Categories
นานาสาระ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชิ้นสำคัญของโลก

วันนี้เรามาพูดถึง “หลักฐานทางประวัติศาสตร์” ชิ้นสำคัญของโลก
มีอะไรกันบ้าง มาดูกันเลยครับ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - ม้วนหนังสือทะเลตาย
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชิ้นที่โด่งดัง
ในภาพคือส่วนหนึ่งของม้วนหนังสือทะเลตาย

1.ม้วนหนังสือทะเลตาย – Dead Sea Scrolls

ม้วนหนังสือทะเลตาย หรือ เดดซีสครอลล์ เป็นม้วนจารึกโบราณกว่า 900 ม้วน ที่สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นเมื่อราว 400 ปี ก่อนคริสตกาล โดยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1947 ที่ถ้ำคุมรานของอิสราเอลใกล้กับทะเลตายหรือเดดซี ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความลึกมากที่สุดในโลก
ยังไม่ทราบชัดว่าใครคือผู้เขียนและรวบรวมม้วนหนังสือทะเลตายเอาไว้ในถ้ำดังกล่าว แต่นักวิชาการบางส่วนคาดว่าม้วนหนังสือนี้เขียนขึ้นโดยคณะนักบวช “เอสซีน” (Essenes) ซึ่งเป็นคณะนักบวชโบราณในศาสนายูดาห์กลุ่มหนึ่งที่ชอบปลีกวิเวกอยู่โดดเดี่ยว และได้หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลากว่า 2,000 ปีมาแล้ว
ข้อความส่วนใหญ่ในม้วนหนังสือทะเลตายเป็นเรื่องราวทางศาสนา และนักโบราณคดีส่วนใหญ่ถือว่าม้วนหนังสือทะเลตายคือคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - สถานที่ค้นพบม้วนหนังสือทะเลตาย
สถานที่ค้นพบม้วนหนังสือทะเลตายโดยบังเอิญ

หลังจากปะติดปะต่อชิ้นส่วนของม้วนหนังสือที่ชำรุดเสียหาย โดยบางชิ้นมีขนาดเล็กเพียง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น นักโบราณคดีได้พบคำอธิบายประกอบท้ายเรื่องที่เขียนโดยผู้เขียนในยุคหลังเพื่อแก้ไขคำผิดในต้นฉบับ ซึ่งโชคดีที่คำอธิบายประกอบนี้บรรจุรหัสสำหรับไขความหมายของข้อความในม้วนหนังสือต้นฉบับเอาไว้ด้วย ทำให้สามารถอ่านข้อความที่เป็นปริศนามานานได้ในที่สุด
ข้อความที่นักโบราณคดีอิสราเอลอ่านได้ในครั้งนี้ ระบุถึงการเฉลิมฉลองในช่วงเปลี่ยนแปลงฤดูกาลของคณะนักบวชเอสซีนซึ่งใช้ปฏิทินแบบพิเศษที่ปีหนึ่งมี 364 วัน โดยมีทั้งเทศกาลฉลองข้าวสาลีใหม่ เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมันใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเทศกาลชาวูต (Shavuot) ของชาวยิวในปัจจุบัน
ข้อความในม้วนหนังสือยังเรียกชื่อเทศกาลย่างเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ซึ่งมีขึ้น 4 ครั้งในแต่ละปีว่า “เทกูฟาห์” (Tekufah) ซึ่งตรงกับคำในภาษาฮีบรูทุกวันนี้ที่แปลว่า “ช่วงเวลา”

2..มหาพีระมิดแห่งอียิปต์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - มหาพีระมิด
มหาพีระมิด หลักฐานบ่งบอกถึงความรุ่งเรื่องของประเทศอียิปต์
และที่มายังคงเป็นปริศนาให้ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ

อารยธรรมในยุคโบราณหลายแห่งในโลกมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิด โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ พีระมิดในอียิปต์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของฟาโรห์ โดยพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดคือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ และเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของพีระมิดคือหินทราย ซึ่งหินทรายดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ต้องใช้แรงงานคนนับแสนในการสร้างพีระมิดแต่ละองค์ โดยใช้เวลาในการสร้างไม่ต่ำกว่า 10 ปี
นอกจากนี้ยังมีพีระมิดของชาวนูเบียซึ่งขนาดเล็กกว่าและอยู่ทางใต้ของอียิปต์ และชาวเมโสโปเตเมียมีพีระมิดในรูปแบบของตนเองที่เรียกว่า ซิกกุรัต
ในยุคปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิดเช่นกัน เช่น พีระมิดกระจกที่อยู่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปารีส

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ – Louvre museum
สถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่ใช้พีระมิดเป็นต้นแบบ

มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่าตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ ประกอบไปด้วยพีระมิดใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน ( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพของฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาแบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลงไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิมโฮเทปผู้เป็นสถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุพระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อนกันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือ Step pyramid
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่มต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุงไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าวัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึงทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็นมาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพในมาสตาบาเช่นเดิม ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลายพีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอันหนึ่งที่ทรงสร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52ºกับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2ºไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้งหรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้างพีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจนถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนานนามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจากหินreddish sandstone จะมองเห็นเป็น สีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้

ภาพมหาพีระมิดแห่งกีซา จากอีกมุมหนึ่ง

แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิดแห่งเมือง กิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้านนอกฉาบผิวเรียบสร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คูฟู(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึงห้องโถงกลางสำหรับเก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็กน้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มีระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิดของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเรที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุตมีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่าสฟิงซ์ (Sphinx) หลายคนเชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟาโรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของสฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลายจากผู้รุกราน

3.โคลอสเซียม

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - โคลอสเซียม
โคลอสเซียม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันในอดีต

สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลมซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรม ประเทศอิตาลี แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญในการออกแบบสนามกีฬามาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกปัจจุบันโดยมากจะยึดตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้ เป็นเพียงมีแต่การต่อสู้และการแข่งขันที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม

ภายในโคลอสเซียม – สนามชีวิตของทาส หอเกียรติยศของผู้กล้า

ใต้อัฒจรรย์โคลอสเซียม (Colosseum) และใต้ดินโคลอสเซียม (Colosseum) มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆ หนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน แท้จริงจึงเปรียบได้ว่าเป็นสุสานของเหล่าทาศในอดีต