Categories
นานาสาระ

ศาสนาอิสลาม ศาสนาแห่งสันติ

Centrovirtual พาคุณย้อนประวัติศาสตร์
เพื่อค้นพบที่มาที่ไปของ “ศาสนาอิสลาม” ศาสนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีผู้นับถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน

ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม เริ่มขึ้นปี ค.ศ. 632 (พ.ศ. 1175) จากชุมชนมุสลิมที่นบีมุฮัมมัดตั้งขึ้นแล้วในคาบสมุทรอาหรับ ในศตวรรษต่อมามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในจักรวรรดิกาหลิบรอชิดีนและช่วงราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ศาสนาอิสลามแพร่ไปถึงทวีปยุโรปตอนใต้ หลายร้อยปีต่อมามีราชวงศ์มุสลิมปกครองหลายประเทศทั่วโลกด้วยกัน ได้แก่ ราชวงศ์อับบาซียะห์ ราชวงศ์ฟาติมียะห์ ราชวงศ์เซลจุค ราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ และมีจักรวรรดิมุสลิมที่แผ่อาณาเขตออกไปกว้างใหญ่ไพศาล

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่งสาวกถือว่าเป็นพระวจนะคำต่อคำของพระเป็นเจ้า (อัลลอฮฺ)

และสำหรับสาวกส่วนใหญ่ เป็นคำสอนและตัวอย่างเชิงบรรทัดฐาน (เรียกว่า สุนัต และประกอบด้วยหะดีษ) ของมุฮัมมัด (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็นศาสดา (นบี) องค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้า สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม

มุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็นเจ้า มุสลิมยังเชื่อว่า ศาสนาอิสลามเป็นบรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ประจักษ์มาหลายครั้งก่อนหน้านั้น ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระเยซู

พวกเขายึดมั่นว่า สารและวิวรณ์ถูกแปลผิดหรือเปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาลเวลา แต่มองว่าอัลกุรอานภาษาอาหรับเป็นทั้งวิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็นเจ้า มโนทัศน์และหลักศาสนามีเสาหลักทั้งห้าของอิสลาม ซึ่งเป็นมโนทัศน์พื้นฐานและการปฏิบัติตนนมัสการที่ต้องปฏิบัติตาม และกฎหมายอิสลามที่ตามมา ซึ่งครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตและสังคม โดยกำหนดแนวทางในหัวเรื่องหลายหลาก ตั้งแต่การธนาคารไปจนถึงสวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้อม

ที่มาในเชิงประวัติศาสตร์ เชื่อว่านบีมูฮัมหมัดเคยศึกษาคริสตศาสนา เชื่อกันว่า เรียนมาจาก Waraqa ibn Nawfal ญาติของ Khadija ภรรยาคนแรกของนบีครับ
บางตำราก็ว่า Waraqa เป็นลูกพี่ลูกน้องของ Kadija บางตำราก็ว่าเป็นลุงของ Khadija

Waraka เป็น นักชวชของศาสนาคริสต์นิกาย Nestorian ซึ่งเป็นนิกายที่มีความเห็นเรื่องพระเยซูแตกต่างจากคริสต์กระแสหลัก ทำให้มีปัญหาความขัดแย้งกับคริสต์นิกายอื่นๆ

โดยแนวคิดหลักของคริสต์ลัทธิ Nestorian ก็คือ การปฏิเสธหลักการที่ว่าพระเยซูยอมตายเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ และอธิบายว่าพระเยซูมี 2 ร่าง คือร่างมนุษย์ที่ตายบนไม้กางเขน และร่างศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นร่างจริงที่พระเจ้าพาขึ้นสวรรค์ แนวคิดนี้ถูกประณามเป็นพวกนอกรีต ตั้งแต่ปี 431 ก่อนยุคของ นบีมูฮัมหมัดเป็นร้อยปี ทำให้ไม่สามารถร่วมพิธีกรรมในโบสถ์เดียวกับคริสต์อื่นๆได้

ความเกี่ยวของกับความเชื่อพระเจ้าองค์เดียว ที่มักเรียกกลุ่มนี้ว่า ศาสนาอับราฮัม คือเชื่อในพระผู้สร้างสูงสุดพระเจ้าเดียว

โดยเมื่อประมาณ 300 กว่าปีก่อนการเกิดอิสลาม ชนเผ่าที่เป็นใหญ่ในเมืองเมกกะคือชนเผ่า กุร็อยช์ (กุเรซ) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ คนแต่ละตระกูลมีเสรีภาพในการนับถือเทพองค์ไหนก็ได้แล้วแต่ศรัทธา

คนเหล่านี้เองที่มุสลิมเรียกว่า มุชริก (ผู้ตั้งภาคี) กาเฟร(ผู้ปฎิเสธศรัทธา)โดยต้นตระกูลของนบีมูฮัมมัดก็เป็นหนึ่งในชนเผ่า กุร็อยช์ (กุเรซ) นี้ เรียกว่า ตระกูล Banu Hashim โดยมี Hashim ibn Abd Manaf ซึ่งเป็นทวด(พ่อของปู่) ของนบีมูอัมมัด เป็นต้นตระกูล

แม้ว่า Hashim ibn Abd Manaf จะมีเมียหลายคน แต่ผุ้หญิงซึ่งเกี่ยวข้องในฐานะเป็นทวด(แม่ของปู่) ของนบีมูฮัมมัด นั้น ขื่อ Salma ซึ่งเป็นยิวเผ่าหนึ่งจากเมืองยาธริบ(มะดีนะ)

เนื่องจากที่วิหารกะบะฮฺ เมืองเมกกะ นั้นมีเทวรูปมากมายที่ชนเผ่าต่าง ๆ นำมาประดิษฐานไว้ แล้วบรรดาชนเผ่าทั้งหลายก็มีการมาจาริกแสวงบุญที่วิหารกะบะฮฺ นี้ (เหมือนพิธีฮัจย์ของอิสลามในปัจจุบัน) ก่อให้เกิดเป็นระบบเศษฐกิจ และรายได้จำนวนมากมาย แก่ผู้ที่ดูแล หรือ อารักขา วิหารกะบะฮฺ แห่งนี้

ตระกูล Banu Hashim ของนบีมูฮัมมัด นั้นเป็นผู้ดูแล วิหารกะบะฮฺ นี้ ทำหน้าที่เก็บค่าต๋ง ขายน้ำ ขายอาหาร ให้แก่ผู้ที่มาจาริกแสวงบุญ

สำหรับนบีมูฮัมมัด นั้น พ่อตายที่เเมืองยาธริบ(มะดีนะ) ตั้งแต่นบียังอยู่ในท้องแม่ ส่วนแม่ นบี ตายในขณะที่กำลังเดินทางกลับจาก ยาธริบ(มะดีนะ) ในขณะที่นบีมูฮัมมัดอายุได้ 6 ปี จากนั้นนบีมูฮัมมัดถูกเลี้ยงโดยปู่คือ Abd al Muttalib จนกระทั่งอายุได้ 8 ปี ปู่ก็ตาย แล้วถูกเลี้ยงดูต่อโดยลุงชื่อ Abu Talib ซึ่งได้สอนนบีมูฮัมมัด ให้มีอาชีพเป็นพ่อค้า จนเมื่ออายุได้ 12 ปี ก็ได้เดินทางกับกองคาราวานของลุง เพื่อไปค้าขายยังซีเรีย จนกระทั่งได้แต่งเมียคนแรกซึ่งเป็นแม่ม่าย ทำการค้า ที่มั่งคั่งร่ำรวย ชื่อ Khadijah เมื่ออายุได้ 25 ปี

นบีบันทึกว่า เมื่ออายุได้ 40 ขณะเข้าไปนั่งสมาธิในถ้ำแห่งหนึ่ง เทวทูตกาเบรียลปรากฎกายให้เห็น นำสารจากพระเจ้ามามอบให้ เมื่อกลับถึงบ้านจึงไปปรึกษาเมียคือ Khadijah

ซึ่งเมียก็ได้ปรึกษากับลูกพี่ลูกน้องชื่อ Waraqa ซึ่งเป็นชาวคริสต์ รู้หนังสือ ภาษายิว คัมภีร์ชาวยิว และ โองการบทก่อน ๆ ที่พระเจ้าได้ส่งลงมาก่อน Waraqa นี่เองจึงได้บอกก็นบีมูฮัมมัด ว่า เขาจะเป็น “นบี” คนใหม่

ตระกูล Banu Hashim นับตั้งแต่ต้นตระกูลคือ Hashim ibn Abd Manaf เขาบอกว่าเขาเป็นพวก Hanifia หรือ นับถือศาสนาของอับราฮัม

ซึ่งสุดท้ายก็ได้พัฒนามาเป็นอิสลามในปัจจุบัน …

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/