Categories
ชีวประวัติ

เตียวหุย ขี้เมาเกเร หยาบช้าอารมณ์ร้อน หรือคือผู้ยึดถือคุณธรรม

“เตียวหุย” ดูเป็นคนหยาบช้า อารมณ์ร้อนไม่มีสติปัญญา
บางคนว่า “เตียวหุย” เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มาก เป็นคนตรงไปตรงมา นับถือคุณธรรม กล้าหาญ และเป็นผู้ที่มีสติปัญญาในการวางอุบายรบ
แท้จริงเป็นอย่างไร Centrovirtual พาคุณไปรู้จักเค้ากัน

เตียวหุย
เตียวหุย

เตียวหุย เป็นพระอนุชาร่วมสาบานคนสุดท้องของพระเจ้าเล่าปี่และกวนอู โดยการสาบานที่สวนดอกท้อนั้น กระทำขึ้นที่หลังบ้านของเตียวหุยเอง และเป็นเตียวหุยที่ออกทุนทรัพย์ในการรวบรวมผู้คนเป็นครั้งแรกของทั้ง 3

เตียวหุยมีนิสัยวู่วามอารมณ์ร้อน ชอบดื่มสุราจนเมามายแล้วเฆี่ยนตีทหารบ่อย ๆ ศีรษะโตเหมือนเสือ หน้าสีดำ ตาพองโต เสียงดังปานฟ้าผ่า กิริยาดั่งม้าควบ เป็นผู้มีพละกำลังมากและมีแรงมากที่สุดในสามพี่น้อง 

อาวุธประจำตัวคือทวนยาว 8 ศอก หนัก 80 ชั่งจีน เรียกว่าทวนอสรพิษ บางตำราเรียกว่า ทวนยาวอสรพิษ ตัวคมทวนขดไปมาเป็นคลื่นคล้ายงู ปลายคมเป็นรูปจันทร์เสี้ยว

อาชีพเดิมของเตียวหุยคือคนขายหมูในเมืองตุ้นกวน ต่อมาได้ติดตามเล่าปี่เพื่อปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง และเตียวหุยก็ได้ร่วบรบกับพระเจ้าเล่าปี่ มาตลอดทั้งชีวิต ทั้งสู้รบมาหลายศึกอย่างศึกเซ็กเพ็ก ศึกเขาเตงกุนสัน ร่วมรบกับทหารเสือหลายคน

ภายหลังเตียวหุยเสียชีวิตขณะยกทัพไปหมายจะล้างแค้นให้กวนอู เพราะถูกลอบฆ่าตัดหัวโดยฮอมเกียงและเตียวตัดทหารฝ่ายตนเอง เตียวหุยอายุได้ 54 ปี (ในฉบับหลอกว้านจงกล่าวว่าเสียชีวิตเมื่ออายุ 50 ปี) เนื่องจากนิสัยวู่วามของตนเอง

ภายนอกเตียวหุยอาจดูเป็นคนหยาบช้า อารมณ์ร้อนไม่มีสติปัญญา แต่แท้ที่จริงแล้วเตียวหุยเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มาก เป็นคนตรงไปตรงมา นับถือคุณธรรม กล้าหาญ และเป็นผู้ที่มีสติปัญญาในการวางอุบายรบด้วย ดั่งจะเห็นได้จากหลายตอน

เช่น เมื่อครั้งที่เล่าปี่อพยพครอบครัวและชาวเมืองจากเมืองซินเอี๋ยหนีการตามล่าของโจโฉ เตียวหุยเป็นผู้ใช้อุบายใช้กิ่งไม้ผูกหางม้า แล้วให้ทหารวิ่งไปมาในป่าหลังสะพานเตียงปันให้ฝุ่นตลบ เพื่อลวงทหารโจโฉว่ามีกองกำลังซุ่มในป่าจำนวนมาก

ทั้งยังมีอุบายเปิดเผยเส้นทาง เพื่อหลอกเงียมหงันให้มาลอบโจมตี แต่สุดท้ายก็เข้าแผนของเตียวหุยที่ใช้กองทัพซุ่มซ้อนกลจนพ่ายแพ้ไป และอีกครั้งที่แสร้งทำเป็นเมามายเพื่อลวงเตียวคับ จนในที่สุดก็เอาชนะเตียวคับได้ ทั้งที่มีชัยภูมิเสียเปรียบกว่า

อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ ที่นี่

พ่อค้าขายหมู รบเก่งดั่งแม่ทัพ

เพระข้อมูลหลายอย่างถูกกล่าวอ้างเชิงวรรณกรรม เป็นเรื่องเสริมแต่งขึ้นมาภายหลัง หรือบางอันมันก็มีตำนานเรื่องเล่าหรือบันทึกอื่นๆ อยู่จริงๆ ซึ่งก็ต้องว่าไปตามเรื่อง

ซึ่งถ้าเอาตามวรรณกรรม ต้องบอกว่า ลักษณะขนบการเขียนวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ของจีน เกือบทุกเรื่อง มันมีการแฝงมายาคติหรืออะไรอื่นๆ ลงไปด้วยไม่น้อย

จริงๆแล้ว ในบันทึกประวัติศาสตร์ หรือจดหมายเหตุที่เป็นทางการของราชสำนักในยุคนั้นๆ จะบันทึกพื้นเพ ปูมหลังของบุคคลไว้ไม่ละเอียดมาก เอาแค่พอคร่าวๆ

ทีนี้ถ้าเรามาดูข้อมูลกันบ้างจะพบว่า ขุนนางจีนจำนวนมากในแต่ละยุค ต้องศึกษาศาสตร์ครบทั้งบุ๋นและบู๊ ขี่ม้า รำกระบี่รำมวน ยิงธนู คือพวกนี้เป็นเรื่องปกติมากสำหรับลูกหลานขุนนาง

ส่วนพวกขุนนางบุ๋น นี่มาจากสายอ่านตำรา หรือเป็นข้าราชการท้องถิ่นได้เลื่อนขั้น หรือเป็นพวกที่เข้ามาสอบ และอีกกลุ่มคือพวกที่ได้เสนอชื่อเป็นบุตรกตัญูญจากท้องถิ่นครับ พวกนี้จะได้เป็นนักเรียนทุนของทางการเข้ามาในเมือง

สำหรับพวกขุนพลเก่งๆ ในจีนยุคโบราณ หลายคนก็มาจาก จอมยุทธ์ยอดฝีมือ หรือกระทั่งพวกนักเลงท้องถิ่น อย่างในสามก๊ก พวกที่มาจากกลุ่มนี้ชัดๆ มี กวนอู จูล่ง เตียนอุย เคาทู กำเหลง

แล้วสังคมจีนโบราณ ระบบหมู่บ้าน กลุ่มวงศ์ตระกูล (Clan) มันทำให้เด็กหนุ่มวัยรุ่นจากแต่ละหมู่บ้านมีความใกล้ชิดกัน หรือเติบโตร่ำเรียนอะไรๆ ของหมู่บ้านหรือท้องถิ่นนั้นๆ เกิดมีเป็นพวกหัวโจกที่แค่พูดไม่กี่คำ พรรคพวกในถิ่นเดียวกันก็พร้อมตามๆ กันมาแล้ว

อย่างในชีวประวัติจูล่งนี่ระบุเลยว่า จูล่งสมัยหนุ่มๆเป็นหัวหน้าพวกคนหนุ่มที่เสียงสาน แล้วในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย คนหนุ่มพวกนี้มีอุดมการณ์อยากทำงานให้เจ้านายผู้ทรงธรรมสักคน จูล่งก็เลยนำพรรคพวกไปเข้ากับกองซุนจ้านในตอนแรก ก่อนจะไปอยู่กับเล่าปี่ที่หลัง

หรืออย่างเตียนอุยนี่พื้นเพมาจากนักเลงและมือสังหาร ทีทำงานให้ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นอีกที กำเหลงเดิมเป็นโจร รวบรวมพรรคพวกออกปล้น ตอนหลังหันมาสนในเรื่องบ้านเมืองก็เลยหันมาอ่านตำรา แล้วพาพรรคพวกไปเข้ากับหองจอ ฯลฯ

ตามเรื่องเอาจริงๆเตียวหุยออกไปทางร่ำรวยเป็นคุณชาย ตอนพบกับเล่าปี่ก็อายุ 17 ปีเท่านั้น ซึ่งในจีนโบราณนี่มันจะสลับกันคือคนจนมักจะเรียนทางบุ๋น ส่วนคนรวยจะเรียนทางบู๊

คนจนเรียนทางบุ๋นเพื่อจะได้มีโอกาสยกระดับตนเองขึ้นไปได้ ส่วนคนรวยมีอะไรๆ พร้อมแล้วก็จะเรียนการต่อสู้เพื่อใช้คุมกองทัพเสียมากกว่า ถ้าดูในสามก๊กแล้วจะเห็นว่าบรรดาขุนพลแม่ทัพฝ่ายบู๊นี่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกมีชาติตระกูลกันทั้งนั้น และพวกมีชาติตระกูลนี้ถึงจะผันตัวมาทำงานสายบุ๋นแต่ก็มักมีความสามารถในทางบู๊ติดตัวมาด้วย

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องตายตัวคนยากจนที่เก่งเรื่องการต่อสู้ก็มีเหมือนกัน    เพียงแต่เรามักจะเห็นพวกในนี้สภาพโจรเสียมากกว่า    เพราะคนจนทั่วไปจะไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงฝีมือ

หากวิเคราะห์อย่างหยาบๆ จะเห็นได้ว่า คนรวยก็มักมีเงินจ้างครูสอนวิชาต่อสู้ อย่าครูมวยหรือครูกระบี่ มาสอนให้ลูกหลานได้ด้วย คนจน วันๆ ก็แบกจอบเสียมทำไร่ไถนา แล้วการใช้อาวุธ กับการจับจอบฟันดิน มันคนละเรื่องกันเลย ถึงต้องใช้กำลังเข้าช่วยก็เถอะ แต่คนที่เรียบวิชาดาบหรือกระบี่มาอย่างดี ยังไงก็ชนะชาวนาที่จับแต่จอบเสียม

จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงเท่าไหร่นัก หากในสมรภูมิขุนพลเก่งๆ มีวิชาดีๆ สามารถเอาชนะทหารเลวในอัตราที่ห่างกันมากๆ

วิเคราะห์โดยบริบทสังคมยุคสงคราม

อาชีพและตำแหน่ง ไม่อาจใช้วัดฝีมือได้ ฝีมือของนักรบต้องวัดเมื่อต่อสู้กันในสนามรบ

เตียวหุยแม้จะเป็นพ่อค้าขายหมู ก็ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ธรรมชาติอะไรห้ามว่า พ่อค้าขายหมูจะฝึกวิชายุทธ์ไม่ได้ และทหารยามก็ไม่ได้เป็นผู้มีฝีมือเลวทรามต่ำช้าเสมอไป

คนเก่งไม่มีตำแหน่งไม่มียศศักดิ์มีมากมาย และคนมียศศักดิ์มีตำแหน่งไม่เก่งก็มีมากมาย มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พรสวรรค์ในการต่อสู้นั้นมีจริง คนที่เกิดมาเพื่อจะต่อสู้ ไม่กลัวเรื่องต่อยตี ไม่กลัวเลือด มีมากมาย นิสัยเตียวหุยเองก็ฟ้องอยู่ว่าเป็นคนมุทะลุ ใจร้อน ไม่ยอมคน ต่อยเป็นต่อยตีเป็นตี คนแบบนี้ต้องต่อยตีมาตั้งแต่เด็กแล้ว

โตขึ้นย่อมหาทางฝึกเพลงอาวุธ เพราะชอบทางบู๊ กวนอูเองก็ไม่ต่างกัน ประกอบกับการที่ตัวสูงใหญ่ร่างกายกำยำ เหมาะกับการใช้แรง ฝึกอาวุธ และในสังคมจีนยุคนั้น เป็นยุคที่อุดมไปด้วยสงคราม โจรผู้ร้าย ลูกผู้ชายที่ใจกล้าก็ล้วนแล้วแต่ต้องฝึกการต่อสู้ทั้งนั้น เพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัว และผู้อื่น

ส่วนแม่ทัพในยุคนั้น พวกจอมปลอมก็มีเยอะมาก ได้เป็นเพราะเส้นสายก็มีเล่าไว้ในเรื่องสามก๊กเช่นกัน อีกอย่างหนึ่ง เก่งกว่าทหารเลวก็ได้เป็นหัวหมู่ เก่งกว่าหัวหมู่ก็ได้เป็นลำดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เมื่อมาเจอนักรบตัวจริง พวกนี้ก็แพ้ราบ

ตามบันทึกแล้ว พวก ขุนพลดังๆ จุดที่เหมือนกัน จุดนึงก็คือ มีรูปร่างที่ ใหญ่โตกว่า คนทั่วไป เพราะฉะนั้น อาวุธอะไรต่างๆ ก็เพิ่มน้ำหนัก ให้มากกว่าคนทั่วไปได้ และ แน่นอนว่า พออาวุธหนัก เวลาเหวี่ยงแรง ก็เยอะกว่า ทหารธรรมดาเจอเข้า ก็ต้านกันไม่ไหว รวมถึงยุคสมัยนั้น ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือ เหมือนปัจจุบัน จะทำอะไร สร้างอะไร แรงงานตัวเองล้วนๆ เพราะฉะนั้น ร่างกายมันก็เหมือนฝึกความแข็งแรงไปในตัว

และไอ้ที่ ขุนพลเดี่ยวๆ ลุยทหารเยอะๆ ไม่ใช่อะไรหรอก ทหารไม่ค่อย กล้าเข้า ประมาณ เข้าคนแรกนี่ ตายแน่นอน ก็เลยกล้าๆกลัวๆ ไม่มีใครกล้าเปิด ขุนพลยิ่งได้ใจ ยิ่งตะลุยเข้าไปได้ง่าย

คงเหมือน อัศวินมั้งครับ ร่างกายใหญ่ ได้เปรียบ เกราะดี มีชัยไปอีกครึ่ง มีม้าด้วยนี้ สร้างชื่อได้สบาย เพลงยุทธจริงๆอาจไม่เด่น ขนาดนั้นก็ได้ สมัยก่อน อาจเน้นร่างกาย ไว้ก่อน ซึ่งสองคนนี้ได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนวรยุทธ แบบหนังจีน คงไม่น่า จะใช้ได้จริง มีเล่าปี่ เป็นสมอง มีกวนอู เตียวหุยเป็นกำลัง ทำผลงาน ก็ไม่หลุดไป ก็สร้างชื่อได้เรื่อยๆ

อย่างเตียวหุย กับ เตียวคับ ถ้าเป็น ศึกฮันต๋ง เตียวหุยล้อมจับ เตียวคับ ได้ ชิหลง มาช่วย เลยรอดไป เป็นเครื่องยืนยัน ฝีมือของคนผู้ นี้ได้อย่างชัดเจน

ขอบคุณสาระทางประวัติศาสตร์ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/