Categories
ประวัติศาสตร์

ยุทธการที่อี้จิง สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ขุนศึกม้าขาว

ยุทธการที่อี้จิง สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ขุนศึกม้าขาว
หลายคนคงสงสัยว่ายุทธการนี้สำคัญอย่างไร
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้กัน

ยุทธการที่อี้จิง

ยุทธการที่อี้จิง การรบที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 198 – มีนาคม ค.ศ. 199 โดยนับเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง กองซุนจ้าน ขุนศึกผู้มีฉายาว่า ขุนศึกม้าขาว กับ อ้วนเสี้ยว อดีตผู้นำกองทัพพันธมิตรในคราวปราบตั๋งโต๊ะ

โดยฝ่ายกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวได้รบพุ่งกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 191 เพื่อแย่งชิงดินแดนทางภาคเหนือโดยในสงครามครั้งนี้ฝ่ายกองซุนจ้านได้ขอความช่วยเหลือจาก โจโฉ แต่โจโฉได้ปฏิเสธไปและหันไปช่วยเหลืออ้วนเสี้ยวทำให้กองซุนจ้านต้องไปขอความช่วยเหลือจาก เตียวเอี๋ยน หัวหน้าโจรป่าแห่งภูเขาดำแทนส่วนอ้วนเสี้ยวได้รับความช่วยเหลือจากชนเผ่านอกด่าน

ซึ่งกองซุนจ้านได้ใช้เมืองอี้จิงเป็นฐานที่มั่นและเก็บเสบียงจำนวนมหาศาลไว้ในเมืองและคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวจะล่าถอยไปเองเพราะขาดแคลนเสบียงแต่กองซุนจ้านคิดผิดเพราะอ้วนเสี้ยวได้ใช้ยุทธวิธีใหม่คือให้ทหารขุดอุโมงค์ใต้กำแพงเมืองจนสามารถบุกเข้าไปในเมืองทำให้กองซุนจ้านต้องฆ่าลูกเมียและฆ่าตัวตายตามใน ค.ศ. 199 ทำให้อ้วนเสี้ยวสามารถยึดครองดินแดนทางภาคเหนือได้เกือบทั้งหมดก่อนจะเสียให้กับโจโฉใน ศึกกัวต๋อ เมื่อ ค.ศ. 200 หรือในปีต่อมา

ปัจจัยที่ทำให้กองซุนจ้านพ่ายแพ้แก่อ้วนเสี้ยว

ตามประวัติศาสตร์ กองซุนจ้านกึ่งๆ เป็นขุนศึกในบังคับบัญชาของหลิวอวี๋ (劉虞 เล่าหงี) เชื้อพระวงศ์ฮั่น ผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจว (幽州 อิวจิ๋ว) ครับ

ในช่วงที่เกิดกบฏในมณฑลเหลียงโจว (凉州 เหลียงจิ๋ว) ราชสำนักได้แต่งตั้งกองซุนจ้านเป็นผู้บัญชาการทหารม้าในโยวโจว  จางฉุน (張純 เตียวซุ่น) เจ้าเมืองจงซาน ซึ่งอยากได้ตำแหน่งไม่พอใจจึงได้ร่วมมือจางจวี่ (張舉 เตียวกี) และชิวลี่จวี (丘力居) หัวหน้าชนเผ่าอูหวฺาน (烏桓 ออหวน) ก่อกบฏขึ้นในภาคเหนือ  ราชสำนักจึงตั้งหลิวอวี๋มาดูแลโยวโจว กองซุนจ้านปราบกบฏจางฉุนได้ชัยชนะ แล้วยกทหารตามตีชิวลี่จวีเข้าไปถึงเมืองเหลียวซี (遼西 เลียวไส) แต่กลับถูกล้อมโจมตีจนเสียหายหนัก

หลิวอวี๋นั้นมีนโยบายสันติกับชนเผ่าอูหฺวาน คือเสนอให้ส่งหัวของจางจวี่และจางฉุนมาให้แลกกับการปูนบำเหน็จ เผ่าอูหฺวานยอมทำตามเหตุการณ์จึงสงบลงด้วยดี แต่กองซุนจ้านไม่พอใจเพราะอยากจะกวาดล้างพวกอูหฺวานให้สิ้นซาก

หลังจากพันธมิตรกวนตงที่รวมตัวกันโค่นตั๋งโต๊ะล่มสลายแล้ว บรรดาขุนศึกก็หันมาตั้งตัวเป็นใหญ่แย่งชิงอำนาจกันเองตั้งแต่ตั๋งโต๊ะยังเดินทางไปไม่ถึงเมืองฉางอานด้วยซ้ำ   ช่วงนั้นอ้วนเสี้ยวซึ่งครองเมืองป๋อไห่ (渤海 ปุดไฮ) ในมณฑลจี้โจว (冀州 กิจิ๋ว) คิดจะยึดครองมณฑลจี้โจวมาจากฮันฮกที่เป็นผู้ว่าราชการ เลยแอบตกลงกับกองซุนจ้านให้ร่วมมือกันบุกจี้โจว  ฝ่ายฮันฮกไม่อยากสู้จึงตกลงยอมมอบเมืองให้อ้วนเสี้ยวก่อน กองซุนจ้านซึ่งไม่ได้อะไรจึงเริ่มขยายอำนาจไปชิงโจว (青州 เฉงจิ๋ว) ด้วยการปราบโจรโพกผ้าเหลืองที่กลับมาก่อความวุ่นวายในละแวกนั้นอีก ได้รับชัยชนะอย่างงดงามจนชื่อเสียงระบือไปทั่ว

หลังจากนั้น พระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระราชโองการให้หลิวเหอ (劉和 เล่าโห) ลูกชายของหลิวอวี๋ซึ่งรับราชการอยู่ในราชสำนัก ลอบนำหนังสือจากฉางอานไปส่งถึงหลิวอวี๋เพื่อขอให้ยกทัพมาช่วยพระองค์จากตั๋งโต๊ะ แต่หลิวเหอถูกอ้วนสุดกักตัวไว้ที่เมืองหนานหยาง (南陽 ลำหยง) เพื่อบีบให้หลิวอวี๋ยอมเป็นพันธมิตรกับอ้วนสุดเพื่อบุกตีตะวันตก  หลิวอวี๋จึงจำยอมต้องส่งทหารมาสนับสนุนอ้วนสุด

ฝ่ายกองซุนจ้านไม่เห็นด้วยพยายามและคัดค้านแต่ไม่เป็นผล กองซุนจ้านกลัวว่าอ้วนสุดจะรู้ว่าตนเองคัดค้านแล้วไม่พอใจ เลยส่งกองซุนอวด (公孫越 กงซุนเยฺวี่ย) ญาติผู้น้องให้นำทหารไปช่วยอ้วนสุด แล้วทำข้อตกลงลับว่าให้อ้วนสุดกักตัวหลิวเหอไว้ต่อไปพร้อมกับยึดกำลังทหารมาเป็นของตนเอง ด้วยเหตุนี้กองซุนจ้านกับหลิวอวี๋เลยผิดใจกัน แต่ต่อมาหลิวเหอหนีไปได้แต่ก็ถูกอ้วนเสี้ยวจับตัวไว้

ในช่วงนั้น กลุ่มขุนศึกที่แย่งชิงอำนาจกันแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มของอ้วนสุด และกลุ่มของอ้วนเสี้ยว พี่น้องที่ไม่ถูกกันมาแต่เดิม  กองซุนจ้านอยู่ข้างอ้วนสุด  ตอนนั้นอ้วนสุดตั้งซุนเกี๋ยนให้เป็นผู้ว่าราชการมณฑลอวี้โจว (豫州 อิจิ๋ว) ฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็ตั้งโจวอวี๋ (周喁) ให้มาครองอวี้โจวแข่งกันแล้วให้ยกทัพมายึดเมืองหยางเฉิง (陽城) ในเขตปกครองของซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนกับกองซุนอวดยกทัพไปตีเมืองคืน แต่กองซุนอวดโดนธนูยิงตายในสนามรบ กองซุนจ้านแค้นมากจึงตั้งตนเป็นศัตรูกับอ้วนเสี้ยว และเริ่มแย่งชิงอำนาจในภาคเหนือกัน

กองซุนจ้านได้ส่งฎีกาฟ้องร้องความผิดของอ้วนเสี้ยวหลายประการไปยังราชสำนัก แล้วยกทัพไปตีอ้วนเสี้ยว ในครั้งนั้นหลายเมืองในจี้โจวก็เป็นกบฏต่ออ้วนเสี้ยวและหันมาเข้ากับกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวกลัวจึงมอบตราประจำตำแหน่งเจ้าเมืองป๋อไห่ให้กงซุนฟาน (公孫範) ญาติของกองซุนจ้านไปขอทหารจากเมืองป๋อไห่มาช่วย แต่กงซุนฟานกลับนำทหารจากป๋อไห่ไปเข้ากับกองซุนจ้านอีกคน

อิทธิพลของกองซุนจ้านเริ่มสูงขึ้น กองซุนจ้านก็แต่งตั้งให้คนของตนเองเข้ามาปกครองมณฑลต่างๆ ให้เหยียนกัง (嚴綱 ยำก๋ง) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลจี้โจว เถียนไข่ (田楷 เต๊งไก๋) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลชิงโจว ซ่านจิง (單經) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลเหยี่ยนโจว (兗州 กุนจิ๋ว) และยังตั้งเจ้าเมืองต่างๆ อีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือเล่าปี่ซึ่งกองซุนจ้านตั้งให้ครองเมืองผิงหยวน (平原 เพงงวนก้วน) ในจี้โจว และให้ติดตามเถียนไข่ไปรบกับอ้วนเสี้ยว

กองซุนจ้านได้ทำสงครามใหญ่ครั้งแรกกับอ้วนเสี้ยวที่สะพานเจี๋ยเฉียว (界橋) แต่ถูกชวีอี้ (麴義 จ๊กยี่) แม่ทัพของอ้วนเสี้ยวโจมตีจนพ่ายแพ้หนัก เหยียนกังถูกชวีอี้ตัดหัวในสนามรบ นอกจากนี้เล่าต้ายผู้ว่าราชการมณฑลเหยี่ยนโจวซึ่งมีไมตรีอยู่กับทั้งฝ่ายกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวก็ตัดสินใจตัดไมตรีกับกองซุนจ้านไปอีก ต่อมาก็แพ้อีกครั้งหนึ่ง กองซุนจ้านต้องล่าถอยไปอยู่ที่โยวโจว

เถียนไข่ทำศึกกับอ้วนเสี้ยวต่อเนื่องสองปีไม่รู้ผล อ้วนเสี้ยวตั้งอ้วนถำลูกชายคนโตเป็นผู้ว่าราชการมณฑลชิงโจวให้มาแย่งชิงอำนาจกับเถียนไข่ แต่ก็เอาชนะเด็ดขาดไม่ได้ ต่อมาทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาสงบศึกเลิกรากันไป

ความสัมพันธ์ระหว่างกองซุนจ้านกับหลิวอวี๋ยิ่งแย่หนัก เพราะหลิวอวี๋คัดค้านการรบกับอ้วนเสี้ยว จึงพยายามตัดกำลังและเสบียงของกองซุนจ้าน กองซุนจ้านโกรธก็เริ่มไม่สนใจกฎหมายและปล้นชิงราษฎรจนหลิวอวี๋ควบคุมไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต่างส่งฎีกาไปราชสำนักกล่าวโทษกันเอง ราชสำนักก็ส่งคนมาช่วยไกล่เกลี่ยแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายก็รบกันเอง กองซุนจ้านเป็นฝ่ายชนะ จับหลิวอวี๋และครอบครัวเป็นเชลย

ในช่วงเวลาเดียวกันมีทูตจากราชสำนักมาถ่ายทอดพระราชโองการเพิ่มศักดินาให้หลิวอวี๋รวมถึงพระราชทานสิทธิให้ปกครองหกหัวเมือง พร้อมกับแต่งตั้งกองซุนจ้านเป็นขุนพลฝ่ายหน้า (前將軍) มีบรรดาศักดิ์เป็นอี้โหว (易侯) กองซุนจ้านยัดข้อหาเท็จกล่าวโทษหลิวอวี๋ว่าสมคบคิดกับอ้วนเสี้ยวหวังแย่งชิงราชสมบัติ และบังคับให้ทูตออกคำสั่งให้ประหารหลิวอวี๋และครอบครัวทั้งหมดต่อหน้าสาธารณชน แล้วเอาหัวหลิวอวี๋ไปเสียบประจาน

เนื่องจากหลิวอวี๋เป็นคนมีคุณธรรมและมีเมตตาจึงเป็นที่รักของราษฎรในโยวโจวมาก กล่าวกันว่าไม่มีใครโยวโจวจะไม่โศกเศร้ากับความตายของหลิวอวี๋ ทำให้กองซุนจ้านกลับกลายเป็นที่เกลียดชังของชาวเมืองแทน

ช่วงนั้นโตเกี๋ยมผู้ว่าราชการมณฑลสวีโจว (徐州 ชีจิ๋ว) ซึ่งเป็นพันธมิตรอยู่กับกองซุนจ้านได้ขอกำลังจากเถียนไข่ไปช่วยป้องกันโจโฉ เถียนไข่กับเล่าปี่จึงยกทหารไปช่วย หลังจากโจโฉถอยไปแล้ว เล่าปี่จึงแยกจากเถียนไข่ไปอยู่กับโตเกี๋ยมแทนและได้ครองสวีโจวต่อมา เล่าปี่ต้องรบกับทั้งอ้วนสุดและลิโป้จึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกองซุนจ้านอีก

ฝ่ายกองซุนจ้านยึดครองดินแดนของหลิวอวี๋ทั้งหมดแล้วตั้งตนเองเป็นผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจว แต่ประวัติศาสตร์ระบุว่ากองซุนจ้านเป็นผู้ปกครองที่ทะเยอทะยานและเลวร้าย ไม่มีความกรุณาต่อราษฎร ทำแต่เรื่องไม่ดี ชำระแค้นเพียงเพราะอารมณ์โกรธ และยังใช้กฎหมายบีบบังคับเหล่าบัณฑิตและนักศึกษารวมถึงคนที่ได้รับความเคารพนับถือมากกว่าตนเอง คนที่มีความสามารถกลับถูกเนรเทศไปแดนไกล  กองซุนจ้านมีคนสนิทเป็นเหล่าพ่อค้าซึ่งได้รับการปฏิบัติเหมือนพี่น้องและเกี่ยวดองกันเป็นญาติด้วยการแต่งงาน คนกลุ่มนี้ก็กดขี่ราษฎรเป็นที่เกลียดชังโดยทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ เซียนอวี๋ฝู่ (鮮於輔) ลูกน้องเก่าของหลิวอวี๋จึงรวบรวมกำลังจะโค่นอำนาจกองซุนจ้าน และยังได้รับกำลังสนับสนุนจากชนเผ่าอูหฺวานนับหมื่น ยกทัพไปตีเมืองอวี๋หยาง (漁陽) สังหารเจ้าเมืองที่กองซุนจ้านตั้งและทหารอีกถึงสี่พันคน  นอกจากนี้ ท่าตุ้น (蹋頓 เป๊กตุ้น) ข่านของชนเผ่าอูหฺวานยังนำทหารม้าอีกเจ็ดพัน ทั้งหมดเข้าร่วมกับหลิวเหอลูกหลิวอวี๋ ชวีอี้แม่ทัพของอ้วนเสี้ยว ยกทัพมาตีกองซุนจ้าน

ด้วยกำลังมากมายมหาศาลทำให้กองซุนจ้านต้านทานไม่ได้พ่ายแพ้ยับเยิน จนมีบันทึกว่าทหารฝ่ายกองซุนจ้านถูกตัดหัวมากกว่าสองหมื่น นอกจากนี้ราษฎรในเมืองไต้ (代) กว่างหยาง (廣陽) ซ่างกู่ (上谷) โย่วเป่ยผิง (右北平) ในมณฑลโยวโจว (ซึ่งเห็นจะไม่พอใจกองซุนจ้านมาแต่เดิม) ต่างลุกฮือขึ้นสังหารเจ้าเมืองที่กองซุนจ้านตั้ง แล้วไปเข้าร่วมกับเซียนอวี๋ฝู่และหลิวเหอแทน กองซุนจ้านพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองซุนจ้านล่าถอยไปเมืองอี้ (易) แล้วสร้างป้อมปราการขึ้นเรียกว่า ป้อมอี้จิง (易京) มีคูเมืองสิบชั้น ตรงกลางสร้างป้อมดินสูงใหญ่ ประตูทำจากเหล็กกล้า ตรงกลางเป็นหอคอยสูงสิบจั้งเป็นที่อยู่ของกองซุนจ้านกับภรรยา กักตุนเสบียงไว้ถึงสามหมื่นหู กองซุนจ้านปลดข้ารับใช้ทั้งหมด ไม่ให้ผู้ชายที่แก่กว่าเจ็ดขวบเข้าไปในหอคอยเด็ดขาด หนังสือสำคัญจะถูกดึงส่งขึ้นไปที่หอคอย กองซุนจ้านไม่ไว้วางใจใครและไม่ยอมเข้าใกล้ลูกน้อง บรรดาขุนนางและแม่ทัพนายกองในสังกัดต่างก็มีใจออกห่าง กองซุนจ้านตั้งมั่นแทบไม่ออกรบ ปล่อยให้ทหารสู้เอาเอง

อ้วนถำก็ขยายอำนาจเข้ามาในชิงโจวมากขึ้น ด้วยการยึดเมืองเป่ยไห่ (北海 ปักไฮ) ของข่งหรง (孔融 ขงหยง) ต่อมาก็ขับไล่เถียนไข่ออกไปได้สำเร็จได้ครองชิงโจวทั้งหมด เถียนไข่ต้องกลับไปอยู่กับกองซุนจ้าน

อย่างไรก็ตามป้อมอี้จิงมีชัยภูมิเป็นต่อจึงสามารถยืนหยัดต่อต้านอ้วนเสี้ยวได้หลายปี อ้วนเสี้ยวจะขอสงบศึก แต่กองซุนจ้านหยิ่งผยองในการป้องกันของตนเอง ไม่เชื่อว่าอ้วนเสี้ยวจะชนะได้ก็ไม่ยอมสงบศึก  แต่กองซุนจ้านเอาแต่ตั้งรับ มีอยู่ครั้งหนึ่งค่ายด้านนอกโดยอ้วนเสี้ยวยึด กองซุนจ้านก็ไม่ช่วยโดยอ้างว่าถ้าช่วยก็จะมีแต่คนคาดหวังให้ช่วย สุดท้ายค่ายด้านนอกต่างก็อ่อนแอ ทหารพากันหมดหวัง บ้างก็ยอมแพ้บ้างก็หลบหนี จนอ้วนเสี้ยวยกทัพมาตั้งประชิดที่ประตูป้อมสำเร็จ

กองซุนจ้านส่งกงซุนซวี่ (公孫續) ลูกชายไปขอความช่วยเหลือจากโจรภูเขาเฮยซาน (黑山賊) ซึ่งมีกำลังกล้าแข็งมาช่วยรบกับอ้วนเสี้ยว โดยวางแผนว่าตนเองจะยกทหารม้าเร็วฝ่าออกทางตะวันตกแล้วให้โจรภูเขายกตีกระหนาบหลังอ้วนเสี้ยว แต่ลูกน้องคัดค้านว่าถ้ากองซุนจ้านทิ้งป้อมทหารจะห่วงแต่ครอบครัวไม่เหลือกำลังใจรักษาป้อมให้ แผนจึงถูกระงับไป

จางเยี่ยน (張燕 เตียวเอี๋ยน) หัวหน้าโจรภูเขาได้นำกำลังนับแสนมาช่วย กองซุนจ้านส่งหนังสือไปให้กงซุนซวี่ว่าให้นำทหารม้าเกราะห้าพันบุกตีทางเหนือแล้วจุดไฟสัญญาณ กองซุนจ้านจะยกออกจากในป้อมไปตีกระหนาบ แต่คนถือหนังสือถูกทหารอ้วนเสี้ยวจับได้จึงซ้อนกลจุดไฟหลอกให้กองซุนจ้านยกออกมาแล้วดักซุ่มโจมตี กองซุนจ้านเสียหายหนักต้องกลับเข้าป้อม

สุดท้ายอ้วนเสี้ยวให้ขุดอุโมงค์เข้าไปถึงฐานหอคอยจึงให้จุดไฟขึ้นจนหอคอยถล่มลงมา ทหารอ้วนเสี้ยวเข้าเมืองได้ กองซุนจ้านตระหนักว่าแพ้ก็ฆ่าลูกเมียแล้วฆ่าตัวตายตาม เถียนไข่ตายในการรบ ส่วนกงซุนซวี่กับจางเยี่ยนมาช่วยไม่ทัน อ้วนเสี้ยวได้ครองอำนาจในภาคเหนือทั้งหมดครับ

ส่วนจูล่งตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏบทบาทที่โดดเด่นตอนอยู่กับกองซุนจ้านเลย เพราะจูล่งได้ติดตามไปเป็นนายกองทหารม้า (主騎) ให้เล่าปี่ตั้งแต่ตอนที่เล่าปี่ติดตามเถียนไข่ไปรบกับอ้วนเสี้ยว ต่อมาพี่ชายจูล่งตาย จูล่งจึงต้องกลับบ้านเกิดไปไว้ทุกข์ (ตามธรรมเนียมจีนต้องอยู่ไว้ทุกข์สามปี) จึงต้องลาจากกองซุนจ้านชั่วคราว เล่าปี่รู้ว่าจูล่งคงไม่กลับไปหากองซุนจ้านอีกจึงได้ร่ำลากัน หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าจูล่งได้กลับไปหากองซุนจ้านอีก แต่มาหาเล่าปี่ตอนที่เล่าปี่มาอาศัยอ้วนเสี้ยวครับ

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

ยุทธการที่กัวต๋อ ชัยชนะของโจโฉต่ออ้วนเสี้ยว

ยุทธการที่กัวต๋อ

หากกล่าวถึง ยุทธการสำคัญไ ใน สามก๊ก
คงไม่อาจไม่พูดถึง ยุทธการที่กัวต๋อ ได้
ซึ่ง Centrovirtual จะนำคุณไปเรียนรู้กัน

ศึกกัวต๋อ เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหในปี ค.ศ. 200 เป็นศึกที่โจโฉได้ชัยชนะต่ออ้วนเสี้ยว จุดตัดสินผลการรบของศึกนี้อยู่ที่การลอบโจมตีทัพขนเสบียงของอ้วนเสี้ยวที่อัวเจ๋า ทำให้ทัพอ้วนเสี้ยวขาดเสบียงและเกิดความระส่ำระสายไปทั้งกองทัพ จากแผนการของเขาฮิว ซึ่งเดิมอยู่กับอ้วนเสี้ยว แต่มาอยู่ข้างโจโฉ เพราะคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวต่อไปจะพ่ายแพ้แน่

ทั้ง ๆ ที่เริ่มต้นกองทัพของอ้วนเสี้ยวมีมากกว่าโจโฉถึง 10ต่อ1 แต่โจโฉนำทัพอย่างใจเย็นค่อย ๆ รุกคืบ และฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็โลเลไม่ยอมทำศึกแตกหัก จึงต้องประสบความพ่ายแพ้ในที่สุด ภายหลังศึกนี้ อ้วนเสี้ยวเสียใจมาก อีกทั้งลูกชาย 2 คน คือ อ้วนซงกับอ้วนถำก็บาดหมางถึงขนาดฆ่ากัน จนต้องกระอักเลือดชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน ศึกนี้นำมาสู่การล่มสลายของตระกูลอ้วน เมื่อบุคคลสำคัญ ๆ ในตระกูลได้ล้มตายหมดสิ้น อีกทั้งเป็นศึกที่โจโฉได้สร้างชื่อเสียงไว้มาก และทำให้ได้ครองอำนาจใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในดินแดนภาคเหนือของจีน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโจโฉใช้เวลาทำศึกครั้งนี้นานถึง 7 ปี

ในสามก๊ก เริ่มแรกจากที่เล่าปี่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ในพระราชวัง จากที่มีความดีความชอบในการปราบตั๋งโต๊ะและลิโป้ พระองค์ทรงให้ตรวจพงศาวลี พบว่าเล่าปี่สืบสายเชื้อสายมาจากตงสานเชงอ๋องจริง จึงให้ความเคารพเล่าปี่และทรงเรียกเล่าปี่ว่า พระเจ้าอา และเชื้อเชิญให้ไปปรึกษาราชการเป็นการส่วนพระองค์ ทำให้โจโฉเกิดความระแวงในตัวเล่าปี่ อีกทั้งในเวลาเดียวกันนั้น ตังสินร่วมมือกับเกียดเป๋งหมายจะลอบฆ่าโจโฉ แต่ไม่สำเร็จ โจโฉยิ่งเพิ่มความระแวงในตัวผู้ที่อยู่ตรงกันข้าม เล่าปี่จึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองไปเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยว เพื่อชักชวนให้ปราบโจโฉ

โจโฉได้ทำการฝังศพอ้วนเสี้ยวอย่างสมเกียรติ และได้ซื้อใจราษฎรด้วยการงดภาษีถึง 1 ปี และต่อมาได้ร่างโคลงถึงการรบในครั้งนี้ด้วย ที่เขาจรดทะเลเช่นเดียวกับฮั่นอู่ตี้ อดีตฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในราชวงศ์ฮั่นเคยกระทำ หลังจากชนะศึกที่นี่เช่นกัน

สำหรับฝ่ายเล่าปี่ นี่เป็นศึกอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ทำให้เล่าปี่แตกหักกับฝ่ายโจโฉอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนับต่อจากนี้ทั้งคู่จะขับเขี่ยวกันไปตลอด

ย้อนรอย ยุทธการที่กัวต๋อ

ศึกกัวต๋อ (Battle of Guandu) เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหในปีค.ศ200 เป็นศึกใหญ่ระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งกองทัพอ้วนเสี้ยวมีกำลังทหารมากกว่าโจโฉถึง 10:1 เเต่อย่างที่เราทราบกันว่าจุดสำคัญของศึกนี้คือทัพอ้วนเสี้ยวถูกโจโฉเผาค่ายเสบียงที่อู่เจ๋า เป็นต้นเหตุให้ทัพอ้วนเสี้ยวพ่ายเเพ้ให้กับโจโฉไปในที่สุดเเละถือว่าศึกนี้ยังเป็นจุดเริ่มสิ่งสำคัญอีก2สิ่งคือ

  1. โจโฉสามารถยึดเเดนเหนือเเละภาคกลางไว้ได้ทั้งหมดก่อนที่จะเดินหน้าบุกลงใต้
  2. เป็นศึกใหญ่ครั้งแรกที่ทำให้เล่าปี่แตกหักกับฝ่ายโจโฉอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนับต่อจากนี้ทั้งคู่จะขับเคี่ยวกันไปตลอด

เเต่ว่าในฉบับหงสานั้นนอกจากจะขยายภาพให้เห็นเด่นชัดเเล้ว ยังเพิ่มอถรรสให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความลึกมากขึ้นด้วยการใส่ การเมืองภายใน,การขับเคี่ยวด้วยกลศึกพิชัยยุทธ์เเละเเอ๊คชั่นของเหล่าขุนพลของทั้งสองฝั่ง เพื่อขับเน้นให้ศึกนี้โดดเด่นในทุกๆด้าน ให้เห็นภาพของสิ่งที่เรียกว่าสงคราม งั้นเรามาลองดูกันว่าศึกกัวต๋อฉบับหงสาจอมราชันย์นี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้างเเละจุดจบของมันเป็นอย่างไร

– ในศึกกัวต๋อนั้นมีเมืองสำคัญๆอยู่ ห้าเมืองได้เเก่ เเป๊ะเบ๊, เอียงบู๊, อู่เจ๋า, เก๋าเซีย เเละยีหลำ

– ตอนนี้เล่าปี่ได้เเยกตัวออกมาจากโจโฉเเล้วเเละเป็นพันธมิตรกับอ้วนเสี้ยว  ส่วนกวนอูก็ไปเข้ากับโจโฉตามประวัติศาสตร์

– เสบียงทั้งหมดของทัพอ้วนเสี้ยวอยู่ที่อู่เจ๋าทั้งหมดตามประวัติศาสตร์ เเต่ในฉบับหงสาเสบียงไม่ได้อยู่ที่อู่เจ๋าทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่เอียงบู๊ก็มีเช่นกัน เสบียงทั้งหมดไม่ได้รวมกันอยู่ทีเดียว เเต่ฐานสนับสนุนอยู่ที่อู่เจ๋านำทัพโดยอ้วนเสี้ยว

– กัวต๋อคือสมรภูมิรบหลักเเละสถานที่ตั้งรับของทัพโจโฉ ส่วนอ้วนเสี้ยวนำทัพบุกลงมาจากเอี๊ยบเสีย(ฮ้อปัก)
ตอนเเรกนั้นทัพโจโฉประจำอยู่ที่เอียงบู๊ ลำปั่นเเละเเป๊ะเบ๊ เเต่ก็ค่อยทยอยถอยๆจนมารวมอยู่ที่กัวต๋อ

– ที่กัวต๋อฝั่งโจโฉจะถูกบัญชาเเนวรบโดยกุยเเกกับซุนฮิวเเละมีขุนพลเก่งๆอย่าง เเฮหัวตุ้นเเละเเฮหัวเอี๋ยนประจำอยู่ คนนำเสบียงก็คือคือโจหอง  ส่วนโจโฉจะเเยกตัวไปที่เก๋าเซียพร้อมกับเตียวเลี้ยวเเละเคาทู ทางด้านฮูโต๋มีซุนฮก เทียหยกเเละโจหยินคอยคุม ส่วนกาเซี่ยงคอยตระเวนไปทั่วศึกเป็นสายสนับสนุนเเผนอีกทาง

-ฝั่งอ้วนปึงมีเเม่ทัพใหญ่คือ้วนปึงเพียงคนเดียว อ้วนถำ,อ้วนฮีเเละอ้วนซงเป็นเพียงทัพที่รอบัญชาทัพจากอ้วนปึกอีกที ขุนพลที่ติดตามอ้วนปึงมีกอหลำกับเตียวคับ เเละผู้สนับสนุนที่วิ่งไปทั่วอย่างต้วนเจี้ยนเเละเอียวเฉง

เเล้วก็มาทำความเข้าใจกันก่อนถึงเรื่องการเมืองภายในของตระกูลอ้วน ซึ่งเหล่าๆลูกของอ้วนเสี้ยวก็พยามเเย่งชิงอำนาจกันเอง โดยที่ตามหลักเเล้วผู้ที่จะต้องสืบทอดจริงๆคืออ้วนถำ เเต่ด้วยสภาวะภายในที่หลายตระกูลที่สนับสนุนอ้วนเสี้ยวนั้นมีความเเตกเเยกเเละบาดหมางกัน เลยเลือกที่จะถือหางไม่ใช่เฉพาะเเค่อ้วนถำเท่านั้น จะเห็นได้ว่านอกจากลูกๆของอ้วนเสี้ยวเเล้วเหล่าผู้สนับสนุนต่างๆก็เปิดศึกภายในกันเองอยู่ร่ำไป

– อ้วนเสี้ยวมีลูกอยู่5คนที่เอ่ยถึงนะ ลูกคนเล็กตายไปเเล้วจากการโดนวางยา

– คนเเรกคือ อ้วนถำ มีตระกูลซินเเละกัวถือหาง คือกัวเต๋าเเละซินเป๋ง

– คนที่สองคือ อ้วนฮี  ไม่ยุ่งกับการเเก่งเเย่งอำนาจ เเต่มีภรรยาคือนางเอียนสี เเต่เเม้จะไม่เข้าร่วมศึกชิงอำนาจ เเต่เขาต้องทำงานภายใต้การบัญชาของอ้วนปึงเเละต้องออกรบ

– คนที่สาม อ้วนซง มีตระกูลสิมถือหางโดยมี สิมโพยเเละฮองกี๋ เป็นที่ปรึกษา

– คนที่ห้าคือ บุตรลับ อ้วนปึง (มีอำนาจทั่วเอียบเสีย เเค้นพ่อตัวเองอย่างหนักหน่วง)

สรุปเหตุการณ์ที่เเป๊ะเบ๊

– เนื่องจากอ้วนเสี้ยวได้นำทัพลงมาหลายสายเเละส่วนนึงคือทางเเป๊ะเบ๊ ทัพโจโฉจำต้องป้องกันไว้เพื่อชะลอไม่ให้ทำอ้วนเสี้ยวลงมาพร้อมกันหมด เลยต้องตั้งรับที่นี้เอาไว้อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาไว้ให้ได้มากที่สุด

– ผู้ที่นำทัพเเรกมาคืองันเหลียง ส่วนทัพรองคือเล่าปี่ ผลคือกุยเเกส่งกวนอูออกมาทำให้เล่าปี่ไม่กล้าลงมือ เป็นเหตุให้งันเหลียงถูกกวนอูปลิดชีพเเละเล่าปี่ก็โดนกักตัวไว้โดยบุนทิว

– ผลของศึกที่นี้คือทัพโจโฉที่นำโดยซุนฮิวเเละกุยเเกถอยออกจากเเป๊ะเบ๊ (หลังจากสังหารงันเหลียงได้ กุยเเกก็ถอยกลับไปทางลำปั่น) ส่วนทัพอ้วนเสี้ยวที่ตามมาโดยบุนทิวสามารถยึดเเป๊ะเบ๊ได้สำเร็จ ทัพโจก็ชะลอการมาของทัพอ้วนเสี้ยวได้ชั่วอึดใจนึง

– เเต่ถึงเเม้จะชะลอทัพโจโฉได้เเต่ ด้วยการเดินทัพอันรวดเร็วของบุนทิวจึงสามารถบุกไปถึงเซ่งจินค่ายใหญ่ของกุยเเก ซึ่งบุนทิวยกพลมาทั้งหมดโดยที่ไม่ทิ้งกองทหารเฝ้ามืองตามทางเลยทำให้บุนทิวยกพลมาเต็มอัตราศึก

– ผลจากศึกนี้เนื่องจากบุนทิวต้องกลของกุยเเกทำให้ทัพบุนทิวเสียกระบวนจนตัวบุนทิวเองก็โดนเตียวเลี้ยวสังหารไปในที่สุด สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ทัพหน้าของอ้วนเสี้ยวรวนไปเลย เพราะขุนพลใหญ่มาดับไปพร้อมๆกันถึง2คน ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ที่ค่ายเซ่งจินด้านโจโฉค่อนข้างผ่อนคลายขึ้นนิดนึง เพราะทัพหน้าของอ้วนเสี้ยวโดนตีเเตกกระจาย ทัพโจโฉสามารถกลับมารวมตัวกันได้อีกรอบ

เเต่ไม่ใช่เเบบนั้นทัพของอ้วนเสี้ยวที่นำโดยเตียวคับกลับสามารถรวมทหารที่เเตกทัพกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เเละทัพหลักของอ้วนเสี้ยวได้มาถึงศึกนี้อย่างเงียบๆ พิสดารอันดับหนึ่งเเห่งสำนักคันฉ่องวารี อ้วนปึงมาถึงสนามรบเรียบร้อย

อ้วนปึง vs กุยเเก

อ้วนปึงนั้นสามารถรวบรวมทหารที่เเตกจากทัพหน้ามาได้จำนวนไม่กี่หมื่น เเต่ไม่ถอยดันกลับตั้งหน้าประจันกับทัพกุยเเกที่เพิ่งรวมพลได้ถึงสามหมื่น ทั้งสองนำทัพบุกเข้าใส่กัน ผลคือกุยเเกโดนอัลติของอ้วนปึง “ราชินิวายุเเปดกระบวนค่าย” โดนไปดอกเดียวทำให้ทัพโจโฉทั้งหมดต้องล่าถอยกลับไปที่เอียงบู๊ จะเห็นได้ว่าการตายของสองขุนพลใหญ่ของอ้วนเสี้ยวเเม้จะทำให้จิตใจระส่ำเเต่ก็ชั่วขณะเท่านั้น นั่นเป้นเพราะผลจากการจัดการของอ้วนปึงล้วนๆ จากนั้นโจจู๋นำทัพไท่ผิงเข้าร่วมกับอ้วนปึง อ้วนปึงเลยจัดการส่งเล่าปี่ไปยังเมืองยีหลำ……(เล่าปี่ก็ตกลงรับคำสั่งเพราะจะได้ตีตัวออกห่างจากอ้วนเสี้ยวได้)

สรุปเหตุการณ์ในเมืองยีหลำ

– อ้วนปึงสั่งให้เล่าปี่ผนวกกับลัทธิไท่ผิงนำกองทัพบางส่วนลงไปคุมเมืองยีหลำที่เล่าเพ็กยึดได้ ทำไมถึงต้องไปยีหลำ ยีหลำสำคัญยังไง? ทุกท่านลองกลับไปดูในเเผนที่ว่ายีหลำนั่นอยู่ตรงไหน ก็จะต้องร้องเหยดดดดดดดดดเปียกกกกก

– ทีนี้นอกจากจะโจโฉะต้องทำศึกกับอ้วนเสี้ยวทางเหนือเเล้ว ทางใต้ก็ยังมีเล่าปี่กับลัทธิไท่ผิงที่กำลังรอโอกาสเข้าตีฮูโต๋ กลายเป็นท่านโจต้องรับศึกสองด้านเน้นๆ

– โชคยังดีที่ทางใต้ของฮูโต๋มีกาเซี่ยงคอยดูทางอยู่

– เเละเล่าเพ็กก็ต้องกลของกาเซี่ยง ถูกล่อออกไปถล่มซะยับ ทำให้ตอนนี้ทางยีหลำทำอะไรไม่ได้เลย ได้เเต่เพียงตั้งรับเท่านั้น เพราะทางนี้มีเเต่กำลังพลของฝ่ายเล่าปี่ที่มีอยู่เพียงน้อยนิด

สรุปเหตุการณ์ในฮูโต๋

– เหล่าขุนนางพยายามชักนำให้ฮ่องเต้ ร่วมมือกับทัพอ้วนเสี้ยว เพราะโจโฉกำลังตกที่นั่งลำบาก

– เเต่ซุนฮกก็เข้ามาเคลียร์ตรงนี้ได้สำเร็จ เเละในที่สุดสถานการณ์ที่ยีหลำถูกคลี่คลายไปได้ เล่าปี่หนีลงใต้ไปเรียบร้อย (เทียหยกไปประจำทียีหลำเเทน)

– ตอนนี้ทัพโจโฉไม่จำเป็นต้องพะวงกับศึกสองด้านอีกต่อไปเเล้ว

ทัพโจโฉถูกตีถอยร่นกลับมาที่เอียงบู๊จนสุดท้ายก็กลับมาตั้งรับที่ค่ายหลักที่กัวต๋อ ซึ่งตอนนั้นขุนพลฝั่งโจโฉที่ประจำอยู่ที่กัวต๋อก็ได้เเก่ เเฮหัวเอี๋ยน,เเฮหัวตุ้น,ฮันเฮ่าเเละกุยเเก เเต่ว่าเสบียงก็เหลือน้อย ต่างกับฝั่งทัพอ้วนเสี้ยวที่สามารถบุกเบิกทางขนส่งเสบียงได้สะดวกโยธิน ทำให้การขนส่งเสบียงไม่มีบกพร่องเเละไม่ขาดสาย เรื่องเสบียงจึงหายห่วงไปเลยสำหรับทัพอ้วนเสี้ยวในตอนนี้ เเต่ในระหว่างที่ทั้งสองทัพกำลังรบกันอย่างหนักหน่วง ทัพซุนที่เพิ่งสูญเสียซุนเซ็กไปก็ได้โอกาสกลับลงใต้ ซุนกวนขึ้นเป็นผู้นำต่อเเต่ด้วยเพราะบารมียังน้อยจึงจำเป็นต้องไปเตรียมความพรั่งพร้อมเเละขยายอิทธิพลในเเดนใต้ให้เเข็งเเกร่ง

ด้านสุมาอี้ ก็รูว่าการลงทุน ของ ทางตระกูลซัน เเละ ตระกูลสุมาอี้ ชักท่าทางไม่ดี เพราะขืนเป็นเเบบนี้ สิ่งที่ลงทุนไป ก็จะสูญเปล่า หากโจโฉพ่ายเเพ้ เพราะงั้นสุมาอี้ จึงต้องเดินทาง ไปยังเอียบเสียเพื่อ ทำการสำคัญ อะไรบางอย่าง

หลายคน ที่อ่านสามก๊ก ชอบพูดกันว่า อ้วนเสี้ยว โง่เขลาอ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้วฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั้น นอกจาก เพลย์เซฟตอนรบ ตั๋งโต๊ะแล้ว ก็แทบจะไม่เคย รบแพ้ใครเลยนะครับ อาณาเขตเดิมของอ้วนเสี้ยว สมัยตั๋งโต๊ะ ก็ไม่ได้คุมทั้งแดนเหนือ ขนาดนั้น แต่เขาอาศัย ศึกตั๋งโต๊ะกินรวบฝั่งเหนือแม่น้ำฮวงโห ได้แบบเรียบวุธ ( ที่ท้ายสุดก็เก็บดินแดนของกองซุนจ้านได้ ) แต่เขามาแพ้จัง ๆ ให้กับโจโฉ ก็ตอนศึกกัวต๋อ และเป็นการแพ้รวดแบบไม่มีโอกาสทำแต้มกลับเลย ซึ่งผมว่ามันเป็นศึกที่ขับเคี่ยวมากนะ ถ้าอ้วนเสี้ยวไม่พลาด (หรือในหงสาอ้วนปึงไม่พลาด) โจโฉก็ไม่รอดแน่ ๆ เหมือนกัน

แต่ก็ต้องชื่นชม ฝั่งโจโฉมากด้วยครับ ที่พยายามทั้งต้าน และ เค้นสรรพกำลัง โต้กลับได้ขนาดนี้

ผมมองว่า ชัยชนะของโจโฉ ในกัวต๋อ ดูยิ่งใหญ่กว่า ชัยชนะของซุนกวน ในเซ็กเพ็กเยอะเลย เพราะเซ็กเพ็ก มีปัจจัยที่เหมือนเป็นการ “ดีบัฟ” ฝั่งโจโฉไปเยอะ ( โรคระบาด / ไม่คุ้นที่ / ชัยภูมิไม่ดี ) ซึ่งอ้วนเสี้ยว ไม่เจอปัญหาแบบนั้น แต่ชัยชนะของซุนกวน นั้นก็ไม่ได้พลิกสถานการณ์ ให้โจโฉล่มจม แบบที่อ้วนเสี้ยวแพ้

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

ทรราชตั๋งโต๊ะ ผู้ฉวยโอกาสบนกลียุค ยึดอำนาจราชสำนัก

Centrovirtual พาคุณเจาะเวลาแห่งกลียุคในประวัติศาสตร์สามก๊ก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทำให้เกิดการล่มสลายของราชวงศ์
ทรราชตั๋งโต๊ะ ผู้ฉวยโอกาสริบอำนาจฮ่องเต้น้อย

ทรราชตั๋งโต๊ะ

ทรราชตั๋งโต๊ะ

โฮจิ๋นได้คิดการที่กำจัดเสี้ยนหนามอยู่ตลอดเวลา แล้วส่งสาสน์ไปหัวเมืองทั้งปวงให้ยกทัพมาช่วยกำจัดขันทีทั้งสิบ ฝ่ายตั๋งโต๊ะ ผู้มีใจหยาบช้าเห็นได้ทีฮุบราชสมบัติจึงรีบยกพลเข้าเมืองหลวงหวังเพื่อกำจัด ขันทีทั้งสิบเสีย

ฝ่ายขันทีทั้งสิบเห็นดังนั้นจึงชิงรีบลอบฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อนโดยลวงว่านางโฮ เฮามีเหตุให้เข้าเฝ้า โฮจิ๋นเสียทีจึงถูกรุมฆ่าตาย ฝ่ายอ้วนเสี้ยวและโจโฉผู้ซึ่งเป็นขุนนางในราชสำนักเหมือนกันซึ่งอยู่ฝั่งโฮจิ๋น เห็นดังนั้นจึงบุกเข้าไปฆ่าขันทีทั้งสิบ การโกลาหลยิ่งนักเพลิงไหม้โหมกระหน่ำเข้ามาในวัง ขันทีที่เหลือจึงอุ้มพระราชบุตรทั้งสองคน ลอบหนีออกจากวังหลบหนีเข้าไปในป่า จึงตามพบ ระหว่างทางพบตั๋งโต๊ะตั้งทัพอยู่ จึงเชิญเสด็จเข้าในวัง

ฝ่ายตั๋งโต๊ะ พอเข้ามาในวังแล้วกำเริบเสิบสานเข้าชิงทรัพย์ข่มเหงราษฎรแต่ไม่มีผู้ใดห้าม ปราม ขุนนางทั้งปวงต่างกลัวเกรง วันหนึ่งตั๋งโต๊ะได้ชวนขุนนางใหญ่น้อยเลี้ยงสุรา แล้วว่าจะให้ถอดหองจูเปียนเสีย แล้วให้หองจูเหียบผู้น้องครองบัลลังค์แทน

ฝ่ายเต๊งหงวนพ่อเลี้ยงลิโป้ มิชอบใจตั๋งโต๊ะจึงออกรบพุ่งกันอยู่บ่อยครั้ง ลิยูที่ปรึกษาตั๋งโต๊ะเห็นลิโป้มีท่าทีองอาจจึงเชิญชวนมาไว้เป็นพรรคพวก โดยการส่งลิซกพร้อมกับเครื่องบรรณาการมากมายรวมทั้งม้าเซ็กเธาว์

ฝ่ายลิโป้เห็นแก่ลาภยศจึงบุกเข้าปลอบฆ่าเต๊งหงวนพ่อบุญธรรมเสีย แล้วมาอยู่กับตั๋งโต๊ะเป็นพ่อบุญธรรมคนใหม่ ฝ่ายขุนนางจึงยิ่งกลัวเกรงตั๋งโต๊ะเข้าไปอีก ภายหลังตั๋งโต๊ะได้ถอด หองจูเปียนออกจากราชสมบัติจับไปขังพร้อมนางโฮเฮา แล้วส่งลิยูไปปลงพระชมน์ทั้งคู่ แต่งตั้งหองจูเหียบใช้พระนามว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้วตัวเองเป็นเซียงก๊ก ผู้สำเร็จราชการ

กำเนิดทรราช

ตั๋งโต๊ะ ผู้มียศทหารเป็นขุนพล ฝ่ายหน้า มีบรรดาศักดิ์ขุนนางเป็นพระยาอ้าวเซียวโหว ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองซีหลง ครั้งปราบโจรโพกผ้าเหลืองไม่สำเร็จราชสำนักจะเอาโทษต้องติดสินบนขันทีจึงรอดตัว

ต่อมา กลับตั้งตัวเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นได้ สามารถควบคุมกองทัพใหญ่ทางภาคตะวันตก มีกำลัง 20 หมื่นคน อันตั๋งโต๊ะนั้นมีใจกำเริบไม่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์

ตั๋งโต๊ะยกทัพเข้าเมืองหลวงปลดฮ่องเต้องค์เดิม แต่งตั้งฮองจูเหียบขึ้นมีพระนามว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั๋งโต๊ะตั้งตัวเองเป็นมหาอุปราช วางตัวเป็นใหญ่ที่เสด็จออกดังที่รู้กันว่าพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จออกหรือไม่

พวกขุนนางก็ต้องมารอเฝ้าถวายคำนับ ตั๋งโต๊ะสบายอารมณ์วันไหนจึงจะเข้ามาเหยียบที่เฝ้า และถ้าเข้ามาก็ไม่เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย ถอดดาบออกจากฝักเดินหราเข้ามาในที่เฝ้า จะชี้สิ่งใดแทนที่จะใช้นิ้วก็ใช้ปลายกระบี่ชี้ไม่มีใครกล้าหือ

ขุนนางต่างรู้สึกกันว่าตนจะต้องสู้กับความดุร้ายของหมาบ้ายิ่งกว่าสู้กับคนดุชั้นจอมโจร การที่คนทั้งหลายไม่กล้าหือ ทั้งนี้ ทำให้ตั๋งโต๊ะเคลิ้มไปว่าทั้งแผ่นดินสิ้นที่จะเป็นภัยกับตนแล้ว

ทำอะไรเล่นๆ ก็ได้โดยไม่ต้องกริ่งเกรงอันใด ค่ำคืนรู้สึกว่าที่พำนักของตนยังสบายไม่พอก็ลอยชายเข้าวัง สั่งเปิดพระที่นั่งและที่บรรทมซึ่งเลนเต้จักรพรรดิองค์เคยนอน

นางห้ามที่เคยรองบาทเป็นบริจาริกาพระเจ้าเลนเต้แต่ก่อน คนใดยังแฉล้มแช่มช้อยพอตายวนใจอยู่ ตั๋งโต๋ะก็ให้หานางห้ามนั้นเข้ามาปรนนิบัติตน หากขัดขืนไม่ยอมมา ลางทีก็ออกไล่ไขว่คว้า ในที่สุดถ้าทำใจขัดขืนจริงๆ ก็ฆ่าเสียเลย

แผ่นดินนั้นเดือดร้อนไปแทบทุกหย่อมย่าน ในหัวอกของผู้คนที่นอกจากพรรคพวกซึ่งตั๋งโต๊ะขนเพชรนิลจินดาจากท้องพระคลังไปโปรยปรายให้รางวัลแล้ว ก็พากันปวดร้าวด้วยความระทม

ตั๋งโต๊ะ ทรราชผู้หยาบช้า

ตั๋งโต๊ะยังอยากเบ่งบารมีเพื่อจะตบตาคนทั้งหลายว่า ตัวได้ทำความดีความชอบแก่ราช การแผ่นดินไว้ ตั๋งโต๊ะอันเป็นผู้สำเร็จราชการก็คุมทหารไปเมืองหยงเสีย

เข้าปล้นเอาเมืองนั้นซึ่งโดยแท้แล้วก็คือเมืองในขอบขัณฑเสมา หรือในความบังคับบัญชาของตนนั่นเอง เงินทองข้าวของในคลังประจำเมืองตั๋งโต๊ะเอาเข้ากระเป๋า พวกผู้หญิงเก็บไว้ใช้สอย

แต่พวกผู้ชายตัดหัวหมดแล้วเอาศีรษะบรรทุกเกวียนเข้าไปในเมืองหลวงตระเวนไปตามตลาดอวดอ้างว่าตั๋งโต๊ะสู้กรากกรำไปปราบโจร ตัดเอาศีรษะมาได้เป็นจำนวนมาก ความน่าสาปแช่งของตั๋งโต๊ะมีอยู่ถึงเพียงนี้ นั่นก็คือ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเอง แต่ไปฆ่าผู้คนอันเป็นข้าแผ่นดิน แล้วมาป่าวร้องหาความดีความชอบใส่ตัวเอง

ตามจดหมายเหตุได้บันทึกไว้ว่า ระหว่างนั้นตั๋งโต๊ะได้นำกองทัพจากเมืองเสเหลียงเข้ามายึดอำนาจในเมืองหลวงได้เบ็ดเสร็จแล้วก็ได้ปรับโครงสร้างการปกครอง โยกย้ายถอดถอนและมีการแต่งตั้งขุนนางท้องถิ่นแต่ละตำแหน่งเสียใหม่

ซุนฮกได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองคังฝู แต่ปฏิเสธแล้วขอลาออกจากราชการกลับไปอยู่บ้านเกิด ไม่ว่าซุนฮก ไม่ว่าโจโฉ ไม่ว่าอ้วนเสี้ยว ไม่ว่ากุยแก ล้วนได้รับผลสะเทือนจาก สถานการณ์ที่ตั๋งโต๊ะยกทัพใหญ่จากเสเหลียงเข้ามายึดครองลั่วหยางทั้งสิ้น

ทรราชที่อ้างตัวมาชุบเลี้ยงพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ไม่อยู่ในจริยธรรม ฆ่าคนอย่างสนุกสนาน แผ่นดินเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า มีทหารเอกคู่ใจ คือ ลิโป้ ไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย ภายหลังตายพราะผู้หญิง โดยเป็นแผนของอองอุ้นใช้กลยุทธ์ที่เลื่องลือ โดยมีแม่นางเตียวเสี้ยน หว่านล้อมเสน่ห์ ให้ ตั๋งโต๊ะ กับลิโป้ ผิดใจกัน

นึกไม่ออกว่าทำไมตั๋งโต๊ะจะไม่โดนล้ม คือยังไงมันก็โดนแน่ๆ บทเนียนในประวัติศาสตร์มันฟ้องมาก

ถ้าตั๊งโตํะไม่โดนล้มแล้วครองอำนาจต่อมาได้ ผมเกรงว่าจะไม่มีใครไปช่วยฮ่องเต้ครับ คงปล่อยราชวงศ์ฮั่นให้ล่มสลายไปเลย หรือเป็นได้อีกทางหนึ่งคือ ซุนเกี๋ยนจะก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาทางใต้(ถ้าไม่โดนสังหารไปก่อน ซุนเกี๋ยนเวลานั้นคือขุนศึกที่รบเก่งที่สุด ด้านผลงานไม่แพ้ลิโป้)แล้วจะนำทัพรุกขึ้นมาชิงอำนาจทางเหนือ

ส่วนโจโฉถึงจะมีกุนซือเก่งๆมาก แต่ถ้าตั๋งโต๊ะไม่โดนล้มขั้วอำนาจทางเหนือและภาคกลางก็จะยังเข้มแข็งจนเขาแทรกได้ลำบาก ทีนี้จุดสำคัญคือโจโฉจะยังเคลื่อนไหวก่อการได้อิสระจนสามารถสร้างฐานกำลังที่กุนจิ๋วได้สำเร็จไหม เพราะเชื่อว่าถ้าตั๋งโต๊ะยังอยู่ จะไม่ปล่อยให้ขุนศึกสร้างฐานกำลังขึ้นใกล้เมืองหลวงแน่

การต่อสู้ด้วยกำลังทหารกับใครบางคน ไม่เกิดประโยชน์ และอาจจะทำให้ทำลายได้ยากขึ้นด้วยซ้ำ บางที การจารกรรม การลอบสังหาร ตลอดไปถึงการยุยงให้แตกแยก แตกความสามัคคีกัน อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า สำหรับข้าศึกที่เข้มแข็งเกินไป เช่น ตั๋งโต๊ะ+ลิโป้ ซุนเกี๋ยน+ซุนเซ็ก อ้วนเสี้ยว+อ้วนสุด (ถ้ามี) เป็นต้น

เมื่อเกิดภาวะสามก๊กขึ้น ต่างก็ทำอะไรกันด้วยกำลังทหารได้ยากยิ่งขึ้น แต่กลับไม่มีการจารกรรมให้พบเห็น เลยปล่อยให้ ขงเบ้ง สุมาอี้ ลกซุน ยันกันอยู่ไปมาได้เป็นสิบปี จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน แต่สุดท้าย เมื่อเกิดการลอบโจมตี หรือ บ่อนทำลายจากภายในขึ้นมา จึงเกิดเป็นช่องว่างในการรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ

จ๊กก๊ก ก๊กที่เล็กที่สุด พ่ายแพ้เพราะโดนตลบหลัง เจาะถึงเมืองหลวงได้ กองทัพจึงค่อยล่มสลาย ส่วนง่อก๊ก ที่มีปราการน่านน้ำที่เข้มแข็ง เหลือแค่ก๊กเดียว ยังต้องอาศัยเวลานับสิบปี จนคนมีสติปัญญาหายไปหมด และราษฎรเบื่อหน่ายกษัตริย์แย่ๆ จึงค่อยนำกำลังเข้าบุกโจมตีได้ในที่สุด ซึ่งส่วนนี้ ผมก็ยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมสุมาเอี๋ยนจึงใจเย็น รอซะนานขนาดนั้น ไม่กลัวว่า ตัวเองจะตายก่อนหรือยังไง ทำไมไม่สร้าง “จงโฮย-เตงงาย 2” ไปเก็บง่อก๊กให้เร็วกว่านี้

โฮจิ๋นชักศึกเข้าบ้าน

การที่โฮจิ๋นคิดยืมมือขุนศึกอื่นๆ เพื่อกำจัดสิบขันที เป็นการชักศึกเข้าบ้านอย่างแท้จริง

ขุนศึกหัวเมืองเริ่มมีอำนาจมากขึ้นเพราะเหตุการโจรโพกผ้าเหลืองกับกบฎมณฆลเหลียงโจวครับ ใน ค.ศ.188 หลิวเยียน(พ่อหลิวจาง-เล่าเจี้ยง)ได้ทูลหลิงตี้ว่าเจ้าเมืองมีอำนาจน้อยเกินไปไม่สามารถเตรียมการป้องกันเหตุร้ายได้ทันท่วงที ทำให้บรรดาเจ้าเมืองได้รับอำนาจสั่งสมกำลังทหารของตนเองได้เพื่อเตรียมพร้อมกับความวุ่นวายทำให้ส่วนกลางมีอำนาจแทรกแซงได้น้อยลงครับ พอต่งจั๋ว(ตั๋งโต๊ะ)ยึดอำนาจ เจ้าเมือง ผู้ว่ามณฑลพวกนี้ก็เปลี่ยนสถานะเป็นขุนศึก พากันแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับส่วนกลาง บางคนก็เป็นพันธมิตรกันร่วมตีคนอื่น แย่งกันไปมาสุดท้ายก็กลายเป็นสามก๊ก

ต่งจั๋วนั้นเคยเป็นแม่ทัพที่เข้าร่วมในการปราบปรามทั้งกบฏหลังจากนั้นก็มีความชอบได้เลื่อนเป็นผู้ว่ามณฑลปิ้งโจวแต่ต่งจั๋วไม่ยอมไป กลับขอประจำอยู่ในซีเหลียงซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของตนแล้วค่อยๆสั่งสมอำนาจไปเรื่อย ราชสำนักในเวลานั้นก็เน่าเฟะคาดว่าคงไม่มีใครจะมาเอาใจใส่ต่งจั๋ว ต่งจั๋วจะอ้างว่าเตรียมทัพไว้ป้องกันกบฏคนอื่นก็คงจะเชื่อ

มีอยู่คนเดียวที่เคยเตือนราชสำนักไม่ให้ไว้ใจต่งจั๋วคือซุนเจียน(ซุนเกี๋ยน)ซึ่งไปร่วมปราบกบฏที่เหลียงโจวเหมือนกัน ซุนเจียนเคยเตือนราชสำนักว่าต่งจั๋วไว้ใจไม่ได้ควรกำจัดทิ้งแต่ก็ไม่มีใครใส่ใจ พอเหอจิ้นเรียกก็สบโอกาส เตรียมการยกเข้าเมืืองหลวง เจตนาของเหอจิ้นอาจเป็นเพราะต้องการนำกองกำลังขนาดใหญ่ที่ตนเองคงคิดว่ากำจัดขันทีได้ชัวร์ๆทั้งๆที่มันเกินความจำเป็น

สงครามปราบตั๋งโต๊ะ ก่อเกิดยุคสามก๊ก

สงครามครั้งนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อจอมทรราชตั๋งโต๊ะได้สร้างความวุ่นวายในราชสำนักด้วยการปลดห้องจูเปียนออกจากราชสมบัติและตั้งห้องจูเหียบ พระราชอนุชาขึ้นเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้และขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนทำให้มีอำนาจบาตรใหญ่ในราชสำนัก เหล่าขุนนางต่างหวั่นเกรงกลัวอำนาจของตั๋งโต๊ะ แต่โจโฉได้อาสาที่จะลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จจึงหนีไปยังบ้านเกิดขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตนเป็นทุนเพื่อรับทหารอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง จากนั้นไปสมทบกับอ้วนเสี้ยวและส่งสาส์นไปยังเมืองต่างๆให้มาช่วยรบเพื่อโค่นล้มอำนาจของตั๋งโต๊ะ ปรากฏว่า มีหัวเมืองทั้งหมดสิบแปดหัวเมืองได้เข้าร่วมรบในศึกครั้งนี้

ผลลัพธ์ ปรากฏว่ากองทัพ ผสม สิบแปดหัว เมืองสามารถเอาชนะ กองทัพตั๊งโต๊ะ ได้ในด่านเฮาโลก๋วน และ กำลังจะบุกตีเมืองลกเอี๋ยง อันเป็นราชธานี แต่ตั๊งโต๊ะ ได้อัญเชิญ พระเจ้าเหี้ยนเต้ ไปยังเมืองเตียงอัน และ สั่งให้ทหาร ของตน ไปปล้นฆ่าราษฏร ในเมือง และ ริบทรัพย์สินมาทั้งหมด เผาลกเอี๋ยง ให้ราบ จากนั้นก็ได้สร้างเตียงฮัน เป็นราชธานี ใหม่โดยนำเงินที่ปล้นมา เป็นทุน ส่วนกองทัพ ของ สิบแปดหัวเมืองไม่ได้ คิดตามไปตีเตียงอัน แต่ก็ได้มีแตกแยก กันทำให้ กองทัพพากันสลายตัว ในที่สุด

โจโฉ เริ่มต้นชีวิต รับราชการ และ ประสบความสำเร็จ ค่อนข้างมาก แต่ตัดสินใจ เป็นผู้ลอบฆ่าตั๋งโต๊ะ แต่ไม่สำเร็จ จนต้องหนี จากเมืองหลวง กลับบ้านเกิดขอทุนพ่อ และ เศรษฐีแถวบ้าน ตั้งกลุ่มอำนาจของตนเอง แล้วขยายอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ จนยิ่งใหญ่ครอบคลุม 2 ใน 3 ของแผ่นดินจีน ตอนเริ่มตัดสินใจลอบ ฆ่าตั๋งโต๊ะ คือ การออกจากราชการ ไม่สร้างอำนาจ ของตนเอง ตอนนั้นอายุประมาณ 34 ปีเท่านั้น ถือเป็นเหตุการณ์ ที่ผลักดันให้โจโฉ เข้าสู่เส้นทางอำนาจ

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์อันโด่งดัง โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

การแปรปรวนในราชสำนัก อีกจุดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสามก๊ก

Centrovirtual จะพาคุณผ่าช่วงเวลาสำคัญ
เหตุการณ์ที่จะส่งผลให้เข้าสู่สมัยสามก๊ก
การแปรปรวนในราชสำนัก

การแปรปรวนในราชสำนัก

การแปรปรวนในราชสำนัก

เดิมแผ่นดินจีนเป็นสุขมาช้านานแล้วจึงเป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข เป็นวัฎจักรวนเวียนมาถึงจวบจนสมัยพระเจ้าเลนเต้ ครองราชย์มิได้ตามอยู่โบราณราชประเพณี ทำให้ราชการแผ่นดินที่มีมาได้แปรผันไป เกิดการก่อขบถ ปล้นสะดมทั่วทุกหัวระแห่ง เตียวก๊ก เตียวโป้ เตียวเหลียง ปลุกระดมไพร่พลก่อขบถโจรโพกผ้าเหลือง สุดที่ทหารแผ่นดินจะต้านทานไหว จึงติดประกาศทุกหัวมุมเมือง รับอาสาสมัครผู้กล้าจับโจรให้จงได้

ฝ่ายเล่าปี่ยืนดูประกาศจากทางการแล้วทอดหายใจอยากช่วยเหลือแต่ติดทางกำลัง ทรัพย์ ด้วยเดิมเป็นชาวบ้านยากจน อาศัยทอเสื่อขายยังชีพ แต่ได้มีเชื้อราชวงศ์ฮั่นติดตัวมา ทันใดนั้นเตียวหุยได้พบเล่าปี่คิดช่วยเหลือ ทั้งสองจึงยินดีเป็นอันมาก ในร้านสุราเล่าปี่ และเตียวหุย ได้พบกับกวนอูซึ่งหลบหนีการตามล่าจากทางการด้วยไปฆ่าคนมา

เห็นว่าทั้งสามมีความเห็นพ้องต้องกันช่วยเหลือการแผ่นดิน จึงทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันใต้ต้นดอกท้อ โดยเรียงจากอาวุโส เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ตามลำดับออกรวบรวมรี้พล ปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ได้พบกับตั๋งโต๊ะซึ่งทางการได้แต่งตั้งมาให้ปราบปรามแต่ไร้ความสามารถ เล่าปี่จึงเข้าช่วยเหลือ ภายหลังปราบขบถสิ้นซาก พระเจ้าเลนเต้ได้ปูนบำเหน็จนายทหารใหญ่น้อย แต่ตัวเล่าปี่ซึ่งเป็นเพียงอาสาสมัครยังมิได้บำเหน็จ จึงรอคอยอยู่เป็นเวลานาน

ภายหลังเล่าปี่ถูกแต่งตั้งไปปกครองเมืองอันห้อก้วนซึ่งเป็นเมืองขึ้นเล็กๆ ราษฎรสรรเสริญเป็นอันมาก ต่อมมาขุนนางต๊กอิ๊ว ได้เรียกส่วยจากเล่าปี่ พาให้เตียวหุยเดือดดาลเป็นอันมาก โบยตีต๊กอิ๊วแล้วทั้งสามก็หนีออกจากเมืองไป ต่อมาได้รับไปประจำตำแหน่งที่เมืองเพงงวนก๋วน ขันทีทั้งสิบได้เป่าหูพระเจ้าเลนเต้ ทำให้ราชการแผ่นดินฟั่นเฟือนไป

ต่อมาพระเจ้าเลนเต้ประชวรหนักจึงสวรรคต มีปัญหาเรื่องการสืบรัชทายาทระหว่างหองจูเหียบผู้น้อง กับหองจูเปียนผู้พี่ โฮจิ๋นผู้เป็นพี่ของพระนางโฮเฮาอัครมเหสีผู้เป็นแม่หองจูเปียน ได้คิดแต่งตั้งให้หองจูเปียนสืบรัชทายาท แต่ขันทีทั้งสิบได้ทำการคิดยกหองจูเปียนผู้น้องขึ้นครองราษฎร์แทน และคิดการลอบฆ่าโฮจิ๋น แต่การรั่วไหลโฮจิ๋นได้บุกเข้าวังหวังกำจัดขันทีทั้งสิบให้ซิ้นซาก แต่ขันทีทั้งสิบได้หลบหนีแล้วไปอ้อนวอนต่อนางโฮเฮาให้ไว้ชีวิต โฮจิ๋นผู้พี่จึงมิอาจทำอะไรได้ แต่โฮจิ๋นได้คิดการที่กำจัดเสี้ยนหนามอยู่ตลอดเวลา แล้วส่งสาสน์ไปหัวเมืองทั้งปวงให้ยกทัพมาช่วยกำจัดขันทีทั้งสิบ

โฮจิ๋น

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ขุนนางผู้ใหญ่สมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย เป็นบุตรคนโตของนางบูยงกุ๋น เป็นพี่ชายของพระนางโฮเฮา ซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าเลนเต้ 

เป็นผู้นำกองทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองตอนปลายรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ เมื่อพระเจ้าเลนเต้สวรรคต โฮจิ๋นได้ตั้งหองจูเปียนโอรสองค์โตของพระเจ้าเลนเต้และนางโฮเฮาขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน และคิดกำจัด 10 ขันที และพวกขันทีรู้ตัวก่อนจึงลวงโฮจิ๋นไปฆ่า

เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตั๋งโต๊ะ เขามามีบทบาทในยุคต่อมา จากการที่เค้าใช้ตั๋งโต๊ะในการปราบสิบขันที

โฮจิ๋น เดิมทีเป็นเพียงพ่อค้าร้านตลาดขายเนื้อ ที่ได้มาเป็นต้าเจียงจวินคุมเหล่าทัพ ก็เพราะน้องสาวตัวเองเป็นถึงพระมเหสีของพระเจ้าเลนเต้ พระนางจึงกราบทูลขอให้ฮ่องเต้ยกโฮจิ๋นและน้องชายอีกคนให้มียศถาบันดาศักทำงานในราชสำนัก มีลูกน้องมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นคือโจโฉกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่เป็นกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กำลังคนมีไม่เยอะเท่าไร แต่ที่จริงก็เพียงพอกับการบั่นคอสิบขันที คิดดูละกันว่าสองตระกูลใหญ่ทั้งโจและอ้วน ต้องมารับคำสั่งจากอดีตพ่อค้าเนื้อที่พุ่งจากดินกลายเป็นดาวในพริบตา

ที่โฮจิ๋นเรียกทหารเสเหลียงให้มากำจัดสิบขันที เพราะเขาใช้งานใครไม่เป็น ไม่มีภูมิความรู้ และไม่มีความสามารถในการจัดการเลยแม้แต่น้อย คิดออกทางเดียวคือเรียกคนอื่นมาช่วยเราดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องผิดใจกับน้องสาว เพราะพวกขันทีอาศัยเป่าหูฮองเฮาว่าโดนโฮจิ๋นปองร้าย เรียกคะแนนสงสาร ฮองเฮาจึงปกป้องขันที โฮจิ๋นคงคิดเสร็จสรรพว่าจบเรื่องแล้วจะโยนทุกอย่างให้ตั๋งโต๊ะรับไปแทน

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตั่งโต๊ะสามารถพาทหารชายแดนเข้าเมืองหลวงได้สบายๆ เพราะมีคนคุมประตูเป็นอดีตพ่อค้าเนื้อนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะวัดกันที่อาชีพเก่าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเตียวหุยยังเคยขายหมู เล่าปี่ยังเคยขายเสื่อ ขงเบ้งยังเคยทำไร่ไถนา

สิบขันทีมีอิทธิพลสูงมากจากการฉ้อราขบังหลวง อำนาจในตำแหน่งไม่สามารถทำงานบางอย่างได้เลย ด้วยระบอบการบริหารทำให้ทหารจากบางพื้นที่ทำงานได้สะดวกกว่า

ลองดูหนังเรื่องคังซีตอนปราบกบฎ อ้าวป้าย อำนาจการทหารช่วงนั้นเหมือนเล่นหมากล้อม ต้องใช้ทหารจากมลฑลอื่นมาทำงาน

อีกประเด็นเป็นเรื่องของการบริหารแผ่นดินสมัยก่อนไม่มีหลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรม กฎหมายรัฐธรรมของจีนฉบับแรกสมัยต้าชิงมีอยู่ 7 ประการเอง จังหวะทุกอย่างลงมือเหมือนะเป็นสิ้นสุดของราชวงศ์ฮั่น  พอโฮจิ๋นตาย อ้วนเสี้ยวกับโจโฉ ก็เล่นล้างบางขันทีซะเรียบเลย เป็นจังหวะเดียวกับตั๊งโต๊ะได้ตัวองค์ชายทั้งสองไป จึงใช้มาต่อรองเอาอำนาจไปควบคุมเอง

โฮจิ๋นประเมินตั้งโต๊ะเกินไปต่ำเกินไป

ตั๋งโต๊ะ.เตียวหุย.โจโฉ.ลิโป้ เหมือนสีสรรค์คั่นเวลางิ้ว ที่ฉากอื่นคนดูเครียดจากเรื่องโหดร้าย โฮจิ๋นเลือกตั๋งโต๊ะ เพราะจอมโฉดไม่คิดอะไรซับซ้อน ไม่เคยใช้ความรู้ ใช้สัญชาติญานและกำลังเป็นที่ตั้ง เข้าวังมาก็ไล่ต้อนสนม เห็นว่าเข้าท่าก็คิดเป็นฮ่องเต้เอง

คนแบบนี้โฮจิ๋นคงคิดว่าจะควบคุมบงการได้ง่ายกว่าแซ่อ้วนตระกูลขุนนางเก่าหรือโจโฉที่อยู่ในราชวังก็เป็นลูกโจโก๋ลูกขันทีใหญ่ทรัพย์สินมากมายมีพวกเป็นโจรภูเขา

โฮจิ๋นจะทำการชักศึกเข้าบ้าน หลังจากโฮจิ๋น ประกาศเรียกขุนศึกหัวเมืองมาปราบ 10 ขันที ตัวเองก็ถูกลอบสังหาร ตั๋งโต๊ะจึงถือข้ออ้างที่โฮจิ๋นถูกฆ่าตาย นำกองกำลังบุกเมืองหลวงทำการปฏิวัติปราบ 10 ขันที  ควบคุมตัวห้องเต้น้อยไว้ในกำมือ แล้วตั้งตัวเองเป็นอุปราช บ้านเมืองย่อยยับวุ่นวาย ส่วนอ้วนเสี้ยวคงจะลงคิดจะลงมือเหมือนกันแต่ไม่ทันตั๋งโต๊ะ จึงรอดูเหตุการณ์มากกว่า  ส่วนโจโฉยังเป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ยังไม่มีบทบาทใดในตอนนี้มาก แต่จะเริ่มมีบทบาท ตอนอาสาไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะในภายหลัง

ขันที

ขันทีพวกนี้อาศัยอยู่ในระบอบการเมืองของราชวงศ์ฮั่นเป็นเวลานาน ย่อมได้สร้างเครือข่ายอิทธิพลของตนไว้อย่างมั่นคง พอถึงเวลาก็สามารถใช้เอาตัวรอดได้ โดยเฉพาะจางร่าง(เตียวเหยียง-ผู้ที่หลิงตี้เรียกพ่อ)

แม้เหอจิ้น(โฮจิ๋น)จะมีตำแหน่งใหญ่โตกุมอำนาจทหารทั้งหมด แต่โดยพฤตินัยแล้วทั้งพระเจ้าหลิงตี้(เลนเต้) กับสิบขันทีมีความพยายามที่จะริดรอนอำนาจของเหอจิ้นอยู่เหมือนกันครับ โดยเห็นว่าเหอจิ้นมีอิทธิพลทางทหารมากเกินไปโดยใน ค.ศ.188 หลิงตี้ (กับขันที) จึงได้ตั้ง ‘กองทัพอุทยานตะวันตก(ซีหยวนจวิน-西園軍)’ ขึ้นมาโดยหลิงตี้เป็น แม่ทัพสูงสุด(無上將軍) ในกองทัพแบ่งเป็นแปดกองย่อย มีผู้บังคับบัญชาคือ

นายกองทัพบน เจี่ยนสั้ว(เกียดสิด/เกนหวน) ขันทีคนสนิท ผู้เป็นเสี่ยวหวงเหมิน
นายกองทัพกลาง หยวนเส้า(อ้วนเสี้ยว) ผู้เป็นหู่เปินจงหลางเจี้ยง(นายทหารรักษาพระองค์)
นายกองทัพล่าง เป้าหง ผู้เป็นนายกองทหารม้ารักษาการณ์
นายกองจัดการทัพ เฉาเชา(โจโฉ) ผู้เคยเป็นอี้หลาง(ที่ปรึกษา)
นายกองทัพหนุนซ้าย จ้าวหรง
นายกองทัพหนุนขวา เฝิงฟาง
นายกองซ้าย เซี่ยโหมว ผู้เป็นเจี้ยนอี้ต้าฟู(เสนาบดีฝ่ายค้าน)
นายกองขวา ฉุนอวี๋ฉยง(อิเขง)

โดยมีผู้บังคับบัญชา ใหญ่คือ เจี่ยนสั้ว นี่จึงเท่ากับ เป็นการตั้งกองทัพ มาคานอำนาจ ของ เหอจิ้นอย่างชัดเจน แต่เอาเข้าจริง ตั้งกองทัพแค่ปีเดียว พอหลิงตี้สวรรคต เหอจิ้นก็กำจัดเจี่ยนสั้วได้ง่ายๆ แถมหยวนเส้า กับ เฉาเชาก็เป็นพวกเหอจิ้น ฉุนอวี๋ฉยง ก็เป็พวกหยวนเส้า กองกำลังนี้จึงไม่ค่อยมีอะไร คุกคามเหอจิ้นเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่า เหอจิ้นอาจคิดว่าขันที ที่เป็นหอกข้างแคร่ของตนมีแค่เจี่ยนสั้ว ต่อมาขันทีพยายาม เอาต่งโท่โฮ่ว (ตังไทฮอ) มาหนุนหลังพวกตน พระนางตั้งน้องชายขึ้นเป็น เพียวจี้เจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้าเร็ว) นายทหารขั้นสอง มาคาน กับ เหอเหมี่ยวน้องเหอจิ้น ที่เป็นเชอจี้เจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้า และ รถศึก) แต่พระนาง ก็โดนเหอจิ้น เก็บไปอีกคนขันทีจึง เหลือที่พึ่งอยู่ที่เดียว คือเหอโฮ่ว (โฮเฮา)

เมื่อตอน ที่เหอโฮ่ว (โฮเฮา) วางยาพิษ หวังเหม่ยเหริน (อองบีหยิน) หลิงตี้เคยมี ความคิดจะปลดเหอโฮ่ว รวมถึงหลิวเปี้ยน (เล่าเปียน – หองจูเปียน) แต่สิบขันทีขอไว้ นี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เหอโฮ่วรู้สึกว่า สิบขันทีมีบุญคุณอยู่

เอาจริงๆ ในตอนนั้น อำนาจทหาร ก็อยู่ในมือเหอจิ้น หมดด้วยฐานะ ที่เป็นต้าเจียงจวิน (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) เหอเหมี่ยวน้องชาย ก็เป็นเชอจี้เจียงจวิน  ถ้าเหอจิ้นไม่แคร์ ใช้กำลังบุกเข้าวังหลวงเลย ก็สามารถกำจัดขันที ได้ไม่ยาก ดูอย่างตอนที่ เหอจิ้นตาย หยวนเส้า หยวนสู้ (อ้วนสุด) นำกำลังแค่ใน ส่วนพระนคร ก็บุกเข้าวังหลวง อย่างง่ายดาย กล่าวกันว่า วันนั้นขันทีถูกฆ่า ไปกว่าสองพัน (ไม่รวมที่ฆ่าผิดตัว) แต่กลับไม่ทำ ทั้งนี้หลักใหญ่ คือเหอโฮ่วขอ

จะเห็นได้ว่า ส่วนหนึ่งเอง เป็นเพราะเหอจิ้น ไม่กล้าที่จะลงมือ หวังอาศัย ทหารหัวเมืองมาเป็นกำลังแทน

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษา โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

คำสาบานในสวนดอกท้อ จุดกำเนิดของจ๊กก๊ก

Centrovirtual จะนำคุณย้อนไปสู่ช่วงเวลาสำคัญ ในประวัติศาสตร์สามก๊ก
คำสาบานในสวนดอกท้อ พันธะที่จะเป็นพี่น้องกันชั่วชีวิต
ของสามตำนานแห่งจ๊กก๊ก

คำสาบานในสวนดอกท้อ

คำสาบานในสวนดอกท้อ

 เมื่อหัวเมืองต่าง ๆ ได้รับตราพระบรมราชโองการของพระเจ้าเลนเต้ที่ว่า “ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง” แล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญเข้าเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลืองต่อไป

เมืองตุ้นก้วนเป็นเมืองหนึ่งที่ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญตามพระบรม ราชโองการนั้น เมื่อประกาศรับอาสาสมัครติดตามที่สาธารณะทั่วไปแล้ว ชาวเมืองก็พากันไปห้อมล้อมมุงดูประกาศนั้นทั่วทุกแห่ง

ในจำนวนนั้นมีชายผู้หนึ่ง “ลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก สีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู” ได้ยืนในฝูงจีนมุงดูประกาศดังกล่าวด้วย ดูไปแล้วก็ถอนใจใหญ่

บุรุษนี้นาม “เล่าปี่” เป็น บุตรเล่าเหง แลเล่าเหงนั้นเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจ เล่าปี่จึงนับเนื่องเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระราชวงศ์ฮั่น เมื่อน้อยนั้นเล่าปี่มีชื่อว่า “เหี้ยนเต็ก” มี สติปัญญาและน้ำใจงาม ความโกรธ ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก มีความเอื้ออารี มีเพื่อนฝูงมาก จิตใจกว้างขวาง เล่าเหงตายเสียตั้งแต่เล่าปี่ยังเล็ก เหลือแต่ภรรยา

เล่าปี่มีใจกตัญญู เลี้ยงดูมารดามิให้อนาทร แต่เป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิต เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ได้สำนักเรียนวิชากับอาจารย์มีชื่อในถิ่นนั้น  ชื่อว่า “เต้เหี้ยน” มีเพื่อนสนิทสองคน คนหนึ่งชื่อ “โลติด” ซึ่งต่อมาพระเจ้าเลนเต้โปรดให้เป็นแม่ทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า “กองซุนจ้าน” ต่อมาได้รับราชการเป็นขุนนางและเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ อีกเมืองหนึ่ง

คิดใหญ่โตแต่เด็กๆ

เล่าปี่ในวัยเด็กไม่ค่อยสนใจการศึกษาเล่าเรียน เพราะมัวเอาแต่คบหาเพื่อนฝูง และประพฤติตนเป็นหัวหน้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำการสิ่งใดก็จะได้รับการยกย่องจากเพื่อนฝูงให้เป็นหัวหน้าตลอดมา

บ้านของเล่าปี่อยู่ที่หมู่บ้าน “เล่าซองฉุน” ข้างบ้านมีต้นหม่อนใหญ่สูงประมาณ 8 วา มีกิ่งเป็นพุ่มคล้ายดังฉัตร ซินแสคนหนึ่งผ่านมาเห็นภูมิทำเลที่ตั้งบ้านของเล่าปี่และต้นหม่อนนี้แล้ว ทำนายว่าบ้านนี้มีผู้มีบุญอยู่ ต่อไปจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

อยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่เล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ก็ได้กล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า “วันใดที่กูได้เป็นเจ้า กูจะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำเศวตฉัตรกั้น”

สามก๊กฉบับของจีนแปลว่าถ้าวันใดที่เล่าปี่ได้เป็นกษัตริย์ จะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำคันร่มกั้นรถศึกประจำตัว แต่สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์แปลว่าวันใดที่เล่าปี่ได้เป็นกษัตริย์ จะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำงอนรถศึก

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นการแปลโดยความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจตามคติของ แต่ละชาติ โดยคติของจีนนั้นคันร่มกั้นรถศึกเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่งอนรถศึกของฝรั่งเป็นสัญลักษณ์ของขุนศึกผู้เรืองนาม แต่สำหรับของไทยเศวตฉัตรคือ เครื่องสูงสำคัญกางกั้นพระราชบัลลังก์พระมหา กษัตริยาธิราช

เล่าอ้วนกีผู้เป็นอาได้ยินคำกล่าวของเล่าปี่ที่กล่าวกับเพื่อนแล้ว เห็นประหลาดนักที่เด็กในวัยนั้นจะกล่าวความใหญ่ถึงเพียงนี้ จึงเกิดความเชื่อว่าเล่าปี่จะเป็นผู้มีบุญใหญ่เป็นมั่นคง จึงได้ตั้งใจทำนุบำรุงให้เงินทองแก่เล่าปี่เนือง ๆ

ลักษณะ ของต้นหม่อนที่ว่านี้จะผิดไปจากพุ่มของต้นหม่อนตามปกติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นพุ่มคล้ายกับต้นลำไย แต่ต้นหม่อนที่บ้านเล่าปี่กลับมีลักษณะคล้ายกับพุ่มต้นตะขบ คือเป็นพุ่มดังฉัตรเป็นชั้น ๆ เหตุนี้เมื่อประกอบเข้ากับฮวงจุ้ยหรือภูมิสถาปัตย์บ้านของเล่าปี่แล้ว ซินแสจึงทำนายว่าเป็นบ้านของผู้มีบุญสถิตอยู่

สิ้นเสียงถอนหายใจของเล่าปี่ก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังมาจากข้างหลังว่า “เป็นผู้ชายไม่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้ว สิมาทอดใจใหญ่”

พบเตียวหุย

เล่าปี่หันหลังเหลียวไปดู เห็นผู้นั้น “สูงประมาณห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ จักษุกลมใหญ่ คางพองโต เสียงดั่งฟ้าร้อง กิริยาดั่งม้าควบ เห็นผิดประหลาด” จึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ “เตียวหุย” บ้านอยู่ตุ้นก้วน มีทรัพย์สินเงินทอง ไร่นาเป็นอันมาก มีร้านขายสุกร สุรา และอาหาร “เราพอใจคบเพื่อนฝูงซึ่งมีสติปัญญา” เห็นท่านดูประกาศรับอาสาสมัครแล้วทอดใจใหญ่ จึงทักเพื่อจะได้รู้ความในใจ

เล่าปี่ตอบว่าเราเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ เห็นประกาศข่าวโจรโพกผ้าเหลืองมาทำอันตรายแผ่นดินจึงคิดจะอาสาแผ่นดินไปปราบ โจร แต่ขัดสนด้วยกำลังทรัพย์น้อย คิดการไม่ตลอด จึงทอดใจใหญ่ เตียวหุยจึงว่าเรื่องเพียงเท่านี้จะร้อนใจไปใย เพราะใจเราเองนั้นก็ต้องการอาสาชาติบ้านเมืองตรงกัน ว่าแล้วก็เชิญเล่าปี่ไปนั่งดื่มสุราด้วยกัน คิดอ่านร่วมกันเพื่อจะเชิญชาวเมืองที่มีฝีมือกล้าหาญมาเข้าร่วมเพื่อไปปราบ โจร

พบกวนอู

ในขณะที่เล่าปี่ เตียวหุย นั่งดื่มสุราด้วยกันนั้น ก็มีชายอีกคนหนึ่งขับเกวียนมาถึงหน้าร้านสุรา เร่งให้เจ้าของร้านรีบเอาสุรามาเสิร์ฟ บอกว่ากินแล้วจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เล่าปี่เห็นชายผู้นี้มีลักษณะดึงดูดใจ “สูงประมาณหกศอก หนวดยาวประมาณศอกเศษ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหม จักษุยาวดังนกการเวก”  จึงเชิญชายผู้นั้นร่วมวงดื่มสุราด้วยแล้วถามว่าท่านนี้ชื่อใด

ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ “กวนอู” บ้านอยู่ เมืองไก่เหลียง ที่หมู่บ้านของเรามีนายทุนท้องถิ่นร้ายกาจข่มเหงคนทั้งปวงจึงฆ่าเสีย แล้วหลบหนีทางการไปเที่ยวอยู่หลายหัวเมือง บัดนี้ได้ข่าวบ้านเมืองรับอาสาสมัครไปปราบโจร จึงหวังมาอาสาแผ่นดิน

เล่าปี่จึงแนะนำให้กวนอูรู้จักกับเตียวหุย แล้วว่าเรากับเตียวหุยนั้นมีใจตรงกัน เดือดร้อนด้วยอาณาประชาราษฎรที่ถูกโจรโพกผ้าเหลืองทำร้ายแผ่นดิน จึงตกลงกันว่าจะร่วมกันไปปราบโจร ดังนั้นเมื่อท่านกับเรามีน้ำใจต่อบ้านเมืองตรงกันฉะนี้แล้ว จงมาร่วมมือกันช่วยชาติ เพื่อให้เกิดความสงบสุขสืบไป

กวนอูได้ฟังคำเชิญก็ดีใจ เตียวหุยซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อน และมีร้านค้าอยู่ใกล้ตลาดจึงกล่าวว่า เราทั้งสามคนมีความคิดต้องกัน ขอเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้าน เพราะที่บ้านของเรานั้นมีสวนท้อ เป็นที่สงบสงัด ดอกยี่โถก็บานสวยงามเป็นอันมาก หากไม่รังเกียจเราจะสาบานเป็นพี่น้องร่วมกันต่อหน้าเทพยดาเพื่อจะได้ทำการ ใหญ่สืบไป

เล่าปี่ กวนอู มีน้ำใจยินดีที่จะร่วมสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเตียวหุย จึงพากันไปที่บ้านของเตียวหุย ดื่มสุราอาหารกันเป็นที่สำราญใจตลอดคืน

วาระแห่งพันธะ

ครั้นรุ่งขึ้นเตียวหุยจึงสั่งให้พ่อบ้านจัดเตรียมพิธีบูชาเทพยดาฟ้าดินเพื่อสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเล่าปี่ และกวนอู ให้ “จัดม้าขาว กระบือดำ แลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวง” ตั้งการพิธีขึ้นในสวนท้อด้านหลังบ้าน  

หลังจากจุดธูปเทียนบูชาเทพยดาฟ้าดินแล้ว ทั้งสามคนจึงได้ตั้งสัตย์สาบานต่อกันเบื้องหน้าเทพยดาฟ้าดินว่า “ข้าพเจ้า เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำใจเดียว ซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใด แลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพยดาทั้งปวงจงเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพยดาสังหารผลาญชีวิตให้ประจักษ์แก่ตาโลก

เสร็จพิธีร่วมน้ำสาบานเป็นพี่น้องเดียวกันแล้ว ทั้งสามคนจึงนับอายุไล่เรียงกันดูปรากฏว่าเล่าปี่มีอายุ 25 ปี มากกว่าเพื่อน กวนอูมีอายุเป็นรอง และเตียวหุยอายุน้อยที่สุด จึงเรียกเล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นน้องกลาง และเตียวหุยเป็นน้องเล็ก

เตียวหุยได้จัดเลี้ยงฉลอง “คำสาบานแห่งสวนท้อ” โดยเชิญเพื่อนบ้านและชายฉกรรจ์จำนวนมากมาร่วมงานเลี้ยงในเย็นวันนั้น และได้เกลี้ยกล่อมชาวบ้านซึ่งกล้าหาญเพื่อร่วมกันไปปราบโจรได้ถึง 300 คน จัดเตรียมเครื่องศาสตราวุธพร้อม 

ได้รับการสนับสนุน

ขณะนั้นมีพ่อค้าม้าชื่อ “เตียวสิเผง” และ “เล่าสง” ต้อน ม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านแนะนำให้รู้จักกับเล่าปี่ พ่อค้าม้าทั้งสองได้ทราบเจตนารมย์ของเล่าปี่ก็มีความยินดี สนับสนุนการอาสาปราบโจรของคณะเล่าปี่ และกล่าวว่าเราเป็นพ่อค้าม้ามาหลายปี บัดนี้ไปมาค้าขายไม่ได้ เพราะพบโจรเที่ยวตีชิงวิ่งราว จึงต้องนำม้ากลับเข้ามาในหมู่บ้าน เล่า ปี่จึงแจ้งแก่พ่อค้าม้าทั้งสองว่าเราสามคนสาบานเป็นพี่น้องกัน เพื่อจะทำการใหญ่ให้ปรากฎไว้ในแผ่นดิน และได้เกลี้ยกล่อมผู้กล้าหาญได้แล้วถึง 300 คน ตั้งใจจะไปปราบโจร เพื่อสร้างความสงบสุขสันติ ให้ราษฎรได้ทำมาค้าขายได้เป็นปกติ

พ่อค้าม้าทั้งสองก็มีความยินดีแล้วกล่าวว่าความคิดของท่านต้องด้วยความคิดของ เรา เราจะสนับสนุนตามกำลังของเราอย่างเต็มที่ ว่าแล้วก็จัดม้า 50 ตัว กับเงิน 500 ตำลึง เหล็ก 100 หาบ มอบให้แก่เล่าปี่  เล่า ปี่ได้ทุนก้อนแรกในการตั้งตัวจึงขอบคุณพ่อค้าม้าทั้งสองเป็นอันมาก เพราะคณะอาสาของเล่าปี่แม้มีอาวุธพร้อมแล้ว แต่ยังขาดม้าและเงินทุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการปราบโจร การสนับสนุนของพ่อค้าม้าทั้งสองจึงทำให้คณะอาสาของเล่าปี่มีความพร้อมรบมาก ขึ้น

 คณะอาสาของเล่าปี่เห็นว่าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มีบุคลิกลักษณะประหลาดกว่าคนทั้งปวง สมควรจะมีอาวุธคู่กายเป็นพิเศษ เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงได้จัดให้ช่างเหล็กฝีมือดีมาตีเป็นกระบี่สองเล่ม สำหรับตัว ส่วนของกวนอูนั้นให้ช่างเหล็กตีเป็นง้าวยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง ส่วนของเตียวหุยให้ตีเป็นทวนยาว 10 ศอก หนัก 85 ชั่ง แล้วให้ทำเครื่องเกราะแลอานม้าสำหรับรบครบทั้งสามคน

 สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์ได้กล่าวถึงง้าวของกวนอูว่าทำด้วยเหล็กพิเศษสีดำสนิทดังนิล และมีชื่อเฉพาะว่า “ง้าวนิลนาคะ” แต่ฉบับของไทยไม่ปรากฏชื่อ

ดูน้ำหนักง้าว 82 ชั่ง หรือประมาณ 49 กิโลกรัม และน้ำหนักทวนหนัก 85 ชั่งหรือประมาณ 51 กิโลกรัม แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่ามีน้ำหนักมากเหลือประมาณ หากเทียบกับคนรูปร่างขนาดในปัจจุบันแล้ว คงจะแบกน้ำหนักอาวุธนี้ไม่ได้ แต่สำหรับกวนอูนั้น สูงถึงหกศอก หรือสองเมตรครึ่ง ในขณะที่เตียวหุยสูงห้าศอก หรือสองเมตรเศษ จัดเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้คนจีนโบราณจะมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนในยุคปัจจุบัน แต่กวนอู เตียวหุย ก็ยังคงมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนอื่นในยุคเดียวกัน

 ดังนั้นโดยขนาดรูปร่างของกวนอู เตียวหุย และขนาดของอาวุธที่ใช้แล้ว จึงได้เปรียบข้าศึกเป็นอันมาก “คำสาบานแห่งสวนท้อ” เป็น คำสาบานที่ศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์ของจีน เป็นแบบอย่างของการคบหาสหายร่วมน้ำมิตรในทุกยุคทุกสมัย และเป็นพันธะสำคัญของสามพี่น้องที่ดำเนินไปตลอดเรื่องราวในสามก๊ก แม้ในที่สุดเพื่อธำรงไว้ซึ่ง “คำสาบานแห่งสวนท้อ” เล่าปี่ก็ยอมพลีได้แม้กระทั่งราชบัลลังก์ 

 หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว เล่าปี่ยังได้เกลี้ยกล่อมชายฉกรรจ์เข้าร่วมขบวนการเพิ่มขึ้นอีก ทำให้กองกำลังอาสาของเล่าปี่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน แล้วพากันไปหา “เล่าเอี๋ยน” เจ้าเมืองตุ้นก้วน ซึ่งแซ่เดียวกับเล่าปี่ เพื่ออาสาไปรบกับโจร

 เล่าเอี๋ยนได้ยินว่าเป็นแซ่เดียวกันก็ยินดีนัก รับเล่าปี่เป็นหลานชาย แล้วจัดที่พักอาศัยให้คณะอาสาของเล่าปี่เพื่อเตรียมการไปปราบโจรต่อไป     

เล่าปี่ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจเป็นครั้งแรกด้วยประการฉะนี้

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ สามก๊ก โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

จิวยี่ เสือสำอางค์ ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง คู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง

จิวยี่ แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง
และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง
แท้จริงเค้าเป็นคนเช่นไร Centrovirtual พาคุณไปรู้จักเค้ากัน

จิวยี่

จิวยี่

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง เป็นชาวเมืองลู่เจียนซู เกิดในครอบครัวขุนนางเก่า มีชื่อรองว่า กงจิน

ลักษณะเป็นบุรุษรูปงาม หน้าขาว เมื่อวัยเด็กได้เรียนรู้วิชาอย่างแตกฉาน ทั้งการทหาร และศิลปะแขนงต่างๆ โดยจิวยีเป็นผู้ชำนาญทางดนตรี กล่าวกันว่า ถ้าใครดีดพิณผิดแม้นิดเดียว ใครต่อใครจับไม่ได้ แต่จิวยีสามารถจับได้ จิวยีเป็นผู้มีนิสัยโอบอ้อม มีน้ำใจต่อเพื่อนฝูง ดังนี้ จึงมีผู้ที่เคารพนับถือเป็นมิตรสหายมากมาย

จิวยีคบหาเป็นเพื่อนกับซุนเซ็กมาแต่ยังเล็ก เมื่อซุนเซ็กสร้างเมืองกังตั๋งจนรุ่งเรือง จิวยีมีส่วนในการสร้างความสำเร็จนั้นด้วย และทั้งคู่ก็มีสถานะเป็นคู่เขยกัน โดยที่ภรรยาของทั้งคู่ คือ นาง 2 เกี้ยวแห่งเมืองกังตั๋ง ภรรยาของซุนเซ็ก คือ ไต้เกี้ยวพี่สาวของเสียวเกี้ยวซึ่งเป็นภรรยาของจิวยี เมื่อซุนเซ็กสิ้นลง ได้ฝากฝังเมืองกังตั๋งและซุนกวน น้องชายไว้กับจิวยีด้วย มีความภักดีต่อตระกูลซุนมาก เพราะถือว่าตระกูลซุน มีบุญคุณต่อตน และครอบครัวมาตลอด เขารับใช้ตระกูลซุน ด้วยความซื่อสัตย์ และสามารถอย่างถึงที่สุด จิวยีได้รับตำแหน่ง เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งง่อก๊ก เมื่ออายุได้เพียง 26 ปี

เมื่อขงเบ้ง มาอยู่ที่เมืองกังตั๋งเพื่อร่วมกันรับมือกับทัพวุยก๊กของโจโฉ แม้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกัน แต่จิวยีก็ไม่ไว้วางใจขงเบ้ง เพราะเกรงว่าขงเบ้งต่อไป จะเป็นภัยแก่ง่อก๊ก จึงหาทางกำจัดขงเบ้งอยู่เสมอๆ แต่ขงเบ้งก็ล่วงรู้ก่อน และทำลายแผนการเหล่านี้ ไว้ได้ทุกครั้ง สร้างความแค้นใจให้จิวยียิ่งนัก

จิวยี สิ้นชีพเมื่ออายุได้เพียง 36 ปี ระหว่างยกทัพบุกเมืองลำกุ๋น ด้วยอาการโลหิตเป็นพิษจากลูกธนู ประกอบกับความแค้นใจที่มีต่อขงเบ้ง และขงเบ้งส่งจดหมายยั่วยุมา จึงกระอักเลือดตาย ก่อนสิ้น จิวยีได้รำพันออกมาว่า

“เมื่อฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้ว เหตุไฉนถึงส่งขงเบ้งมาเกิดด้วย”

ตามบันทึกประวัติศาสตร์จริงจิวยีเสียชีวิตเพราะป่วยจากโรคระบาด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตายด้วยความคับแค้นใจต่อขงเบ้งแต่อย่างไร ปัจจุบันสืบทราบแล้วว่าจิวยีตายเพราะโรคพยาธิชนิดหนึ่ง เรียกว่า เสว่ซีฉง (หนอนดูดเลือดคล้ายพยาธิปากขอ)

อย่าเก่งอย่างจิวยี่

ด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเอง จิวยี ยอดขุนพลก็เชื่อว่าจะหาโอกาสในการกำจัดเล่าปี่และยึดเมืองเกงจิ๋วคืนได้ไม่ยาก ว่าแล้วจึงออกอุบายบอกกับเล่าปี่ไปว่า ตนเองนั้นจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนมาให้เล่าปี่ได้ปกครองแทน โดยระหว่างทางที่ จิวยีจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้น จิวยีก็ทำทีเป็นว่าจะมาขอยืมเสบียงที่เมืองเกงจิ๋ว

พอเล่าปี่ออกจากเมืองมาต้อนรับก็จะจับฆ่าเสีย แล้วยึดเมืองเกงจิ๋วคืน เรียกว่าได้ทั้งเมืองและเอาชีวิตเล่าปี่เสียในคราวเดียวกันเลย แต่อย่างที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนฉลาดแค่จิวยีคนเดียวเสียทีไหน ว่าแล้ว ขงเบ้งก็ย้อนศรจิวยีโดยเตือนเล่าปี่ไม่ให้หลงกล ห้ามเปิดประตูเมืองเกงจิ๋วอย่างเด็ดขาด แถมยังสั่งลูกน้องคนสนิท จูล่งให้ตะโกนเยาะเย้ยบอกจิวยีว่า แผนการของเจ้านั้น นายข้าคาดการณ์ และรู้เท่าทันอุบายนี้มาตั้งแต่ต้น เล่นเอา จิวยีทั้งเจ็บใจทั้งช้ำใจ ทั้งเสียหน้า จนทำให้พิษจากแผลเก่าที่ถูกเกาฑัณฑ์เกิดกำเริบขึ้นมา จนตัวจิวยีเองทนพิษบาดแผลไม่ไหว. กระอักเลือด สิ้นใจตายในที่สุด (ตามฉบับนิยาย)

โดยก่อนที่ตัวแกจะตายแกก็ยังรำพึง รำพันกับสวรรค์ว่า “ฟ้าให้ข้ามาเกิดแล้ว…ใยจึงต้องให้ขงเบ้งตามมาเกิดด้วย” นี่แหละน๊า จุดจบของความเก่งแบบไม่เฉลียวใจของชายชาติทหาร นาม จิวยียอดขุนพลแห่งฝ่ายซุนกวนที่มองเห็นแต่โอกาสและเชื่อมั่นในอุบายของตัวเองมากจนเกินไป แต่ไม่ได้เผื่อใจสำหรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ครั้นพอผิดแผนขึ้นมา ก็ทำใจไม่ได้จนกระอักเลือดตายในที่สุด

ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงนักประวัติศาสตร์จะไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครกระอักเลือดตายได้จริงๆ แต่เป็นเพราะการติดเชื้อ หรือโรคระบาดเสียมากกว่าที่คร่าชีวิต จิวยียอดขุนพลท่านนี้ แต่เรื่องเล่าในสามก๊ก ก็เป็นเรื่องเตือนใจให้ผู้อ่านได้พึงสังวรณ์ไว้ว่าหลายสิ่ง หลายอย่างอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดวางแผนไว้จงเตรียมใจพร้อมรับทุกสถานการณ์และตั้งอยู่บนความไม่ประมาทไว้เป็นดีที่สุด

จิวยี VS ขงเบ้ง ใครเก่วกว่าใคร

ว่าด้วยเรื่องการรบแล้วผมว่าจิวยี่เหนือกว่า จิวยี่เป็นคนที่ร่วมสร้างง่อก๊กมาพร้อมกับซุนเซ็กนะครับ แถมศึกเซ็กเพ็กของจิวยี่นี่คือการปราบปรามโจโฉผู้ครองอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจีนเวลานั้นในยามที่รุ่งเรืองที่สุด คือเพิ่งเอาชนะศึกกัวต๋อ ปราบอ้วนเสี้ยวมาได้หมาดๆ

ขณะที่ขงเบ้ง ผลงานหลักๆคือผูกพันธมิตรกับซุนกวน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึก นอกจากแค่ดอดไปยึดเกงจิ๋วตอนหลัง การยึดเสฉวนที่ทำให้เล่าปี่ได้อาณาจักรที่เป็นรากฐานให้ก๊กนั้นก็อาศัยฝีมือของหวดเ้จ้งมากกว่า ศึกฮันต๋งเองขงเบ้งก็เข้ามาร่วมในตอนหลังจากหวดเจ้งตายไปแล้ว เรียกว่าคนที่มีผลงานด้านการทหารที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้น่าจะเป็นหวดเจ้ง ขงเบ้งจะมีบทบาทในส่วนของการปกครองมากกว่า

ที่สำคัญคือจิวยี่ประมาณสถานการณ์การรบได้เก่งกว่าขงเบ้งมาก เขากล้าตัดสินใจรบกับโจโฉเพราะเห็นโอกาสที่จะชนะได้ แล้วก็ทำได้จริงๆ ขณะที่ขงเบ้งในบั้นปลายชีวิต ออกรบต่อเนื่องหลายปีไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เอาด้านความครบเครื่องคงเป็นขงเบ้ง เพราะจิวยี่เน้นเรื่องทำศึกอย่างเดียว แต่ถ้าวัดกันด้านการรบต้องเป็นจิวยี่ชนะขาดลอย ตั้งแต่ร่วมสร้างง่อก๊กมาพร้อมกับซุนเซ็ก และการชนะศึกเซ็กเพ็ก ปราบโจโฉผู้ครองอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจีนเวลานั้นในยามที่รุ่งเรืองที่สุด คือเพิ่งเอาชนะศึกกัวต๋อ ปราบอ้วนเสี้ยวมาได้หมาดๆ

ขณะที่ขงเบ้ง ผลงานคือผูกพันธมิตรกับซุนกวน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึก เรื่องต่างๆรวมทั้งเรื่องจิวยี่ถ่มน้ำลายรดฟ้าเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด (ถ้าจะมีคนกระอักเลือดน่าจะเป็นขงเบ้งบ่นว่าทำไมฟ้าต้องส่งสุมาอี้มาเกิดมากกว่า) นอกจากแค่ดอดไปยึดเกงจิ๋วตอนหลัง การยึดเสฉวนที่ทำให้เล่าปี่ได้อาณาจักรที่เป็นรากฐานให้ก๊กนั้นก็อาศัยฝีมือของหวดเ้จ้ง ศึกฮันต๋งเองขงเบ้งก็เข้ามาร่วมในตอนหลังจากหวดเจ้งตายไปแล้ว เรียกว่าคนที่มีผลงานด้านการทหารที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้ก็คือหวดเจ้ง ขงเบ้งจะมีบทบาทในส่วนของการปกครองมากกว่า

ยิ่งผลงานด้านการรบของขงเบ้งหลังจากนั้นถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้วก็คือไปรบหลายปีแทบจะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เทียบแล้วห่างชั้นเหลือเกินกับผลงานสร้างง่อก๊กมากับมือ และชัยชนะต่อโจโฉใน 1 ใน 3 ศึกครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสามก๊กของจิวยี่

แต่ต้องยอมรับ ได้ทั้งบุ๊นทั้งบู๊

จิวยี่ เกิดที่ลู่เจียนซู เกิดในตระกูลขุนนางเก่า ตามตำนานว่าเป็นบุรุษหน้าขาว รูปงาม แต่ก้าวร้าวและมุทะลุมาตั้งแต่ยังเด็กสมัยยังเด็กได้มีโอกาสเล่าเรียนทั้งบุ๋นและบู๊ จึงทำให้เป็นหัวโจกของเด็กแถวนั้นเมื่อโตเป็นหนุ่ม ได้มีเพื่อนรักชื่อ “ซุนเซ็ก” ด้วยความที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวมุมะลุเหมือนกัน ทำให้จิวยี่และซุนกวนสนิทและรักใคร่กันเหมือนพี่น้อง จึงได้สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันครั้นเมื่อซุนเซ็กขึ้นเมืองกังตั๋ง จึงได้เรียกตัว จิวยี่ มาเป็นแม่ทัพ และจิวยี่ยังเป็นแม่ทัพที่เดินเรือเก่งที่สุดในยุคนั้นอีกด้วย( จิวยี่มีส่วนในการสร้างเมืองกังตั๋งให้มั่นคงด้วย )

ทั้งคู่นอกจากจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันแล้ว ยังเป็นคู่เขยกันด้วย ซึ่งซุนเซ็ก แต่งงานกับ ไต้เกี้ยว ซึ่งเป็นพี่สาวของเสียวเกี้ยว ซึ่งเป็นภรรยาของจิวยี่นั่นเองเมื่อซุนเซ็กก่อนจะลาโลกไป ได้สั่งเสียให้จิวยี่ช่วยดูแลกังตั๋งและซุนกวนน้องชายของตนด้วย

ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของซุนเซ็กที่มีต่อจิวยี่ ถึงขนาดบอกกับซุนกวนผู้เป็นน้องชายก่อนสิ้นใจว่า เรื่องภายในให้ปรึกษาเตียวเจียว เรื่องภายนอกให้ปรึกษา จิวยี่ในเวลานั้น โจโฉได้ชัยชนะจากอ้วนเสี้ยว ทำให้โจโฉปราบปรามภาคกลางได้สำเร็จ เตรียมจะยกทัพมาปราบทางภาคใต้ (ที่ๆซุนกวนและจิวยี่อยู่)โดยโจโฉส่งหนังสือมาให้ซุนกวน ว่าจะยกทัพร้อยหมื่นลงมาปราบแดนใต้ ให้ยอมสวามิภักดิ์ซะ

ซุนกวนร้อนใจมาก จึงเรียกประชุมด่วน…ในขณะนั้นเอง ขงเบ้ง ซึ่งเป็นกุนซือของเล่าปี่ได้เดินทางมาหาซุนกวนเพื่อจะขอให้ซุนกวนร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อกรกับโจโฉพอดีเล่าปี่กับซุนกวนซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกันโดยสู้ศึกกันที่ผาแดง โดยศึกนี้เป็นศึกที่ใหญ่ที่สุด 1ใน3 ของยุคสามก๊กฝ่ายขงเบ้งเมื่อมาถึงเมืองของซุนกวน ได้เจอกับที่ปรึกษาของซุนกวนรุมถล่มด้วยวาจา แต่โดนขงเบ้งโต้กลับไปได้ทุกคน

ในที่สุดจิวยี่กับซุนกวน จึงร่วมรบกับเล่าปี่เพราะถูกขงเบ้งยั่วยุจนเกิดโทสะตลอดเวลาที่ขงเบ้งอยู่ จิวยี่พยายามหาวิธีจะปลิดชีพของขงเบ้งซะ แต่ไม่เป็นผล โดยการสั่งขงเบ้งให้ทำลูกธนูให้ได้จำนวนแสนดอกภายใน 10 วัน แต่ขงเบ้งบอกว่าขอแค่ 3 วันพอโดยการทำหุ่นฟางขึ้นเรือไปในวันที่หมอกลงจัด ทางฝั่งโจโฉคิดว่าข้าศึกมา จึงระดมยิงธนูใส่หุ่นฟาง ทำให้ขงเบ้งได้ลูกธนู โดยไม่เสียแรงแม้แต่น้อย

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์สำคัญ โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

โจผี ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย ผู้สืบทอดอำนาจจาก โจโฉ

โจผี ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย
ทรงพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเว่ยเหวินตี้
เรื่องราวของเค้าเป็นอย่างไร Centrovirtual พาคุณไปดูกัน

โจผี

โจผี

พระเจ้าโจผี หรือ เฉาพี พระนามรอง จื่อหวน เป็นพระโอรสองค์รองในพระเจ้าโจโฉ ได้สืบต่อตำแหน่ง วุยอ๋อง และอำนาจต่อหลังจากโจโฉสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ภายหลังจึงได้ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ปราบดาภิเษกเป็นปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย (วุยก๊ก) ทรงพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเว่ยเหวินตี้ ในปี พ.ศ. 763

โจผีนั้นเป็นบุตรคนรอง แต่ก็ได้มีบทบาทในการสืบทอดอำนาจจากโจโฉ เนื่องจากบุตรชายคนโต คือ โจงั่ง ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังอายุน้อยในการติดตามโจโฉไปทำสงคราม ในนิยายสามก๊กได้ โจโฉได้กล่าวถึงโจผี ว่าเป็นคนมีปัญญา จิตใจหนักแน่น โอบอ้อมอารีย์ จึงสมควรจะเป็นสืบทอดอำนาจของตน

โจผีเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแต่งกลอน กาพย์กวี เช่นเดียวกับโจโฉผู้บิดา และยังได้เคยติดตามบิดาออกไปทำสงครามบ่อยครั้ง ตั้งแต่ยังเยาว์ โจผีมีภรรยาหลวง คือนางเอียนสี ซึ่งได้ตัวมาเมื่อครั้งที่โจโฉทำสงครามกัวต๋อกับตระกูลอ้วน นางเอียนสีนั้นเป็นสาวงามที่มีชื่อว่า เป็นหญิงงามแห่งแผ่นดินทางเหนือ และยังเป็นภรรยาม่ายของอ้วนฮี บุตรชายของอ้วนเสี้ยว คู่ศึกของโจโฉ จึงย่อมถือเป็นเชลยศึก แต่โจผีก็ได้รับนางมาตกแต่งเป็นภรรยาหลวง ในขณะนั้นโจผีอายุได้ 17 ปี ขณะที่นางเอียนสีอายุมากกว่า คือ 22 ปี ซึ่งภายหลังเมื่อโจผีได้ขึ้นครองราชย์ ก็ได้สถาปนานางเป็นฮองเฮา

เนื่องจากการที่โจผีขึ้นครองราชย์ สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ จึงทำให้ซุนกวนและเล่าปี่ต้องสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ตามไปด้วย ก่อให้เกิดสภาพของสามก๊กอย่างแท้จริง

พระเจ้าโจผีเมื่อได้ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ในเบื้องแรกนั้นก็ได้ทรงดำริจะทำการกวาดล้างศัตรูทุกคน รวมไปถึงพระอนุชา คือ โจสิด ซึ่งมีสติปัญญา และฝีมือในเชิงการกวี เช่นเดียวกับพระองค์ และเคยเป็นคู่แข่งในการแต่งตั้งรัชทายาทของโจโฉด้วย

แต่โจสิดสามารถเอาตัวรอดได้ โดยการแต่งโคลงมีใจความว่า ต้นถั่วเผาต้นถั่ว ในกระทะถั่วร้องไห้ กำเนิดจากรากเดียวกัน เหตุไฉนคิดทำลาย มีความหมายถึง การที่พี่น้องซึ่งมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน กลับต้องมาสังหารเข่นฆ่ากัน ด้วยเหตุใด ทำให้พระเจ้าโจผีสะเทือนพระทัย และไม่อาจสังหารพระอนุชาได้ ซึ่งโคลงบทกวีที่โจสิดแต่งขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดนี้มีชื่อเสียงมาก

พระเจ้าเว่ยเหวินตี้ โจผี เป็นฮ่องเต้ที่ครองราชย์ในระยะอันสั้นเพียง 7 ปี เท่านั้น ก็ทรงพระประชวร และเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. 769 สิริรวมพระชนมายุได้ 39 พรรษา

สร้างทำดี สร้างบารมีให้ตน

โจผีเป็นบุตรคนรองของโจโฉ ถือเป็นปฐมกษัตริย์แห่งวุยก๊ก เขาใช้ภาพลักษณ์ที่ดีในการเอาชนะใจบิดาจนได้ครองตำแหน่งผู้สืบทอด และเป็นผู้พลิกโฉมหน้าแผ่นดินจีน ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นที่มีรากฐานสี่ร้อยกว่าปีลงและสถาปนาราชวงศ์วุยขึ้นแทน ทำให้เกิดสถานภาพสามก๊กอย่างเป็นทางการ

โจผีเป็นบุตรของโจโฉอันเกิดแต่นางเปียนซี เดิมทีนั้นบุตรคนโตของโจโฉคือโจงั่ง ซึ่งเกิดแต่นางเล่าซี ภรรยาเอก ต่อมาโจงั่งถูกสังหารในสงครามปราบเตียวสิ้ว อันเป็นผลเนื่องมาจากความหน้ามืดของโจโฉที่หลงนางเจ๋าซืออาสะใภ้เตียวสิ้ว ประมาทจนเป็นเหตุให้โจอันบิ๋นหลานชาย เตียนอุย องครักษ์ประจำตัว และโจงั่งบุตรชายคนโตต้องเสียชีวิตในการรบ

นางเล่าซีโกรธมากจนแยกกันอยู่กับโจโฉ โจโฉจึงยกนางเปียนซีเป็นภรรยาเอกแทน นางเปียนซีมีบุตรชายอยู่สี่คนได้แก่ โจผี โจเจียง โจสิด และโจหิม โจผีจึงกลายสถานะเป็นบุตรคนโตของภรรยาเอก ผู้มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งจากโจโฉมากที่สุด

แต่เมื่อนานวันเข้ากลับกลายเป็นว่าโจโฉนั้นประทับใจโจสิดมากกว่าโจผีเสียอีก เนื่องจากโจสิดมีความสามารถเชิงกวีที่โดดเด่นและมีปฏิภาณไหวพริบที่ดี โจโฉจึงลังเลใจไม่รู้จะตั้งใครเป็นผู้สืบทอด โจผีเองในใจนั้นแสนกระสันอยากได้ตำแหน่งเพราะเป็นสิทธิ์ที่ตัวเองพึงได้มาแต่เดิม

ส่วนโจสิดนั้น เมื่อเห็นว่าตัวเองมีโอกาสก็มีความคาดหวังลึกๆ เช่นกัน ท่ามกลางสงครามเย็นของคุณชายทั้งสอง เหล่าขุนนางของโจโฉหลายคนก็แบ่งฝักฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งก็ผลักดันโจผี อีกฝ่ายก็ถือหางโจสิด

โจสิดนั้นถือได้ว่ามีความสามารถทางด้านกวีขั้นเอกอุเรียกได้ว่าถึงขั้นปฏิภาณกวี คือสามารถแต่งได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ยังคบหาเหล่าบัณฑิตทำให้เขาเป็นคนมีความรู้มากถือเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง

โจโฉชื่นชมบุตรชายคนนี้มาก เสียแต่ว่าโจสิดนั้นออกจะติดนิสัยเจ้าสำราญ ชอบงานสังสรรค์และสุรายาเมา ส่วนโจผีเองนั้นแม้ในเชิงกวีอาจไม่เท่าโจสิดแต่ก็มีความสามารถในอักษรศาสตร์พอตัว ทั้งยังติดตามโจโฉออกทำศึกตั้งแต่ยังเด็กและพอมีความสามารถในการบริหารบ้าง

ความลังเลใจของโจโฉนั้นถูกจับจ้องโดยเหล่าบุตรชายต่างๆ ว่าเขาจะมีท่าทางอย่างไรและความระมัดระวังตัวเหล่านี้ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมที่บุตรชายแต่ละคนแสดงออกมา

โจสิดเลือกที่จะแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที เขาพยายามหาคำตอบล่วงหน้าเพื่อมาแก้บริศนาที่โจโฉบิดาได้ตั้งไว้ โจผีไม่ได้ทำแบบน้องชาย เขาวางตัวสงบเสงี่ยม อาจจะชำเลืองดูท่าทีบิดาและน้องชายบ้างแต่เขาไม่ได้แสดงตัวว่าอยากเป็นผู้สืบทอดจนออกนนอกหน้ารอจนถึงจังหวะที่โจสิดพลาดเอง

โจผีแม้เป็นบุตรที่มีอาวุโสสูงสุด ทว่าเขาเองก็ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะทางโดดเด่นเหมือนน้องอย่างโจเจียงที่เก่งด้านการรบ ขี่ม้า ยิงธนู หรือเหมือนอย่างโจสิดที่เก่งกาพย์กลอน แต่โจผีก็เป็นบุตรที่มีความสามารถรอบด้านมากที่สุด

นอกจากความผิดพลาดของโจสิดแล้ว ส่วนหนึ่งที่โจโฉเลือกโจผีเป็นผู้สืบทอด เพราะโจผีวางตัวเป็นบุตรกตัญญูแต่บิดามารดา เคารพนบน้อมแต่เหล่าแม่ทัพขุนนางอาวุโสรวมถึงคำเตือนของกาเซี่ยงต่อโจโฉ เรื่องการล่มสลายของตระกูลอ้วนเสี้ยวและเล่าเปียว ที่ต้องพังลงเพราะปลดบุตรคนโตตั้งบุตรคนรองทำให้พี่น้องต้องห้ำหั่นกันเองส่งผลให้โจโฉตัดสินใจตั้งโจผีเป็นผู้สืบทอดในที่สุด

เมื่อโจโฉตาย โจผีได้ขึ้นครองตำแหน่งวุยก๋งแทนบิดา เขาก็จัดการกำราบน้อง ๆ ทันที โจเจียงเมื่อรู้ข่าวว่าพ่อตายก็ยกกองกำลังมาจากเมืองเอียนเหลงมายังนครหลวง โจผีจึงเข้าไปเจรจาจนโจเจียงยกทัพกลับเมืองเอียนเหลง

สำหรับโจสิด โจผีเรียกความชำระความ เนื่องจากหมั่นไส้ที่คอยแย่งชิงตำแหน่งกันมานาน ยังดีที่ว่านางเปียนซีมารดาขอร้องชีวิตโจสิดไว้ แต่โจผีก็ไม่วายหาเหตุจะสังหารน้องชาย เขาตั้งโจทย์ให้โจสิดแต่งกวีภายใน 7 ก้าว ให้แต่งหัวข้อ “พี่น้อง” แต่ห้ามมีคำว่า “พี่น้อง”ในบทกลอน จึงเป็นที่มาของบทกวีเจ็ดก้าวอันลือลั่นของโจสิด

บทกวีนี้สะเทือนใจโจผีมากเพราะเขาเองเป็นกวีเหมือนกัน โจผีตัดสินใจไม่ประหารน้องชายแต่ให้ลงโทษเนรเทศแทน หลังจากจัดการเรื่องระหว่างพี่น้องแล้ว โจผีก็มีดำริจะล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้ครองราชย์อยู่

สำหรับโจผีแล้วการล้มราชวงศ์ฮั่นมีความหมายกับสถานะของเขามาก แตกต่างจากโจโฉผู้พ่อที่แม้มีอำนาจล้นฟ้ามากกว่าองค์ฮ่องเต้แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะล้มล้างราชวงศ์ ความแตกต่างระกว่างโจโฉกับโจผีอยู่ที่เส้นทางการเติบโตของอำนาจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าสร้างเนื้อสร้างตัวมาคนละแบบกัน

สำหรับโจโฉนั้น เขาลงทุนลงแรงบุกเบิกอำนาจของตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้น และการเชิดชูฮ่องเต้บัญชาเหล่าขุนนางก็เป็นนโยบายสำคัญ ที่โจโฉใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดเหล่าขุนศึกต่างๆ ทั้งแผ่นดิน อีกทั้งสถานะของโจโฉในทางพฤตินัยแล้วยังเหนือกว่าฮ่องเต้ด้วยซ้ำ จึงไม่จำเป็นที่เขาจะต้องสถาปนาราชวงศ์ใหม่แทนราชวงศ์ฮั่น

แต่สำหรับโจผีนั้น ไม่ใช่ เขารับตำแหน่งและทุกสิ่งอย่างสืบต่อจากบิดา แม้จะติดตามบิดาออกศึกบ้าง แต่ไม่อาจสร้างสมบารมีได้มากพอเพราะภายใต้ร่มเงาของโจโฉนั้น โจผีไม่มีพื้นที่ให้สร้างตัวตนที่ชัดเจนได้เลย

การปลดเหี้ยนเต้ ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นจึงเป็นวิถีทางที่เขาต้องทำ เพื่อเป็นการประกาศแสนยานุภาพบารมีให้ทั้งคนภายในและคนภายนอกได้เห็น

การก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ของโจผีเป็นไปตามประเพณีที่ควรจะเป็น เขาให้บรรดาขุนนางลิ่วล้ออ้างทุกอย่างที่เป็นสาเหตุให้เหี้ยนแต้สละราชสมบัติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั้งโหราศาสตร์

เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ประกาศมอบราชบัลลังก์ให้ก็ต้องแกล้งปฏิเสธสามครั้งก่อนตามธรรมเนียมแล้วจึงตกลงรับราชสมบัติ ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าวุยบุ๋นเต้และถวายพระยศย้อนหลังให้โจโฉเป็นเพราะเจ้าวุยบู๊เต้ สถาปนาราชวงศ์วุย

ในการสืบทอดกิจการจากรุ่นก่อนหน้าที่เก่งกาจกว่าเรามากๆ บางครั้งเราไม่อาจสร้างบารมีได้ด้วยวิถีเดิมกับที่คนรุ่นก่อนทำมา เนื่องจากคนในองค์กรเติบโตและร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมายาวนาน ความคุ้นชินทำให้เกิดความคาดหวังว่า ผู้ที่รับสืบทอดจะทำได้ดีกว่าเดิมหรือไม่

หากใช้วิถีทางแบบเดิมๆ แม้ว่าเราอาจจะสร้างผลลัพธ์เท่ากับเดิมหรือดีกว่าแต่การรับรู้ของผู้คนอาจเกิดการเปรียบเทียบ และความผูกพันอาจก่อให้เกิดอคติในการเปรียบเทียบได้

ผู้สืบทอดจึงพึงหาหนทางที่จะสร้างบารมีของตนเองให้เกิดการยอมรับ บางคนอาจจะเชี่ยวชาญในการสร้างบารมีด้วยวิธีเดียวกับคนรุ่นก่อน แต่บางครั้งหากเราไม่สามารถทำได้เช่นคนรุ่นก่อนก็จำเป็นต้องสร้างการยอมรับขึ้นมาใหม่ในรูปแบบของเราเอง

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

ลกซุน ผู้มอบความตายแก่เทพสงครามกวนอู

ลกซุน แม่ทัพหนุ่มของง่อก๊ก หลายท่านคงรู้จักกัน
ในฐานะผู้ที่เผาทำลายทัพของเล่าปี่จนย่อยยับ
นำมาสู่ความพ่ายแพ้และความตายของกวนอู
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเค้ากัน

ลกซุน

ลกซุน

แม่ทัพคนสำคัญอีกคนของง่อก๊ก ผู้เผาทัพใหญ่ของเล่าปี่ในศึกอิเหลงจนย่อยยับ เล่าปี่ต้องหนีซมซานไปยังเมืองเป๊กเต้และตรอมใจตายในที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้นเล่าปี่ได้ดูถูกลกซุนว่าเป็น “เด็กอมมือ” เพราะขณะนั้นลกซุนอายุยังน้อย (39 ปี) และไม่มีชื่อเสียงนัก

ลกซุนมีชื่อรองว่า “ป๋อเหยียน” กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก อาศัยอยู่กับลกคัง เจ้าเมืองโลกั๋ง ผู้เป็นลุง ต่อมาอ้วนสุดขอยืมเสบียงจากลกคัง แต่ลกคังไม่ยินยอม ทำให้อ้วนสุดสั่งซุนเซ็กโจมตีเมืองโลกั๋ง ลกคังจึงส่งลกซุนและครอบครัวมาหลบภัยที่กังตั๋ง

ต่อมาลกซุนได้รับราชการกับง่อก๊ก โดยเริ่มต้นเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยในสังกัดของซุนกวน ลกซุนเป็นขุนนางบัณฑิตที่มีสติปัญญา ชำนาญพิชัยสงคราม มีผลงานในการปกครองและปราบโจร ซุนกวนชื่นชอบในความสามารถของลกซุน จึงเลื่อนตำแหน่งให้หลายครั้ง และให้แต่งงานกับบุตรสาวของซุนเซ็ก หลานสาวของตน

ลกซุนเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในแผนการยึดเกงจิ๋วของลิบอง ซึ่งแม้เป็นศึกใหญ่ครั้งแรกของลกซุน ก็สามารถลวงกวนอู (ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วในขณะนั้น) ให้ตายใจ แล้วเข้ายึดเกงจิ๋วไว้ได้ เป็นเหตุให้กวนอูถูกจับและประหารชีวิต

ต่อมาลกซุนได้ผู้บัญชากองทัพง่อก๊กในศึกอิเหลง ป้องกันการบุกโดยทัพใหญ่ของเล่าปี่จำนวน 700,000 คน ซึ่งยกทัพมาแก้แค้นให้กวนอูและเตียวหุย (ซึ่งถูกลอบสังหารขณะจัดเตรียมทัพ) ลกซุนใช้ยุทธวิธีเผาค่ายเล่าปี่จนย่อยยับและรุกไล่ตามเล่าปี่ แต่กลับเข้าไปหลงอยู่ในกองหินค่ายกลที่ขงเบ้งสร้างไว้ก่อนหน้า ลกซุนหาทางออกไม่ได้ แต่ได้ฮองเซ็งหงัน พ่อตาของขงเบ้งผ่านมาช่วยเหลือและเปิดเผยว่า ขงเบ้งเคยบอกก่อนหน้านี้ว่า ต่อไปจะมีแม่ทัพง่อก๊กหลงเข้ามาในนี้ ขออย่าได้ช่วย แต่ฮองเซ็งหงันได้พาลกซุนออกมาอย่างปลอดภัย ลกซุนจึงเลิกทัพกลับกังตั๋ง

แม้ลกซุนมีผลงานมากมาย แต่สุดท้ายขัดแย้งกับซุนกวนเพราะสนับสนุนรัชทายาทซุนโห ทำให้ซุนป๋าบุตรของซุนกวนอีกคนไม่พอใจ ใส่ร้ายลกซุนมากมาย จนซุนกวนปลดจากตำแหน่งและส่งคนมาตำหนิต่อว่า ทำให้ลกซุนโกรธและเสียใจจนตรอมใจตาย

ชื่อเสียงดี ไม่หวั่นคำนินทา

แม้เคยมีบทบาทในฐานะผู้เสนอความเห็นต่อลิบองจนสามารถดับยอดขุนศึกอย่างกวนอู และดึงเกงจิ๋วกลับมาคืนให้ง่อก๊กได้ แต่สำหรับบทบาทด้านการบัญชาการรบลกซุนนั้น แทบไม่เคยปรากฏผลงานชิ้นใหญ่เป็นที่ยอมรับ ความรับผิดชอบในฐานะผู้บัญชาการรบศึกอิเหลงที่ต้องต่อกรกับสิงห์เฒ่าอย่างเล่าปี่ ลกซุนต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลกดดันจากข้าศึกเจ็ดแสนคนของเล่าปี่ กดดันจากแม่ทัพนายกองใต้บังคับบัญชาที่ไม่ยอมรับในตัวเขา และเมื่อเป็นสงครามที่เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของง่อก๊กแล้วความกดดันจึงเป็นเท่าทวี.

ลกซุนเกิดในตระกูลใหญ่ของแดนใต้มีภาพลักษณ์เป็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียนมากกว่านักรบ เมื่อครั้งลิบองประจำการที่ลกเค้า ประจันหน้ากับกวนอู กวนอูเฝ้าระวังเกงจิ๋งอย่างยิ่งเนื่องจากลิบองเป็นขุนศึกมีฝีมือ ลกซุนเสนอให้ลิบองลาป่วยและสับเปลี่ยนเขามารักษาการณ์แทน ลกซุนแสดงความนอบน้อมต่อกวนอู จนกวนอูคลายความระวังยกทัพไปตีวุยก๊ก ลิบองจึงนำทัพแอบตีตลบจนยึดเกงจิ๋วคืนจากจ๊กก๊กได้ และส่งกวนอูไปสู่สวรรค์ในที่สุด

การสิ้นชีพของกวนอูสะเทือนไปทั้งสามก๊ก พระเจ้าเล่าปี่และเตียวหุยโกรธจนแทบคลั่ง เล่าปี่ไม่ฟังคำทัดทานของเหล่าขุนนางแม้แต่ขงเบ้งและจูล่ง ระดมทัพเจ็ดแสนเคลื่อนบุกง่อก๊ก ประกาศล้างแค้นให้กวนอู มิหนำซ้ำระหว่างเตรียมทัพ เตียวหุยยังโดนฮอมเกียงและเตียวตัด สองทหารใต้บังคับบัญชาลอบสังหารและถูกตัดศรีษะไปจิ้มก้องต่อซุนกวน กระพือให้เพลิงแค้นของเล่าปี่ลุกโหมเข้าไปอีก

ซุนกวนเมื่อรู้ว่าเล่าปี่ยกทัพมามากมายก็หาวิธีต่างๆ รับมือ ทางหนึ่งก็ส่งแม่ทัพไปยันทัพจ๊กก๊กไว้ก่อน ทางหนึ่งก็ส่งทูตไปยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าโจผีหวังให้ช่วยกันรับศึก เมื่อเห็นจวนตัวแล้วว่าทัพจ๊กก๊กเอาจริง ซุนกวนก็ส่งตัวฮอมเกียงกับเตียวตัด สองวายร้ายที่สังหารเตียวหุยใส่กรงมาให้พร้อมทั้งข้อเสนอว่าจะคืนซุนฮูหยินน้องสาวซุนกวน ภรรยาเล่าปี่ ซึ่งซุนกวนเคยใช้อุบายหลอกน้องสาวกลับมากังตั๋งคืนให้เล่าปี่ เล่าปี่ไม่ต่อรองอะไรทั้งสิ้นเขามุ่งหวังจะล่มง่อก๊กให้ได้ในศึกนี้ งำเต๊กที่ปรึกษาคนสำคัญเสนอให้เรียกลกซุนมารับศึก แต่ขุนนางอาวุโสอย่างเตียวเจียว โกะหยง เปาจิด ต่างเห็นว่าลกซุนนั้นอายุน้อย ซ้ำเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนที่ไม่มีผลงานทางการทหารไม่ควรที่จะให้รับศึกใหญ่

งำเต็กเห็นแววว่าลกซุนสามารถรับงานใหญ่หลวงนี้ได้ สนับสนุนลกซุนถึงขนาดเอาชีวิตครอบครัวเป็นประกัน ซึ่งตรงกับใจของซุนกวนที่เล็งเห็นว่าลกซุนรับภาระหนักนี้ได้ ซุนกวนทำพิธีมอบตราตั้งใหญ่โต และมอบกระบี่อาญาสิทธิ์ให้ลกซุนไว้บัญชาการกองทัพ

ผู้ใต้บังคับบัญชาของลกซุนในครั้งนั้นล้วนแต่เป็นแม่ทัพเก๋าเกมส์ของง่อก๊กอย่างฮันต๋ง จิวท่าย ชีเซ่ง และเตงฮอง ฮันต๋งเป็นแม่ทัพรุ่นบุกเบิกของกังตั๋งมาแต่ครั้งซุนเกี๋ยนพ่อซุนกวน จิวท่ายก็ออกรบปกป้องซุนกวนมาหลายสมรภูมิ แผลเต็มร่างกายบนตัวเขาเป็นเกียรติยศที่ซุนกวนเคยประกาศยกย่อง ชีเซ่งและเตงฮองเก็เป็นขุนพลชำนาญศึกเช่นกัน

แม่ทัพเหล่านี้เห็นซุนกวนแต่งตั้งลกซุนมาบัญชาทัพก็ไม่พอใจ แต่ทำได้เพียงแสดงท่าทีฮึดฮัด เพราะลกซุนมีกระบี่อาญาสิทธิ์อยู่ในมือ ขุนพลและทหารทั้งหลายรู้สึกขัดใจและดูหมิ่นลกซุน ที่เอาแต่ตั้งมั่นไม่ยอมออกรบไม่แม้แต่กระทั่งส่งทหารออกไปช่วยซุนหวน หลานซุนกวนที่ถูกทัพพระเจ้าเล่าปี่ล้อมไว้ ณ เมืองอิเหลง

แต่ลกซุนเห็นว่าเมื่อหาทางเอาชัยทัพเล่าปี่ได้ ทหารจ๊กก๊กที่ล้อมเมืองอิเหลงไว้ก็จะคลายไปเอง ลกซุนนั้นรู้ดีว่าขวัญทหารจ๊กก๊กนั้นร้อนแรง เพราะรบชนะตามรายทางมาโดยตลอด ทหารจ๊กก๊กออกท้าทายทหารง่อก๊กด้วยวาจาและท่าทางหยาบคายต่างๆ นานา แต่ลกซุนก็สั่งให้ทหารทั้งหมดสงบนิ่ง เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการลงมือ ทุกคนแม้ไม่อาจขัดได้เพราะลกซุนถืออาญาทัพไว้โดยตำแหน่ง แต่กิริยาท่าทางล้วนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีความนับถือแม่ทัพหนุ่มคนนี้เลย

บางคนถึงขนาดหัวเราะเยาะซึ่งหน้า และถากถางลกซุนอย่างรุนแรง แม่ทัพเฒ่าและเหล่าทหารต่างก็รบเร้าให้ลกซุนออกคำสั่งรบ แต่เขาเองไม่หวั่นไหวไปกับกระแสกดดันและคำเหยียดหยามเหล่านั้น ย้ำคำสั่งให้เหล่าทหารสงบนิ่งในที่ตั้งแม้เล่าปี่ทำกลลวงต่างๆ ลกซุนก็ไม่ได้หลงกลออกไปรบกับเล่าปี่

จนเมื่อทัพเล่าปี่อ่อนแรง ยกเข้าไปตั้งค่ายในป่าเรียงรายตามริมน้ำยาว 700 ลี้ เป็นโอกาสที่ลกซุนรอมาเนิ่นนาน เขาจัดแจงวางกำลังและมอบหมายหน้าที่ให้แม่ทัพขุนพลดำเนินการตามแผน จนสามารถเผาทัพของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งเจ็ดแสนนายวอดวายเกือบทั้งหมด แม้แต่พระเจ้าเล่าปี่เองยังแทบอาชีวิตไม่รอด จนเป็นสาเหตุของการตรอมใจและสิ้นชีพที่เมืองเป๊กเต้ในที่สุด

ลกซุนอาจเก่งกาจในด้านวางแผนการรบ แต่ก็ไม่อาจนำทัพบุกบั่นเข้าชิงชัยอย่างห้าวหาญได้เทียบเท่าเหล่าขุนพลคนอื่นๆ ใต้บังคับบัญชา ในสถานการณ์ที่ลูกน้องอาวุโสกว่า เชี่ยวชาญมากกว่า ที่สำคัญคือมีไฟหรือมีความกระเหี้ยนกระหือรือสูงมาก เขาต้องใช้อำนาจที่มีเป็นเครื่องมือปกครองอย่างเข้มงวด เพื่อคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

สภาพความกดดันทั้งภายนอกและภายใน ไม่อาจกระทบกระเทือนต่อการทำหน้าที่ของลกซุน นั่นเป็นเพราะเขาไม่บุ่มบ่ามกระทำการ ไม่รีบเร่งสร้างผลงานเพื่อให้ลูกน้องยอมรับ ลกซุนยอมโดนด่าว่าขี้ขลาด ไร้น้ำยา เพื่อใช้เวลาพิจารณาสภาพของคู่แข่งอย่างรอบคอบ เพราะมีทหารน้อยกว่าฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่มาก เขาจึงต้องใช้ทหารอย่างระมัดระวังที่สุด และเมื่อสบโอกาสที่รอคอย เขาก็สามารถใช้น้อยชนะมากสร้างตำนานให้ศึกอิเหลง โดดเด่นเป็นหนึ่งในมหาศึกสมัยสามก๊ก เคียงคู่กับศึกกัวต๋อ และศึกเซ็กเพ็กได้อย่างลือลั่น

ลกซุน ไม่จิ๊กโก๋

ถ้าเป็นสมัยนี้คงใช้คำนี้ ลกซุน ไม่แมน บางคนกล่าวถึงเขาว่า ลูกผู้ชายไม่รบอย่างชาย แต่ชัยชนะของเค้าเป็นบทเรียนที่ดี และพิสูจน์ความสามารถของแม่ทัพหนุ่มคนนี้ได้อย่างชัดเจน เขาเป็นคนหนุ่มมีฝีมือและสติปัญญาไม่แพ้หรืออาจจะเหนือกว่าจิวยี่ด้วยซ้ำ ผลงานเลื่องชื่อของลกซุนคือการวางแผนตีเอาเมืองเกงจิ๋วจากกวนอู การเผาทัพพระเจ้าเล่าปี่ และการตีโต้กองทัพจากเมืองหลวงของพระเจ้าโจผี นับเป็นผลงานอันเอกอุระบือโลกที่เล่าไปข้างต้นแล้วนั้น

แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมชื่อชั้นของลกซุน จึงไม่อาจขึ้นสู่แนวหน้าของวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก เฉกเช่นตัวละครอื่น ๆ ได้เลย

หนังสือพิชัยสงครามสามก๊ก ของสังข์  พัธโนทัย เขียนประวัติของลกซุน ไว้อย่างย่อ ๆ ดังนี้

ลกซุนเป็นชาวตำบลอู๋ เมืองอู๋จวิ้น มณฑลเจียงซู มีชื่อรองว่า ป้อเอี๋ยน สูง 8 ฟุต หน้าหยก ซื่อตรง ใจกว้าง ใครเห็นใครรัก ชำนาญในพิชัยสงครามอย่างยอดเยี่ยม ปกครองทหารอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด มีความรู้ทางอักษรศาสตร์อย่างดี

เข้ารับราชการอยู่ในทำเนียบของซุนกวน ออกศึกครั้งแรกร่วมกับลิบอง แม่ทัพเรือประจำลกเค้า ได้รับแต่งตั้งเป็นอิ้วตูตุ๊ (แม่ทัพซ้าย) ลวงกวนอู เจ้าเมืองเกงจิ๋วให้ตายใจ แล้วเข้าตียึดเกงจิ๋วไว้ได้ และกวนอูถูกจับประหารชีวิต

ครั้นเล่าปี่ยกทัพมาตีกังตั๋ง เพื่อแก้แค้นแทนกวนอู ซุนกวนตั้งลกซุนเป็นต้าตูตุ๊ (แม่ทัพใหญ่) ให้ออกรบต่อต้าน ลกซุนใช้ยุทธวิธีเอาไฟเผากองทัพเล่าปี่เสียหายย่อยยับ พระเจ้าเล่าปี่หนีไปสิ้นพระชนม์ที่เมืองเป๊กเต้เสีย

สิ้นศึกได้เลือนยศเป็น ฝู่กั๊วะเจียงจวิน (นายพล) ครองแคว้นเกงจิ๋ว มีบรรดาศักดิ์เป็น เจียงหลิงโหว (พระยา)

ต่อมาได้เลือนขึ้นเป็นไจเสี่ยง (สมุหนายก) ตอนใกล้จะตายมีความเห็นขัดแย้งกับพระเจ้าซุนกวนในเรื่องตั้งพระมเหสี พระเจ้าซุนกวนกริ้ว ลกซุนเลยตรอมใจตาย

ไม่แมน ในที่นี้มิใช่ว่าลกซุนจะเป็นสาวประเภทสองหรืออื่นใด เพียงแต่จะเปรียบเปรยว่า ลกซุน เป็นแม่ทัพคนหนึ่งที่ถูกตำหนิว่าใช้วิธีการที่ไร้คุณธรรม ไม่รบกับซึ่งหน้า แต่ใช้วิธีลับหลัง ถ้าเป็นภาษาฝรั่งก็คงจะต้องบอกว่า ลกซุนไม่ “Fight Like Men”

ลกซุนเป็นแม่ทัพประเภทใช้สติปัญญา และเล่ห์กลในการตัดสินปัญหา เขารู้จักวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและข้าศึก “รู้เขา รู้เรา รบร้อยมิพ่าย” ตรงตามหลักพิชัยสงครามซุนวู ทุกกระเบียดนิ้ว

การเขียนจดหมายแสร้งอ่อนน้อมต่อกวนอู แล้วกลับมาลอบตีนั้น อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ลกซุนดูด้อยค่า ไร้ราคา ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจริง ทั้งในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นการสู้รบแบบที่ไม่สมกับคำว่าชายชาติทหาร แม้ต่อมาจะพอแก้ข้อครหานี้ได้บ้างในการเผาทัพพระเจ้าเล่าปี่ และตีโต้ทัพพระเจ้าโจผีได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมทั้งขับไล่ชนเผ่าป่าเถื่อนออกจากแผ่นดินกังตั๋งอีกหลายครั้งหลายครา เป็นผลงานชั้นเอก ที่แม่ทัพกังตั๋งคนก่อน ๆ ไม่เคยมีใครทำได้ ไม่ว่าจะเป็น จิวยี่ โลซก หรือ ลิบอง

ลกซุน เป็นยอดแม่ทัพบนแผ่นดินกังตั๋ง แต่ชื่อชั้นกลับอ่อนด้อย อีกทั้งคนที่ตำหนิลกซุนอย่างรุนแรงที่สุด มิใช่ใครอื่น เขาคือ “เผยซงจื่อ” นักประวัติศาสตร์ผู้ที่เขียนอรรถาธิบายต่อท้ายไว้ในสามก๊กฉบับจดหมายเหตุ (สามก๊กจี่) ของตันชิ่วนั่นเอง

ในชีวประวัติของลกซุน มีอยู่ตอนหนึ่งที่เขียนถึงศึกเมืองซงหยง

ปี ค.ศ.236 ซุนกวนส่งลกซุนและจูกัดกิ๋น มาโจมตีเมืองซงหยงของฝ่ายวุย ซึ่งในเวลานั้นมีพระเจ้าโจยอยเป็นกษัตริย์ ลกซุนเขียนจดหมายขอกำลังเสริมจากซุนกวน แต่พลนำสารถูกจับได้ จูกัดกิ๋นและลกซุนจึงต้องถอยทัพ

ก่อนจะถอยทัพ ลกซุนได้ทำอุบาย “ปลูกถั่วปลูกมัน” เพื่อลวงให้ฝ่ายวุยก๊กงุนงง คิดว่าการปลูกถั่วปลูกมันเป็นการเตรียมเสบียงอาหาร เพื่อทำการบุกเข้าตี ฝ่ายวุยจึงลังเล ไม่กล้าติดตาม กองทัพกังตั๋งจึงลงเรือยกทัพกลับไป

ระหว่างการเดินทางกลับ ลกซุนให้ทหารจอดเรือแวะพักผ่อนล่าสัตว์ที่ชายแดนเมืองของวุยก๊ก ขณะเดียวกันก็ให้ทหารส่วนหนึ่งลอบเข้าไปรุกรานหัวเมืองต่าง ๆ  โดยให้ทหารเข้าไปรุกรานฆ่าฟันชาวบ้าน เผาทำลายหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นต้องพากันหลบหนีไปยังค่ายของเมือง สือหยาง

ทหารวุยก๊กในเมืองสือหยาง เห็นชาวบ้านเข้ามากันมากก็เกรงจะเป็นอุบายของฝ่ายกังตั๋ง จึงรีบปิดประตูเมือง และสังหารคนที่คิดจะฝ่าเข้ามาในเมือง

ข้างฝ่ายทหารลกซุน สามารถจับตัวชาวบ้านเป็นเชลยได้หลายพันคน ลกซุนจึงสั่งการให้ดูแลชาวบ้านเหล่านั้นเป็นอย่างดี ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ ทรัพย์สินเงินทอง และข้าวปลาอาหาร แล้วปล่อยตัวไป ชาวบ้านหลายคนดีใจ จึงแพร่ข่าวความเมตตาของลกซุน ทำให้หลายคนยอมเข้าด้วยกับฝ่ายง่อ

เผยซงจื่อ ผู้เขียนอรรถธิบายในจดหมายเหตุจึงตำหนิลกซุนอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ลกซุนสามารถถอยทัพกลับกังตั๋งอย่างปลอดภัย แต่กลับเลือกที่จะรุกรานพลเมือง แล้วแสร้งทำดีเพื่อซื้อใจ ฝ่ายง่อจึงได้ชาวบ้านไปเข้าด้วยหลายพันคน กระนั้นทั้งวุยและง่อก็มิไม่มีผลได้ผลเสียต่อคนจำนวนนี้”

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องถูกเข่นฆ่าไปมากมายโดยเปล่าประโยชน์ นี่มิใช่วิสัยของนักการทหาร การกระทำนี้ต่างกับเมื่อครั้งขงเบ้งรบกับวุยก๊กอย่างสิ้นเชิง (ขงเบ้งไม่เคยเข่นฆ่าพลเมืองผู้บริสุทธิ์) นี่คือการละเมิดกฏของสงคราม ผลกรรมนี้ทำให้ง่อก๊กต้องล่มสลายในรัชสมัยของซุนโฮ”

“ลกซุนแสร้งทำเป็นมีเมตตา เปรียบเหมือนช่วยลูกนก หลังจากที่เผาทำลายป่าและฆ่านกทั้งฝูง นี่เป็นการสังหารหมู่อันโหดร้ายที่ไม่อาจนำความเมตตาตื้น ๆ มาลบล้างได้”

เมื่อได้อ่านความคิดเห็นของเผยซงจื่อ ในลักษณะข้างต้นนี้แล้ว ย่อมเป็นที่คาดเดาได้ว่า แม้ลกซุนจะมีผลงานล้ำเลิศ และมีสติปัญญาสูง แต่วิธีการของเขาเป็นไปในลักษณะที่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิถีแห่งความเป็นลูกผู้ชาย ใช้อุบายไม่สมชายชาติทหาร

ในการสงครามไม่ว่ายุคสมัยไหน ย่อมมีกฏ มีเกณฑ์ที่กองทัพคู่สงครามทั้งสองฝ่ายยอมรับเสมอ สมัยนี้เรียกว่า “กฎการปะทะ” Rules of Engagement (ROE) ซึ่งตามทัศนะของ เผยซงจื่อ ชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ยอมรับลกซุนในจุดนี้ วิถีแห่งลกซุน จึงไม่ได้รับการยอมรับมากเท่ากับตัวละครอื่น ๆ

เป็นลูกผู้ชายก็ควรสู้เยี่ยงชาย

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

เตียวเสี้ยน หญิงงามที่แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยง

วันนี้ Centrovirtual พาคุณเจาะประวัติศาสตร์จีนสมัยสามก๊กอีกครั้ง
“เตียวเสี้ยน” สาวงามหนึ่งในสี่ ที่ต่างจากสี่สาวงามคนอื่น
เรื่องของนางไม่มีหลักฐานยืนยันการมีอยู่
นางคือใคร และประวัติศาสตร์บันทึกถึงนางไว้วว่าอย่างไร เรามาดูกัน

เตียวเสี้ยน

เตียวเสี้ยน

เตียวเสียน มีชื่อในภาษาจีนกลางว่า เตียวฉาน เป็นหนึ่งในสี่ยอดพธูของจีนโบราณ เตียวเสียนต่างจากสาวงามคนอื่นอีกสามคนด้วยเหตุที่ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันการมีตัวตนอย่างแน่ชัด เตียวเสียนจึงเป็นตัวละครสมมุติในนิยาย

เตียวเสียนเป็นที่รู้จักจากบทบาทในนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 เรื่อง สามก๊ก ซึ่งมีเนื้อเรื่องอิงจากเหตุการณ์ช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและยุคสามก๊ก ในนิยายเตียวเสียนมีสัมพันธ์กับขุนศึกลิโป้และกระตุ้นให้ลิโป้ทรยศและสังหารพ่อบุญธรรมคือตั๋งโต๊ะขุนศึกทรราช เตียวเสียนมีฉายานามว่า “จันทร์หลบโฉมสุดา” ซึ่งหมายถึง “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”

บันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนระบุว่าลิโป้ลอบมีสัมพันธ์กับสาวใช้คนหนึ่งของตั๋งโต๊ะ แล้วเกรงกลัวว่าตั๋งโต๊ะจะรู้ความจริง จึงกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลิโป้ทรยศและสังหารตั๋งโต๊ะในปี ค.ศ. 192 อย่างไรก็ตามชื่อของสาวใช้คนนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาตร์ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่านางคือ เตียวเสี้ยน

เตียวเสียนเป็นหญิงรับใช้ที่พ่อแม่ตายแต่ยังเล็ก ได้อ้องอุ้นรับมาชุบเลี้ยง ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่ออายุ 16 ปี ยามที่อ้องอุ้นถอนหายใจด้วยห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองยามดึก แล้วออกมาพบเตียวเสียนนั่งร้องไห้กับเดือนอยู่

อ้องอุ้นถามว่า นังหนู ร้องไห้ด้วยเหตุใด อกหักเพราะความรักล่ะสิ เตียวเสียนตอบว่า มิได้ นางร้องไห้เพราะสงสารอ้องอุ้นที่เหมือนบิดาตนกลุ้มใจ เมื่ออ้องอุ้นได้เห็นโฉมหน้าของเตียวฉานอย่างชัดเจนแล้วจึงอุทานว่า แผ่นดินมีคนมาช่วยแล้ว

อ้องอุ้นวางแผนให้เตียวเสียนใช้มารยาหญิงทำให้ตั๋งโต๊ะและลิโป้แตกคอกันจนฆ่ากันเองในที่สุด โดยจะยกให้แก่ลิโป้ก่อน แล้วจึงยกให้ตั๋งโต๊ะ ซึ่งสุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนที่อ้องอุ้นวางไว้ทุกประการ และหลังจากตอนนี้แล้ว เตียวเสียนก็ไปเป็นภรรยาคนที่สองของลิโป้

แต่การตายของเตียวเสียนก็ไม่ปรากฏแน่ชัด ตามในฉบับของสามก๊กของเจ้าพระยาพระคลัง[หน] บอกว่านางได้หายตัวไปหลังจากลิโป้ได้สังหารตั๋งโต๊ะ ในปัจจุบันมีการวิเคราะห์ว่า เตียวฉานแตกต่างจากหญิงงามอีกสามคนในจำนวนหญิงงามสี่แผ่นดินของจีน

เนื่องจากไม่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ จึงเชื่อว่าไม่มีตัวตนจริง แต่ก็เชื่อว่าผู้แต่งได้แรงบันดาลใจมาจากหญิงงามอีกคนหนึ่งที่มีตัวตนจริง ที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ลิโป้ต้องฆ่าเต๊งหงวน บิดาบุญธรรมของตน

ลิโป้ เสียคนเพราะนาง จริงหรือ

เอาตามประวัติศาสตร์ ตั๋งโต๊ะกับลิโป้ แม้จะเป็นพ่อลูกบุญธรรมแต่ก็ใช่ว่าจะตัดกันไม่ขาด ลิโป้นั้นเป็นเหมือนองครักษ์ที่เป็นเงาตามตัวตั๋งโต๊ะ แต่ตั๋งโต๊ะเป็นคนอารมณ์ร้าย มักออกอาการโมโหร้ายอยู่บ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งโมโหลิโป้เลยเควี้ยงทวนสั้นใส่แต่ลิโป้หลบได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มทำให้ลิโป้ไม่พอใจตั๋งโต๊ะ อีกเรื่องหนึ่งคือลิโป้ลักลอบคบหาอยู่กับหญิงรับใช้คนหนึ่งของตั๋งโต๊ะเลยกังวลตลอดเวลาว่าจะถูกจับได้ ซึ่งหลอกว้านจงได้เอาจุดนี้มาแต่งเรื่อง สาวงามคนนี้ นั่นเอง

หลังจากนี้เหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์ก็เหมือนนิยายครับ ขุนนางฮั่นอย่างอ้องอุ้น ผู้เป็นซือถู(เสนาบดีมหาดไทย) เคยมาตีสนิทกับลิโป้อยู่ก่อน คราวนี้ลิโป้ไม่พอใจตั๋งโต๊ะเลยไปบ่นด้วย หวางอวิ่นกับซื่อซุนหรุ่ยก็มาชักชวนให้ร่วมกันล้มตั๋งโต๊ะ ลิโป้ก็ลังเลในเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูก หวางอวิ่นจึงว่าลิโป้ไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่แล้ว แถมยังเคยขว้างทวนใส่อีก ลิโป้ก็ตกลงเข้าด้วย  

ช่วงนั้นฮ่องเต้เพิ่งหายประชวร ลิโป้จึงไปพบลิซก ผู้บัญชาการทหารม้าเพื่อนบ้านเดียวกัน โดยให้ลิซกกับทหารสิบคนแต่งกายเป็นทหารองครักษ์ประจำอยู่ที่ประตูวัง พอตั๋งโต๊ะมาถึงวังก็โดนลิซกขวางไว้ ตั๋งโต๊ะเลยร้องหาลิโป้ ลิโป้จึงออกมาบอกว่า ‘นี่เป็นพระราชโองการ’ แล้วก็เสียบตั๋งโต๊ะตายคาที่

หลังจากนั้นลิโป้จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ‘เฟิ่นเวยเจียงจวิน(แม่ทัพผู้องอาจ)’ มีบรรดาศักดิ์เป็น ‘เวินโหว’ และให้มีเกียรติสูงเสมอด้วยซานกง(สามมหาเสนาบดี-ตำแหน่งบริหารสูงสุดสมัยฮั่น) ซึ่งก็เทียบเท่าหวางอวิ่นที่เป็นหนึ่งในซานกง

เตียวเสี้ยนน่าจะถือได้ว่าเป็นสายลับประเเภทหนึ่ง ซึ่งงานสายลับที่สำคัญมากและอันตรายมากเช่นนั้นเมื่อทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จกฝ็ตาม ก็จะหายตัวไป เหมือนไม่มีตัวตนหรือหลักฐานใดๆเหลือ ก็เป็นได้

หากตั๋งโต๊ะยอมยกนางให้ลิโป้

ในแง่นิยาย หากทำเช่นนั้น มันจะง่ายขึ้นนะชช ลิโป้จะโดนเตียวเสี้ยนเป่าหูให้เก็บตั๋งโต๊ะทุกวี่ทุกวัน ถึงจะเป็นเทพสงคราม แต่ลองโดนสาวที่ชอบเป่าหูบ่อยๆ ก็เชื่อจนยอมทำตามได้เหมือนกัน ทีนี้ตั๋งโต๊ะจะตายเร็วกว่ามัวมาแย่งเตียวเสี้ยนอีก แต่เหตุการณ์หลังจากตั๋งโต๊ะตายคงไม่ต่างจากเดิม คือพวกเตียวเจยึดเมืองหลวงคุมอำนาจ ลิโป้เร่ร่อน อ้องอุ้นโดนฆ่า

แค่ตั๋งโต้ะตายช้าลง สิ่งที่ลิโป้ ต้องการสู่สูงสุดคือ อำนาจสูงสุดทางการทหารที่ ฮ่องเต้ แต่งตั้งให้ สตรีแค่ปัจจัย 1 ยามเป็นหนึ่งรองจากฮ่องเต้ในแผ่นดินจะหานางงาม ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จุดประสงค์ก็แค่รอเวลา ปฎิวัติ แค่นั้น มีเตียวเสี้ยนเป่าหู เหมือนสุมไฟให้ลุกเร็วขึ้นเท่านั้นหละ

ถ้าลิโป้ได้ ตันก๋ง เร็วกกว่านี้คงไม่แพ้ กาเซี่ยง จนฉางอันแตกทั้ง เพราะแม่ทัพอย่าง ลิฉุย กุยกี ก็ไม่เอาอ่าวดีได้ด้วยกาเซี่ยงคนเดียว อาจจะยึดครองจนตั้งตัวเป็น จอมพลก็เป็นได้ แต่คงโดนเป่าหู ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นต่อ ตามบุคลิคที่บันทึกไว้

ถึงแม้ว่าตามประวัติศาสตร์จริง ลิโป้มีข้อบาดหมางกับตั๋งโต๊ะหลายอย่างอยู่แล้ว เช่นเรื่องนิสัยของตั๋งโต๊ะที่เป็นคนโมโหร้ายชอบใช้อารมณ์มาลงกับลิโป้ หรือเรื่องแย่งอำนาจ แต่เรื่องเตียวเสี้ยนนี่ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ มีแค่การที่ลิโป้ลอบเป็นชู้กับหญิงรับใช้ของตั๋งโต๊ะเป็นอีกชนวนนึงที่ทำให้ผิดใจกัน ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ตั๋งโต๊ะก็คงถูกลิโป้ฆ่าอยู่ดี

ค้นประวัติศาสตร์ ปริศนาอักษร เตียวเสี้ยน (貂蟬)

เตียวเสี้ยน 貂蟬 (จันทร์หลบโฉมสุดา) ทำไมตัวละครตัวนี้ ถึงชื่อว่าเตียวเสี้ยน  ชื่อเตียวเสี้ยนในสามก๊กฉบับ ภาษาอังกฤษ แปลว่า “Sable Cicada” (จักจั่นสีดำ) ส่วนฉบับยาขอบ ก็ได้เรียกนางว่า “จั๊กจั่น” ด้วยเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง นั้นชื่อสกุล “เตียว”  (Diao, 貂) นั้นแทบ ไม่มีใช้ใน
ประเทศจีน  อีกทั้งเมื่อ ตีความตาม อักษรจีน จะแปลว่า ตัวมิ้งค์

ส่วนคำว่า “ฉาน” (Chan, 蟬) ก็แปลตรง ตัวเหมือน ในสามก๊ก ภาษาอังกฤษว่า “จั๊กจั่น”

ดังนั้น  คำว่า “เตียวฉาน” นั้น จึงควรจะ หมายถึง ส่วนประกอบ ของ หมวกขุนนาง ชั้นสูงที่ทำจากขนมิ้งค์ และ หยกเป็นรูปจักจั่น โดยเรียกว่า เตียวฉานกวาน (貂蟬冠)  หรือ หมวกเตียวเสี้ยน (Sable Cicada Hat)  ปริศนา ที่ผู้เขียนอย่าง หลอก้วนจง ตั้งชื่อหญิงงาม คนนี้ว่าเตียวเสี้ยนนั้น
ก็น่าจะมี เหตุผลมาจาก การที่ อ้องอุ้นมอบ ของ มีค่าให้แก่ลิโป้ เมื่อคราววางแผน จะจัดการตั๊งโต๊ะเลย ต้องวางแผน ยืมมือ ลิโป้ ให้ความร่วมมือ ซะก่อนเพื่อเมื่อถึง เวลาจะได้ไม่เป็น อุปสรรคในการฆ่าตั๊งโต๊ะ

ในสามก๊ก ตอนหนึ่ง ได้เขียนเอาไว้ ดังนี้ – ครั้นเวลา รุ่งเช้าอ้องอุ้น จึงจัดเพชรพลอย กับ ทองคำ แล้วหาช่าง มาทำหมวก สำหรับ ลูกหลวงใส่ แล้วแต่งคน อันสนิทให้ลอบเอาออกไป ให้เป็นกำนัลแก่ลิโป้ ลิโป้เห็นหมวก อย่างลูกหลวง ก็มีความ ยินดีนัก จึงลอบ มาหาอ้องอุ้น ณ บ้าน

จะสังเกต เห็นว่ามีรูปตัว จั๊กจั่น กลับหัวติด อยู่ที่หมวก ที่กล่าวถึง (หมวกขุนนาง สมัยก่อน) เตียวฉานกวาน (貂蟬冠) หรือ หมวกเตียวเสี้ยน นั้นมิใช่ หมวกธรรมดา ทั่วไป แต่มีใช้กันเฉพาะ ขุนนางระดับสูงสุด หรือ เชื้อพระวงศ์ เท่านั้น จึงไม่แปลกหาก เมื่อลิโป้ได้เห็น แล้วจะรู้สึก เกิดความละโมบ อยากได้มาไว้ ในครอบครอง ตัวหลอก้วนจง ก็จึงใช้จุดนี้ ในการตั้งชื่อ ให้กับเตียวเสี้ยน

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

อ้วนเสี้ยว อดีตซี้โจโฉ จุกอกตายเพราะพ่ายศึก

“อ้วนเสี้ยว” ผู้นำก๊กที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด
แต่ท้ายสุดก็ต้องมาล่มสลายเพราะตยเอง
ถึงกับกระอักเลือดตาย เพราะพ่ายศึกที่ตนมีกำลังมากกว่า 10 เท่า
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

อ้วนเสี้ยว

อ้วนเสี้ยว

มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก มีบทบาทในช่วงต้นเรื่อง ด้วยเป็นผู้นำก๊กที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด แต่ท้ายสุดก็ต้องมาล่มสลายเพราะความไม่เอาไหนของตน อ้วนเสี้ยวเคยเป็นทหารติดตาม ที่มีความศรัทธาในตัวของแม่ทัพโฮจิ๋น ผู้เคยมีอาชีพขายเนื้อในเมือง

อ้วนเสี้ยวเป็นเพื่อนสนิทกับโจโฉ ลูกของโจโก๋ อ้วนเสี้ยวสืบตระกูลขุนนางเก่าแก่ หลังจากแม่ทัพโฮจิ๋นถูกตลบแผน จากสิบขันทีแล้ว อ้วนเสี้ยวจึงแยกตัวออกมา สร้างกองทัพจนใหญ่โต และเป็นผู้นำ 18 หัวเมืองต่อต้านตั๋งโต๊ะ 

เมื่อกำจัดตั๋งโต๊ะได้แล้ว ด้วยความเป็นผู้มีจิตใจไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก เป็นคนโลเล ใช้คนไม่เป็น ชอบคนที่ประจบสอพลอ คนดี ๆ จึงหนีหาย เมื่อครั้งหนึ่งเตียนห้องขัดขวางมิให้จัดทัพไปตีโจโฉก็สั่งขังและต่อมาจึงประหารชีวิต

ภายหลังพ่ายแพ้ต่อกองทัพของโจโฉที่มีทหาร 7 หมื่น ในขณะที่อ้วนเสี้ยวมีทหาร 7 สิบหมื่น จนอ้วนเสี้ยวกระอักเลือดตาย ตำราพิชัยสามก๊กของวรรณไว พัธโนทัย กล่าวถึงอ้วนเสี้ยวไว้ว่า อ้วนเสี้ยวนั้นมีข้อเสียเป็นผู้มีอุบายมาก แต่ความเด็ดขาดมีน้อย ชอบฟังแต่คำยุให้รำตำให้รั่ว เห็นแก่ญาติพี่น้องของตนอย่างเดียว ไม่มีความรู้ด้านตำราพิชัยสงคราม ชอบแต่คนมีหน้ามีตาและชอบพูดขัดคอคนอื่น

สัญลักษณ์ของผู้หูเบา ไม่หนักแน่น

ความจริงอ้วนเสี้ยวก็ไม่ได้ด้อยปัญญาอะไร เพราะอ้วนเสี้ยวก็เคยแสดงความสามารถให้เห็นมาแล้วในการปราบกองซุนจ้าน กองซุนจ้านใช้แผนปิดเมืองไม่ออกมารบเหมือนกับสุมาอี้ไม่รบกับขงเบ้ง แต่อ้วนเสี้ยวแก้กลยุทธนี้จนปราบกองซุนจ้านได้ในขณะที่ขงเบ้งแก้ไม่ได้

ความอัปยศที่มักถูกพูดถึง คือ ศึกที่พ่ายแพ้แก่โจโฉด้วยอัตรากำลังพล 7 หมื่นต่อ 7 แสน แต่ไม่รีบเผด็จศึก ทั้งยังหลงเชื่อคำยุยงจนไปบังคับเตียวคับโกลำ เตียวคับโกลำเลยไปสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โจโฉเลยได้ขุนพลมือดีไปแบบไม่ต้องลงทุน

อ้วนเสี้ยวรบแพ้ครั้งนั้น น่าจะเป็นความพ่ายแพ้ครั้งเดียวในชีวิตอ้วนเสี้ยวเลยนะ เพราะก่อนหน้านั้นเขาชนะเสมอ ในการรวมพล 18 หัวเมืองล้มตั๋งโต๊ะ ตัวอ้วนเสี้ยวเองก็ไม่ใช่ขุมอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น แต่ตักตวงผลประโยชน์เรื่อยมาจนได้กลายเป็นขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแดนเหนือแม่น้ำฮวงโห ขยี้กองซุนจ้าน ฮั่นฮก และก้าวมาอยู่ในจุดที่อ้วนสุด “ต้องง้อ” (จากที่ถือว่าเคยเป็นกึ่งๆ เบี้ยล่างของอ้วนสุดด้วยเพราะอ้วนเสี้ยวแม้จะแก่กว่า แต่เป็นลูกเมียน้อย)

นับว่าไม่ธรรมดา ฉะนั้นเอาจริงๆ แล้วอ้วนเสี้ยวไม่ใช่คนกระจอกงอกง่อยขนาดที่วรรณกรรมหรือความทรงจำของนักอ่านคุ้นเคยกัน แต่ถือเป็นผู้นำที่สร้างความสำเร็จให้ฝ่ายตนเองได้น่าจับตามองเลยทีเดียว

แต่จุดบอดของอ้วนเสี้ยวที่เป็นเพดานขวางไม่ให้เขาพัฒนาต่อจากนี้ได้เพราะมายด์เซ็ตแบบถือดี เชื่อมั่นในความสำเร็จที่ผ่านๆ มามากเกินไป อยู่กับความยิ่งใหญ่ของชาติตระกูลมากไป ทำให้เกิดความประมาทในการเผชิญหน้ากับโจโฉ และเปิดช่องโหว่ให้ต้องมีอันแตกทัพยับเยินที่กัวต๋อ

โง่จริง?

อ้วนเสี้ยวไม่ได้ด้อยปัญญาแน่ๆ ไม่งั้นจะสร้างกองทัพที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางที่สุดและมีไพร่พลมากที่สุดในประเทศ ณ เวลานั้นได้อย่างไร แต่คนเราในยามที่ประสบความสำเร็จในระดับนึงจะถูกแสงสว่างรอบกายบังตาให้กลายเป็นคนที่โง่งม พูดง่ายๆ ก็คือเหลิงลำพองจนประมาท

ขอยกตัวอย่างซักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ทหารของอ้วนเสี้ยวมีจำนวนมากแต่ขาดประสิทธิภาพเพราะเกณฑ์มาโดยไม่ค่อยได้ฝึกฝนฝีมือ ระเบียบวินัยก็หย่อนยาน ในขณะที่ทหารโจโฉน้อยกว่าแต่มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งเจนสนามรบและฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด อย่างที่เราๆ รู้กันว่า นี่คือหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้โจโฉชนะอ้วนเสี้ยว

แต่ในยามที่โจโฉก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะผู้ที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางที่สุดและมีไพร่พลมหาศาลที่สุดเฉกเช่นเดียวกับอ้วนเสี้ยว โจโฉก็พลาดเหมือนอ้วนเสี้ยว ในการยกทัพลงใต้ด้วยไพร่พลมหาศาล หมายที่จะขยี้เล่าปี่และซุนกวนไปพร้อมๆ กัน โจโฉก็ออกรบโดยที่ไพล่พลของตัวเองมีข้อด้อยเช่นกัน

เปรียบกับความผิดพลาดของโจโฉ

– กำลังพลส่วนใหญ่เป็นชาวเหนือซี่งไม่คุ้นทางน้ำและภูมิอากาศ แค่ก่อนออกรบก็มีล้มป่วยแล้ว พอยามออกรบก็สู้ทหารของซุนกวนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเชี่ยวชาญการรบทางน้ำไม่ได้

– 4 ใน 5 ของกองทัพเป็นทหารเชลยที่ได้มาจากอ้วนเสี้ยว เล่าเปียว ไม่ได้มีใจสู้ถวายหัว แถมไม่มีความฮึกหาญเนื่องจากเดิมทีพวกนี้เป็นทหารที่พ่ายศึก และคงจำได้ว่า นี่คือทหารไร้คุณภาพที่อ้วนเสี้ยวเคยครอบครองมา

– ทหารของเล่าเปียวซึ่งหวังว่าจะใช้เป็นตัวหลักในการรบทางน้ำ ก็เป็นทหารที่เพิ่งเข้าร่วมกับกองทัพ ไม่ได้มีใจที่จะต่อสู้เพื่อโจโฉเต็มร้อย

และด้วยความหลงตัวลำพอง โจโฉจึงติดกับแผนของจิวยี่และขงเบ้ง นำไปสู่ความพ่ายแพ้ย่อยยับ
การหลงกลบังทองเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะการนำโซ่ไปคล้องเรือไว้ด้วยกันก็ช่วยแก้ปัญหาความไม่ชำนาญทางน้ำของทหารโจโฉได้จริงๆ

ทว่าการหลงกลยอมเจ็บตัวของอุยกายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเป็นเมื่อก่อน โจโฉไม่มีทางเชื่อน้ำยาเจียวก้าน และไม่มีทางเชื่อง่ายๆ ว่าอุยกายซึ่งเป็นขุนศึกบุกเบิกแผ่นดินมาตั้งแต่รุ่นซุนเกี๋ยนพ่อของซุนกวนจะแปรพักร์เพราะโดนเฆี่ยนหนักๆ แค่นั้น เพราะสายตาของโจโฉไม่ได้มืดบอดขนาดนั้น

สายตาของโจโฉที่คมกล้ามองเห็นความสามารถของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ตั้งแต่แรกเห็น สายตาของโจโฉที่มองเห็นถึงธาตุแท้ของเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั่วแผ่นดินจนเกิดเป็นเรื่อง ” โจโฉวิจารณ์เหล่าวีรบุรุษกลางสวนท้อ” อันลือลั่น

ถ้าเป็นโจโฉในอดีต เขาอย่างน้อยต้องไม่ไว้ใจอุยกายเต็มร้อย น่าจะมองธาตุแทัของลูกผู้ชายอย่างอุยกายออก อุยกายไม่ใช่ทหารไร้ชื่อแต่เป็นขุนพลชื่อดังที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิ ตั้งแต่สมัยปราบโจรโพกผ้าเหลืองนู่น โจโฉย่อมรู้จักและได้ยินเรื่องของอุยกายมา

แต่ด้วยความลำพองมั่นใจ เขามองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเศษผงธุลี เชื่อว่ายังไงซะกองทัพอันเกรียงไกรและตัวเขาซึ่งสร้างกองทัพอันเกรียงไกรนี้ขึ้นก็ต้องสามารถชนะศึกได้แน่

นี่คือสิ่งที่ โจโฉเดินตามรอยอ้วนเสี้ยว ความลุ่มหลง และ ลำพองตนเอง มั่นใจ ในตนเอง เกินไป ก็คือความผิดพลาด ของ อ้วนเสี้ยว ที่กัวต๋อ และ ความผิดพลาด ของ โจโฉ ที่เซ็กเพ็ก

เพราะงั้น อ้วนเสี้ยวไม่โฉดเขลา ขนาดนั้น หรอกครับ เพียงแต่ ลำพองเกิน ไปจนแปรเปลี่ยน เป็นคนโฉดเขลา ณ เวลานั้น ซึ่งใครๆ ก็เป็นได้

มีดีอยู่บ้าง

ผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงจำเรื่องที่ กุนซือ ของ โจโฉพูดถึง ข้อเสีย 10 ประการ ของ อ้วนเสี้ยวกันได้ แต่ หนังสือมักไม่ค่อย เขียนถึงข้อดี อ้วนเสี้ยวเท่าไหร่ ที่ดีๆ เลย แม้ไม่ได้ เห็นเป็น รูปธรรมมาก แต่ว่าจริงๆ ต้องมีดี พอควร ไม่งั้นคง ไม่สามารถ มีขุนพลอย่าง งันเหลียง บุนทิว เตียวคับ ฯลฯ ได้

ต่ออก จะหน้าใหญ่ ใจโตไปหน่อย เอาใจลูกน้องดีพอประมาณ ไม่งั้นคงไม่มี ลูกน้องติดสอยห้อยตาม มากขนาดนี้  แต่ความขี้เกรงใจ ทำให้ตัดสินใจ ไม่เด็ดขาดโลเล หากไม่ประเมิน แต่ข้อเสีย อ้วนเสี้ยวไม่ใช่ คนเลวร้าย ถือว่ามีคุณธรรม พอสมควร เผด็จการน้อยกว่าโจโฉ

วางตัวดี จูงใจคนเก่ง น่าจะเป็น ที่การวางตัว สามารถที่จะ ดึงดูดคนเก่งๆ มาทำงานด้วยได้ อ้วนเสี้ยว พอออกภูธร ไปเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ ไม่นาน ก็มีกำลังทหาร ขุนพล เสนาธิการ เยี่ยมๆ ไปทำงานให้ ไม่น้อยแล้ว ที่เด่นๆ ก็ บุนทิว, งันเหลียง, ฮองกี๋ พอยึดกิจื๋ว ก็ได้ เตียนห้อง, สิมโพย, ชีสิว, เตียวคับ, โกลำ มาช่วยอีก

ถือว่ามีความสามารถในการรวบรวมบุคลากรอยู่ไม่น้อย

แต่ด้วย ข้อเสียอื่น ๆ มากกว่า เยอะ เช่น มีคนเก่งเยอะ แต่ก็ ใช้ไม่เป็น จึงไม่สามารถ ในการแบ่งหน้าที่ ,ผสานใจคน ให้ร่วมมือทำงาน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ในหมู่ที่ปรึกษา จึงแก่งแย่งกัน ไม่มีความเป็น เอกภาพ นิสัยใจคอก็ โลเลไม่เด็ดขาด มักใช้อารมณ์ มากกว่าเหตุผล ฯลฯ

ซุนฮก ที่ทิ้ง ตำแหน่ง นายอำเภอ ไปอยู่ด้วย กุยแก ที่ก็เคยไป เสนอตัวรับใช้ ถึงได้เผ่นหนีมาอย่างไม่ลังเล

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ดีๆ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/