Categories
ชีวประวัติ

แฮหัวเอี๋ยน แม่ทัพคนสำคัญของโจโฉ ผู้ตายในการรบ

“แฮหัวเอี๋ยน” แม่ทัพคนสำคัญของวุยก๊ก
ผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
ชีวิตเค้าเป็นอย่างไร Centrovirtual พาคุณมาดูกัน

แฮหัวเอี๋ยน

แฮหัวเอี๋ยน

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก แม่ทัพคนสำคัญของโจโฉ ชื่อรองเหมี่ยวฉาย เป็นน้องของแฮหัวตุ้น มีบุตรชายสี่คนคือแฮหัวป๋า แฮหัวหุย แฮหัวฮุยและแฮหัวโห สวามิภักดิ์กับโจโฉตั้งแต่ตั้งกองทัพพันธมิตร 18 หัวเมือง เป็นแม่ทัพที่เก่งกล้าและเป็นคนที่โจโฉไว้ใจมากคนหนึ่ง ชำนาญการใช้ธนูอย่างมาก จึงได้ฉายาว่า “จอมขมังธนูแห่งวุยก๊ก”

เมื่อเล่าปี่เตรียมทัพจะตีฮันต๋ง โจโฉได้ส่งแฮหัวเอียนไปรักษาที่เขาเตงกุนสันอันเป็นชัยภูมิสำคัญเปรียบเหมือนคอหอยของเมืองฮันต๋ง หากเสียเขาเตงกุนสันไปการยกทัพตีฮันต๋งก็จะง่ายดาย แฮหัวเอียนได้รบกับฮองตงแม่ทัพของเล่าปี่ และถูกสังหารในที่สุด

ขุนศึกยุคแรก

ในยุคสามก๊ก โจโฉนับเป็นขุนศึกที่ประสบความสำเร็จด้านคนใกล้ตัว นั่นคือญาติมิตร ครอบครัวของเขานั้นมีส่วนเกื้อหนุนอย่างมากต่อการทำการใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนักกับเหล่าขุนศึกคนอื่นๆ ในยุค เพราะในขณะที่ญาติมิตรและครอบครัวสามารถส่งเสริมกันได้ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวทำลายที่ร้ายกาจ

แต่โจโฉกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในระยะแรกที่เขายังไม่ได้มีบุคลากรที่เก่งกาจมากมายนั้น เขาผงาดขึ้นมาเพราะอาศัยญาติมิตรหลายคนช่วยเหลือ จนกระทั่งเมื่อเป็นใหญ่ขึ้นมาแล้ว ก็ยังได้คนเหล่านั้นช่วยค้ำจุนเอาไว้ จนสามารถก่อรากสร้างก๊กขึ้นมาได้

และในบรรดาขุนพลยุคแรกที่เป็นกลุ่มญาติสนิทของโจโฉ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผลงานมากมาย ก็มีอยู่ 4 คนนั่นคือ แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน และโจหอง

ประวัติศาสตร์

ชื่อรองเมียวไซ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 161 เป็นน้องชายของแฮหัวตุ้น ซึ่งแซ่แฮหัวนั้น เป็นนามสกุลเดิมของโจโก๋ บิดาของโจโฉ เขาจึงมีศักดิ์เป็นน้องชายของโจโฉ นอกจากนี้เขายังมีศักดิ์เป็นเขยของโจโฉด้วย เพราะภรรยาของเขาเป็นญาติผู้น้องของโจโฉ เรียกว่ามีความสัมพันธ์กับโจโฉที่ลึกซึ้งอยู่หลายทอด

ประวัติในวัยเด็กเล่าว่า เขาฝึกฝนการใช้อาวุธมาแต่เด็ก โดยเฉพาะการยิงธนูนั้น เขาเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ ชอบศึกษาพิชัยสงคราม มีนิสัยเลือดร้อน ไม่กลัวใคร เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น เขาและญาติพี่น้องอันประกอบด้วย โจโฉ แฮหัวตุ้น โจหยินและโจหอง ก็ได้สร้างกลุ่มที่รวบรวมคนหนุ่มขึ้นมาคอยก่อกวนไปทั่ว

ปี ค.ศ. 184 เกิดโจรโพกผ้าเหลืองขึ้นสร้างความวุ่นวายทั่วแผ่นดิน โจโฉซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทหารม้าเร็ว ได้รับคำสั่งให้ออกปราบโจรผ้าเหลืองที่อาละวาดอยู่รอบเมืองหลวง และบริเวณใกล้เคียง แฮหัวตุ้นและเอี๋ยนก็ได้รับการชักชวนจากโจโฉให้เข้ามาช่วยงาน โดยแฮหัวเอียนได้รับหน้าที่เป็นนายกอง นำทหารช่วยเหลือโจโฉปราบปรามโจรผ้าเหลืองและมีผลงานไม่น้อย

หลังจากนั้น โจโฉก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จากความชอบในการปราบโจรผ้าเหลือง ส่วนแฮหัวเอียนนั้นไม่ได้รับราชการทหาร และคาดว่าน่าจะตามแฮหัวตุ้นกลับไปบ้านเกิด

ในปี ค.ศ.189 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เมื่อตั๋งโต๊ะเข้าทำการยึดอำนาจในเมืองหลวงมาจากพวกสิบขันที และใช้กำลังทหารเข้าควบคุมราชสำนัก ปลดรัชทายาทหองจูเปียนลงจากตำแหน่ง แล้วทำการแต่งตั้งองค์ชายรอง ตันลิวอ๋อง ขึ้นเป็นฮ่องเต้ นามพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งภายหลังเป็นฮ่องเต้องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

ตั๋งโต๊ะอาศัยอำนาจของตนควบคุมเมืองหลวงแบบเบ็ดเสร็จ และกระทำการเผด็จการจนผู้คนหวาดผวา เหล่าขุนนางและเหล่าขุนศึกต่างคิดจะต่อต้าน ในขณะเดียวกัน โจโฉยอมสวามิภักดิ์ต่อตั๋งโต๊ะ

แต่แท้จริงเพื่อหาโอกาสลอบสังหาร ถึงกระนั้นก็ทำไม่สำเร็จ จึงต้องหลบหนีออกมา แล้วทำการรวบรวมผู้คนขึ้น จากนั้นก็ร่างราชโองการปลอมแล้วส่งออกไปทั่วแผ่นดินเพื่อระดมเหล่าขุนศึกให้ทำการก่อตั้งกองทัพพันธมิตรในการต่อต้านตั๋งโต๊ะ

แฮหัวตุ้นและแฮหัวเอียนสองพี่น้องก็ได้เข้ามาร่วมกับโจโฉในการก่อการนับแต่นั้น และเข้าร่วมศึกพร้อมกับโจโฉแทบทุกครั้งในฐานะแม่ทัพคนสำคัญ

วีรกรรม

ช่วงปี ค.ศ. 211 โจโฉสั่งประหารม้าเท้ง เจ้าเมืองเสเหลียง ฐานคิดก่อการกบฏ ม้าเฉียวผู้บุตรจึงได้ลุกขึ้นก่อการที่เสเหลียง ยกทัพเข้ายึดเตียงอัน และประชิดด่านตงก๋วน โจโฉรีบนำทัพใหญ่ออกต้านทาน หลังจากโจโฉปราบม้าเฉียวลงได้ แฮหัวเอี๋ยนก็ได้รับหน้าที่เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพออกปราบปรามกลุ่มเสเหลียงที่เหลืออยู่ เพื่อสยบแดนไท่หยวนให้ราบคาบ

แฮหัวเอี๋ยนใช้เวลาที่เหลือหลังจากนี้ในการทำศึกปราบปรามดินแดนไท่หยวน ในฐานะแม่ทัพใหญ่ทิศประจิม เขาสามารถจัดการกับกองทัพที่เหลือของม้าเฉียวและหันซุยลง และทำการปราบปรามชนเผ่าต่างๆ จากนั้นก็เข้าร่วมในศึกปราบเตียวลู่ และเมื่อได้ฮั่นจงมา ก็เท่ากับแดนไท่หยวนตกเป็นของโจโฉโดยสมบูรณ์ จะเหลือก็เพียงเอ๊กจิ๋ว เมืองเสฉวนเท่านั้น

แต่โจโฉเห็นว่าเส้นทางเข้าเสฉวนนั้นกันดารนัก และฝ่ายเล่าปี่ก็เริ่มจะเข้ามาครอบคลุมและขยายอิทธิพลในเสฉวนได้มากแล้ว โจโฉคิดว่าเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะรุกเข้าเสฉวนทันทีจึงถอนทัพกลับ แล้วให้แฮหัวเอี๋ยนเป็นแม่ทัพใหญ่ประจำการที่แดนไท่หยวน เพราะหากว่าเล่าปี่สามารถยึดครองเสฉวนได้เมื่อไร จะต้องมุ่งเป้ามาที่ฮั่นจงแน่

ความพ่ายแพ้ของทั้งโจหองและเตียวคับ ทำให้ต้องเสียเขตแดนหน้าด่านของฮั่นจงไปแทบทั้งหมด และเล่าปี่ก็เตรียมรุกคืบเพื่อจะยึดฮั่นจงให้ได้ โดยการยกทัพใหญ่ด้วยตนองมาตั้งมั่นที่ด่านเองเปนก๋วน โจโฉซึ่งรับทราบรายงานการศึกรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ศึกมาก จึงตัดสินใจยกทัพใหญ่ด้วยตนเองมายังเตียงอัน

ระหว่างนั้น แฮหัวเอี๋ยนพยายามต้านทานการบุกของเล่าปี่อย่างสุดกำลังเพื่อรอจนกว่าทัพใหญ่ของโจโฉจะมาถึง เล่าปี่รู้ว่าหากโจโฉยกทัพมาถึง การจะยึดฮั่นจงคงยากยิ่งกว่าเดิม หวดเจ้งจึงวางกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการให้เล่าปี่ยกทัพข้ามแม่น้ำไปตั่งมั่นที่เขาเต็งกุนสัน เพื่อดึงให้แฮหัวเอี๋ยนออกมารบด้วย โดยผู้ที่รับหน้าที่แม่ทัพกองหน้าก็คือฮองตง

หวดเจ้งอ่านขาดถึงข้อเสียของแฮหัวเอี๋ยนที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมีจิตใจร้อนแรง มุ่งจะเอาชนะมากจนเกินไป อันที่จริงแล้วแฮหัวเอี๋ยนเป็นผู้ที่ศึกษาพิชัยยุทธ์และทำศึกมามาก แต่เขาก็ยังแก้ข้อเสียตรงนี้ไม่หาย กระทั่งโจโฉเองยังเคยกล่าวเตือนแฮหัวเอี๋ยนว่าผู้เป็นแม่ทัพใหญ่นั้นไม่อาจใช้แต่ความกล้าเท่านั้น หากแต่ยังต้องอาศัยสติปัญญา การวางแผน ทำความเข้าใจในกลยุทธ์อีกด้วย แฮหัวเอี๋ยนเองก็รับคำของโจโฉ ทำให้เขาพัฒนาขึ้นกลายเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ เพราะโดยฝีมือการรบและการนำทัพนั้น เขาจัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆของวุยก๊กอยู่แล้ว

การที่แฮหัวเอี๋ยนได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ที่คอยรับศึกในแดนไท่หยวนนั้น โดยศักดิ์ฐานะนับว่าเหมาะสม เพราะเขาเป็นญาติผู้น้องของโจโฉที่มีผลงานและชื่อเสียงมากที่สุดเป็นรองเพียงแค่แฮหัวตุ้น โดยในด้านผลงานการรบนั้นอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ และจะเหมาะยิ่งขึ้นหากเขาได้รับหน้าที่เป็นฝ่ายรุก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในการปราบศึกในแดนเสเหลียง

แฮหัวเอี๋ยน VS กวนอู

ลักษณะที่โจโฉเลือกแฮหัวเอี๋ยนให้เฝ้าฮั่นจงนั้น ความจริงแล้วคล้ายคลึงกับเหตุผลที่เล่าปี่เลือกกวนอูให้เฝ้าเกงจิ๋วอยู่ไม่น้อย

เล่าปี่มีกวนอู โจโฉมีแฮหัวเอี๋ยน

ในฐานะแม่ทัพ แฮหัวเอี๋ยนและกวนอูมีความเหมือนกันอยู่จุดหนึ่ง นั่นคือความเชื่อมั่นในฝีมือการรบของตัวเอง และความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้าศึก ทั้งสองคนนั้นมีฝีมือที่เก่งกาจจริงในการรบ

แต่ในด้านของการใช้ไหวพริบและความอดทนหนักแน่นในการรับมือต่อแผนการและกลยุทธ์ของข้าศึกแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ยังไม่เคยแสดงให้เห็นว่าทำได้ดีนัก เมื่อดูจากผลงานและวีรกรรมของพวกเขา

แฮหัวเอี๋ยนยังดีกว่ากวนอูอยู่จุดหนึ่งตรงที่เขาได้ผู้ช่วยที่เก่งกาจ และมีความเหมาะสมต่อการเฝ้ารักษาเมืองอย่าง เตียวคับ ซิหลง โจหอง แม่ทัพระดับรองๆลงมาอย่างกุยห้วยเองก็ถือว่าเป็นแม่ทัพหนุ่มไฟแรงที่เก่งในด้านกลยุทธ์

ในเมื่อรายล้อมไปด้วยที่ปรึกษาชั้นดีขนาดนี้โจโฉย่อมคิดว่าไม่น่าที่แฮหัวเอี๋ยนจะพลาดท่าเสียทีให้เล่าปี่ได้ง่ายๆ และที่สำคัญ จะมีใครที่สามารถเชื่อถือและเชื่อใจให้รักษาการดินแดนที่ห่างจากศูนย์กลางการปกครองและอยู่ในจุดล่อแหลมได้ดีไปกว่าญาติสนิทของตนเอง ที่ร่วมกันก่อร่างสร้างตัวมาแต่แรก แถมแฮหัวเอี๋ยนยังเป็นญาติสนิทที่มีฝีมือการรบเป็นเลิศอีกด้วย

พลาดทีถึงตาย

แต่จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หลังจากนี้ แสดงให้เห็นว่าโจโฉคาดผิด เล่าปี่นั้นแข็งแกร่งขึ้นมามากเกินกว่าที่ใครๆคาดคิด และแฮหัวเอี๋ยนก็ยังไม่ใช่ผู้ที่เหมาะสมจะรับงานที่ต้องอาศัยความหนักแน่นสูงอย่างการพิทักษ์รักษาฮั่นจง

ดังนั้น แฮหัวเอี๋ยนซึ่งออกไปรับศึกกับฮองตงที่เขาเตงกุงสัน จึงได้พลาดท่าเสียทีต่อแผนการของหวดเจ้ง จนถึงขั้นสิ้นชีพ

ในสามก๊ก บันทึกถึงศึกนี้ ไว้อย่างสั้นๆว่า แฮหัวเอี๋ยนนำ ทหารออกไปร้องท้าฮองตง ที่หน้าค่าย แต่ฮองตง ก็ไม่ออกมารบ โดยหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นทัพล่อ ที่ฮองตงเตรียมไว้ ส่วนทัพของเขา นั้นไปดักซุ่มรอ ยังอีกที่ จนเมื่อเวลาเที่ยง แฮหัวเอี๋ยนจึงได้ ลงนั่งพัก ฮองตงที่รอ อยู่เห็นเป็นโอกาส จึงสั่งนำทหารที่ดักซุ่ม อยู่ตะลุยลงมาจาก ชัยภูมิสูง และ ตัวเขาก็เข้าตัดคอ ของ แฮหัวเอี๋ยนได้โดยที่ อีกฝ่าย ไม่ทันระวังตัว

แต่ผลสรุป ของ ศึกนี้ก็คือ แฮหัวเอี๋ยนตายในสนามรบ และ เสียเมืองฮั่นจง รวมถึงเขตแดนทั้งหมดไป ทำให้ เล่าปี่ สามารถครอบครอง ดินแดนเสฉวน และ เอ๊กจิ๋วมาอยู่ในมือ ได้ทั้งหมด

โจโฉ ยกทัพใหญ่ มาทำศึก ที่ฮั่นจง เพื่อแก้แค้น ให้แฮหัวเอี๋ยน แต่สุดท้าย ก็ไม่สำเร็จ และ ต้องยกทัพกลับไป

เกือบต้องเขียนประวัติศาสตร์ใหม่

การที่ แฮหัวเอี๋ยน ไม่อาจ ป้องกัน ฮั่นจง ไว้ได้นั้น ส่งผล สะเทือน ไม่น้อย ต่ออนาคต และ ทิศทาง ของ ขั้วอำนาจ ในสามก๊ก เพราะเป็นการทำให้ เล่าปี่ยึด ดินแดนฝั่งตะวันตก ได้แทบทั้งหมด และสร้างจ๊กก๊ก ขึ้นมาได้ อย่างเป็นปึกแผ่น น่าคิดว่าหาก แฮหัวเอี๋ยนสามารถ ที่จะถ่วงเวลา รอจนทัพใหญ่ของโจโฉ มาช่วยได้ อาจถึงขั้นต้อง เขียนประวัติศาสตร์ช่วงนี้ กันใหม่เลยก็ได้

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

แฮหัวตุ้น ขุนพลตาเดียว ขุนศึกคู่กายโจโฉจวบจนวาระสุดท้าย

“แฮหัวตุ้น” นักรบมือขวา คู่กายโจโฉมาตลอดชีวิต
ผู้เสียตาซ้ายไปในการรบ จนได้ฉายา ขุนพลตาเดียว
เค้าเป็นคนอย่างไร Centrovirtual จะพาคุณมารู้จักเค้ากัน

แฮหัวตุ้น

แฮหัวตุ้น

เป็นนายพลภายใต้ทัพวุยก๊กของโจโฉในยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน แฮหัวตุ้นยังเป็นญาติกับโจโฉโดยแต่เดิมโจโฉนามสกุล “แฮหัว” แต่ได้เปลี่ยนตามพ่อบุญธรรมเป็นสามสกุล “โจ”

แฮหัวตุ้นเป็นแม่ทัพมือขวาและยังเป็นลูกพี่ลูกน้องที่โจโฉให้ความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง และเขาก็เป็นคนที่อยู่กับโจโฉมาตั้งแรกเริ่มที่โจโฉเริ่มก่อการจวบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเขาได้โจโฉขยายอำนาจในการต่อสู้กับ เล่าปี่ ซุนกวน และ ลิโป้

แฮหัวตุ้นสูญเสียดวงตาข้างซ้ายในศึกเสียวพ่าย ในปี ค.ศ. 198 และได้รู้จักในชื่อ “บอดแฮหัว” (หมางเซี่ยเหา) เป็นอีกชื่อหนึ่งของแฮหัวตุ้น แปลว่านายพลตาบอดหรือพระยาตาเดียว เป็นฉายาที่บรรดาทหารในกองทัพของโจโฉได้ตั้งให้แก่แม่ทัพคนหนึ่งซึ่งเจ้าตัวเองที่ได้ฉายานี้มานั้นไม่ค่อยจะชอบใจเท่าใดนัก

ภาพลักษณ์ของแฮหัวตุ้นตาเดียวนี้เป็นที่นิยมถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมสามก๊กของหลอ กว้านจง ที่พรรณนาว่าเขาได้สูญเสียตาข้างซ้ายหลังจากที่โจเสงได้ยิงธนูเข้าที่ตาเขา และต่อมาแฮหัวตุ้นได้ดึงธนูออกจากตาและกลืนลงไปข่มขวัญศัตรู

ครั้งหนึ่ง แฮหัวตุ้นเกือบโดนโจโฉประหารชีวิต เพราะว่าขัดใจโจโฉเรื่องการลำเลียงของออกจากฮันต๋ง แต่โดนแม่ทัพคนอื่นคัดค้านไว้ จึงรอดจากการประหาร เมื่อโจโฉเสียชีวิต ต่อมาแฮหัวตุ้นก็ได้ป่วยตายตาม เมื่อถึงแก่กรรมแล้วได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นจงโหว

ประวัติศาสตร์

ในวรรณกรรมสามก๊กมักให้ภาพแฮหัวตุ้นเป็นขุนศึกเลือดร้อน แต่ในประวัติศาสตร์มีอะไรมากกว่านั้น

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ แฮหัวตุ้น (เซี่ยโหวตุน) เป็นลูกหลานของเซี่ยโหวอิง หนึ่งในขุนนางที่ติดตามหลิวปัง หรือฮั่นเกาจู่ สถาปนาราชวงศ์ฮั่นมาตั้งแต่แรก แฮหัวตุ้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับโจโฉ โดยบิดาของแฮหัวตุ้นเป็นพี่ชายของ โจโก๋ บิดาของโจโฉ (เดิมแซ่แฮหัว แต่เนื่องจากเป็นบุตรบุญธรรมขันทีโจเท้ง/เฉาเถิง จึงเปลี่ยนมาใช้แซ่โจ/เฉา)

เมื่อแฮหัวตุ้นอายุ 14 ปี มีคนมาดูหมิ่นอาจารย์ จึงถูกแฮหัวตุ้นสังหารทิ้ง นับแต่นั้นแฮหัวตุ้นจึงปรากฏชื่อเสียงว่าเป็นผู้มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวรุนแรง

เมื่อโจโฉตั้งกองทัพต่อต้านตั๋งโต๊ะ แฮหัวตุ้นได้มาเข้าร่วมแล้วติดตามออกศึกอีกหลายครั้ง จนกระทั่งในช่วงที่โจโฉได้ครอบมณฑลกุนจิ๋ว ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักให้เป็นขุนศึกยุทธขจร โจโฉจึงตั้งแฮหัวตุ้นเป็น ซือหม่า หรือนายพัน ให้วางกำลังทหารประจำอยู่ที่ตำบลแปะแบ๊ ต่อมาได้เลื่อนเป็น นายกองบุกทะลวง ควบตำแหน่งเจ้าเมืองตงกุ๋น

ต่อมาเมื่อโจโฉยกทัพตีชีจิ๋วเพื่อล้างแค้นให้บิดา จึงมอบหมาบให้แฮหัวตุ้นรักษาเมืองปักเอี้ยง ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของกุนจิ๋ว แต่ต่อมาเกิดเหตุกบฏนำโดยเตียวเมาและตันก๋งที่เปลี่ยนไปเข้าข้างลิโป้ ตอนนั้นกองทัพของเตียวเมาอยู่ใกล้อำเภอจ้วนเฉิง ซึ่งครอบครัวของโจโฉอยู่

แฮหัวตุ้นจึงนำทัพออกไปช่วย ทำให้ลิโป้ฉวยโอกาสยึดเมืองปักเอี้ยงไปได้ ต่อมาลิโป้แกล้งส่งคนมาทำทียอมแพ้ ทำให้แฮหัวตุ้นหลงกลและถูกจับเป็นเชลยในค่ายตัวเอง แต่ฮันโฮ นายทหารของแฮหัวตุ้นเข้าไปพูดจาจนพวกกบฏยอมปล่อยแฮหัวตุ้น

เมื่อโจโฉยกทัพกลับมา จึงยกทัพไปรบกับลิโป้ ในครั้งนี้แฮหัวตุ้นถูกยิงที่ตาซ้าย จนทหารตั้งฉายาให้ว่า แฮหัวบอด แฮหัวตุ้นเกลียดฉายานี้มาก มีบันทึกว่าแฮหัวตุ้นได้ส่องกระจกแล้วโกรธมาก จึงเขวี้ยงกระจกลงพื้น

ต่อมาแฮหัวตุ้นได้เป็นเจ้าเมืองตันลิว และจี้อิน พร้อมกับได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ขุนพลยุทธบันดาล มีบรรดาศักดิ์เป็น เกาอานเซียงโหว ในช่วงนี้เกิดภัยแล้งและมีตั๊กแตนระบาดในดินแดนแถบนี้

แฮหัวตุ้นเลยให้ทำการปรับปรุงระบบชลประทานโดยสร้างเขื่อนเก็บน้ำขึ้นที่แม่น้ำไท่โซ่วสุ่ย ร่วมถึงส่งเสริมให้ชาวบ้านทำนาและลงไปช่วยทำนาด้วยตนเอง เป็นที่พึ่งให้ราษฎรได้มาก นับเป็นอีกด้านหนึ่งของแฮหัวตุ้นที่ไม่ปรากฏในวรรณกรรม หลังจากนั้นแฮหัวตุ้นได้เลื่อนเป็น ปลัดมณฑลเหอหนาน

ในช่วงที่โจโฉยกทัพไปรบกับอ้วนเสี้ยว แฮหัวตุ้นไม่ได้ติดตามไปด้วย แต่ถูกส่งให้ยกไปตีเล่าปี่ซึ่งหนีไปอาศัยเล่าเปียวอยู่ที่เกงจิ๋ว แฮหัวตุ้นไม่ฟังคำเตือนลิเตียน จึงถูกทัพเล่าปี่ซุ่มโจมตีจนพ่ายแพ้ที่ทุ่งพกบ๋อง

หลังจากโจโฉรบชนะอ้วนเสี้ยว ยึดเมืองเงียบกุ๋น ที่เป็นเมืองเอกของกิจิ๋วได้ จึงได้เลื่อนแฮหัวตุ้นเป็น ขุนพลสงบคลื่น แต่ยังดูแลเหอหนานเหมือนเดิม แฮหัวตุ้นได้รับอำนาจให้ว่าราชการในมณฑลได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดต่อกฎหมาย

รัชศกเจี้ยนอานที่ 12 (ค.ศ. 207) ด้วยความดีความชอบที่ผ่านมา แฮหัวตุ้นได้รับศักดินาเพิ่ม 1,800 ครัวเรือน รวมเป็นทั้งหมด 2,500 ครัวเรือน

รัชศกเจี้ยนอานที่ 21 (ค.ศ. 216) หลังจากติดตามโจโฉไปรบกับซุนกวน แฮหัวตุ้นได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการทหาร 26 ทัพ ประจำการที่จวีเฉา นอกจากนี้ยังได้รับนักดนตรีและนักเต้นระบำเป็นการปูนบำเหน็จด้วย ปรากฏในราชโองการว่า “เว่ยเจี้ยง ปราบชาวหรงได้รับทองรับบำเหน็จ ท่านขุนพลควรได้มากกว่านั้น”

รัชศกเจี้ยนอานที่ 24 (ค.ศ. 219) เมื่อโจโฉซึ่งเป็นวุยอ๋อง เดินทางกลับจากโม๋เปย โจโฉมักให้แฮหัวตุ้นนั่งรถม้าคันเดียวกันเสมอ อนุญาตให้แฮหัวตุ้นเข้าออกที่พักโจโฉได้เสมอ ได้รับความไว้วางใจยิ่งกว่าขุนทหารทั้งปวง หลังจากนั้นโจโฉได้เลื่อนแฮหัวตุ้นเป็นขุนพลฝ่ายหน้า ยกทหารไปประจำการที่เมืองฉิวฉุน ต่อมาย้ายไปที่เมืองจ้าวหลิง

ในเอกสาร เว่ยซู หรือ พงศาวดารวุยก๊ก ระบุว่า เนื่องจาก โจโฉ เป็น วุยอ๋อง จึงมีอำนาจแต่งตั้งขุนนาง ของ ตนเอง เป็นอิสระ จากราชสำนักฮั่น ลูกน้องโจโฉส่วนใหญ่ ล้วนมีตำแหน่งอยู่ในสังกัดโจโฉ เว้นแต่แฮหัวตุ้น ยังมีตำแหน่ง สังกัดในราชสำนัก แฮหัวตุ้นอยากมี ตำแหน่งอยู่กับโจโฉ เพื่อแสดงความภักดี แต่โจโฉกล่าวว่า “เราได้ยินว่าผู้ปกครองที่ดีที่สุดนับถือข้ารับใช้เสมือนอาจารย์ รองมานับถือว่าข้ารับใช้เสมือนสหาย ข้าราชสำนักถือเป็นผู้ทรงคุณธรรม รัฐเล็กอย่างวุย ไม่คู่ควรกับคนเช่นท่าน” แต่แฮหัวตุ้น ยืนยัน โจโฉจึงตั้งให้ เป็นขุนพลฝ่ายหน้า

เอกสาร เว่ยซื่อ ชุนชิว ระบุว่า แฮหัวตุ้น ตันกุ๋น และ หวนเจีย ได้เสนอให้ โจโฉสถาปนาตน ขึ้นเป็นฮ่องเต้ โดยกล่าวว่า ราษฎรใต้ฟ้า ล้วนรู้ว่าแผ่นดินฮั่น ใกล้สิ้น หลายคน ต้องการแทนที่ ตั้งแต่โบราณ ผู้ขจัดทุกข์ภัยชนะใจคนราษฎร ย่อมได้ขึ้นเป็นเจ้า ตอนนี้ พระองค์กรำ ศึกสามสิบปี บารมี และ คุณธรรม เป็นที่ประจักษ์ แก่ปวงชน เห็นแก่ ผู้อาศัยใต้ฟ้า ขอให้ทำตาม อาณัติสวรรค์ และ ราษฎร ใยต้อง ลังเลอีก” แต่โจโฉปฏิเสธ

หลังจากโจโฉตาย โจผีได้สืบทอด ตำแหน่ง วุยอ๋องแทน และ ได้เลื่อนแฮหัวตุ้นเป็น มหาขุนพล หรือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีสถานะสูงกว่า ซานกง หรือ สามมหาเสนาบดี แต่อยู่ใน ตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน ก็เสียชีวิต โจผีได้ มอบบรรดาศักดิ์ ย้อนหลังว่า จงโหว หรือ พระยาผู้ภักดี ลูกหลานต่าง ได้รับตำแหน่ง ระดับสูง ลูกชายคนที่สอง คือแฮหัวหลิม ได้แต่งงาน กับ องค์หญิงชิงเหอ ธิดาของโจโฉ มีตำแหน่ง เป็น ขุนพลสงบประจิม ประจำการ ที่ฉางอาน บัญชาการทหารในภูมิภาคกวนจงทั้งหมด ทั้งที่ไม่ได้ มีความสามารถ อันใด (ฉบับนิยายเปลี่ยนให้แฮหัวหลิมเป็นลูกแฮหัวเอี๋ยน)

เฉินโซ่ว ได้ยกย่อง แฮหัวตุ้นไว้ว่า “ตุ้นแม้ว่าจะเป็นทหาร แต่เชิญ อาจารย์ มาสอนสั่ง ความรู้ อยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ มักแบ่งปัน ทรัพย์สินให้ผู้อื่นเสมอ หากตนเอง มีเงินไม่พอ ก็ขอเบิกจ่ายจาก คลังหลวง จึงไม่มีทรัพย์สิน ส่วนตัวมากนัก”

โดยสรุปแล้ว แฮหัวตุ้นอาจจะไม่ได้มีผลงานการบัญชาการศึกที่โดดเด่นมากเท่ากับขุนพลของโจโฉคนอื่นๆ เช่น เตียวเลี้ยว เตียวคับ ซิหลง หรือไม่ได้มีฝีมือการรบตัวต่อตัวเหมือนเคาทู เตียนอุย แล้วก็รบแพ้บ่อย  แต่ก็เป็นญาติสนิทที่โจโฉไว้วางใจมาก จึงได้รับมอบหมายให้รักษาความเรียบร้อยในเขตปกครองของโจโฉมากกว่าออกไปรบแนวหน้า ซึ่งแฮหัวตุ้นก็ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีครับ

ขอขอบคุณเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ดีๆ จาก ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

สุมาอี้ ผู้ปราบขงเบ้ง คนสำคัญแห่งวุย ผู้วางรากฐานราชวงศ์จิ้น

หากพูดถึง “สุมาอี้” หลายคนยกให้เขาเป็นผู้เหนือกว่าขงเบ้ง
กุนซือคนสำคัญที่ช่วยให้วุยก๊ก ได้รับชัยชนะหลายต่อหลายครั้ง
เขาเป็นคนอย่างไร Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

สุมาอี้

สุมาอี้

สุมาอี้นั้น ได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “งูแมวเซา” มีคำวิจารณ์ว่าบุคคลที่ฉลาดที่สุดในสามก๊ก คือ ขงเบ้ง แต่บุคคลที่ทั้งฉลาดและน่ากลัวที่สุดในสามก๊ก คือ สุมาอี้

สุมาอี้เริ่มต้นจากการรับราชการตำแหน่งเล็กก่อนที่จะไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งเสนาธิการและแม่ทัพ อย่างไรก็ตาม ความสุขุมลุ่มลึกของสุมาอี้นั้น ทำให้แม้แต่โจโฉยังไม่ไว้วางใจ และเคยเตือนบุคคลรอบข้างให้ระวังสุมาอี้

เมื่อโจโฉและโจผีสิ้นลง โจยอยได้ขึ้นครองราชย์ สุมาอี้ได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก โดยผลัดแพ้ผลัดชนะกับขงเบ้งอยู่หลายครั้ง ทั้งคู่ต่างเกรงขามฝีมือของกันและกัน สุมาอี้เกือบตายด้วยวงล้อมไฟของขงเบ้งครั้งนึง แต่รอดมาได้ด้วยฝน ขณะที่ขงเบ้งก็เกือบตายเมื่อพลาดท่าที่จุดยุทธศาสตร์เกเต๋ง แต่อาศัยการลักไก่ เล่นพิณบนกำแพงเมืองแล้วเปิดประตูเมือง ทำให้สุมาอี้ระแวงแล้วไม่กล้าบุก

ในการรบครั้งสุดท้ายระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ ขงเบ้งต้องการเสร็จศึกโดยเร็วเพราะมีแม่ทัพเก่ง ๆ เยอะ แต่มีเสบียงน้อย ในขณะที่สุมาอี้นั้นมีเสบียงมากมาย ดังนั้นจึงไม่ยอมออกมารบ ขงเบ้งได้ส่งคนท้าทายสุมาอี้หลายต่อหลายครั้ง ถึงขนาดส่งเสื้อผ้าสตรีเยาะเย้ยแต่สุมาอี้ก็ไม่ยอมออกมา ดังคำที่สุมาอี้ทักไว้

แต่หลังจากขงเบ้งได้รู้ว่าตนกำลังจะสิ้นบุญจึงทำพีธีต่อชะตาเป็นเวลา 7 วันโดยไม่ให้กองทัพเคลื่อนไหว สุมาอี้ได้ตรวจดูชะตาบนดวงดาวพบว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับขงเบ้งและเห็นว่ากองทัพจ๊กก๊กไม่ยอมออกมาจากค่ายจึงแน่ใจว่าขงเบ้งกำลังป่วยจึงฉวยโอกาสสั่งให้กองทัพบุกโจมตีค่ายของจ๊กก๊ก ทำให้อุยเอี๋ยนรีบเข้ามารายงานกับขงเบ้งทำให้เทียนต่อชะตาดับจนพิธีต่อชะตาของขงเบ้งต้องล่มไป

แต่ขงเบ้งสั่งอุยเอี๋ยนนำกองทัพไปตีโต้กลับขับไล่กองทัพของสุมาอี้ไปจนถึงหน้าค่ายจนทำให้สุมาอี้คิดว่าขงเบ้งไม่ได้ป่วยจึงได้แต่อยู่ในค่ายและไม่ยอมให้ออกจากค่ายตามเดิม จนกระทั่งสุมาอี้ก็ได้รับรู้ข่าวว่าขงเบ้งล้มป่วยตายแล้วและกองทัพจ๊กก๊กได้ถอยทัพกลับเสฉวนจึงรีบนำกองทัพบุกไล่ตีตลบหลังกองทัพจ๊กก๊ก

แต่สุมาอี้ได้เจอกับขงเบ้งที่นั่งบนรถนำกองทัพจ๊กก๊กมาตั้งรับจึงตกใจและคิดว่าได้ถูกเล่ห์กลของขงเบ้งหลอกให้ออกจากค่ายจึงรีบถอยทัพกลับค่ายทันที ต่อมาภายหลังก็ได้รับรู้จากชาวบ้านว่าขงเบ้งได้ตายแล้วจริง ๆ และที่สุมาอี้เห็นก็เป็นหุ่นกระบอกไม้ที่กองทัพจ๊กก๊กได้นำมาแต่งชุดและนั่งบนรถนำทัพมาตั้งรับ

แล้วหลังจากกองทัพสุมาอี้ถอยทัพกลับค่ายไปแล้ว กองทัพจ๊กก๊กก็ได้ถอยทัพไปได้ไกลจนถึงเสฉวน สุมาอี้ก็ได้รู้ว่าขงเบ้งได้รู้ล่วงหน้าก่อนว่าตนจะนำกองทัพตีตลบหลังกองทัพจ๊กก๊กที่กำลังถอยทัพหลังจากตนได้ตาย จึงได้ใช้กลอุบายใช้หุ่นไม้หลอกสุมาอี้ให้ถอยทัพกลับค่าย จนต้องทำให้สุมาอี้ต้องเอ่ยปากชมว่า ขงเบ้งนั้นเก่งจริง ๆ ขนาดตอนเป็นยังหลอกได้ แม้แต่ตอนตายยังหลอกอีก

แต่ถึงอย่างไรแม้จะถูกขงเบ้งหลอกแต่สุมาอี้ก็ได้รับชัยชนะอย่างแท้จริงและไม่มีใครที่จะมีความเก่งเทียบเท่าและขัดขวางทางความทะเยอทะยานอย่างสุมาอี้ได้อีกแล้ว

ในปลายรัชสมัยโจยอย สุมาอี้ได้รับการเลื่อนยศและบรรดาศักดิ์ มีอำนาจควบคุมทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน โจยอยนับถือเสมือนพระราชบิดา คนในตระกูลสุมารับราชการในชั้นสูงมากถึง 11 คน

เมื่อสิ้นโจยอย โจฮองขึ้นครองราชย์แทน สุมาอี้ถูกตระกูลโจถอดออกจากตำแหน่งไปอยู่บ้านเฉยๆ เพราะไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของสุมาอี้ แม้สุมาอี้จะถูกปลดเป็นเวลานานถึง 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงฝึกการต่อสู้และมีบารมีในกองทัพอยู่

โจซองก็ยังไม่ไว้ใจสุมาอี้อยู่จึงส่งคนไปจับตาดูแต่สุมาอี้ได้แกล้งป่วยอาการทรุดหนักทำให้โจซองตายใจไม่หวาดระแวงอะไร แต่ท้ายที่สุดก็ทำการรัฐประหารในเมืองลกเอี๋ยง โค่นอำนาจที่คุมกองทัพของตระกูลโจ ที่นำโดยโจซอง บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โจจิ๋น หมดสิ้น และเป็นตระกูลสุมาที่ได้ขึ้นมาครองอำนาจแทน

สุมาอี้มีบุตรชาย 2 คน ที่ล้วนแต่มีความสามารถมาก เพราะสุมาอี้มักสั่งสอนและให้ติดตามทำศึกอยู่เสมอ ๆ คือ สุมาสู และสุมาเจียว ภายหลังจากสิ้น 3 คนนี้แล้ว สุมาเอี๋ยน บุตรชายของสุมาเจียว หลานปู่ของสุมาอี้ได้รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว และขึ้นครองราชย์เป็นเสวียนตี้ฮ่องเต้ ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์จิ้น เป็นอันสิ้นสุดยุคสามก๊ก และ ราชวงศ์ฮั่น

สุมาอี้เสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปีที่เมืองลกเอี๋ยง ด้วยโรคชรา

วิเคราะห์ความสามารถ

หากถามว่า สุมาอี้ มีความสามารถเหนือ ขงเบ้ง จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่ผู้วิเคราะห์ประวัติศาสตร์หลายๆ คน แต่สามารถสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้

1. จ๊กก๊กเป็นก๊กเล็ก ก๊กใหม่ อายุสั้น และตามประวัติศาสตร์ จ๊กก๊กน่าจะมีพื้นที่เล็กกว่าในวรรณกรรมหลายเท่าตัว

2. วุยก๊กเป็นก๊กใหญ่ ได้ใบบุญตกทอดจากราชวงศ์ฮั่นมามาก มีขุนนางบุ๋นบู๊กว่า 2,000 คน มันสมองทั้งนั้น แต่วรรณกรรมอาจให้สุมาอี้เป็นตัวเอกในการต้านทัพขงเบ้ง

3. ทำเลเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ ฉะนั้นเกมรับที่ดีคือเกมรุก แต่ถ้าบุกไม่สำเร็จยังไงก็แพ้ ด้วยเหตุนี้ ทั้งขงเบ้งและเกียงอุยก็เล่นเกมรับโดยรุกตลอด

ข้อเท็จจริงคือ สุมาอี้โค่นขงเบ้งไม่สำเร็จ ไม่ใช่ขงเบ้งโค่นสุมาอี้ไม่สำเร็จ

ต้องตั้งคำถามกลับแล้วจะเห็นศักยภาพของจ๊กก๊ก

-> ต้องถามว่า ทำไมโจโฉถึงปราบเล่าปี่ไม่สำเร็จ ทั้งที่คุมกองทัพหลวง มีขุนนางบุ๋นบู๊มากมาย ?

-> ทำไมวุยก๊กถึงปราบ จ๊กก๊กสมัยขงเบ้งและเกียงอุยไม่ได้ ?
พอเกียงอุยตาย ถึงจะยึดเมืองจากเล่าเสี้ยนได้

สรุปว่า วุยก๊ก ที่ต้องการพิชิตรวมแผ่นดิน แต่ทำไม่สำเร็จในสมัยที่มีขงเบ้งและเกียงอุย   นี่เองที่ทำให้บุคลากรฝ่ายนี้ถูกทำเป็นตัวละครเด่นขึ้นมา

ฉะนั้นวรรณกรรมถึงเอาฝ่ายจ๊กก๊กมาเป็นตัวเอก จริงๆไม่เกี่ยวกับคุณธรรมว่าดีหรือไม่ดี แต่มันเกี่ยวกับ “น้ำยา”  สามารถต่อกรกับทัพหลวงจนแยกไปตั้งก๊กได้สำเร็จ

มองการเมืองผ่านสามก๊ก

เป็นช่วงต้าฮั่นเสื่อม จากสารพัดปัญญา
– โจโฉ เล่าปี่ ซุนเกี๋ยน+ซุนกวน มีความต้องการใหญ่อยู่แล้ว
– โจโฉ เลือกที่จะประคับประคองต้าฮั่น ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการฉวยโอกาสเอาตัวเองและครอบครัวเข้าไปเป็นใหญ่ในฮั่น นี่คือการเมืองของโจโฉ

– เล่าปี่ อยากจะกอบกู้ฮั่น เพราะตัวเองก็เชื้อสายเล่าปัง รู้สึกว่าไม่สมควรที่ต้าฮั่นจะได้คนอ่อนแอมาเป็นฮ่องเต้ น่าจะเป็นตัวเองมากกว่าที่มีบทบาทในฮั่น จะเป็นอย่างโจโฉก็ไม่ได้ ไล่ไม่ทันเพราะโจโฉมีบทบาทในวังมานาน ก็คิดจะไปหาทางเป็นใหญ่ด้วยการรวมพล สุดท้ายก็ได้กอบกู้ฮั่น เป็นฮ่องเต้สมใจ โดยอาศัยจังหวะข้ออ้างที่ชอบธรรมว่า ไม่ยอมรับราชวงศ์โจ เพราะถ้ามีฮั่นอยู่ จะตั้งฮ่องเต้ซ้อนไม่ได้ นี่คือการเมืองแบบเล่าปี่

– ซุนเกี๋ยน+ซุนกวน รุ่นซุนเกี๋ยนก็อยากมีบทบาทในวังอยู่ พอไม่สำเร็จก็แยกมาตั้งแคว้นเป็นใหญ่เอง รอจังหวะเวลา พอรุ่นซุนกวนจึงมีโอกาสอ้างได้ว่า ปฏิเสธราชวงศ์โจ แล้วสถาปนาราชวงศ์ตัวเอง เมื่อไม่ติดคำว่าฮั่นที่สิ้นอำนาจไป จึงมีความชอบธรรมในการสถาปนา นี่คือการเมืองซีกง่อก๊ก

ถ้ามองประวัติศาสตร์ในเชิงการเมือง ก็จะเห็นภาพแล้วเข้าใจง่าย

วัดกันปอนด์ต่อปอนด์ สุมาอี้ VS ขงเบ้ง

ขงเบ้ง จับคู่ สุมาอี้ สุมาอี้แพ้กี่ครั้ง เสียรู้กี่ครั้ง สรุปแพ้ตลอด ขงเบ้งนั้นเหนือกว่า อยู่แล้ว ในหลายๆศึก

กล่าวถึงสุมาอี้สักหน่อย สุมาอี้นี้ไม่ได้เทพ ในวุยก๊กนั้น แทบเป็นอันดับสุดท้ายเลย ในยุคแรกนั้น วุยก๊กนั้นมี ซุนฮก ซุนฮิว กุยแก เทียหยก กาเซี่ยน และมีอีกเยอะ คนที่โพล่มาทำงานเดียวครั้งเดียว จะสำเร็จหรือแพ้มีเยอะ และ จ๊กก๊กก็มี หลายๆงานหลายๆแผน ความสำเร็จนั้นๆก็มาจากคนอื่นไม่ใช่ขงเบ้งคนเดียว

สุมาอี้มามีบทบาท ก็ช่วงที่ เอียวซิ่วตาย (ขาไก่ในตำนาน) เอียวซิ่วเอาเรื่องที่ โจโฉพูดตอนกินข้าว ว่ารหัสลับคือขาไก่ คือกินไม่ได้ ไม่อร่อย จะทิ้งก็เสียดาย เอียวซิ่วนั้นเดาคำพูดนี้และพูดโชวมากไปหน่อย ว่าศึกนี้ โจโฉจะถอยทัพ โจโฉ รู้ก็โกรธ ที่โกรธเพราะเอียวซิ่ว ดันรู้ใจตนไม่ชอบ

สุมาอี้จึงเริ่ม เข้ามามีบทบาท แต่ยังเล็กน้อย เพราะตอนนี้ คนเก่งๆก็เยอะ พูดอะไรไป ใครๆ ก็รู้ใครๆ ก็คิดได้ ในแผนที่ให้ส่งจดหมายไปหาซุนกวน ให้ส่งลิบองลอบตีเกงจิ๋ว ตอนกวนอูยกทัพออกมา ความคิดสุมาอี้คนเดียวหรือเปล่า?

ศึกครั้งนี้ โจโฉ บอกข้าก็คิดออก กาเซี่ยนก็คิดได้ บอก ซุนกวน ลิบอง ก็คิดได้  เตียวเจียว ก็มีส่วน  ลกซุนก็ออกอุบายด้วย เพราะฉะนั้น ความสำเร็จ จึงไม่ได้มาจากคนๆ เดียว

สุมาอี้มามีบทบาท เริ่มมีคนฟัง เพราะตอนนี้ กุนซือ ไม่เหลือแล้ว ก็ยุคโจผี ในทัพ 5 สาย สุดท้ายก็แพ้ ขงเบ้ง ในศึกนี้ก็พิสูจน์แล้ว ว่าสุมาอี้อับขงเบ้ง คนละชั้นกัน และสุมาอี้ มามีบทบาท อีกทีก็ยุค โจยอย เพราะจ๊กก๊กนั้น ก็คนเก่งเหลือน้อยแล้วผิดก็เห็น ถูกก็เห็น ต้องเข้าใจว่า สุมาอี้รบกับขงเบ้ง แค่คนเดียว

แต่ขงเบ้ง รบกับทุกก๊ก และรบกับวุยก๊ก มาตั้งแต่โจโฉ รุ่นปู่ จนถึง โจหยอยรุ่นหลาน ใครเหนือชั้นกว่ากันละ แต่ในหนังนั้น ก็อิงความคิดส่วนตัว กับบทภาพยนต์ และจากการตูนก็มี ที่อวยสุมาอี้ซะเยอะเพียงแค่เพราะลูกๆเขา รวมแผ่นดินได้ แต่ก็คงจะปฎิเสธไม่ได้ ว่าสุดท้ายก็รวมแผ่านดินได้ คือลูกๆ สุมาอี้

แต่ต้องเข้าใจ ว่าลูกสุมาอี้นั้น รบกับ เล่าเสี้ยน ไม่ได้รบกับเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ขงเบ้ง จูล่ง แม้แต่ สุมาอี้ ปฎิวัติสำเร็จ ก็มายุคเหลน วันนี้ ไม่มีตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ไม่มีอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด ไม่มีซุนเซ็ท ขี่ม้ากระโดดจากกำแพงเมือง รบโจรผ้าเหลือง ไม่มีเตียวก๊ก 3 พี่น้อง และฮั่นหลายๆ ก็ก วันนี้มีแต่เด็ก ที่แซ่โจเป็นเหลนเท่านั้น

หากมองระยะยาว สุมาอี้ ผ่านโลกมามากและเหมือนผู้กำชัยในท้ายสุด แต่หากวัดกันในยุคพีคของสามก๊ก ผู้มีความสามารถในแง่เสนาธิการ กลับเป็น ขงเบ้ง ไม่ใช่ สุมาอี้

ufabet.com
Categories
ชีวประวัติ

เตียวหุย ขี้เมาเกเร หยาบช้าอารมณ์ร้อน หรือคือผู้ยึดถือคุณธรรม

“เตียวหุย” ดูเป็นคนหยาบช้า อารมณ์ร้อนไม่มีสติปัญญา
บางคนว่า “เตียวหุย” เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มาก เป็นคนตรงไปตรงมา นับถือคุณธรรม กล้าหาญ และเป็นผู้ที่มีสติปัญญาในการวางอุบายรบ
แท้จริงเป็นอย่างไร Centrovirtual พาคุณไปรู้จักเค้ากัน

เตียวหุย
เตียวหุย

เตียวหุย เป็นพระอนุชาร่วมสาบานคนสุดท้องของพระเจ้าเล่าปี่และกวนอู โดยการสาบานที่สวนดอกท้อนั้น กระทำขึ้นที่หลังบ้านของเตียวหุยเอง และเป็นเตียวหุยที่ออกทุนทรัพย์ในการรวบรวมผู้คนเป็นครั้งแรกของทั้ง 3

เตียวหุยมีนิสัยวู่วามอารมณ์ร้อน ชอบดื่มสุราจนเมามายแล้วเฆี่ยนตีทหารบ่อย ๆ ศีรษะโตเหมือนเสือ หน้าสีดำ ตาพองโต เสียงดังปานฟ้าผ่า กิริยาดั่งม้าควบ เป็นผู้มีพละกำลังมากและมีแรงมากที่สุดในสามพี่น้อง 

อาวุธประจำตัวคือทวนยาว 8 ศอก หนัก 80 ชั่งจีน เรียกว่าทวนอสรพิษ บางตำราเรียกว่า ทวนยาวอสรพิษ ตัวคมทวนขดไปมาเป็นคลื่นคล้ายงู ปลายคมเป็นรูปจันทร์เสี้ยว

อาชีพเดิมของเตียวหุยคือคนขายหมูในเมืองตุ้นกวน ต่อมาได้ติดตามเล่าปี่เพื่อปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง และเตียวหุยก็ได้ร่วบรบกับพระเจ้าเล่าปี่ มาตลอดทั้งชีวิต ทั้งสู้รบมาหลายศึกอย่างศึกเซ็กเพ็ก ศึกเขาเตงกุนสัน ร่วมรบกับทหารเสือหลายคน

ภายหลังเตียวหุยเสียชีวิตขณะยกทัพไปหมายจะล้างแค้นให้กวนอู เพราะถูกลอบฆ่าตัดหัวโดยฮอมเกียงและเตียวตัดทหารฝ่ายตนเอง เตียวหุยอายุได้ 54 ปี (ในฉบับหลอกว้านจงกล่าวว่าเสียชีวิตเมื่ออายุ 50 ปี) เนื่องจากนิสัยวู่วามของตนเอง

ภายนอกเตียวหุยอาจดูเป็นคนหยาบช้า อารมณ์ร้อนไม่มีสติปัญญา แต่แท้ที่จริงแล้วเตียวหุยเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มาก เป็นคนตรงไปตรงมา นับถือคุณธรรม กล้าหาญ และเป็นผู้ที่มีสติปัญญาในการวางอุบายรบด้วย ดั่งจะเห็นได้จากหลายตอน

เช่น เมื่อครั้งที่เล่าปี่อพยพครอบครัวและชาวเมืองจากเมืองซินเอี๋ยหนีการตามล่าของโจโฉ เตียวหุยเป็นผู้ใช้อุบายใช้กิ่งไม้ผูกหางม้า แล้วให้ทหารวิ่งไปมาในป่าหลังสะพานเตียงปันให้ฝุ่นตลบ เพื่อลวงทหารโจโฉว่ามีกองกำลังซุ่มในป่าจำนวนมาก

ทั้งยังมีอุบายเปิดเผยเส้นทาง เพื่อหลอกเงียมหงันให้มาลอบโจมตี แต่สุดท้ายก็เข้าแผนของเตียวหุยที่ใช้กองทัพซุ่มซ้อนกลจนพ่ายแพ้ไป และอีกครั้งที่แสร้งทำเป็นเมามายเพื่อลวงเตียวคับ จนในที่สุดก็เอาชนะเตียวคับได้ ทั้งที่มีชัยภูมิเสียเปรียบกว่า

อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ ที่นี่

พ่อค้าขายหมู รบเก่งดั่งแม่ทัพ

เพระข้อมูลหลายอย่างถูกกล่าวอ้างเชิงวรรณกรรม เป็นเรื่องเสริมแต่งขึ้นมาภายหลัง หรือบางอันมันก็มีตำนานเรื่องเล่าหรือบันทึกอื่นๆ อยู่จริงๆ ซึ่งก็ต้องว่าไปตามเรื่อง

ซึ่งถ้าเอาตามวรรณกรรม ต้องบอกว่า ลักษณะขนบการเขียนวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ของจีน เกือบทุกเรื่อง มันมีการแฝงมายาคติหรืออะไรอื่นๆ ลงไปด้วยไม่น้อย

จริงๆแล้ว ในบันทึกประวัติศาสตร์ หรือจดหมายเหตุที่เป็นทางการของราชสำนักในยุคนั้นๆ จะบันทึกพื้นเพ ปูมหลังของบุคคลไว้ไม่ละเอียดมาก เอาแค่พอคร่าวๆ

ทีนี้ถ้าเรามาดูข้อมูลกันบ้างจะพบว่า ขุนนางจีนจำนวนมากในแต่ละยุค ต้องศึกษาศาสตร์ครบทั้งบุ๋นและบู๊ ขี่ม้า รำกระบี่รำมวน ยิงธนู คือพวกนี้เป็นเรื่องปกติมากสำหรับลูกหลานขุนนาง

ส่วนพวกขุนนางบุ๋น นี่มาจากสายอ่านตำรา หรือเป็นข้าราชการท้องถิ่นได้เลื่อนขั้น หรือเป็นพวกที่เข้ามาสอบ และอีกกลุ่มคือพวกที่ได้เสนอชื่อเป็นบุตรกตัญูญจากท้องถิ่นครับ พวกนี้จะได้เป็นนักเรียนทุนของทางการเข้ามาในเมือง

สำหรับพวกขุนพลเก่งๆ ในจีนยุคโบราณ หลายคนก็มาจาก จอมยุทธ์ยอดฝีมือ หรือกระทั่งพวกนักเลงท้องถิ่น อย่างในสามก๊ก พวกที่มาจากกลุ่มนี้ชัดๆ มี กวนอู จูล่ง เตียนอุย เคาทู กำเหลง

แล้วสังคมจีนโบราณ ระบบหมู่บ้าน กลุ่มวงศ์ตระกูล (Clan) มันทำให้เด็กหนุ่มวัยรุ่นจากแต่ละหมู่บ้านมีความใกล้ชิดกัน หรือเติบโตร่ำเรียนอะไรๆ ของหมู่บ้านหรือท้องถิ่นนั้นๆ เกิดมีเป็นพวกหัวโจกที่แค่พูดไม่กี่คำ พรรคพวกในถิ่นเดียวกันก็พร้อมตามๆ กันมาแล้ว

อย่างในชีวประวัติจูล่งนี่ระบุเลยว่า จูล่งสมัยหนุ่มๆเป็นหัวหน้าพวกคนหนุ่มที่เสียงสาน แล้วในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย คนหนุ่มพวกนี้มีอุดมการณ์อยากทำงานให้เจ้านายผู้ทรงธรรมสักคน จูล่งก็เลยนำพรรคพวกไปเข้ากับกองซุนจ้านในตอนแรก ก่อนจะไปอยู่กับเล่าปี่ที่หลัง

หรืออย่างเตียนอุยนี่พื้นเพมาจากนักเลงและมือสังหาร ทีทำงานให้ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นอีกที กำเหลงเดิมเป็นโจร รวบรวมพรรคพวกออกปล้น ตอนหลังหันมาสนในเรื่องบ้านเมืองก็เลยหันมาอ่านตำรา แล้วพาพรรคพวกไปเข้ากับหองจอ ฯลฯ

ตามเรื่องเอาจริงๆเตียวหุยออกไปทางร่ำรวยเป็นคุณชาย ตอนพบกับเล่าปี่ก็อายุ 17 ปีเท่านั้น ซึ่งในจีนโบราณนี่มันจะสลับกันคือคนจนมักจะเรียนทางบุ๋น ส่วนคนรวยจะเรียนทางบู๊

คนจนเรียนทางบุ๋นเพื่อจะได้มีโอกาสยกระดับตนเองขึ้นไปได้ ส่วนคนรวยมีอะไรๆ พร้อมแล้วก็จะเรียนการต่อสู้เพื่อใช้คุมกองทัพเสียมากกว่า ถ้าดูในสามก๊กแล้วจะเห็นว่าบรรดาขุนพลแม่ทัพฝ่ายบู๊นี่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกมีชาติตระกูลกันทั้งนั้น และพวกมีชาติตระกูลนี้ถึงจะผันตัวมาทำงานสายบุ๋นแต่ก็มักมีความสามารถในทางบู๊ติดตัวมาด้วย

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องตายตัวคนยากจนที่เก่งเรื่องการต่อสู้ก็มีเหมือนกัน    เพียงแต่เรามักจะเห็นพวกในนี้สภาพโจรเสียมากกว่า    เพราะคนจนทั่วไปจะไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงฝีมือ

หากวิเคราะห์อย่างหยาบๆ จะเห็นได้ว่า คนรวยก็มักมีเงินจ้างครูสอนวิชาต่อสู้ อย่าครูมวยหรือครูกระบี่ มาสอนให้ลูกหลานได้ด้วย คนจน วันๆ ก็แบกจอบเสียมทำไร่ไถนา แล้วการใช้อาวุธ กับการจับจอบฟันดิน มันคนละเรื่องกันเลย ถึงต้องใช้กำลังเข้าช่วยก็เถอะ แต่คนที่เรียบวิชาดาบหรือกระบี่มาอย่างดี ยังไงก็ชนะชาวนาที่จับแต่จอบเสียม

จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงเท่าไหร่นัก หากในสมรภูมิขุนพลเก่งๆ มีวิชาดีๆ สามารถเอาชนะทหารเลวในอัตราที่ห่างกันมากๆ

วิเคราะห์โดยบริบทสังคมยุคสงคราม

อาชีพและตำแหน่ง ไม่อาจใช้วัดฝีมือได้ ฝีมือของนักรบต้องวัดเมื่อต่อสู้กันในสนามรบ

เตียวหุยแม้จะเป็นพ่อค้าขายหมู ก็ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ธรรมชาติอะไรห้ามว่า พ่อค้าขายหมูจะฝึกวิชายุทธ์ไม่ได้ และทหารยามก็ไม่ได้เป็นผู้มีฝีมือเลวทรามต่ำช้าเสมอไป

คนเก่งไม่มีตำแหน่งไม่มียศศักดิ์มีมากมาย และคนมียศศักดิ์มีตำแหน่งไม่เก่งก็มีมากมาย มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พรสวรรค์ในการต่อสู้นั้นมีจริง คนที่เกิดมาเพื่อจะต่อสู้ ไม่กลัวเรื่องต่อยตี ไม่กลัวเลือด มีมากมาย นิสัยเตียวหุยเองก็ฟ้องอยู่ว่าเป็นคนมุทะลุ ใจร้อน ไม่ยอมคน ต่อยเป็นต่อยตีเป็นตี คนแบบนี้ต้องต่อยตีมาตั้งแต่เด็กแล้ว

โตขึ้นย่อมหาทางฝึกเพลงอาวุธ เพราะชอบทางบู๊ กวนอูเองก็ไม่ต่างกัน ประกอบกับการที่ตัวสูงใหญ่ร่างกายกำยำ เหมาะกับการใช้แรง ฝึกอาวุธ และในสังคมจีนยุคนั้น เป็นยุคที่อุดมไปด้วยสงคราม โจรผู้ร้าย ลูกผู้ชายที่ใจกล้าก็ล้วนแล้วแต่ต้องฝึกการต่อสู้ทั้งนั้น เพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัว และผู้อื่น

ส่วนแม่ทัพในยุคนั้น พวกจอมปลอมก็มีเยอะมาก ได้เป็นเพราะเส้นสายก็มีเล่าไว้ในเรื่องสามก๊กเช่นกัน อีกอย่างหนึ่ง เก่งกว่าทหารเลวก็ได้เป็นหัวหมู่ เก่งกว่าหัวหมู่ก็ได้เป็นลำดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เมื่อมาเจอนักรบตัวจริง พวกนี้ก็แพ้ราบ

ตามบันทึกแล้ว พวก ขุนพลดังๆ จุดที่เหมือนกัน จุดนึงก็คือ มีรูปร่างที่ ใหญ่โตกว่า คนทั่วไป เพราะฉะนั้น อาวุธอะไรต่างๆ ก็เพิ่มน้ำหนัก ให้มากกว่าคนทั่วไปได้ และ แน่นอนว่า พออาวุธหนัก เวลาเหวี่ยงแรง ก็เยอะกว่า ทหารธรรมดาเจอเข้า ก็ต้านกันไม่ไหว รวมถึงยุคสมัยนั้น ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือ เหมือนปัจจุบัน จะทำอะไร สร้างอะไร แรงงานตัวเองล้วนๆ เพราะฉะนั้น ร่างกายมันก็เหมือนฝึกความแข็งแรงไปในตัว

และไอ้ที่ ขุนพลเดี่ยวๆ ลุยทหารเยอะๆ ไม่ใช่อะไรหรอก ทหารไม่ค่อย กล้าเข้า ประมาณ เข้าคนแรกนี่ ตายแน่นอน ก็เลยกล้าๆกลัวๆ ไม่มีใครกล้าเปิด ขุนพลยิ่งได้ใจ ยิ่งตะลุยเข้าไปได้ง่าย

คงเหมือน อัศวินมั้งครับ ร่างกายใหญ่ ได้เปรียบ เกราะดี มีชัยไปอีกครึ่ง มีม้าด้วยนี้ สร้างชื่อได้สบาย เพลงยุทธจริงๆอาจไม่เด่น ขนาดนั้นก็ได้ สมัยก่อน อาจเน้นร่างกาย ไว้ก่อน ซึ่งสองคนนี้ได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนวรยุทธ แบบหนังจีน คงไม่น่า จะใช้ได้จริง มีเล่าปี่ เป็นสมอง มีกวนอู เตียวหุยเป็นกำลัง ทำผลงาน ก็ไม่หลุดไป ก็สร้างชื่อได้เรื่อยๆ

อย่างเตียวหุย กับ เตียวคับ ถ้าเป็น ศึกฮันต๋ง เตียวหุยล้อมจับ เตียวคับ ได้ ชิหลง มาช่วย เลยรอดไป เป็นเครื่องยืนยัน ฝีมือของคนผู้ นี้ได้อย่างชัดเจน

ขอบคุณสาระทางประวัติศาสตร์ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

กวนอู ยอดขุนศึก ผู้ได้รับการยกย่องในความซื่อสัตย์

ไม่มี “กวนอู” อาจไร้ซึ่ง “เล่าปี่”
คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเท่าไหร่
Centrovirtual จะพาคุณมารู้จักเขากัน

กวนอู
กวนอู

กวนอูเป็นชาวอำเภอไก่เหลีย ง(เสี่ยเซี่ยน) เมืองฮอตั๋ง (เหอตงจฺวิ้น) ซึ่งในปัจจุบันคือเมืองยฺวิ่นเฉิง มณฑลชานซี ชื่อรองเดิมของกวนอูคือฉางเชิง (長生) กวนอูมีความสนใจในตำราประวัติศาสตร์ยุคโบราณจั่วจฺวั้น และสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ

กวนอูหนีออกจากบ้านเกิดด้วยเหตุการณ์ที่ไม่ทราบแน่ชัด และเดินทางไปยังเมืองตุ้นก้วน (จัวจฺวิ้น; ปัจจุบันคือเมืองจัวโจว มณฑลหูเป่ย์). เมื่อกบฏโพกผ้าเหลืองก่อการขึ้นในปี ค.ศ. 184 กวนอูและเตียวหุยเข้าร่วมกองกำลังทหารอาสาที่ก่อตั้งโดยเล่าปี่ และช่วยเหลือนายพลเจาเจ้งในการปราบจลาจล

เมื่อเล่าปี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการ ของรัฐเพงงวนก๋วน (ผิงยฺเหวียนกั๋ว; ปัจจุบันคือเมืองเต๋อโจว มณฑลชานตง) กวนอูและเตียวหุยก็ได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งเปี๋ยปู้ซือหม่า บัญชากองทหารสองกองแยกกันภายใต้สังกัดของเล่าปี่

ทั้งสามคนเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุยมีความสนิทกันเหมือนเป็นพี่น้องกัน และนอนร่วมเตียงกัน กวนอูและเตียวหุยมักยืนให้ความคุ้มครองเล่าปี่อยู่ด้านหลังเมื่อเล่าปี่พบปะกับผู้อื่น ทั้งคู่ติดตามเล่าปี่ในการตั้งตัวและช่วยปกป้องเล่าปี่จากอันตราย

คุณธรรม

กวนอู สาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่และเตียวหุย หลังจากนั้นก็นับถือและจงรักภักดีต่อเล่าปี่ตลอดมา ครั้งหนึ่งเสียท่าถูกโจโฉจับได้ ต้องยอมสามิภักดิ์กับโจโฉ แต่ก็ขอคำสัญญาว่าเมื่อไรได้ข่าวเล่าปี่ ก็จะขอลาโจโฉไปหาเล่าปี่ทันที แม้โจโฉจะให้ยศฐาบรรดาศักดิ์ทรัพย์สินเงินทอง ก็ไม่อาจจะรั้งกวนอูไว้ได้

ตลอดชีวิตของกวนอู ไม่เคยเสียสัตย์ที่ให้ไว้ในคำสาบาน จึงได้รับคำนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ

ช่วงเล่าปี่เป็นพันธมิตรอ้วนเสี้ยว กวนอูนึกว่าเล่าปี่ตายในการศึกไปแล้ว จึงยอมมาอยู่กับโจโฉพร้อมฮูหยินเล่าปี่ ภายใต้เงื่อนไข3ข้อ (จำไม่ได้ละ) ต่อมาทหารอ้วนเสี้ยวมาบุก โจโฉพากวนอูไปดูแม่ทัพอ้วนเสี้ยว กวนอูก็อาสาออกไปโชว์ออฟเด็ดหัวงักเหลียง กับอีกคน(จำชื่อไม่ได้) สองแม่ทัพอ้วนเสี้ยวพันธมิตรเล่าปี่ให้โจโฉเลย นี่ขนาดยังไม่ยอมรับใช้นะ โจโฉแค่พาไปดูก็จัดการให้เลย แถมกวนอูไม่รับสิ่งของจากโจโฉด้วยนะ “นอกจาก”ยอดอาชาเซ็กเทาว์

ต่อมาก็ให้สัตย์สาบานด้วยหัวตัวเองกับขงเบ้งว่าหากโจโฉหนีมาทางตน จะไม่มีทางปล่อยโจโฉหนีไป(เพราะทีแรกขงเบ้งจะไม่ให้กวนอูไป) แต่พอเอาเข้าจริงเจอโจโฉทวงบุญคุณเรื่องแหกด่านฆ่าห้าขุนพล สุดท้ายก็ยอมปล่อยโจโฉอีก สุดท้ายกลับมารับโทษ เล่าปี่มีหรือจะกล้าประหาร ขงเบ้งเลยบอกให้เป็นการล้างบุญคุณเก่าไป เรื่องนี้เขาว่ากันว่ากวนอูซื่อสัตย์โคตรๆ ส่วนตัวคิดว่าแค่อยากออกศึกจัดกลัวขงเบ้งไม่เห็นหัว(กวนอูอิฉฉาขงเบ้งตั้งแต่แรก) แต่สุดท้ายทำเสียเรื่องตามคาด ไม่งั้ั้นจบศึกไปละ

เรื่องดูถูกคนนี่ล่ะก็ที่1 ไม่นับเรื่องดูถูกฮองตงและอื่นๆ เอาเด็ดๆก็ตอนเสียเกงจิ๋ว ยึดเมืองเขามาแท้ๆ”สัญญา”ว่าจะคืน แต่ด้วยจุดยุทธศาสตร์ทำให้คืนไม่ได้อันนี้เข้าใจ แต่ก่อนขงเบ้งจากไปสั่งให้กวนอูทำดีกับตระกูลซุน แต่เขามาสู่ขอลูกดันไปด่าเขาว่าชาติสุนัข (พี่ตัวเองก็แต่งกับซุนฮูหยินนะนั่น แถมตัวเองจริงๆก็แค่ฆาตกรหนีคดี) อันนี้ก็เรียกได้ว่าซื่อสัตย์กับตัวเองโคตรๆ นายสั่งยังไม่ฟัง

เป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ยึดมั่นถือมั่นในอุดมคติ กล้าหาญและรักพวกพ้อง พี่น้องและบริวาร มีตัวอย่างที่ที่เห็นชัดคือเมื่อตอนกวนอูถูกโจโฉจับเป็นเชลย โจโฉพยายามยกใจกวนอูด้วยทุกสิ่งที่ตนมี แต่ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่กวนอูน้อมรับด้วยใจก็คือ ม้าเซ็กเทา รับไว้ก็เพื่อตนจักได้ขี่ไปหาพี่เล่าปี่นั่นเอง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่โจโฉให้กวนอูก็สวมไว้ข้างในและเอาเสื้อพี่เล่าปี่ทับข้างนอก

และอีกเคสนึงก็คือ กวนอูเคยมีโอกาศได้สังหารโจโฉ แต่ทว่าโจโฉยกเอาบุญคุณที่เคยไม่ฆ่ากวนอูและยังได้ส่งหนังสือเบิกทางให้เมื่อตอนที่กวนอูแหกด่านทั้ง 13 เพื่อไปหาเล่าปี่ กวนอูยอมกลับไปรับโทษกุดหัวจากขงเบ้ง แต่ทว่าขงเบ้งนั้นรู้ถึงอัธยาศัยของกวนอูยิ่งนัก ที่ให้กวนอูไปก็เพื่อให้กวนอูได้ชดใช้บุญคุณที่ติดค้างกับโจโฉให้หมดสิ้น เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า

วีรกรรม นิยาย – จดหมายเหตุ

นี่คือข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยืนยันแต่เป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์กับแฟนนิยายยังคงถกเถียงกันอยู่

1. กวนอู ฆ่า “ฮัวหยง” โดยที่สุราในจอกที่โจโฉรินให้ยังไม่หายอุ่น

เรื่องจริง – กวนอูไม่ได้ฆ่าฮัวหยงที่ด่านกิสุยก๋วน แต่ฮัวหยงตายในการรบกับทัพของ “ซุนเกี๋ยน”.

2. กวนอูยอมจำนนต่อ “โจโฉ” โดยยื่นเงื่อนไขสามข้อ ได้แก่
หนึ่ง) ห้ามคนของโจโฉแตะต้องครอบครัวเล่าปี่
สอง) ต้องถือว่าตัวเขาเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่ใช่ข้าโจโฉ
สาม) หากรู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน เขาจะกลับไปหาทันทีโดยไม่ต้องบอกลาโจโฉ

เรื่องจริง – กวนอูยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉแบบไม่มีเงื่อนไข

3.กวนอู “หักห้าด่านบั่นหัวหกขุนพล” ของโจโฉเพื่อกลับไปหาเล่าปี่

เรื่องจริง – โจโฉรักในน้ำใจกวนอูจึงปล่อยให้ไปแต่โดยดี ไม่มีการหักด่านฆ่าคนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

4.กวนอูตัดหัว “งันเหลียง” และ “บุนทิว” สองทหารเสือ ของ อ้วนเสี้ยว ในสนามรบ

เรื่องจริง – กวนอูฆ่าเฉพาะ “งันเหลียง” มิได้ฆ่า “บุนทิว” โดยเขาควบม้า บุกเข้าไป ฆ่างันเหลียงขณะ นั่งถอดเกราะ
พักผ่อน อยู่ในค่าย ขณะนั้น งันเหลียง ไม่มีอาวุธ อยู่ในมือ ส่วนบุนทิวเสียชีวิต ในการรบกับทัพของโจโฉ แต่ไม่ทราบว่าใครฆ่า

5. กวนอูไว้ชีวิต โจโฉที่เส้นทาง อำเภอฮัวหยง หลังจาก โจโฉแตกทัพ จาก เซ็กเพ็กเพื่อทดแทนบุญคุณ

เรื่องจริง – กวนอูไม่เคย ไปดักจับ โจโฉ แต่อย่างใด

6. กวนอูออกรบ กับ “ฮองตง” ที่ เมืองเตียงสา แต่เมื่อ ฮองตง เพลี่ยงพล้ำ เขากลับ ไม่ทำร้าย ทำให้ฮองตง แกล้งยิงเกาทัณฑ์พลาดพู่ ถูกหมวก ของ กวนอูเพื่อเป็น การตอบแทน จน “ฮันเหียน” ไม่พอใจ จะประหาร ฮองตง “อุยเอี๋ยน” จึงก่อกบฏ ฆ่าฮันเหียน และ ยกเมืองให้ ฝ่ายเล่าปี่

เรื่องจริง – กวนอูไม่เคยรบ แบบเกี้ยเซี้ย กับ ฮองตง และ ฮันเหียน กับ ฮองตง ยอมสวามิภักดิ์ ต่อเล่าปี่ แต่โดยดี

7. กวนอูส่งสาร ถึงเล่าปี่ ขอประลองฝีมือ กับ “ม้าเฉียว” เพราะ หมั่นไส้ที่มี แต่คน ยกย่องฝีมือ ของม้าเฉียว

เรื่องจริง – กวนอูเพียงแค่ ส่งสารขอให้ คนช่วย เปรียบเทียบ ฝีมือของเขา กับ ม้าเฉียว เท่านั้น

8. กวนอูนั่งเล่น หมากรุก เสพสุราให้ “หมอฮัวโต๋” ขูดกระดูก หลังจาก ถูกเกาทัณฑ์พิษ จากศึกชิงเมืองอ้วนเซีย

เรื่องจริง – กวนอูให้จัดงาน เลี้ยงระหว่าง หมอนิรนามผู้หนึ่ง รักษาแผล เกาทัณฑ์ ให้เขา โดยหมอผู้นั้น ไม่ใช่ หมอฮัวโต๋ เพราะ ในเวลานั้น หมอฮัวโต๋ ตายไปแล้ว 13 ปี

9. กวนอูถูก “ลิบอง” หลอกว่าป่วย จนตายใจ และ ทิ้งเมืองเกงจิ๋ว ไปตี เมืองอ้วนเซีย

เรื่องจริง – ลิบอง ป่วยจริงๆ ไม่ได้ แกล้งป่วยการเมือง

10. ลิบอง ถูก ผีกวนอู มาหักคอตาย

เรื่องจริง – ลิบอง ป่วยตาย

11. กวนอูทดน้ำ ท่วมทัพ ของ “อิกิ๋ม” จนวอดวาย

เรื่องจริง – น้ำที่ท่วมทัพ ของ อิกิ๋ม เป็น น้ำหลาก ตามธรรมชาติ ไม่ใช่การทำนากั้น ไว้ของกวนอู

ยังเป็น ที่ถกเถียง และ ต้องวิเคราะห์ กันต่อไปครับ ผู้อ่านทุกท่าน

ขอบขอบคุณเนื้อหาสาระทางประวัติศาสตร์ จาก ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

จูล่ง บุตรมังกร ผู้ช่วยทารกเล่าเสี้ยนไว้ หนึ่งในห้าขุนพลจ๊กก๊ก

จูล่ง เป็นชายผู้เมืองชื่อเสียงโด่งดัง แต่ตำแหน่งต่ำต้อย
ยอดขุนพลที่บางคนถึงกับเอามาเปรียบเทียบกับลิโป้
แท้จริงจูล่งเป็นคนอย่างไร
Centrovirtual พาคุณมาดูกัน

จูล่ง

จูล่ง

พระเอกขี่ม้าขาวของเรา จูล่ง ได้รับฉายาว่าเป็น “สุภาพบุรุษจากเสียงสาน” เกิดในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ประมาณปี ค.ศ. 161 ที่อำเภอเจินติ้ง เมืองเสียงสาน มีแซ่เตียว (จ้าว) ชื่อ หยุน (แปลว่าเมฆ) ชื่อรอง จูล่ง หรือ จื่อหลง (แปลว่าบุตรมังกร) สูงประมาณ 6 ศอก (1.89 เมตร) หน้าผากกว้างดั่งเสือ ตาโต คิ้วดก กรามใหญ่กว้างบ่งบอกถึงนิสัยซื่อสัตย์ สุภาพเรียบร้อย น้ำใจกล้าหาญ สวมเกราะสีขาว ใช้ทวนยาวเป็นอาวุธ พาหนะคู่ใจ คือ ม้าสีขาว

จูล่งเดิมเป็นชาวเมืองเสียงสาน ต่อมาได้มาเป็นทหารของอ้วนเสี้ยว แต่อ้วนเสี้ยวหยาบช้า ไร้น้ำใจ จูล่งจึงหนีไปอยู่กับกองซุนจ้านเจ้าเมืองปักเป๋ง โดยที่ขณะนั้นกองซุนจ้านได้ทำศึกกับอ้วนเสี้ยว จูล่งยังได้ช่วยชีวิตกองซุนจ้านไว้แล้วสู้กับบุนทิวถึง 60 เพลง จนบุนทิวหนีไป

ต่อมาจูล่งได้มีโอกาสรู้จักกับเล่าปี่ ทั้งสองต่างเลื่อมใสซึ่งกันและกัน เมื่อกองซุนจ้านฆ่าตัวตายเพราะแพ้อ้วนเสี้ยว จูล่งจึงได้ร่อนเร่พเนจรจนมาถึงเขาโงจิวสัน ซึ่งมีโจรป่ากลุ่มหนึ่งมีหุยง่วนเสียวเป็นหัวหน้า หุยง่วนเสียวคิดชิงม้าจากจูล่ง จูล่งจึงฆ่าหุยง่วนเสียวตายแล้วได้เป็นหัวหน้าโจรป่าแทน

กวนอูได้ใช้ให้จิวฉองมาตามหุยง่วนเสียวและโจรป่าไปช่วยรบ จิวฉองเมื่อเห็นจูล่งคุมโจรป่าจึงคิดว่าจูล่งคิดร้ายฆ่าหุยง่วนเสียว จิวฉองจึงตะบันม้าเข้ารบกับจูล่ง ปรากฏว่าจิวฉองต้องกลับไปหากวนอูในสภาพเลือดโทรมกาย ถูกแทงถึง 3 แผล (สำนวนสามก๊กฉบับวณิพกของ ยาขอบ) จิวฉองเล่าว่าคนผู้นี้มีฝีมือระดับลิโป้ ดังนั้นกวนอูกับเล่าปี่จึงต้องรุดไปดูด้วยตนเอง แต่เมื่อได้พบกันจูล่งก็เล่าความจริงทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาจูล่งก็ได้เป็นทหารเอกของเล่าปี่

ในปี พ.ศ. 751 จูล่งสร้างวีรกรรมครั้งสำคัญคือ ฝ่าทัพรับอาเต๊า (เล่าเสี้ยน) บุตรชายของเล่าปี่ที่เกิดจากนางกำฮูหยิน ซึ่งพลัดหลงกับเล่าปี่ที่ทุ่งเตียงบันโบ๋ จูล่งทำการครั้งนี้เพียงคนเดียว ท่ามกลางทหารและองครักษ์มากมายของโจโฉที่ยกทัพลงทางใต้หวังรวบรวมแผ่นดิน และได้ฆ่าทหารเอกและทหารเลว ของโจโฉมากมาย ตั้งแต่ 03.00 น. จนถึง 15.00 น. ของอีกวัน จนโจโฉ ถึงกับถามชื่อขุนพลผู้นี้ ซึ่งจูล่งได้ตอบโจโฉว่า “ข้าชื่อจูล่ง แห่งเสียงสาน” โจโฉประทับใจในความกล้าหาญของจูล่ง จึงสั่งไม่ให้ใช้เกาทัณฑ์ยิง ทำให้จูล่งสามารถอุ้มเอาอาเต๊าหนีกลับมาหาเล่าปี่ได้ และครั้งหนึ่งจูล่งได้ไปชิงตัวอาเต๊าคืนมาจากซุนฮูหยิน ที่ต้องกลของซุนกวนที่หวังจะดึงไปเป็นตัวประกันที่ง่อก๊ก

ภายหลังเมื่อจูล่งติดตามเล่าปี่เข้าเสฉวนและรับตำแหน่งแม่ทัพร่วมกับฮองตงไปทำศึกชิงเขาเตงกุนสันที่ฮันต๋ง จูล่งก็สร้างวีรกรรมสำคัญช่วยเหลือฮองตงซึ่งกำลังเสียทีตกอยู่ในวงล้อมกองทัพของโจโฉและตีฝ่าออกมาได้ เมื่อโจโฉนำทัพไล่ตามไป จูล่งก็นำทหารเข้าไปในค่ายและตนเองแต่ผู้เดียวออกมาขี่ม้าถือทวนอยู่หน้าค่าย โจโฉเกิดความระแวง จูล่งจึงอาศัยโอกาสนั้นให้ทหารที่ซุ่มอยู่เข้าตีทั้งสองด้านไล่ทัพโจโฉจนต้องถอยร่นไป เมื่อเล่าปี่มาตรวจค่ายที่จูล่งทำศึกก็ออกปากยกย่องจูล่งว่า มีดีไปทั้งตัว ซึ่งหมายถึงมีความกล้าหาญไปทั่วทั้งตัว

จูล่งเป็นผู้ที่ติดตามเล่าปี่ตลอด แม้จะไม่ได้สาบานเป็นพี่น้องกันเหมือน กวนอูและเตียวหุย แต่จูล่งก็เรียกกวนอูและเตียวหุยว่า “พี่สองและพี่สาม” แต่กับเล่าปี่ จูล่งจะเรียกว่า “นายท่าน” เมื่อครั้งเล่าปี่ต้องการแก้แค้นให้กวนอูและเตียวหุยซึ่งถูกง่อก๊กสังหาร จูล่งเป็นผู้ที่คัดค้านและแนะนำว่าเล่าปี่ควรเห็นละความแค้นส่วนตัว และปราบวุยก๊กของโจผี ซึ่งเป็นผู้ที่ประชาชนมองว่าเป็นศัตรูแผ่นดินตัวจริง

แต่เล่าปี่ไม่ฟัง เมื่อเล่าปี่นำกองทัพไปพ่ายแพ้ที่อิเหลง จูล่งซึ่งเป็นทัพหลังและเตรียมพร้อมไว้ก่อนจึงพาเล่าปี่หนีกลับมาพำนักที่เมืองเป๊กเต้เสีย เมื่อก่อนเล่าปี่จะสิ้นใจได้เรียก ขงเบ้งเข้าพบ และเรียกจูล่ง ตรัสด้วยคำพูดว่า “ท่านกับเรานั้นเป็นเพื่อนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา แต่มาบัดนี้ ชะตากรรมกำลังพรากเราสอง ขอให้ท่านนึกถึงน้ำใจเก่าก่อนช่วยเหลือบุตรเราและท่านขงเบ้ง ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นอัญเชิญราชวงศ์ฮั่นกลับสู่ราชธานีลกเอี๋ยงด้วย”

หลังจากที่เล่าปี่เสียชีวิตลง จูล่งเป็นทหารสังกัดของขงเบ้ง เมื่อยามศึกยังสู้แม้ตัวเองแก่แล้ว มีครั้งหนึ่ง ก่อนรบศึกกับฝ่ายวุยก็ก ช่วงนั้นขงเบ้งเลือกทหารให้ไปรบ แต่กลับไม่เลือกจูล่ง เพราะขงเบ้งว่าจูล่งแก่แล้ว แต่จูล่งกลับแย้งขี้นมา และได้เป็นทัพหน้าสมใจ แม้ในวัยชราแล้วก็ยังสามารถนำทหารเข้าต่อสู้และเอาชัยเหนือแม่ทัพหนุ่มๆ ของข้าศึกได้ จูล่งเสียชีวิตอย่างสงบในเมืองฮั่นจง เมื่อปี พ.ศ. 772 หลังจากที่จูล่งตาย ขงเบ้งได้รำพันออกมาว่า “แขนซ้ายข้าขาดแล้ว” และเป็นลมสิ้นสติไปด้วยความเสียใจ

จูล่ง ถือได้ว่าเป็นตัวละครที่ผู้อ่านสามก๊กโดยส่วนมาก โปรดปราน ชื่นชมมากที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งหมดในเรื่อง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีรูปลักษณ์การแต่งกายสง่างาม ฝีมือสัประยุทธ์เป็นเลิศ และมีความซื่อสัตย์ ทำการโดยไม่เห็นแก่ลาภยศ พร้อมมีสติปัญญาเป็นเยี่ยม

ประวัติศาสตร์

ในจดหมายเหตุชีวประวัติจูล่งของเฉินโซ่ว ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์สามก๊ก มีข้อแตกต่างกับเรื่องราวของจูล่งในนิยายบางจุด เช่น ในประวัติศาสตร์นั้นจูล่งไม่เคยเป็นทหารของอ้วนเสี้ยว แต่อยู่กับกองซุนจ้านมาแต่แรก และจูล่งก็เข้ามาอยู่ในกองทัพของเล่าปี่หลังจากได้พบกับเล่าปี่ครั้งแรก แต่ยังเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย จูล่งช่วยเหลืออาเต๊าที่ทุ่งเตียงปันจริง แต่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่เขาช่วยแย่งอาเต๊ากลับมาจากซุนฮูหยิน

จูล่งมีบุตรชาย 2 คน ซึ่งปรากฏตัวออกมาในตอนที่มาแจ้งข่าวแก่ขงเบ้งว่าจูล่งถึงแก่ความตายแล้วก็ไม่ปรากฏบทบาทใด ๆ อีก นอกจากกล่าวว่าบุตรคนโตคือเตียวต๋งได้รับตำแหน่งของจูล่งต่อมา ส่วนบุตรคนรองคือเตียวกองได้เป็นแม่ทัพคอยติดตามเกียงอุยออกศึก และไม่ได้มีการกล่าวถึงแน่ชัดว่าจูล่งมีบุตรตั้งแต่เมื่อใด อย่างไรก็ตาม ตัวละครอื่น ๆ ในสามก๊กก็แทบไม่มีบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ แม้กระทั่งเล่าปี่เอง ในจดหมายเหตุชีวประวัติชีซีก็ยังมีจุดที่แสดงว่าเล่าปี่เคยมีบุตรมาก่อนอาเต๊าหลายคน แต่นิยายไม่ได้กล่าวถึงเลย

เกี่ยวกับภรรยาของจูล่ง เหตุที่ได้รับความสนใจกันมากนอกเหนือจากเพราะบทบาทของบุตรชายทั้งสองคนซึ่งออกมาหลังจากจูล่งสิ้นแล้ว อาจเพราะมีนิยายสามก๊กในฉบับของ Zhou Dahuang ซึ่งมีชื่อว่า Fan Sanguo Yanyi ซึ่งเป็นการเสริมเติมฉบับของหลอก้วนจง และแต่งให้ปรากฏบทบาทของภรรยาจูล่ง นั่นคือ ม้าหยุนลู่ (Ma Yunlu) บุตรีของม้าเท้งและเป็นน้องสาวของม้าเฉียว ซึ่งมีความเก่งกล้าสามารถในการรบไม่แพ้พ่อและพี่ชาย โดยกล่าวว่าด้วยความเก่งกล้าและห้าวหาญในการรบและขี่ม้าของเธอทำให้บิดารู้สึกกังวลว่าเธอจะไม่อาจหาสามีที่คู่ควรได้จนกระทั่งอายุ 22 ปี เธอจึงได้พบกับจูล่ง แล้วจึงแต่งงานกันโดยมีเล่าปี่เป็นพยานและขงเบ้งกับหวดเจ้งเป็นพ่อสื่อให้ จากนั้นเธอก็ช่วยเหลือสามีทำงานรับใช้เล่าปี่และจ๊กก๊กอย่างเต็มกำลัง

สำหรับตำแหน่งทางทหาร ในบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าจูล่งมีตำแหน่งทางทหารต่ำสุดในบรรดา ห้าขุนพลทหารเสือของจ๊กก๊ก ซึ่งเป็นการยกย่องให้เกียรติอย่างสูง ได้แก่ กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว ฮองตง จูล่ง

แต่เฉินโซ่ว ผู้บันทึกจดหมายเหตุสามก๊ก ได้ให้การยกย่องจูล่งและฮองตงไว้สูงสุด เหนือกว่ากวนอู เตียวหุย และม้าเฉียว โดยวิจารณ์ไว้ในท้ายชีวประวัติของทั้งห้าคนซึ่งรวมไว้ในบรรพเดียวกัน โดยชี้ว่า ขุนพลทั้งห้ามีความโดดเด่น เปี่ยมด้วยความสามารถและชื่อเสียงอันเกรียงไกร แต่ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนี้

“กวนอูและเตียวหุยมีความห้าวหาญ มุทะลุ ทรงพลัง เป็นที่หวาดเกรงของทหารข้าศึก และเป็นที่เลื่องลือว่าพวกเขาทั้งสองสามารถสู้ศึกได้นับหมื่น แต่อย่างไรเสีย กวนอูนั้นมีความแข็งกร้าวและหยิ่งทระนงในตัวเองมากเกินไป ส่วนเตียวหุยนั้นใจร้อนและปราศความเมตตาปราณี ผลสุดท้ายพวกเขาจึงต้องพบจุดจบ ส่วนม้าเฉียวนั้นโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่าได้ทรยศต่อญาติพี่น้องและเผ่าพันธุ์ของตนเอง อีกทั้งยังปราศจากซึ่งความกล้าหาญโดยแท้จริง”

“สำหรับจูล่งและฮองตงนั้น บุคคลทั้งสองเปี่ยมด้วยความกล้าหาญและซื่อสัตย์ภักดี เป็นยอดขุนพลที่ดีของผู้เป็นนาย เปรียบประดุจเขี้ยวเล็บและฟันของสัตว์ร้าย พวกเขาทั้งสองจึงสมควรที่จะเปรียบเทียบได้กับขุนพลยุคโบราณที่ยิ่งใหญ่อย่างกวนหยินและแฮหัวหยินได้มิใช่หรอกหรือ”

จูล่งยังควบตำแหน่งองครักษ์ของเล่าเสี้ยนด้วย โดยตำแหน่งทางทหารของจูล่งหลังจากได้รับการยกย่องเป็นห้าทหารเสือคือ General Guardian of Distant (นายพลผู้พิทักษ์ดินแดน) ภายหลังจากขงเบ้งยกทัพบุกภาคเหนือ ตำแหน่งของจูล่งขณะนั้นและเป็นตำแหน่งสูงสุดขณะมีชีวิตคือ Marquis of Shunping และได้เลื่อนยศขึ้นอีกหลังจากสิ้นไปแล้ว เป็น Lord of Shunping แล้วยังมีบันทึกเพิ่มเติมว่า ในระหว่างเล่าปี่มีชีวิตอยู่มีเพียงหวดเจ้งคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอวยยศย้อนหลัง ส่วนจูล่งกว่าจะได้รับการอวยยศก็คือปี ค.ศ.261 ส่วนในนิยายได้กล่าวว่าเล่าเสี้ยนอวยยศย้อนหลังให้หลังจากจูล่งสิ้นในปีนั้น

ในจดหมายเหตุสามก๊ก ระบุว่าในปีเจียนอันที่ 24 หลังจากเล่าปี่สถาปนาตนเองเป็น ฮั่นจงอ๋อง แล้วก็ตั้ง กวนอูเป็นแม่ทัพหน้า เตียวหุยเป็นแม่ทัพขวา ม้าเฉียวเป็นแม่ทัพซ้าย และฮองตงเป็นแม่ทัพหลัง ไม่ปรากฏชื่อของจูล่งเลย ภายหลังเมื่อมีการอวยยศย้อนหลังนั้น เล่าเสี้ยนอวยยศย้อนหลังให้เพียง กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียวและฮองตงเท่านั้น จนกระทั่งเกียงอุยเข้ามาทักท้วงว่าจูล่งมีผลงานมากมายรวมถึงช่วยเล่าเสี้ยนตอนเป็นทารกออกมาจากกองทัพโจโฉ จึงควรอวยยศย้อนหลังให้จูล่งด้วย เล่าเสี้ยนจึงได้อวยยศย้อนหลังให้จูล่งด้วย

จูล่ง สูสีลิโป้จริงหรือ

 เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ต้องรุมลิโป้ 3-1 ถึงจะทำให้ลิโป้ ถอยเข้าเมืองได้ ถอยนี่ไม่ได้แพ้นะ แค่ว่าโดนรุม 3-1 เลยกลัวปัดป้องไม่ทัน โอกาสพลาดมีเยอะเลยถอย ลิโป้นี่ขนาดสามจอมยุทธแห่งยุค (กวนอู,เตียวหุย,เล่าปี่) รุมสกรัมพร้อมกัน ยังเอาชีวิตไม่ได้ ถ้าสู้กันตัวต่อตัว หรือเรียงหน้าชน รับรองแพ้หมดทั้ง 3 คน

แน่นอนว่าจูล่งเป็นนักรบผู้เก่งกาจ แต่ตอนที่จะไปปะทะกับลิโป้ หากมาย้อนดูจริงๆ จะเห็นว่าตอนนั้น จูล่ง ยังเป็นหนุ่มอายุไม่ถึง 20 ปี ส่วนลิโป้ อยู่ในวัยกลางคน รุ่นเดียวกับ เล่าปี่ กวนอู หากไม่มีการทัดทาน จูล่ง คงพาตัวเองไปตาย ยุคสมัยมันมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ จึงไม่อาจวัดได้

โจโฉเคยพูดว่า นับจากลิโป้ก็มีเห็นมีจูล่งที่มีฝีมือทัดเทียม แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเกียงกันในหมู่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์

ขอบคุณบทความประวัติศาสตร์สามก๊ก โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

ลิโป้ ยอดคนผู้แกร่งสุดในยุคสามก๊ก ฉายาเทพเจ้าแห่งสงคราม

ยอดคนต้อง “ลิโป้” ยอดม้าต้อง “เซ็กเทาว์”
คือวลีที่ผู้ศึกษาสามก๊กคุ้นเคยกันดี
ลิโป้เป็นคนอย่างไร Centrovirtual พาคุณมารู้จักกัน

ลิโป้

ลิโป้

ยอดนักรบผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในยุคสามก๊ก หรือเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม มีร่างที่สูงใหญ่กำยำ มีสำนวนในสามก๊กกล่าวไว้ว่า “ หยืนจงหลี่ปู้ หม่าจงชื่อทู่ ” ความหมายของประโยคนี้คือ ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์ 

ความแข็งแกร่งที่กลายเป็นตำนาน ในฐานะของนักรบที่เก่งที่สุดในแผ่นดินยุคสามก๊ก ทั้งยังได้รับการกล่าวว่าเป็นผู้ชำนาญศึกอย่างยิ่ง แม้แต่ เล่าปี่, กวนอู และเตียวหุย ที่ร่วมมือกันสู้รบกับลิโป้ก็ยังไม่สามารถเอาชนะลิโป้ได้ โดยที่ตราบใดที่เขายังถือทวนกรีดนภา และนั่งอยู่บนหลังม้าเซ็กเธาว์ ก็ไม่มีใครล้มเขาลงได้

ในตามตำนาน ลิโป้แม้จะเป็นคนเก่งและมีส่วนสูงถึง 5 ศอกครึ่ง แต่เป็นคนที่เลี้ยงไว้ไม่ได้ เป็นคนเห็นแก่ลาภยศ เป็นบุคคลที่เตียวหุยด่าว่าเป็น “ไอ้ลูกสามพ่อ” จนกลายเป็นสำนวนที่ใช้มาจนทุกวันนี้ เนื่องจากเดิมทีรับราชการอยู่กับเต๊งหงวน และเต๊งหงวนไว้ใจ ถึงกับรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อตั๋งโต๊ะปรารถนาจะได้ลิโป้มาอยู่กับตน ด้วยการให้เกราะทองกับม้าเซ็กเธาว์ ลิโป้ก็ยอมทรยศเต๊งหงวน มาอยู่กับตั๋งโต๊ะ ครั้นเมื่ออ้องอุ้นใช้แผนสาวงาม (เตียวเสี้ยน) ให้ลิโป้กับตั๋งโต๊ะแตกแยกกัน และลิโป้ก็เป็นผู้สังหารตั๋งโต๊ะด้วยมือตนเอง

หลังจากถูกโจโฉจับตัวได้ เพราะทหารฝ่ายลิโป้ทรยศ เมื่อจะโดนประหารได้อ้อนวอนเล่าปี่ ให้บอกโจโฉว่าอย่าประหารตน แต่เล่าปี่ยืนยันให้โจโฉฆ่าลิโป้ ด้วยการยกตัวอย่างของ เต๊งหงวน กับ ตั๋งโต๊ะ ให้โจโฉได้ระลึกและสั่งประหารลิโป้ในที่สุด เป็นอันปิดฉากตำนานเทพเจ้าสงครามอันเลื่องชื่อ

แม้ลิโป้ในตำนานสามก๊กนั้นได้กล่าวว่าเขาเป็นคนหยาบช้า ขาดคุณธรรม และไร้สติปัญญาก็ตาม แต่มีนักประวัติศาสตร์หลายคนต่างก็มีความเชื่อว่า ตำนานนั้นอาจไม่เป็นความจริงเลยก็ได้ เพราะลิโป้นั้นถ้าเขาเป็นคนชั่วหยาบช้าจริง คงไม่มีใครยกเขาให้เป็นยอดขุนพลหรือมีคนติดตามรับใช้อย่างตันก๋งหรือเตียวเมาเป็นแน่ บางที่สมัยนั้นซึ่งอยู่ในช่วงสงคราม ผู้แพ้นั้นจะถูกผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนจากความเป็นจริงเพื่อเยียดหยามก็เป็นไปได้

วิเคราะห์ตัวจริง

ว่ากันตามจริง ลิโป้ น่ะเก่งทั้งบู๊ ทั้งบุ่น นะ มีกุนซือวางแผนการรบอย่าง ตันก๋งอยู่ คือถ้าอ่านหนังสือ 3 ก๊กมาจะรู้ว่า ตันก๋งน่ะเก่งวางกลยุทธ์แผนการรบให้ลิโป้ชนะอย่างต่อเนื่องด้วยซ้ำ ต้านกองทัพอย่างโจโฉ ด้วยกำลังพลน้อยกว่า ตัวแม่ทัพลิโป้เองก็สามารถกำจัดศัตรูได้แทบนับไม่ถ้วน  

เพียงแต่เป็นคนหูเบา รับข้าศึกเข้ามาเป็นพวกโดยไม่ฟังกุนซือตันก๋ง โดนเป่าหู ต่างๆนาๆ จนพลาดพลั้งไปใช้ลูกน้องผิด ทำให้ลูกน้องเริ่มไม่เชื่อใจจนโดนลูกน้องลอบสังหารจับตัวลิโป้ (ตามที่อ่านมา ลิโป้ไม่ได้พ่ายในสนามรบ แต่โดนลูกน้องก่อกบฎจับตัวได้) และ ลิโป้เมื่อก่อนก็เป็นคนทรยศ บิดาตัวเองก็สังหารได้ จนได้ชื่อว่า ” ลูกสามพ่อ ”  ทรยศได้เพื่อผู้หญิง ถือว่าขาดคุณธรรม

แต่หากว่าเรื่องความเก่งของเขาเก่งขนาดที่คนที่เพิ่งก่อการกบฎ ยึดบัลลังค์ ต้องซื้อตัวมาเพื่อจะได้ไม่ต้องรบด้วย แถมยังให้ตำแหน่งแม่ทัพหน้าอีก ด้านปกครอง ตามนิสัยขุนทหารเลย (คล้ายๆ บ้านเราตอนนี้) ไม่ใช่นักบริหารแต่เป็นทหาร หน้าที่พวกนี้ขึ้นอยู่กับขุนนางปกครองไป ล่มสลายเพราะดำเนินด้านการเมืองผิด ดันไปสนับสนุนอ้วนสุด โดนรุมหนักๆ เข้าก็จอด

ก็น่าคิดว่าถ้าลิโป้เป็นคนชั่วช้าแบบในนิยายจริง ทำไมถึงมียอดนักรบอย่าง เตียวเลี้ยว โกซุ่น ยอดกุนซืออย่าง ตันก๋ง ยอมขายชีวิตให้

ประวัติศาสตร์ว่า…

มีชื่อด้านการขี่ม้า ยิงธนู ใช้อาวุธจนได้รับฉายา “ขุนพลบิน”

รบแพ้ซุนเกี๋ยนตอนศึก 18 ทัพ อันนี้พูดยากเพราะซุนเกี๋ยนก็ถือว่าเก่งมากคนนึง ขนาดถืออีดาบอันเดียวไล่โจรสลัดได้

โดนตั๋งโต๊ะขว้างหอกใส่หน้า ไม่เจ็บไม่ตาย แต่ผิดใจกันแล้ว ใครจะไม่โกรธละ

ดวลตัวต่อตัว ชนะกุยกี หลังลอบสังหาร ตั๋งโต๊ะ แต่สงครามทัพ โดยรวมแพ้ และ ต้องหนีออกจากเมืองหลวง พร้อมทหารไม่กี่ร้อย

หนีไปหา อ้วนสุด อ้วนสุดไม่เอา ไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว และ สร้างผลงาน ปราบโจรภูเขา แต่โดนอ้วนเสี้ยววางแผน ลอบฆ่า ต้องหนีอีก

ร่วมมือ กับ เตียวเมาเข้าตี ปักเอี๊ยง ที่แฮหัวตุ้น เฝ้าอยู่(โจโฉไปตีโตเกี๋ยม) ยึดเมืองและพื้นที่แถบนั้นได้เกือบทั้งหมด

รบชนะ และเกือบฆ่า โจโฉได้ ที่เมืองปักเอี๊ยง

รบแพ้โจโฉ ที่ติงเถา ต้องหนีตาย ไปหาเล่าปี่

ฉวยโอกาสยึดเมืองแห้ฝือของเล่าปี่ตอนอ้วนสุดบุก เล่าปี่แพ้อ้วนสุดจนต้องยอมมารับใช้ลิโป้

หลันเป้ง ลูกน้องของลิโป้ก่อกบฎ ลิโป้ต้องหนีตายทั้งชุดนอนไปหาโกซุ่น(ลูกน้องอีกคน)จนปราบได้

ลิโป้ส่งลูกสาว ไปเป็นของกำนัล กับอ้วนสุด และ เป็นพันธมิตรกัน

ลิโป้เป็นตัวกลาง ช่วยยุติสงคราม ระหว่างเล่าปี่ กับอ้วนสุด

ลิโป้สั่งประหาร ทูตของอ้วนสุด(ไม่รู้สาเหตุ) อ้วนสุด บุกเข้าตี แต่ลิโป้ สั่งให้ลูกน้อง ไปจัดการ อ้วนสุด แพ้ไม่เป็นท่า

โกซุ่น(ลูกน้องลิโป้) ตีทัพพันธมิตร ของ เล่าปี่กับโจโฉ แตกกระเจิง

โจโฉ มาบัญชา การทัพ ด้วยตัวเอง ทัพของลิโป้ แพ้เละเทะ

ทัพของลิโป้ โดนตีถอยร่น และ โดนปิดล้อมอยู่ ที่แห้ฝือ เกิดกบฎ ภายในทัพ ตันก๋ง กับ โกซุ่นโดนพวกกบฎ จับตัวไว้ได้ และ ลิโป้ก็ โดนไปอีกคน

เกือบจะกล่อม ให้โจโฉไว้ชีวิต และ เอาตัวไว้ ใช้งานได้ แต่โดนเล่าปี่ ขัดขวาง ก่อนตาย ด่าเล่าปี่ไว้ว่า “กลับกลอกที่สุด”

ดังนั้น หากดูจาก ข้างต้นตันก๋ง ไม่ได้มีหน้าที่ หลักวางแผน การรบ แต่มาดูแล ด้านการปกครอง บริหารเมือง มากกว่า เดิมที ก็เป็นขุนนางสายนั้น อยู่แล้ว ไม่เคยมีระบุว่า เตียวเลี้ยวมี วีรกรรมเด่นอะไรตอน อยู่กับลิโป้ ในบันทึก ส่วนมากพูด ถึงโกซุ่น มากกว่า ดังนั้น โกซุ่นน่าจะ เป็นขุนพลที่เก่งที่สุด ในทัพ ลิโป้ก็ไม่ได้ เลวร้ายมากมาย แต่ส่วนตัวผม ว่าเหมาะสม แล้วใน ภาวะสงคราม

ลิโป้ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่มีคนเก่งกว่า การรวบรวมมันสมอง ฝ่ายบุ๋น  อยู่มาก เช่น โจโฉ ซุนเซ็ก เป็นต้น

อีกอย่าง เก่งด้านเดียว ไม่ได้ทำให้ ครองแผ่นดิน เก่งบัญชาทัพ ซื้อใจคนเก่ง ด้านบริหาร วางแผนปกครอง ทำให้ครอง แผ่นดิน

สายบู๊ คุม กองทัพเก่งๆ ไม่ค่อย รอดสักคน  ลิโป้(กองทัพหน้าด่าน) กองซุนจ้าน(กองทัพม้าชายแดน)  ม้าเฉียว(กองทัพชายแดน+นอกด่าน) ถ้าซุนเซ็ก ไม่ตายก่อน คงได้ เห็นอะไรดีๆ เยอะ ในการ ทำสงคราม ไม่มีคนโง่ๆ คุมคน ได้เป็นพันๆ หมื่นๆ หรอก มีแต่คนฉลาด กับ ฉลาดกว่า

ขอขอบคุณเนื้อหาประวัติศาสตร์ชาติจีน โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

ซุนกวน ยอดนักปกครองในยุคสมัยของนักรบ

“ซุนกวน” ขึ้นครองเมืองกังตั๋งแทนด้วยวัยแค่ 18 ปี
แม้ซุนกวนจะไม่ปรากฏความสามารถในการรบเหมือนผู้พี
่แต่มีความสามารถในการปกครองสูงมาก
Centrovirtual จะพาคุณมารู้จักเค้ากัน

ซุนกวน
ซุนกวน

ตามบันทึก ซุนกวนมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว มีตาสีเขียว (ในเอกสารจีนตาสีเขียว หมายถึง ตาเป็นประกาย) หนวดเคราแดง เมื่อขึ้นครองเมืองแต่ยังเล็ก จึงได้รับฉายาว่า “ทารกตาเขียว” ซึ่งในบรรดาผู้นำก๊กทั้ง 3 นั้น ซุนกวนเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุด แม้ตอนที่โจโฉยกทัพไปรบกับง่อก๊กของซุนกวนในศึกหับป๋า ซุนกวนก็บัญชาการรบอย่างแข็งขัน จนโจโฉที่แม้แต่เป็นศัตรูยังเอ่ยปากชมว่า “ถ้าจะได้บุตร ต้องได้บุตรอย่างซุนกวน”

ซุนกวนมีน้องสาวอยู่นางหนึ่งชื่อว่าซุนซางเซียงแต่เรียกกันว่า ซุนฮูหยิน ซึ่งต่อมาในภายหลังได้แต่งงานกับเล่าปี่ เป็นภรรยาคนที่ 3 ของเล่าปี่ ซุนกวนออกอุบายให้นางกลับคืนมาง่อก๊ก โดยเชิญนางให้เร่งรีบกลับมาพร้อมอาเต๊าโดยที่เล่าปี่ไม่รู้ แต่ขงเบ้งอ่านอุบายออก จึงให้จูล่งเร่งรีบเดินทางติดตามไป เมื่อถึงเรือของนางก็กระโดดขึ้นเรือขอให้นางกลับไป แต่นางไม่ยอม จูล่งจึงให้นางไปได้แต่อาเต๊า บุตรของเล่าปี่ต้องอยู่ ท้ายที่สุดอาเต๊าก็ได้กลับไปจ๊กก๊ก และเมื่อซุนฮูหยินทราบเมื่อกลับไปถึงว่านี่เป็นอุบายของพี่ชาย ก็เศร้าโศกเสียใจ ท้ายที่สุดพระนางจึงกระโดดน้ำสิ้นพระชนม์ตามพระเจ้าเล่าปี่ไป เพราะรู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่สวรรคตแล้ว

ซุนกวน เองก็ปรารถนาก็จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินเช่นเดียวกับโจโฉและเล่าปี่ เมื่อตอนที่เล่าปี่มาที่ง่อก๊กเพื่อที่จะสมรสกับซุนฮูหยิน แต่ซุนกวนได้ให้คนคอยซุ่มทำร้ายเล่าปี่อยู่เป็นระยะ ๆ เล่าปี่ก็รู้ทันและได้จูล่งแก้สถานการณ์ให้ เมื่อออกมาจากงานได้รำพันถอดถอนหายใจถึงชะตากรรมตัวเอง และได้เจอหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เล่าปี่อธิษฐานว่าหากตนจะได้เป็นใหญ่ ขอให้ใช้กระบี่ฟันหินนี้ให้แตกเป็น 2 ท่อน ก็ปรากฏว่าฟันหินได้ขาดจริง ๆ ซุนกวนเห็นดังนั้นจึงอธิษฐานบ้าง ก็ปรากฏว่าสามารถฟันหินได้แตกเช่นกัน และทั้งคู่จึงได้ขี่ม้าออกชมทัศนียภาพของง่อก๊กด้วยกัน

แต่นโยบายในการทำสงครามของซุนกวนจะไม่ประกาศเป็นศัตรูกับก๊กใหญ่อีก 2 ก๊ก นั้นอย่างเต็มที่ แต่จะผูกไมตรีกับทุกก๊กที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ดังจะเห็นว่า ซุนกวนเองแม้จะผูกไมตรีกับจ๊กก๊ก แต่ก็หาทางจะกำจัดเล่าปี่อยู่เสมอ ๆ ถ้ามีโอกาส และซุนกวนเองก็เป็นสาเหตุการตายของกวนอู โดยซุนกวนออกอุบายทำให้จับกวนอูได้ จากนั้นจึงตัดหัวกวนอูส่งไปให้โจโฉ ซึ่งทำให้ทั้งเล่าปี่และเตียวหุยแค้นซุนกวนมาก และทั้งเตียวหุยและเล่าปี่ก็ต้องมาตายด้วยการมาแก้แค้นให้กวนอูทั้งสิ้น

และต่อมาใน ปี ค.ศ.252 พระเจ้าซุนกวนสวรรคต รวมเวลาเสวยราชย์อยู่ได้ 24 ปี

ภายหลัง พระเจ้าซุนกวน สวรรคตไปแล้ว พระโอรส ก็ได้ขึ้น เป็น ผู้นำก๊กต่อ แต่สภาพภายในง่อก๊ก ไม่แข็งแกร่ง เหมือนเก่า ขุนนางแตกแยก กันเอง จนนำมาสู่ การล่มสลาย ของ ก๊กในที่สุด

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บุญหนา บารมีเก่า

ในแง่ที่ เป็นนักบริหาร นี่ถือเป็นที่สุดในยุค คนนึงเลย ในระดับเดียว กับ โจโฉ หรือ อาจเก่งกว่าด้วยซ้ำ บางคนกล่าวว่าซุนกวน กินบุญเก่าขึ้น มีอำนาจตั้งแต่เด็ก ก็จริงแต่ใน อาณาจักรยังไม่สงบ กบฏน้อยใหญ่ ในพื้นที่ก็เยอะ ขุนนางแม่ทัพที่ จะเชื่อฟังก็ไม่เยอะ การซื้อใจทหารของพี่ และ พ่อใด้ยอมตาย แทนได้ก็ยากนะ

ซุนกวนย้ายเมืองหลวงหลายครั้งนะ เพื่อยุทธวิธีในการตั้งรับ โชคดีที่ได้ลูกน้องเก่งๆหลายคน ที่เก่งๆ ที่ได้มาจากพ่อและพี่ ก็ไม่เยอะนะ ที่เหลือก็สร้างให้โอกาสเอง

ขาดความทะเยอทะยาน

เป็นหนึ่ง ในนักบริหารที่เก่ง สามารถรับช่วงต่อ สิ่งที่พ่อ และ พี่สร้างให้ได้ โดยสมบูรณ์ ตัวเองอาจไม่เก่งที่สุด แต่ใช้คนเป็น และเลือกใช้คนเหมาะ กับ งาน และ สถาณการณ์ การบอกว่าไร้ความสามารถ จึงเป็นการดูถูก เขามากๆ

แต่แน่นอนว่าอาจไม่เทพเหมือน โจโฉ กับ เล่าปี่ ที่สร้างตัวจากไม่มีอะไรเลย แต่การรักษาอาณาจักรอยู่จนสามารถกลายเป็น 1 ในสามอาณาจักรสมัยสามก๊กที่กว่าวุยก๊ก จะตีได้ ก็ต้องรอจนบ้านเมืองเละเทะ กังฉินครองเมือง ก็แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ของแคว้นง่อ ได้เป็นอย่างดี

จุดอ่อน ของ เขาคือ ขาดความทะเยอทะยาน พอใจ กับ แค่ง่อก๊ก ทั้งๆที่ มีเกงจิ๋วอยู่ในมือแท้ๆ โอกาสในมือ ก็มีมาก แต่ละทิ้งโอกาสไปหลายๆ ครั้ง

เวลาลูกน้อง ทำผิดทำพลาด เขาเป็นผู้นำ ที่แทบไม่เคย ลงโทษสถานหนัก หรือ ประหารชีวิต เลย ให้โอกาส แก้ตัวตลอด

ทำดีมีผลงาน ก็ประเคนรางวัล ให้เต็มที่ ยกย่องความดีความชอบ ของ ลูกน้องตลอด

เรื่องซื้อใจคน ซุนกวนไม่แพ้ เล่าปี่ แน่นอน ที่เข้าร่วมชิงแผ่นดิน นี่เพราะลูกน้องยุ เพราะมีความพร้อม ทั้งชัยภูมิ ฐานะการเงินการคลัง กำลังคน ที่ปรึกษา สังเกตุได้ว่าก๊ก ของ ซุนกวนแตกสมัยรุ่นหลาน เพราะซุนกวนปูพื้นไว้ดี

ด้อยการทหาร

ซุนกวนเป็น นักปกครองที่ดี เป็นนักการเมือง ที่ยอดเยี่ยม แต่เป็น นักการทหาร ที่ห่วยยิ่งกว่าเล่าปี่เสียอีก จะเห็นได้ว่า สงครามแต่ละครั้ง ที่ง่อต้องทำ หากให้คนอื่นๆ คุมทัพแล้วง่อ จะแข็งแกร่ง และ ไม่ค่อย จะเสียท่าเลย แต่ถ้าสงคราม ครั้งไหน ที่ซุนกวนเป็นผู้นำทัพไปเอง ผลจะเปลี่ยนไปอีกด้านเลย

ซุนกวนเอง เวลายกทัพไป ทำสงครามเอง ทีไรเสียท่าแทบทุกครั้ง มีครั้งเดียว ที่ประสบความสำเร็จคือ คราวศึกกับหองจอ นอกนั้น ผลงานย่ำแย่ตลอด บุกหับป๋า 2 ครั้ง ก็โดนเตียวเลี้ยว ไล่ถล่มจน ต้องหนีตาย จนคนกังตั๋ง เกรงกลัว ชื่อเสียงเตียวเลี้ยว ไปเลย ครั้งที่ ขงเบ้งขอให้ซุนกวนช่วยยกทัพไปตีวุยทางตะวันออก ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องถอยกลับ สรุปแล้ว คงโดนประชาชนมองว่าฝีมืออะไรไม่มี

ยอดคน

ซุนกวน ไม่โหด เหมือนโจโฉ ไม่ด้าน เหมือนเล่าปี่ สมองก็มี แผนเรือรบยั่วยุ ไปขโมยธนู จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ขงเบ้ง แต่เป็น ซุนกวน เวลาตัดสินใจ ใช้งานใคร ก็ไม่ไประแวง ให้ความมั่นใจเต็มที่ ถึงขนาดที่ โจโฉต้องกล่าวไว้ว่า

“ถ้าจะมีบุตร ต้องให้ได้อย่างซุนกวน”

หากมองง่ายๆ การที่สามารถ ขึ้นมาเป็น เจ้าก๊กตอนอายุ 18 ปี แถมอยู่มาได้ ไม่มีใครโค่นอำนาจ จากนั้น ยังสามารถขัดขืน คำแนะนำ ของ ขุนนางใหญ่ ในการช่วยเล่าปี่สู้ กับ โจโฉได้ ถือว่าเค้าเป็นคนที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง

ขอขอบคุณบทความมากด้วยความรู้ ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

เล่าปี่ ผู้ฉลาดใช้คน ผู้มากอุดมการณ์จนทำให้ถูกยกเป็นพระเอกในนิยาย

หากพูดถึงเรื่อง “สามก๊ก” หนึ่งในตัวเองที่่หลายคนมักจะนึกถึง
ก็มี “เล่าปี่” เป็นหนึ่งในบุคคลที่ต้องพูดถึง
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

ในทางวัฒนธรรมแล้ว สืบเนื่องความโด่งดังของนวนิยายสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 เรื่อง สามก๊ก เล่าปี่จึงได้รับการมองว่าเป็นผู้ปกครองที่โอบอ้อมอารี รักใคร่ปวงประชา และเลือกสรรคนดีเข้าปกครองบ้านเมือง เรื่องแต่งเหล่านี้เป็นไปเพื่อยกตัวอย่างเชิงสดุดีผู้ปกครองที่ยึดมั่นคุณธรรมแบบขงจื๊อ เช่นความซื่อสัตย์จงรักภักดีและความเมตตากรุณา

แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เล่าปี่ยึดถือเล่าจื๊อมากกว่า เฉกเช่นเดียวกับผู้ปกครองหลาย ๆ คนแห่งราชวงศ์ฮั่น ทั้งเขายังเป็นนักการเมืองที่ชาญฉลาด เป็นผู้นำที่ความสามารถฉายออกมาในแบบนักนิตินิยม ความนับถือขงจื๊อของเล่าปี่นั้นได้รับการแต่งเติมมากกว่าของผู้ก่อตั้งรัฐคู่แข่งอย่างโจผีกับซุนกวน ผู้ซึ่งบริหารบ้านเมืองอย่างนิตินิยมเต็มรูปแบบ ปรัชญาการเมืองของเล่าปี่สามารถอธิบายได้ด้วยสำนวนจีนที่ว่า “ขงจื๊อเพียงเปลือกนอก แต่นิตินิยมเป็นเนื้อแท้” เป็นรูปแบบการปกครองที่กลายเป็นบรรทัดฐานหลังจากการสถาปนาราชวงศ์ฮั่น

เล่าปี่
คนดีย์ในตำนาน

จอมคนที่ใช้ชื่อเสียงจาก “ภาพลักษณ์ผู้ทรงคุณธรรม” ในการไต่เต้าขึ้นมาเป็นใหญ่

ข้อดีหลักๆของเล่าปี่คือการใช้คน ทั้งจูล่ง อุยเอี๋ยน กวนอู เตียวหุย ล้วนแต่เป็นคนชนชั้นสามัญชนที่เล่าปี่เห็นแววจึงเอามาใช้ทั้งนั้น และทุกคนล้วนเปล่งประกายกลายเป็นยอดขุนพลแห่งยุคในเวลาต่อมา(แม้ว่าบางคนจะมีข้อเสียที่ร้ายแรงบ้าง) โดยเฉพาะจูล่งซึ่งเป็นขุนพลจ๊กก๊กคนเดียวที่โจโฉหวาดเกรงถึงขนาดสั่งทหารไว้ว่าเมื่อใดที่เจอจูล่งให้ระวังตัวให้ดี

แม้แต่ม้าเจ๊กก็เป็นคนที่เล่าปี่เล็งเห็นข้อเสียร้ายแรงและเตือนขงเบ้งไว้ก่อนตาย แต่ขงเบ้งไม่เชื่อฟัง สุดท้ายม้าเจ๊กทำเ้สียการจนแผนการบุกของขงเบ้งพังพินาศไปหมด อาศัยฝีมือของ 2 ยอดขุนพลอย่างอองเป๋งกับจูล่ง(อีกแล้ว)ถึงทำให้กองทัพบางส่วนถอยกลับมาได้อย่างปลอดภัย

ตอนเจอเหลี่ยวหยวนหว่อครั้งแรก เล่าปี่ก็ชม เตียวหุยก็ถามว่า พี่ใหญ่ท่านเชื่อใจหรือ เล่าปี่ก็ตอบว่า “อย่าลืมสิว่าพี่ใหญ่เจ้าไม่เคยมองใครผิด” กับตอนที่เปรียบเทียบเล่าปี่เป็นกำแพง ถึงกำแพงจะเล็ก แต่ก็น่าพึ่งพิง เทียบกับอ้วนเสี้ยว ถึงจะเป็นกำแพงใหญ่แต่ก็เป็นกำแพงที่พร้อมจะพังเสมอ

เล่าปี่เด่นที่สุดในเรื่องดูคนและซื้อใจคนให้มาเป็นลูกน้อง กวนอู เตียวหุย เก่งระดับเสมอลิโป้ แต่ยอมมาอยู่ใต้พี่ใหญ่ที่ไม่มีอะไร จูล่งที่ถือเป็นนักรบขั้นเทพก็ยังยอมตามเล่าปี่ต้อย ๆ ขงเบ้งที่ว่ายากนักในการได้ตัวมาก็ยังยอมมารับใช้ ชาวบ้านเองก็นิยมชมชอบ น่าจะพอบอกถึงความสามารถในการซื้อใจคนได้เป็นอย่างดี

แต่เล่าปี่ก็มีจุดเสียสำคัญคือ ทรยศคนบ่อย ใครมาเป็นนายเล่าปี่มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง เป็นลูกน้องใครไม่ได้เลย ถือตัวว่าเป็นเชื้อสายตระกูลเล่า เป็นจุดที่ทำให้เล่าปี่ไม่ใช่พระเอกในอุดมคติอย่างที่นิยายต้องการจะสื่อ

จึงเห็นได้ว่า เล่าปี่ นั้น แท้จริงแล้วใช้ภาพการเป็นผู้ทรงคุณธรรมในการหาประโยชน์เพื่อก๊กของตัวเอง ถูกแล้วครับ ผมไม่ได้เขียนผิด “คนดีย์” แบบที่เราเข้าใจกันนั้นแหละครับคุณผู้อ่าน

เล่าปี่ก่อนได้ขงเบ้งก็ไม่ถึงกับรบแพ้ตลอด แต่ที่ต้องหนีบ่อยๆเพราะเจอคู่ต่อสู้แบบโจโฉบ้าง ลิโป้บ้าง แถมลิโป้ยังฉวยโอกาสเอาเมืองเล่าปี่ตอนรบติดพันกับอ้วนสุดอีก และว่าตามประวัติศาสตร์เล่าปี่ไม่ได้ถึงขนาดได้ดีเพราะขงเบ้ง ที่ขงเบ้งโดดเด่นจริงๆในช่วงก่อร่างสร้างจ๊กก๊กก็มีแค่ผลงานทางการทูตที่เจรจากับซุนกวน(ไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำศึกผาแดงเลย)และผลงานด้านการปกครองหลังเข้าเสฉวนเท่านั้น ส่วนผลงานเรื่องการรบเป็นของหวดเจ้งทั้งหมด ตั้งแต่การรบเอาเสฉวนจนถึงการฆ่าแฮหัวเอี๋ยนในศึกฮันต๋ง

ส่วนที่หลายคนว่าเล่าปี่เรื่องไม่ยอมเอาเกงจิ๋วผมกลับคิดว่าเล่าปี่ทำถูกแล้ว ถ้าเล่าปี่เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วก็จะต้องเป็นด่านหน้าในการรบกับโจโฉเอง กองทัพง่อก็แค่คอยsupport (ถ้าเจรจามาร่วมรบได้นะ) จะเอาอะไรไปรบกับกองทัพของโจโฉ และยังต้องมีคลื่นใต้น้ำของพวกของเล่าจ๋องในเกงจิ๋วอีก มีแต่เละกับเละ สู้ให้กองทัพง่อรบแล้วอาศัยจังหวะดอดไปยึดหัวเมืองเกงจิ๋วหรือเจรจาขอเมืองจากทางง่อดีกว่า หลังจากนั้นก็หาทางเฉๆไฉๆเอาเวลาโดนทวงก็พอ ข้อผิดพลาดเดียวของเล่าปี่คือการใช้กวนอูมาดูแลเกงจิ๋ว แต่ก็นั่นแหละ มันอาจเป็นเพราะตามประวัติศาสตร์จริงเล่าปี่ไม่ได้คิดปรองดองกับซุนกวนอยู่แล้วก็ได้ โดยทั้ง2ฝ่ายถึงกับเคยยกทัพมาตั้งเตรียมจะรบกันอยู่ที่เกงจิ๋ว แต่สงบศึกกันไปก่อนเพราะโจโฉยกทัพบุกฮันต๋ง

ส่วนอุยเอี๋ยน ถ้าตามประวัติศาสตร์คงเป็นการเมืองภายในของพวกคนใกล้ชิดขงเบ้ง (ซึ่งคนที่น่าจะเป็นตัวตั้งตัวตีอย่างเอียวหงีเองก็ไม่ได้ตายดีเช่นกัน) ส่วนตามนิยายขงเบ้งผิดเต็มๆ ไปใช้เหตุผลไร้สาระมาตั้งแง่รังเกียจเขาตั้งแต่แรกซะงั้น แต่ความจริงก็คือฮันต๋งในการดูแลของอุยเอี๋ยนไม่เคยมีศัตรูหน้าไหนรุกล้ำเข้ามาได้ ตัวอุยเอี๋ยนเองก็เป็นขุนพลเอกคนนึงของจ๊กก๊กยุคหลัง ขนาดขงเบ้ง(ในนิยาย)ไม่ชอบแต่ก็ไม่ใช้ไม่ได้ ผมว่าเล่าปี่ทำถูกต้องแล้วที่เลือกอุยเอี๋ยนมาเป็นเจ้าเมืองฮันต๋งแบบพลิกความคาดหมายของทุกคนในตอนนั้น

โหนเจ้า

 ต้นตำรับการโหนเจ้าเลยทีเดียว การอ้างว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นปลายแถว
เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองสามารถรวบรวมกำลังพล ตั้งเป็นก๊ก เพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นใหญ่ เพียงจุดเริ่มตันมันไม่ถูกต้อง ก็คงไม่ต้องไปถามหาผลลัพธ์แล้วหล่ะครับ

ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ

เล่าปี่เองในหลายๆฉากไม่ได้มีความจริงใจ แม้แต่กับพี่น้องร่วมสาบาน อย่าง กวนอู และเตียวหุย ในหนังสือเรื่อง “หน้าด้าน ใจดำ” อธิบายถึงขั้นสุดยอดของเคล็ดวิชานี้ว่า ขั้นสุดยอดที่สุดแล้ว
ให้ดูเล่าปี่ เนี่นแหล่ะครับ

คนเก่ง

วรรณกรรมสามก๊ก ส่วนมาก จะเป็นแฟนคลับวุย เพราะชอบโจโฉ เนื่องจากเก่งทั้งด้านบุ๋นบู๊
ส่วนเล่าปี่ไม่เก่งเลย อาศัยเกาะ และ ไต่เต้าไปเรื่อยๆ นั่นคือวรรณกรรมพยามสื่อแบบนั้น

ในแง่มุมของประวัติศาสตร์ ไม่พิจารณาที่เก่งไม่เก่งเพราะไม่มีหลักฐานที่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมจากเหตุการณ์ได้ว่าฝ่ายที่โหนและเสแสร้งตัวจริงคือโจโฉและสุมาอี้ ฝ่ายโจโฉก็ลวงกองทัพโดยโหนนามพระเจ้าเหี้ยนเต้ตลอด ทางสุมาอี้ก็แฝงตัวโหนราชวงศ์โจ รอจังหวะปล้นอำนาจ กองทัพฝ่ายนี้ย่อมได้เปรียบเป็นธรรมดาเพราะเป็นกองทัพหลวง และยังเต็มไปด้วยขุนนางบุ๋นนับพัน ยากที่จะโค่น นอกจากต้องจะมีการล้มอำนาจกันภายใน ดังตัวอย่างสมัยโค่นตั๋งโต๊ะ มาจนถึงยุคสุมาอี้

ส่วนเล่าปี่ ถือว่าเก่งจริง ตามแง่มุม ของ นักการเมือง เพราะไต่เต้า ตั้งแต่คนทอเสื่อจ นได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ใช้การเมืองล้วนๆ พยามเต็มที่ให้ตนเอง เป็นนักการเมืองมือสะอาด ปล้นฆ่าให้น้อยที่สุด ไม่มีกองทัพหลวงในมือ แต่อาศัยจังหวะขึ้น ครองอำนาจตามลำดับ สามารถซื้อใจผู้คน จนได้ 2 ปราชญ์ กับ 5 ทหารเสือ โจโฉ ไม่สามารถปราบได้เลย ในวรรณกรรมเอง โจโฉก็ยกย่องว่าเล่าปี่เป็น คู่แข่งเพียงหนึ่งเดียว ที่ตนยอมรับ เลยก็ว่าได้

ufabet.com
ประวัติศาสตร์

ในประวัติศาสตร์ เฉินโซ่วนั้น ไม่ได้บันทึกเรื่องราว เป็นนิยายที่ต้องมีพระเอก และ ตัวร้าย แต่เป็นชีวประวัติบุคคลในยุคสามก๊ก เพียงแต่เขา เป็นขุนนางเก่า ของจ๊กก๊ก จึงมีข้อมูลให้เขียนมากกว่า ที่สำคัญคือ สุมาเอี๋ยนได้แผ่นดิน มาด้วยการโค่นล้มตระกูลโจ การจะเขียนถึงโจโฉ ในทางร้ายๆมากกว่าดี ก็เป็นเรื่องปกติ

ถามว่า ทำไมเฉินโซ่ว ไม่พยายาม เขียนเรื่อง ของสุมาอี้ ไปเยอะๆ ให้เด่นไปเลย ก็แน่นอนว่า “การจะเขียน ถึงพระเจ้าจิ้นซวนตี้ หรือ สุมาอี้ ซึ่งเป็นปู่ของสุมาเอี๋ยน ผู้เป็นฮ่องเต้ ที่สั่งให้เฉินโซ่วเรียบเรียงจดหมายเหตุ สามก๊กนั้น การเขียนจะต้อง “โคตระอภิมหาระวังสุดๆ” ไม่งั้นหัวหลุด เรามีตัวอย่าง ของ นักเขียน และ นักประวัติศาสตร์จีน มากมาย ที่มีปัญหากับฮ่องเต้ ในการเขียนจดหมายเหตุ มาแล้ว

ในภายหลังถึง กับ มีธรรมเนียมว่า “ห้าม” ฮ่องเต้อ่านจดหมายเหตุพงศาวดาร ในยุครัชสมัยของตนเอง เพื่อป้องกัน การแก้ไขเรื่องราว ในเชิงลบ เพราะต้องการจะให้เป็นคันฉ่อง หรือ กระจกสะท้อนบทเรียน แก่ฮ่องเต้รุ่นถัดไป

เรื่องนี้คือ สาเหตุที่ทำให้ ซือหม่าเซ๊ยน บิดาแห่งประวัติศาสตร์จีนโดนตอนเป็นขันทีมาแล้ว

หรือเอาง่ายๆ อย่างเช่น พระเจ้าถังไท่จง หรือ หลี่ซื่อหมิน หลายคนที่รู้ ประวัติศาสตร์จีน รู้กันดีว่า นี่คือฮ่องเต้มหาราช ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์จีน 4000 ปี และ แทบจะเป็นพระองค์เดียวที่กล้ารับฟังคำทัดท้าน ไปจนถึงตำหนิแรงๆ จากขุนนางได้ โดยไม่สั่งประหาร ถามว่าถังไท่จงประเสริฐขนาดนี้ ยังเกือบจะ มีปัญหาเพราะ ถังไท่จงเองก็ขออ่านจดหมาย เหตุพงศาวดารในยุคตนเองเพื่อดูว่าผู้บันทึก ได้เขียนทุกสิ่งไปครบ หรือ ไม่ ขาดตกอะไรไปบ้าง เรื่องนี้ทำให้ เสนาบดีฝานเสียนหลิง และลายอาลักษณ์ จู่ซุ่ยเหลียง เสียววาบจะ หัวหลุดไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่ยังโชคดีที่ถังไท่จง เมื่อได้อ่านพงศาวดาร ในสมัยของตนเองแล้ว ก็ยอมรับความจริง แล้วขอให้บันทึกเรื่องไม่ดีของตนในการสังหาร พี่ชายทั้งสอง และ กดดันพ่อลง จาก บัลลังก์ ให้ลงไปครบถ้วน

Categories
ชีวประวัติ

โจโฉ ตัวร้ายในนิยาย ผู้เป็นนายในชีวิตจริง

วันนี้ Centrovirtual พาคุณมารู้จักกับยอดคน
ผู้เป็นทั้งนักปกครอง นักรบ และนักการเมือง ผู้มีตัวตนจริงจากนิยายอิงประวัติศาสตร์
“โจโฉ” จาก “สามก๊ก

วรรณกรรมมักแสดงภาพของโจโฉ ว่า เป็นทรราชโหดร้ายป่าเถื่อน แต่ตามประวัติศาสตร์แล้ว เขาได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ปกครองที่ชาญฉลาด และเป็นนายทัพที่ปรีชาสามารถ รักและดูแลผู้ใต้บัญชาประหนึ่งครอบครัวตัวเอง

ในช่วงที่ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกกำลังล่มสลายนั้น เฉา เชา (โจโฉ) สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ภาคกลางและภาคเหนือของจีน ซึ่งเป็นส่วนที่มีประชากรมากที่สุดและเจริญรุ่งเรืองที่สุดของประเทศ

แม้เขาสร้างชื่อในฐานะอัครมหาเสนาบดี แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์หลิว เสีย (劉協) หรือหองจูเหียบ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองหลายครั้ง ฝ่ายค้านของเขามีผู้นำหลัก คือ หลิว เป้ย์/เล่าปี่ (劉備) หรือและซุน เฉวียน/ซุนกวน (孫權) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เขามิอาจปราบปรามลงได้ นอกจากนี้ เขายังมีฝีมือในทางโคลงกลอนและศิลปะการต่อสู้ ปรากฏว่า เขาได้ฝากผลงานเป็นพิชัยสงครามไว้มากมาย

โจโฉ

คนอย่างโจโฉนั้น มุมมองของเขาสอดรับกับสภาวะสงครามในยุคนั้นมากกว่าขุนศึกหลาย ๆ คน รวมทั้งการเลือกใช้คนได้ถูกกับงานในช่วงเวลาแบบนั้น (มองคนที่ฝีมือและความสามารถมากกว่าคุณงามความดี) ทำให้กุมอำนาจและขยายอาณาเขตตัวเองได้ในระยะเวลาที่ไม่นาน อีกทั้งได้สร้างบรรทัดฐานทางสังคมใหม่ ๆ ที่ก้าวข้ามขอบเขตความเชื่อและขนบเดิม ๆ โดยเฉพาะการวางระบบสังคมด้วยการไม่อิงลัทธิหยู

จะเห็นว่าผลงานเชิงประวัติศาสตร์ของโจโฉที่มีต่อบ้านเมืองนั้นเยอะกว่าก๊กอื่นอย่างชัดเจนทั้งในการวางระบบศักดินา การทำนาร่วมกับการทำสงคราม การแต่งบทประพันธ์และสนับสนุนงานประพันธ์ที่มีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์และการบอกเล่าประวัติศาสตร์ รวมทั้งการวางฐานการติดต่อต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นและชาติทางตะวันตก

ด้วยความที่หัวก้าวหน้าและไม่ยึดขนบกับพิธีรีตองเก่า ๆ ทำให้ขวางหูขวางตากับขุนนางเช้าชามเย็นชามที่มีอยู่เดิม อีกทั้งไปกินเกาเหลากับฝั่งลัทธิหยู ทำให้โจโฉถูกต่อต้านอยู่ไม่น้อย แต่เทียบกับก๊กอื่น ๆ แล้วก็มีเสถียรภาพมากกว่าอยู่ดี บางคนว่าโจโฉโหดเหี้ยมกับขุนนางและฮ่องเต้ แต่อาจกลับมองได้ว่าโจโฉเป็นคนตรงและเด็ดขาด และก็มีเมตตามากกว่าที่เห็นเยอะ ฮ่องเต้ออกนอกลู่นอกทางด้วยการเพ็ดทูลจากใครก็เด็ดหัวมันแล้วจัดแจงให้ฮ่องเต้อยู่อย่างเหมาะสมตามสถานะ ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับยุคสมัยสงคราม ฉะนั้นถือได้ว่าคนนี้คือผู้นำที่ดีที่สุดคนนึงในยุคนั้น

โจโฉ ถ้าเปรียนสมัยนี้คือ นายก ที่คุมได้ทุกอย่างแม้แต่ฮ่องเต้ ที่ยังกลัวจะทำอะไรต้องถามโจโฉก่อนตลอด ขุนนางโจโฉได้เอาพวกตัวเองทั้งสิ้น ฮ่องเต้จะสั่งอะไรขุนนางไม่ทำตามต้องให้โจโฉมาออกคำสั่งอีกที คิงจะกลัวโจโฉมากๆ คิงเป็นแค่ฉากบังหน้าให้ประชาคนรับรู้เท่านั้นไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้น ขุนนางทุกคนรู้ดีว่าใครมีอำนาจที่แท้จริงในวังนี้ จนฮ่องเต้ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ลงนามในสัญญาเลือด เพื่อล้มโจโฉ ในนี้มีเล่าปี่ด้วย

จนมายุคลูกโจผีที่ได้อำนาจต่อจากพ่อมาเต็มที่ขุนนางพวกตัวเอง100% ก็ได้ทำการล้มราชบัลลังค์ตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้ 

โจโฉมีคำว่า ยอมทรยศใต้ฟ้าแต่จะไม่ให้ใครใต้ฟ้าทรยศตัวเอง  หมายถึงเค้าจะทรยศใครก็ได้สั่งฆ่าใครก็ได้แต่ถ้าใครทรยศโจโฉตายลูกเดียว ในอีกมุมมองโจโฉคือคนเลวที่ไต่เต้าจากขุนนางธรรมดาจนคุมฮ่องเต้ ใช้คนเป็น รอบคอบ ฉลาด แต่ที่ทำมาทั้งหมดก็ให้ลูกตัวเองน่ะล่ะ

อุดมการณ์หลักของโจโฉ คือการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น และในยุคนั้นการที่ผู้นำหัวเมืองต่างๆ ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ในเขตพื้นที่นั้นๆก็เหมือนกับการตั้งก๊ก ถ้าหากปล่อยเอาไว้มันจะเป็นเนื้อร้ายต่อไปในการบริหารประเทศ

และโจโฉ ก็ไม่ได้เข้ายึดครองก๊กนั้นๆทันทีนะครับ เห็นหลายครั้งมีการส่งทูตไปเจรจาก่อน แต่ส่วนใหญ่ที่ต้องบุกตีนั่นก็เพราะมีการ ปฏิเสธความสัมพันธ์ทางการทูต และการกระทำแบบบุกตีบ่อยครั้งนี่เอง ทำให้ประชาชนที่ไม่รู้ข่าวและโดนเป่าหูเกลียดชังเขาค่อนข้างมาก

โจโฉหนึ่งในขุนนางสามคนที่ต้องการให้ “ฮั่น” ยังคงอยู่ คนแรกตายเพราะขุนนางขี้ฉ้อ อีกคนตายเพราะลูกทรยศต่อฮั่น ถ้าไม่มีเขา จีนคงล่มสลายไปพร้อมฮั่นแล้ว

นักบริหารยุคใหม่ในสมัยโบราณ รูปแบบการบริหารองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพมากกว่าประสิทธิผล แถมยังมีศักยภาพเต็มความสามารถที่ได้รับ เทคนิคการจ่ายงานให้เหมาะสมกับความสามารถของพนักงาน โดยที่ไม่ต้องให้พนักงานนั้นปรับตัวเข้าหางาน การเลือกไม่สนใจข่าวลือ โดยมองผลประโยชน์โดยรวมเพื่อรักษาเสถียรภาพขององค์กรไว้ก่อน

เสียชื่อ เสียลูก

โจโฉได้คุมตัวฮ่องเต้และสั่งการทั่วหล้าภายใต้ชื่อของฮ่องเต้ใหม่ เจ้าเมืองอ่วนเซีย นามเตียวซิ่ว ก็ระดมพลเรือนแสน หวังสู้โจโฉ ที่จบศึกลิฉุยกุยกีและระดมพล จะยกทัพมา แต่โจโฉเองก็เพิ่งจบศึกที่ขับไล่ลิฉุยกุยกีไปได้
ใหม่ๆ ก็ยังไม่พร้อมแต่ เตียวซิ่วอันตราย จึงต้องปราบ

เตียวซิ่วเองก็เรียกที่ปรึกษา กาเซี่ยน (คนที่ช่วย ลิฉุย กุยกี เอาชนะ ม้าเท้ง หันซุย และก็เป็นคนเดียวกันกับที่ใช้แผนบ่อนทำลาย ให้ลิฉุยกุยกีทำลายตัวเองลง) กาเซียนและเตียวซิ่วตกลงว่าโจโฉกำลังมากกว่า จึงยอมแพ้ ไม่ได้รบกัน (ที่เขาฮิวเคยกล่าว ว่าชื่อเสียงโจโฉน่ากลัวกว่าการทำศึก)

ครั้นโจโฉเข้าเมืองได้ ก็พอใจเป็นอันมาก และเสพสุขในเมือง โดยให้หลานชายโจอันบิ๋น ไปพาสาวงามมาปรนเปรอ 1 ในนั้น คือเจ๋าซือน้าสะใภ้ของเตียวซิ่ว ซึ่งเป็นคนสวยซึ่งตอนนี้เป็นหม้าย โจโฉชอบใจนางมากมายและจะเอาเป็นภรรยาน้อย และได้พูดคุยหว่านล้อมโอ้อวด ว่าที่ยังไว้ชีวิตเตียวซิ่วเพราะเห็นแก่เธอนะนี่ละ สุดท้ายทั้งสองจึงได้กัน

นางเจ๋าซือเองก็กลัว ว่าคนจะครหานินทานางได้ จึงขอโจโฉให้ไปอยู่กินกันนอกเมือง (หรือจริงๆคืออุบาย) คือไปอยู่กันในค่ายทหารของโจโฉใกล้ๆเมือง เรื่องราวพวกนี้ไปถึงหูเตียวซิ่ว และเตียวซิ่วทนไม่ได้ ด้วยความโกรษจึงวางแผนการ กับกาเซี่ยนคืนนี้จะตีปล้นค่ายโจโฉที่นอกเมือง และให้คนไปชวนเตรียนอุย (เตรียนอุย ฉายาผู้ใช้ศากศพ เคาทูชายโดเดี่ยวอาศัยอยู่ในถ้ำผู้ฆ่าเสือแต่ตอนนี้ยังไม่เจอเคาทู) ซึ่งเป็นองค์รักษ์รักษาประตูค่ายของโจโฉ ให้คนชวนเตรียนอุยมาดื่มกินให้เมาและจะโขมยทวนคู่อาวุธร้าย(สองเล่มร้อยกว่ากิโล)เอาไปซ่อนซะ และคืนนี้ให้จุดไฟเผาหลังค่าย เราจะบุกตีค่ายโจโฉ

ครั้นตกดึก โจโฉกำลังรื่นเริงกับนางเจ๋าซือในค่าย ทหารมารายงานว่ามีไฟติดหลังค่าย นางเจ๋าซือก็แก้ต่างให้ ว่าอาจเป็นแค่ไฟที่ทหารหุงหาอาหาร ซี่งเป็นเรื่องธรรมดา โจโฉเองก็วางใจหลงสาวงามอยู่

ครั้นตกดึกเสียงทหารอื้ออึงกองทหารของเตียวซิ่วบุกตีหักปล้นค่ายโจโฉ และมีข่าวแจ้งว่าไฟไหม้หลังค่ายด้วย กองทหารเตียวซิ่วตีผ่าค่ายโจโฉ แต่ต้องมาหยุดที่เตรีนยอุย ผู้รักษาประตูค่ายเตรียนอุยตอนนี้ไร้ซึ่งอาวุตคู่กาย ร่างกายก็ไร้เกราะ ก็แย่งดาบของพลทหารมาพาดฟันทหารของเตียวซิ่วจนล้มตายมากมาย ฟันจนดาปหัก

เมื่อเตียนอุยปราศจากอาวุธ ก็เลยคว้าหยิบซากศพทหารของเตียวซิ่วที่พื้นถือศพละข้าง สองมือถือข้างละศพ และเอาศพพาดตีทหารของเตียวซิ่วที่ถาโถมเข้ามาจนล้มตายเป็นจำนวนมาก เตียวซิ่วจึงสั่งให้ระดมธนูยิงใส่ จนเตียนอุยสิ้นใจในที่สุดแม้ตายก็ยังยืนตาย พิงประตูค่ายทหารของเตียวซิ่วก็ยังมิกล้าเข้าใกล้

ครั้นค่ายใกล้แตกทหารเตียวซิ่วบุกเข้ามาใช้พลธนูเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว โจอันบิ๋น หลานของโจโฉก็ต้องมาตายลงในการปกป้องโจโฉ  โจโฉหนีมาได้แต่ม้าที่ขี่ถูกธนูบาดเจ็บจนล้มตาย โจงั่ง ลูกชายคนแรก จึงเสียสละม้าให้โจโฉ ขี่และตัวเองเดิน เมื่อทหารของเตียวซิ่ว ตามมาจึงหนีไม่ทัน จึงโดนธนูยิงตายในที่สุด โจโฉหนีไปเรื่อยจนไปรวมตัวกันกับทหารที่แตกมาเตรียมตัวตั้งค่ายเพื่อตั้งจะรับศึก

แต่ในขณะเดียวกัน หลังคาแตก ทหารนอกแถวในบัญชาของแฮหัวตุ๋น
อาศัยความชุลมุน ถือโอกาศยกพวกเข้าปล้นสดมช้าวบ้าน โจจิ๋นก็แตกมาเหมือนกันผ่านมาเห็นการกระทำ ของทหารแฮหัวตุ๋นครั้นห้ามปรามก็ไม่ฟัง จึงลงมือฆ่าทหารเหล่านั้น การกระทำนี้ ทำให้แฮหัวตุ๋นเข้าใจผิด และเข้ารบกับโจจิ๋น

ตอนนี้ทหารของโจโฉก็รบกันเอง แฮหัวตุ๋นแตกพ่ายจึงหนีไปหาโจโฉและนำเรื่องนี้ไปฟ้อง หาว่าโจจิ๋นทรยศ แต่สุดท้าย ทุกอย่างปรับความเข้าใจกันได้ และกองทัพโจโฉ รวมตัวกันได้อีกครัง จึงตั้งรับกองทัพของเตียวซิ่ว ที่ยกมาตีซ้ำ

ทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างหนักจึงแยกถอยกลับกันไป โจโฉก็ต้องกลับไปฮูโต๋ด้วยแค้นและสะปักสะบอม ครั้นผ่านมาไม่นานโจโฉ ก็ยกทัพมาปราบเตียวซิ่วอีก ยังไม่ทันที่โจโฉจะเอ่ยคำพูดใด เตียวซิ่วก็ด่าทอโจโฉต่างๆนาๆไม่มีชิ้นดี

จนโจโฉโกรธจัดจนลืมตัวสั่งทหารเข้ารบทันที ทั้งสองทัพรบกับ แน่นอนเตียวซิ่วสู้ไม่ได้เลยหนีเข้าเมืองปิดประตูไม่สู้ด้วย โจโฉหวังว่ากลางดึกจะใช้แผนลวงจะตีหักเข้าเมือง แต่กาเซี่ยนรู้ทันและซ้อนแผนการบุกตีเมืองคืนนี้ของโจโฉ แผนเลยต้องล้มเหลวและเป็นฝ่ายถูกตีขนาบไป จนทัพแตกแพ้ไป จนต้องหนีไปตั้งหลักตั้งทัพที่แม่น้ำหยกซุย ที่ๆลูกชายโจงั่งต้องมาตายและก็ยังอาลัยถึงทหารเอกเตียนอุย

ทำให้กองทัพเกิดความฮึกเหิมขึ้นมา ขณะเดียวกันตียวซิ่วจะตามมาตีซ้ำแต่หลายๆอย่างผิดแผนเพราะเล่าเปียว บอกจะมาช่วยแต่ก็มาช้า มาถึงแต่ยังไม่รบ รบก็รบไม่เต็มที่คือจะสู้ก็ไม่สู้จะถอยก็ไม่เอา สุดท้ายเกิดศึกอีกรอบ เตียวซิ่ว เล่าเปียว  สู้กับ โจโฉ ทั้งสองเสียหายหนัก แต่เตียวซิ่วเสียหายมากที่สุด ทั้งสามจึงถอยกลับกันไป

จนจะเกิดศึก ครั้งที่สาม โจโฉก็จะมาปราบเตียวซิ่วอีก แต่เตียวซิ่วตกลง กับ กาเซี่ยน ว่าจะไม่รบกับ โจโฉอีกแล้ว รบไปก็มี แต่จะล้มตาย จะขอเข้าสวามิภัคดิ์ แต่กลัวว่าโจโฉจะฝังแค้น ไม่ยอมรับตัวเพราะสิ่งที่ เตียวซิ่วทำไป นั้นมากมาย แต่สุดท้ายโจโฉ เพื่อการใหญ่เขายอมอภัยให้เตียวซิ่วในทุกๆเรื่องที่ทำ ที่ตีค่ายให้โจงั่งลูกคนแรกต้องมาตายและโจอันบิ๋นหลานต้องตายรวมทั้งเตียนอุย ยอดองค์รักษ์ด้วย

โจโฉ อภัยให้เตียวซิ่ว ทุกๆอย่าง และ ยอมรับการสวามิภัคดิ์ เพื่อจะทำการการใหญ่ สืบต่อไปในวันหน้า

จะเห็นว่า โจโฉ ใจกว้างกว่าที่เรามักจะเข้าใจ และเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก แล้วสำหรับคุณ โจโฉเป็นคนอย่างไร?

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์คุณภาพ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/