให้หัวใจเต้นเร็วอย่างต่อเนื่องนั้นอาจทำให้หัวใจวายได้ และส่งผลให้เยื่อหุ้มหัวใจกักน้ำไว้โดยรอบ และมีอาการน้ำซึมออก เช่นเดียวกัน เยื่อหุ้มปวดก็จะเก็บน้ำไว้โดยรอบเป็นอาการที่เรียกว่า น้ำท่วมปอด

เป็นไงครับ ตายทรมานน่าดู…

ขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com