Categories
ชีวประวัติ

ลีโอ สเตราส์ นักปรัชญารัฐศาสตร์ที่หลายคนคงเคยได้ยิน

นักปราชญ์เมธี นักคิด นักเขียน ผู้มีความสามารถทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักจะผู้ถ่ายทอดปัญญาของตนผ่านทางการตั้งสำนัก โรงเรียน สถาบัน แต่มีนักปรัญชาคนหนึ่ง ผู้ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และได้ตั้งสำคือนักรัฐศาสตร์ ด้วยการใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อสำนัก สำนัก Straussian มีสาขามากมายเพื่อสอนแนวคิดของเขา
เขาผู้นั้น ลีโอ สเตราส์ เค้าเป็นใคร แนวคิดของเขาเป็นอย่างไร เรามาดูกันครับ กับ Centrovirtual

ลีโอ สเตราส์

ลีโอ สเตราส์

สำนักคิดเพลโตเป็นสำนักเดียวที่โดดเดี่ยวยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ สำนักรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีอยู่สำนักเดียว ที่ใช้ชื่ออาจารย์เป็นชื่อของสำนักได้ อาจารย์รัฐศาสตร์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะโด่งดังเพียงใดก็ไม่สามารถเอาชื่อไปตั้งสำนักได้ ยกเว้น Leo Strauss (September 20, 1899 – October 18, 1973) ที่เป็นสานุศิษย์เชี่ยวชาญปรัชญาเพลโต

คณานุศิษย์ของ Strauss เป็นสำนักรัฐศาสตร์หนึ่งเดียวที่ใช้ชื่ออาจารย์ เรียกว่าสำนัก Straussian ประเทศไทยมีศิษย์เอกรุ่นสุดท้ายที่เรียนโดยตรงกับ Strauss คือศาสตราจารย์ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ซึ่งเรียนเก่งชนะฝรั่ง ได้เกียรตินิยมสูงสุดชั้น summa cum laude

ลีโ (Leo Strauss: 1899 – 1973) อพยพหนีภัยนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มาสอนหนังสือครั้งแรกที่ The New School of Social Research ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่นั่น นักวิชาการชาวยิวจากยุโรปจำนวนไม่น้อยมารวมตัวกันอยู่ จนทำให้สถาบันแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น ‘มหาวิทยาลัยพลัดถิ่น’ (The University in Exile)

“คำสอนแบบลับๆ ของสเตราส์ (Esoteric Teaching) คือคำสอนที่ยึดตามคติของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolò Machiavelli) และ ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche)”

อาจกล่าวได้ว่าเมื่อแรกเริ่ม สเตราส์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านักคิดชาวยิวที่ให้ความสำคัญแก่ปัญหาของชนชาติยิวโดยเฉพาะ แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะสเตราส์เป็นคนร่างเล็ก น้ำเสียงก็ไม่มีพลัง แต่นับตั้งแต่ได้ย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ที่ซึ่งเขาสอนประจำอยู่เป็นเวลายาวนาน (สเตราส์ย้ายไปสอนที่ Claremont McKenna College และ St. John’s College อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1973) อิทธิพลทางความคิดของเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้น และแพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วทั้งในแวดวงวิชาการด้านเทววิทยา ศาสนา ปรัชญา ปรัชญาการเมือง และรัฐศาสตร์ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกับเขาสามารถรู้สึกได้อย่างรวดเร็วถึงพลังทางปัญญาของผู้สอนคนนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมรณกรรมของเขา

ยิ่งใหญ่เมื่อจากไปแล้ว

แท้จริงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า เมื่อตายแล้ว สเตราส์กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งกว่าขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่เสียอีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สเตราส์กลายเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านักวิชาการชาวยิวธรรมดาในอเมริกา อยู่ที่บทบาทและอิทธิพลทางความคิดของสานุศิษย์คนสำคัญๆ ของเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น ‘ครู’ ผู้ยิ่งใหญ่เสียเอง ศิษย์เอกในยุคแรกๆ ของสเตราส์ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง เช่น

  • แฮร์รี จาฟฟ่า (Harry Jaffa: 1918 – 2015)
  • มาร์ติน ไดมอนด์ (Martin Diamond: 1919 – 1977)
  • โรเบิร์ต โกลด์วิน (Robert Goldwin: 1922 – 2010)
  • อัลแลน บลูม (Allan Bloom: 1930 – 1992) เป็นต้น

การรวมตัวกันอย่างค่อนข้างเหนียวแน่นของตัวบุคคลเหล่านี้ที่ไม่กระดากอายที่จะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสเตราส์เป็นเรื่องของ ‘ศิษย์’ กับ ‘ครู’ และไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘นักศึกษา’ กับอาจารย์ธรรมดาๆ ต่อมาจะได้กลายเป็นชนวนให้มีการโจมตีว่า ‘ศิษย์’ ของสเตราส์เหล่านี้ และบรรดาผู้นิยมแนวทางของสเตราส์ (The Straussian) เป็นเหมือนพวกคลั่งลัทธิศาสนาที่มีความลับเฉพาะกลุ่มของตนที่บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้

อย่างไรก็ดี ข้อโจมตีสเตราส์ที่มีสาระทางวิชาการที่เด่นชัด ได้แก่ข้อหาว่า สเตราส์เป็นผู้ที่รื้อฟื้นวิวาทะระหว่างความเชื่อสมัยโบราณกับสมัยใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง และเขาเลือกที่จะเข้าข้างสมัยโบราณ นั่นคือสเตราส์มีทัศนะที่ว่าศาสตร์ทางการเมืองและจริยศาสตร์ของนักคิดโบราณนั้นสูงส่งกว่าศาสตร์ทางการเมืองและจริยศาสตร์ร่วมสมัย 

‘สาระ’ ของข้อโจมตีนี้มีข้อที่น่าสนใจยิ่งตรงที่ว่า พร้อมๆ กับที่ถูกมองว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ระบบศีลธรรมแบบโบราณ สเตราส์ก็ถูกโจมตีด้วยว่า โดยเนื้อแท้แล้ว เขาไม่ได้เป็นเช่นว่าเลย แต่ที่จริงแล้ว คำสอนแบบลับๆ ของสเตราส์ (Esoteric Teaching) คือคำสอนที่ยึดตามคติของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolò Machiavelli: 1469 – 1527) และ ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844 – 1900)

สเตราส์เป็นพวกปฏิเสธพระเจ้า และเป็นผู้ที่ยึดมั่นในคติสุญนิยม (Nihilism) ที่ปั่นหัวคนหนุ่มสาวด้วยวิธีการอันชาญฉลาด ให้กลายเป็นผู้ไม่มีศีลธรรมไปในที่สุด งานเขียนที่เลอะเทอะ เพ้อเจ้อ ของ ชาเดีย ดรูรี (Shadia Drury: 1950 – ) คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของงานประเภทนี้

รอยต่อของปรัชญาเก่าและใหม่

ฐานรากของข้อกล่าวหานี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่สเตราส์ค้นพบว่านักเขียนโบราณมีกลวิธีในการถ่ายทอด ‘ความจริง’ ที่สลับซับซ้อน คือมีทั้งคำสอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Exoteric Teaching) และคำสอนลับ (Esoteric Teaching) ที่เฉพาะผู้ทรงปัญญาเพียงพอเท่านั้นที่อาจค้นพบได้

และสเตราส์ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการเขียนงานของตนเอง นั่นคือสเตราส์พัฒนาศิลปะในการเขียนที่ไม่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าตนไม่เชื่ออะไร แต่เลือกที่จะกล่าวอย่างไม่สมบูรณ์ในสิ่งที่ตนเชื่อว่าจริง

โดยปกติ สเตราส์จะตั้งคำถามเอากับตัวบทที่ศึกษาอยู่ และเสนอคำตอบผ่านการตีความของตน มีการสลับไปสลับมาระหว่างบทบาทของผู้อ่านที่ตั้งข้อสงสัยและผู้ตอบคำถามต่างๆ อยู่ตลอด นอกจากนั้น ในแต่ละบทบาทของสเตราส์ก็มักจะเต็มไปด้วยคำอธิบายอันหลากหลายอีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราไม่ค่อยได้พบสเตราส์โดยลำพัง แต่มักจะพบเขาอยู่กับนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่เขากำลังศึกษาอยู่เสมอ ตรงนี้จึงค่อนข้างจะแน่ชัดว่าหากสเตราส์ไม่ถึงกับเขียนอย่างซ่อนเร้น แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เขียนในลักษณะที่ปกปิดอยู่พอสมควร เราจึงอาจต้องอ่านงานของสเตราส์ในวิธีเดียวกันกับที่สเตราส์อ่านงานสำคัญๆ ในอดีตนั่นเอง

หากพิจารณาเจตนารมณ์ของสเตราส์ตามที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ภารกิจหลักที่เขากำหนดให้ตนเองได้แก่การรื้อฟื้นปรัชญาการเมืองคลาสสิกให้กลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้น สืบเนื่องมาจากสิ่งที่สเตราส์เรียกว่าเป็น ‘วิกฤตของโลกตะวันตก’ (The Crisis of the West) ซึ่งเขาหมายถึงการที่โลกตะวันตกหรืออารยธรรมตะวันตกไม่มีความมั่นใจในวัตถุประสงค์ของตนเองอีกต่อไป

วัตถุประสงค์ที่ว่านี้คือการสถาปนาสังคมที่ดีบนรากฐานของเหตุผลและความรู้ วิกฤตของโลกตะวันตกตามที่สเตราส์เข้าใจนี้ เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากปรัชญาสมัยใหม่หรือปรัชญาของยุคแห่งภูมิธรรม (The Age of Enlightenment) ที่มีรากฐานอยู่บนความคิดเรื่องเสรีนิยม ความก้าวหน้า ที่ในที่สุดแล้วต้องมาควบคู่กันกับความคิดเรื่องสัมพัทธภาพทางศีลธรรม (Moral Relativism) หรือสุญนิยม (Nihilism)

สเตราส์มองเห็นความไม่สมดุลหรือความไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยกับโอกาสที่จะดำรงวิถีชีวิตของชาวยิวที่อิงอยู่กับศาสนา ที่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้เผยแสดงความจริงให้ปรากฏ (Revealed Religion) ในเยอรมันแห่งยุคสาธารณรัฐไวมาร์ สเตราส์ก็พบว่างานของสปิโนซ่าแท้จริงแล้วก็คือการโจมตีอดีต โดยปรัชญาแห่งยุคภูมิธรรม เพื่อเตรียมโลกให้พร้อมสำหรับสังคมใหม่แห่งวิทยาศาสตร์และอิสระเสรีในอนาคตนั่นเอง

“สเตราส์มองเห็นความไม่สมดุลหรือความไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยกับโอกาสที่จะดำรงวิถีชีวิตของชาวยิวที่อิงอยู่กับศาสนา”

สำหรับสเตราส์ นี่คือ ‘อคติ’ แต่เพราะว่ามันเป็นอคติที่มุ่งต่อต้านความคิดความอ่านของยุคสมัยโบราณด้วยการประกาศตนเองว่าเป็นผู้ต่อต้านอคติ ผู้คนในปัจจุบันจึงไม่รู้สึกว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะสกัดกั้นชัยชนะของอคติที่พรางตัวมาในรูปของชัยชนะเหนืออคตินี้ สเตราส์จึงกำหนดภารกิจหลักของตนว่าต้องรื้อฟื้นหรือกลับไปหาภูมิปัญญาของนักคิดยุคโบราณโดยปราศจากอคติปิดกั้นให้ได้

แต่การเดินทางทางความคิดของสเตราส์เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่เส้นทางสายตรง สเตราส์หวนคืนสู่สมัยโบราณหรือปรัชญากรีกผ่านการศึกษาความคิดของปราชญ์ในสมัยกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการศึกษางานของ ไมโมนิเดส (Maimonides: 1135 / 1138 – 1204) ปราชญ์ชาวยิว และไปถึง อัล – ฟาราบี (Al – Farabi: 872 – 950) ปราชญ์คนสำคัญของโลกอาหรับ

อย่างน้อยที่สุด นักปรัชญาสมัยกลางเหล่านี้ก็อยู่ใกล้กับปรัชญากรีกมากว่าปรัชญาตะวันตก เพราะในขณะที่งานคลาสสิกมีการแปลเป็นภาษาอาหรับไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่เก้า แต่กว่างานเดียวกันจะเป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตก ก็ต้องล่วงเข้ามาจนถึงศตวรรษที่ 15

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัญชาชื่อก้องโลก โดย ufabet.com