Categories
ชีวประวัติ

ลีโอ สเตราส์ นักปรัชญารัฐศาสตร์ที่หลายคนคงเคยได้ยิน

นักปราชญ์เมธี นักคิด นักเขียน ผู้มีความสามารถทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักจะผู้ถ่ายทอดปัญญาของตนผ่านทางการตั้งสำนัก โรงเรียน สถาบัน แต่มีนักปรัญชาคนหนึ่ง ผู้ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และได้ตั้งสำคือนักรัฐศาสตร์ ด้วยการใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อสำนัก สำนัก Straussian มีสาขามากมายเพื่อสอนแนวคิดของเขา
เขาผู้นั้น ลีโอ สเตราส์ เค้าเป็นใคร แนวคิดของเขาเป็นอย่างไร เรามาดูกันครับ กับ Centrovirtual

ลีโอ สเตราส์

ลีโอ สเตราส์

สำนักคิดเพลโตเป็นสำนักเดียวที่โดดเดี่ยวยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ สำนักรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีอยู่สำนักเดียว ที่ใช้ชื่ออาจารย์เป็นชื่อของสำนักได้ อาจารย์รัฐศาสตร์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะโด่งดังเพียงใดก็ไม่สามารถเอาชื่อไปตั้งสำนักได้ ยกเว้น Leo Strauss (September 20, 1899 – October 18, 1973) ที่เป็นสานุศิษย์เชี่ยวชาญปรัชญาเพลโต

คณานุศิษย์ของ Strauss เป็นสำนักรัฐศาสตร์หนึ่งเดียวที่ใช้ชื่ออาจารย์ เรียกว่าสำนัก Straussian ประเทศไทยมีศิษย์เอกรุ่นสุดท้ายที่เรียนโดยตรงกับ Strauss คือศาสตราจารย์ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ซึ่งเรียนเก่งชนะฝรั่ง ได้เกียรตินิยมสูงสุดชั้น summa cum laude

ลีโ (Leo Strauss: 1899 – 1973) อพยพหนีภัยนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มาสอนหนังสือครั้งแรกที่ The New School of Social Research ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่นั่น นักวิชาการชาวยิวจากยุโรปจำนวนไม่น้อยมารวมตัวกันอยู่ จนทำให้สถาบันแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น ‘มหาวิทยาลัยพลัดถิ่น’ (The University in Exile)

“คำสอนแบบลับๆ ของสเตราส์ (Esoteric Teaching) คือคำสอนที่ยึดตามคติของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolò Machiavelli) และ ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche)”

อาจกล่าวได้ว่าเมื่อแรกเริ่ม สเตราส์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านักคิดชาวยิวที่ให้ความสำคัญแก่ปัญหาของชนชาติยิวโดยเฉพาะ แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะสเตราส์เป็นคนร่างเล็ก น้ำเสียงก็ไม่มีพลัง แต่นับตั้งแต่ได้ย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ที่ซึ่งเขาสอนประจำอยู่เป็นเวลายาวนาน (สเตราส์ย้ายไปสอนที่ Claremont McKenna College และ St. John’s College อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1973) อิทธิพลทางความคิดของเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้น และแพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วทั้งในแวดวงวิชาการด้านเทววิทยา ศาสนา ปรัชญา ปรัชญาการเมือง และรัฐศาสตร์ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกับเขาสามารถรู้สึกได้อย่างรวดเร็วถึงพลังทางปัญญาของผู้สอนคนนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมรณกรรมของเขา

ยิ่งใหญ่เมื่อจากไปแล้ว

แท้จริงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า เมื่อตายแล้ว สเตราส์กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งกว่าขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่เสียอีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สเตราส์กลายเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านักวิชาการชาวยิวธรรมดาในอเมริกา อยู่ที่บทบาทและอิทธิพลทางความคิดของสานุศิษย์คนสำคัญๆ ของเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น ‘ครู’ ผู้ยิ่งใหญ่เสียเอง ศิษย์เอกในยุคแรกๆ ของสเตราส์ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง เช่น

  • แฮร์รี จาฟฟ่า (Harry Jaffa: 1918 – 2015)
  • มาร์ติน ไดมอนด์ (Martin Diamond: 1919 – 1977)
  • โรเบิร์ต โกลด์วิน (Robert Goldwin: 1922 – 2010)
  • อัลแลน บลูม (Allan Bloom: 1930 – 1992) เป็นต้น

การรวมตัวกันอย่างค่อนข้างเหนียวแน่นของตัวบุคคลเหล่านี้ที่ไม่กระดากอายที่จะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสเตราส์เป็นเรื่องของ ‘ศิษย์’ กับ ‘ครู’ และไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘นักศึกษา’ กับอาจารย์ธรรมดาๆ ต่อมาจะได้กลายเป็นชนวนให้มีการโจมตีว่า ‘ศิษย์’ ของสเตราส์เหล่านี้ และบรรดาผู้นิยมแนวทางของสเตราส์ (The Straussian) เป็นเหมือนพวกคลั่งลัทธิศาสนาที่มีความลับเฉพาะกลุ่มของตนที่บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้

อย่างไรก็ดี ข้อโจมตีสเตราส์ที่มีสาระทางวิชาการที่เด่นชัด ได้แก่ข้อหาว่า สเตราส์เป็นผู้ที่รื้อฟื้นวิวาทะระหว่างความเชื่อสมัยโบราณกับสมัยใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง และเขาเลือกที่จะเข้าข้างสมัยโบราณ นั่นคือสเตราส์มีทัศนะที่ว่าศาสตร์ทางการเมืองและจริยศาสตร์ของนักคิดโบราณนั้นสูงส่งกว่าศาสตร์ทางการเมืองและจริยศาสตร์ร่วมสมัย 

‘สาระ’ ของข้อโจมตีนี้มีข้อที่น่าสนใจยิ่งตรงที่ว่า พร้อมๆ กับที่ถูกมองว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ระบบศีลธรรมแบบโบราณ สเตราส์ก็ถูกโจมตีด้วยว่า โดยเนื้อแท้แล้ว เขาไม่ได้เป็นเช่นว่าเลย แต่ที่จริงแล้ว คำสอนแบบลับๆ ของสเตราส์ (Esoteric Teaching) คือคำสอนที่ยึดตามคติของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolò Machiavelli: 1469 – 1527) และ ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844 – 1900)

สเตราส์เป็นพวกปฏิเสธพระเจ้า และเป็นผู้ที่ยึดมั่นในคติสุญนิยม (Nihilism) ที่ปั่นหัวคนหนุ่มสาวด้วยวิธีการอันชาญฉลาด ให้กลายเป็นผู้ไม่มีศีลธรรมไปในที่สุด งานเขียนที่เลอะเทอะ เพ้อเจ้อ ของ ชาเดีย ดรูรี (Shadia Drury: 1950 – ) คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของงานประเภทนี้

รอยต่อของปรัชญาเก่าและใหม่

ฐานรากของข้อกล่าวหานี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่สเตราส์ค้นพบว่านักเขียนโบราณมีกลวิธีในการถ่ายทอด ‘ความจริง’ ที่สลับซับซ้อน คือมีทั้งคำสอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Exoteric Teaching) และคำสอนลับ (Esoteric Teaching) ที่เฉพาะผู้ทรงปัญญาเพียงพอเท่านั้นที่อาจค้นพบได้

และสเตราส์ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการเขียนงานของตนเอง นั่นคือสเตราส์พัฒนาศิลปะในการเขียนที่ไม่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าตนไม่เชื่ออะไร แต่เลือกที่จะกล่าวอย่างไม่สมบูรณ์ในสิ่งที่ตนเชื่อว่าจริง

โดยปกติ สเตราส์จะตั้งคำถามเอากับตัวบทที่ศึกษาอยู่ และเสนอคำตอบผ่านการตีความของตน มีการสลับไปสลับมาระหว่างบทบาทของผู้อ่านที่ตั้งข้อสงสัยและผู้ตอบคำถามต่างๆ อยู่ตลอด นอกจากนั้น ในแต่ละบทบาทของสเตราส์ก็มักจะเต็มไปด้วยคำอธิบายอันหลากหลายอีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราไม่ค่อยได้พบสเตราส์โดยลำพัง แต่มักจะพบเขาอยู่กับนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่เขากำลังศึกษาอยู่เสมอ ตรงนี้จึงค่อนข้างจะแน่ชัดว่าหากสเตราส์ไม่ถึงกับเขียนอย่างซ่อนเร้น แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เขียนในลักษณะที่ปกปิดอยู่พอสมควร เราจึงอาจต้องอ่านงานของสเตราส์ในวิธีเดียวกันกับที่สเตราส์อ่านงานสำคัญๆ ในอดีตนั่นเอง

หากพิจารณาเจตนารมณ์ของสเตราส์ตามที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ภารกิจหลักที่เขากำหนดให้ตนเองได้แก่การรื้อฟื้นปรัชญาการเมืองคลาสสิกให้กลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้น สืบเนื่องมาจากสิ่งที่สเตราส์เรียกว่าเป็น ‘วิกฤตของโลกตะวันตก’ (The Crisis of the West) ซึ่งเขาหมายถึงการที่โลกตะวันตกหรืออารยธรรมตะวันตกไม่มีความมั่นใจในวัตถุประสงค์ของตนเองอีกต่อไป

วัตถุประสงค์ที่ว่านี้คือการสถาปนาสังคมที่ดีบนรากฐานของเหตุผลและความรู้ วิกฤตของโลกตะวันตกตามที่สเตราส์เข้าใจนี้ เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากปรัชญาสมัยใหม่หรือปรัชญาของยุคแห่งภูมิธรรม (The Age of Enlightenment) ที่มีรากฐานอยู่บนความคิดเรื่องเสรีนิยม ความก้าวหน้า ที่ในที่สุดแล้วต้องมาควบคู่กันกับความคิดเรื่องสัมพัทธภาพทางศีลธรรม (Moral Relativism) หรือสุญนิยม (Nihilism)

สเตราส์มองเห็นความไม่สมดุลหรือความไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยกับโอกาสที่จะดำรงวิถีชีวิตของชาวยิวที่อิงอยู่กับศาสนา ที่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้เผยแสดงความจริงให้ปรากฏ (Revealed Religion) ในเยอรมันแห่งยุคสาธารณรัฐไวมาร์ สเตราส์ก็พบว่างานของสปิโนซ่าแท้จริงแล้วก็คือการโจมตีอดีต โดยปรัชญาแห่งยุคภูมิธรรม เพื่อเตรียมโลกให้พร้อมสำหรับสังคมใหม่แห่งวิทยาศาสตร์และอิสระเสรีในอนาคตนั่นเอง

“สเตราส์มองเห็นความไม่สมดุลหรือความไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยกับโอกาสที่จะดำรงวิถีชีวิตของชาวยิวที่อิงอยู่กับศาสนา”

สำหรับสเตราส์ นี่คือ ‘อคติ’ แต่เพราะว่ามันเป็นอคติที่มุ่งต่อต้านความคิดความอ่านของยุคสมัยโบราณด้วยการประกาศตนเองว่าเป็นผู้ต่อต้านอคติ ผู้คนในปัจจุบันจึงไม่รู้สึกว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะสกัดกั้นชัยชนะของอคติที่พรางตัวมาในรูปของชัยชนะเหนืออคตินี้ สเตราส์จึงกำหนดภารกิจหลักของตนว่าต้องรื้อฟื้นหรือกลับไปหาภูมิปัญญาของนักคิดยุคโบราณโดยปราศจากอคติปิดกั้นให้ได้

แต่การเดินทางทางความคิดของสเตราส์เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่เส้นทางสายตรง สเตราส์หวนคืนสู่สมัยโบราณหรือปรัชญากรีกผ่านการศึกษาความคิดของปราชญ์ในสมัยกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการศึกษางานของ ไมโมนิเดส (Maimonides: 1135 / 1138 – 1204) ปราชญ์ชาวยิว และไปถึง อัล – ฟาราบี (Al – Farabi: 872 – 950) ปราชญ์คนสำคัญของโลกอาหรับ

อย่างน้อยที่สุด นักปรัชญาสมัยกลางเหล่านี้ก็อยู่ใกล้กับปรัชญากรีกมากว่าปรัชญาตะวันตก เพราะในขณะที่งานคลาสสิกมีการแปลเป็นภาษาอาหรับไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่เก้า แต่กว่างานเดียวกันจะเป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตก ก็ต้องล่วงเข้ามาจนถึงศตวรรษที่ 15

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัญชาชื่อก้องโลก โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

คาร์ล มาร์กซ์ นักคิดผู้วางแนวทางให้เกิดลัทธิมาร์กซ์ หรือมาร์กซิสต์

หลายคนคงรู้จัก คาร์ล มาร์กซ์ ในฐานะเป็นนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเค้ากัน

คาร์ล มาร์กซ์

คาร์ล มาร์กซ์

มาร์กซ์

คาร์ล ไฮน์ริช มาร์กซ์ (Karl Heinrich Marx) พฤษภาคม พ.ศ. 2361 — 14 มีนาคม พ.ศ. 2426) เป็นนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน

มาคส์เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในเทรียร์ เขาศึกษากฎหมายและปรัชญาแบบเฮเกิล เนื่องจากงานพิมพ์การเมืองของเขาทำให้เขาไร้สัญชาติและอาศัยลี้ภัยในกรุงลอนดอน ซึ่งเขายังพัฒนาความคิดของเขาต่อโดยร่วมมือกับนักคิดชาวเยอรมัน ฟรีดริช เองเงิลส์ และจัดพิมพ์งานเขียนของเขา เรื่องที่ขึ้นชื่อของเขา ได้แก่ จุลสารปี 2391, แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ และทุน จำนวนสามเล่ม ความคิดทางการเมืองและปรัชญาของเขามีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อปัญญาชนรุ่นหลัง วิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและประวัติศาสตร์การเมือง ชื่อของเขาเป็นคำคุณศัพท์ นามและสำนักทฤษฎีสังคม

ทฤษฎีของมาคส์เกี่ยวกับสังคม เศรษฐศาสตร์และการเมือง ที่เรียกรวมว่า ลัทธิมาคส์ ถือว่าสังคมมนุษย์พัฒนาผ่านการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ในทุนนิยม การต่อสู้ระหว่างชนชั้นแสดงออกมาในรูปการต่อสู้ระหว่างชนชั้นปกครอง (เรียก ชนชั้นกระฎุมพี) ซึ่งควบคุมปัจจัยการผลิตและชนชั้นแรงงาน (เรียกชนกรรมาชีพ) นำปัจจัยการผลิตดังกล่าวไปใช้โดยขายากำลังแรงงานของพวกตนเพื่อแลกกับค่าจ้าง มาคส์ใช้แนวเข้าสู่การศึกษาวิพากษ์ที่เรียก วัสดุนิยมทางประวัติศาสตร์ ทำนายว่าทุนนิยมจะก่อเกิดความตึงเครียดภายในซึงจะนำไปสู่การทำลายตนเองเช่นเดียวกับระบบสังคมและเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ และแทนท่ด้วยระบบใหม่ คือ สังคมนิยม

สำหรับมาคส์ การต่อต้านชนชั้นภายใต้ทุนนิยมซึ่งบางส่วนมีสาเหตุจากความไม่มั่นคงและสภาพที่มีแนวโน้มเกิดวิกฤติ จะลงเอยด้วยการพัฒนาความสำนึกเรื่องชั้นชนของชนชั้นแรงงาน และนำไปสู่การพิชิตอำนาจทางการเมืองและสุดท้ายการสถาปนาสังคมคอมมิวนิสต์ปราศจากชนชั้นอันประกอบด้วยการรวมกันเป็นสมาคมอิสระของผู้ผลิต มาคส์เรียกร้องให้นำความคิดดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างแข็งขัน โดยแย้งว่าชนชั้นแรงงานควรเป็นผู้ลงมือปฏิวัติแบบจัดระเบียบเพื่อโค่นทุนนิยมและนำมาซึ่งการปลดปล่อยให้เป็นอิสระทางสังคมและเศรษฐกิจ

มีผู้อธิบายว่ามาคส์เป็นบุคคลทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ และงานของเขาได้รับการสรรเสริญและวิพากษ์ งานของเขาในวิชาเศรษฐศาสตร์วางรากฐานสำหรับความเข้าใจในปัจจุบันของแรงงานและความสัมพันธ์กับทุน และความคิดทางเศษฐศาสตร์สมัยหลัง ปัญญาชน สหภาพแรงงาน ศิลปินและพรรคการเมืองจำนวนมากทั่วโลกได้รับอิทธิพลจากงานของมาคส์ มีหลายคนดัดแปลงหรือรับความคิดของเขามาใช้ มักออกชื่อมาคส์ว่าเป็นผู้สร้างสังคมศาสตร์สมัยใหม่คนสำคัญคนหนึ่ง

ในปีค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ วิลเลียม แกลดสตันได้กล่าวสุนทรพจน์แก่สภาสามัญชน โดยเขาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยของประเทศอังกฤษและได้เพิ่มเติม (ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ ไทมส์) ว่า 

“ผมควรจะมองการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งและอำนาจอย่างเมามายเหล่านี้ ด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวด ถ้าผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มชนที่มีชีวิตสะดวกสบายเท่านั้น ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับสภาพของประชากรที่ใช้แรงงานเลย การเพิ่มขึ้นมาของความมั่งคั่งที่ผมได้อธิบายและที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นจากกำไรจากการลงทุนนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นที่เกิดเฉพาะกับชนชั้นที่ครอบครองทรัพย์สินเท่านั้น” 

แต่ในรายงานฉบับกึ่งทางการ แกลดสตันได้ลบประโยคสุดท้ายออก ซึ่งการแก้ไขนี้เป็นสิ่งที่กระทำกันทั่วไปในหมู่สมาชิกสภา

ในปี ค.ศ. 1864 (พ.ศ. 2407) มาคส์ได้ก่อตั้งสมาคมกรรมกรสากล ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าองค์การสากลที่หนึ่ง เพื่อเป็นแกนหลักในการทำกิจกรรมทางการเมือง ในคำสุนทรพจน์เปิดงานนั้น มาคส์ได้อ้างถึงคำพูดของแกลดสตันไปในทำนองที่ว่า “การเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยและอำนาจอย่างเมามายนี้ เกิดขึ้นกับเฉพาะชนชั้นที่มีทรัพย์สินเท่านั้น” เขายังอ้างถึงคำพูดนี้อีกในหนังสือ ว่าด้วยทุน ไม่นานนักความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มาคส์อ้างกับที่มีบันทึกไว้ในรายงาน (ซึ่งเป็นที่แพร่หลาย) ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของแนวร่วมระหว่างประเทศ มาคส์พยายามจะโต้ตอบข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์นี้ แต่ว่าข้อกล่าวอ้างนั้นก็กลับมาเรื่อย ๆ

ในภายหลังมาคส์ได้ระบุแหล่งข้อมูลที่เขาใช้ว่าคือหนังสือพิมพ์ เดอะ มอร์นิง สตาร์

ลัทธิมาร์กซ์

ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism-Communism) มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า ‘totalizing discourse’ หรือวาทกรรมที่ครอบคลุมในทุกมิติของชีวิต มันเป็นทั้งอุดมการณ์เพื่อการปฏิวัติและชุดความคิดความเชื่อที่ครอบโลก สังคม และประวัติศาสตร์ พยายามเสนอมุมมองครอบจักรวาลที่เมื่อสมาทานรับเข้าไปแล้ว จะเรียกร้องให้ผู้ที่รับปรับวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความคิดของลัทธิเสมือนว่าบวช

ถ้าจะถอยออกมามองความคิดของมาร์กซ์อย่างไม่เป็นลัทธิ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่ผู้ศึกษามาร์กซ์ว่า “เนื้อแท้และพัฒนาการทางความคิดของมาร์กซ์เป็นอย่างไรกันแน่” เพราะแน่นอนว่าความคิดของมาร์กซ์ตีความได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเลือกเน้นความคิดของมาร์กซ์หนุ่มหรือมาร์กซ์แก่ เลือกมองว่าความคิดของมาร์กซ์มีความต่อเนื่องหรือมองว่าความคิดของมาร์กซ์มีจุดแตกหักระหว่างวัยหนุ่มและวัยแก่ เลือกมองว่าความคิดของมาร์กซ์คือปรัชญาหรือสังคมศาสตร์ และเลือกให้ความสำคัญต่อการมองชนชั้นในฐานะผู้กระทำการหรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมือง

ที่บอกว่า ความคิดแบบเฮเกล คือใจกลางของความคิด และ ตรรกะแบบมาร์กซ์ ต้องตั้งต้นทำความเข้าใจสิ่ง ที่เฮเกลคิดก่อนว่า มาร์กซ์นำเฮเกล ไปใช้อ่านความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ กับสิ่งที่มนุษย์สร้าง ในทางเศรษฐกิจการเมือง อย่างไร

ในสายตา ของ มาร์กซ์ ชนชั้นแรงงาน คือกลุ่มคนที่ทุกข์ทรมาน อย่างที่ไม่มีอะไรจะสูญเสีย อยู่ในสภาวะแปลกแยก จาก ทุนที่ตนเป็นผู้ผลิต อย่างถึงที่สุดจน ไม่มีเหตุผลอะไรจะ ธำรงรักษาทุนไว้ พร้อมจะดิ้นรนต่อสู้ ให้หลุดพ้นจากสภาวะแปลกแยก และ ปฏิวัติล้มล้างระบบทุนนิยม ในที่สุด

การเข้ามา ของ มาร์กซ์ในการเมืองไทย ทิ้งโจทย์ใหญ่ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นมรดกทางปัญญาอันล้ำค่าไว้ถึง 2 โจทย์ คือโจทย์ว่าด้วย รัฐและทุน แต่ 30-40 ปี ที่ผ่านมา ฝ่ายซ้ายไทย กลับทำโจทย์ใดโจทย์หนึ่งหายไป เมื่อวิเคราะห์การเมืองไทย ซึ่งเกษียรมองว่า เป็นเรื่องที่ต้อง “คิด”

แนวคิดมาร์กซ์ ยังไม่ตาย

หลายครั้งที่ ทฤษฎีของมาร์กซ์ ถูกวิพากษ์ว่า ทำนายคลาดไป จากความจริง ไม่ว่าจะทั้งการที่ช่องว่างรายได้ ระหว่างชนชั้น นายทุน และ กรรมกร ถ่างกว้างขึ้น หรือ การที่ทุนนิยม จะล่มสลายเพราะความขัดแย้ง ภายในระบบ แต่สรวิศกลับเห็นต่าง และ มองว่าคำทำนายเหล่านี้ ของ มาร์กซ์ยังคงเป็นจริงอยู่ เพราะทุกวันนี้ กลายเป็นว่าแรงงานยินดี ที่จะถูกขูดรีด เพราะนั่นหมายความว่า ยังมีค่าแรง ยังไม่กลายเป็นกลุ่มแรงงาน ที่ระบบทุนมองว่าดีไม่พอ ที่จะขูดรีดให้นายทุน สะสมทุนได้อย่างราบรื่น จนตกงานถาวร และ ถูกเบียดขับออกไป จากระบบทุน (the excluded)

ทั้งช่องว่าง ทางรายได้ และ ความขัดแย้งระหว่าง ระบบทุน และ แรงงาน ( และแรงงานที่ตกงานอย่างถาวร ) ในระบบยังไม่ได้ หายไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนภาพ ไปบ้างเท่านั้น รวมทั้งผู้ขับเคลื่อนการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ อาจเปลี่ยนไปด้วยอย่าง

ในขบวนการเคลื่อนไหว Occupy Wallstreet หรือพรรค Podemos ในสเปน ที่ผู้ต่อต้านทุน อาจไม่ใช่ เพียงแค่ ชนชั้นแรงงาน อีกต่อไป

“ถ้าระบบไม่สามารถ มองเห็นคุณค่า ของ แรงงาน และ ไม่สามารถสร้างงาน ให้แรงงานได้ แล้วยังจำเป็น หรือ ไม่ที่จะต้องรักษาระบบทุนนิยมไว้?” สรวิศตั้งถามต่อ ความเป็นไปได้ในอนาคต

“ถ้ามองว่าสิ่งที่มาร์กซ์คิดผิด มองว่าที่จริงทุนก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าระบบ มีจุดผิดพลาดตรงไหน แล้วหมดหวัง กับ การเมืองเพื่อการปลดปล่อย เพราะยังจมปลัก อยู่กับ ความล้มเหลวของสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ในอดีต กลายเป็นซ้ายซึมเศร้า คำถามคือ การเมืองเรื่องการปลดปล่อย จะนำไปสู่อะไรที่เลวร้าย กว่านี้หรือเปล่า หรือ เราต้องรอให้ระบบทุนนิยม สร้างความหายนะมากกว่านี้ แน่นอนว่าระบอบคอมมิวนิสต์ ในศตวรรษที่ 20 คือหายนะที่พรากชีวิตคนไปจำนวนมาก แต่ทุนนิยม ก็ฆ่าคนตายเหมือนกัน

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ

ทางประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษากัน โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

จอห์น รัสกิน นักวิจารณ์ทางด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และสังคม

แนวคิดที่สำคัญในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่ไม่ใช่แค่การชื่นชมสีสันหรือรูปทรงจากภาพเขียนแล้วตีมูลค่าราคางาน โดยไม่ได้สะท้อนบริบททางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมใดเลย
นี่คือมุมมองการวิจารณ์ศิลปะแบบ จอห์น รัสกิน
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

จอห์น รัสกิน

จอห์น รัสกิน

จอห์น รัสกิน ( John Ruskin) (8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1819 – 20 มกราคม ค.ศ. 1900) เป็นนักวิพากษ์ศิลป์ และนักคิดทางสังคมวิทยาชาวอังกฤษ นอกจากนั้นก็ยังเป็นนักประพันธ์, กวี และจิตรกร บทความเกี่ยวกับศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นข้อเขียนที่มีอิทธิพลต่อสมัยวิคตอเรียและสมัยเอ็ดเวิร์ด

รัสคินเกิดในลอนดอน และเติบโตในบริเวณทางใต้ของลอนดอน เป็นลูกคนเดียวของผู้นำไวน์เข้าผู้ต่อมาร่วมก่อตั้งบริษัทที่กลายมาเป็น Allied Domecq รัสคินได้รับการศึกษาที่บ้านและต่อมาเข้าศึกษาต่อที่คิงส์คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) และไครสต์เชิร์ช ออกซฟอร์ด (Christ Church, Oxford)รัสคินสมัครในฐานะ “gentleman-commoner” ซึ่งเป็นนักเรียนที่ไม่ได้หวังว่าเข้าเรียนทุกสาขาวิชาจนครบคอร์ส การเลือกวิชาของรัสคินก็ไม่มีหลักเกณฑ์และมักจะขาดเรียน แต่กระนั้นรัสคินก็ยังสร้างความประทับใจให้แก่นักวิชาการที่ไครสต์เชิร์ช หลังจากนั้นก็ได้รับ “รางวัลนิวดิเกท” ในการเขียนโคลงกลอนซึ่งเป็นสิ่งแรกที่รัสคินสนใจ แม้ว่าจะป่วยอยู่นานในที่สุดออกซฟอร์ดก็มอบปริญญากิตติมศักดิ์ชั้นสี่แก่รัสคิน

งานเขียนแรกเป็นงานที่เขียนเป็นตอนๆ ในนิตยสาร “Architecture Magazine” ระหว่างปี ค.ศ. 1836-1837 โดยใช้ชื่อ “Kata Phusin” (ภาษากรีก “ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ”) เรียกว่าเป็น “วรรณคดีแห่งสถาปัตยกรรม” ซึ่งเป็นงานเขียนเกี่ยวกับการศึกษากระท่อม, คฤหาสน์ และที่อยู่อาศัยอื่นๆ ที่เขียนจากพื้นฐานของความคิดเห็นของเวิร์ดสเวิร์ธที่ว่าสิ่งก่อสร้างควรจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและควรใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1839 รัสคินก็พิมพ์ใน “Transactions of the Meteorological Society” (หน้า 56-59) ในบทความ “ความเห็นเกี่ยวกับสถานะภาพปัจจุบันของอุตุนิยมวิทยาศาสตร์”

จิตวิญญาณของธรรมชาติ

นักวิจารณ์ทางด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และสังคม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 19 คือ นิยามที่คนยุคนี้มอบให้เขา

วัยหนุ่มเขาเป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยพบปะใคร มุ่งมั่นอ่านหนังสือ เคร่งครัดคัมภีร์ทางศาสนา เขียนความเรียงเกี่ยวกับธรรมชาติ สถาปัตยกรรม รวมทั้งมีความสนใจทางศิลปะ ซึ่งเขามีความสามารถในการเขียนสีน้ำและวาดเส้นได้อย่างดี อันเป็นเครื่องมือสำคัญเวลาเขาเดินทางไปที่ต่างๆ เขาจะสเก๊ตช์หรือเขียนภาพสถานที่บันทึกไว้โดยเฉพาะภาพสถาปัตยกรรม อาคารที่เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ 

รัสกินเคยกล่าวถึงความงดงามอันวิจิตรของภาพจิตรกรรมภูมิทัศน์ของบรรดาศิลปินชั้นครูในอิตาลีและดัตช์ช่วงสมัยศตวรรษที่ 17 ซึ่งเขาถือว่า ผลงานเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่ภาพทิวทัศน์ธรรมดาเท่านั้น

แต่เขามองด้วยมุมทางนักธรณีวิทยา นักพฤกษศาสตร์ ที่เห็นชีวิตจิตวิญญาณของธรรมชาติที่โอบอุ้มหล่อเลี้ยงกันไว้ นี่คือแนวคิดที่สำคัญในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่ไม่ใช่แค่การชื่นชมสีสันหรือรูปทรงจากภาพเขียนแล้วตีมูลค่าราคางาน โดยไม่ได้สะท้อนบริบททางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมใดเลย

‘ว่าด้วยศิลปะและชีวิต’ หรือ ‘On Art and Life’ คือหนังสือที่รวมข้อเขียนสองชิ้นที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความลุ่มลึกในด้านศิลปะ’ และ ‘ความงดงามของชีวิต’ 

โดยงานเขียนชิ้นแรก ‘กอธิค นิรมิตศิลป์แห่งชีวิต’ (The Nature of Gothic) จะพูดถึงประวัติศาสตร์ของงานศิลปะกอธิค ลักษณะเฉพาะของงานประเภทนี้ จากนั้นนำไปเชื่อมโยงกับชีวิตและการทำงานของมนุษย์

ในงานเขียนชิ้นที่สอง ‘งานของเหล็กในธรรมชาติ ศิลปะ และนโยบาย’ (The Work of Iron, in Nature, Art, and Policy) พูดถึงคุณลักษณะของเหล็กในแง่ที่เป็นธาตุในธรรมชาติ และในแง่ที่สัมพันธ์กับชีวิตคน อีกทั้งยังกล่าว
วิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกด้วย

เชื่อว่าบทความสองชิ้นของรัสกินที่นำมาเสนอในชุดความคิดเรื่อง “The Nature of Gothic” จากหนังสือ The Stones of Venice และ “The Work of Iron” จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้อรรถรสของภาษาท่วงทำนองของการวิจารณ์จากนักวิจารณ์นามอุโฆษในสมัยวิคตอเรีย และที่สำคัญจะเป็นการเปิดประตูสู่การวิจารณ์ศิลปะที่แตกต่างจากนักคิดนักวิจารณ์แผ่นดินใหญ่ยุโรปก็อาจเป็นได้  ไม่เชื่อลองอ่านและพินิจดู

ก็อยากให้ไปหางานของเขาดูครับ มีหลายสำนักพิมพ์ตีพิพม์งานของเขา และงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเขา ออกมาเป็นภาษาไทยเยอะทีเดียว

ปราชญ์ผู้บ้าคลั่ง

งานเขียนที่อุดมสมบูรณ์ของ John Ruskin (เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1819) ได้เปลี่ยนความคิดของผู้คนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและในที่สุดก็มีอิทธิพลต่อขบวนการศิลปะและหัตถกรรมในสหราชอาณาจักรและสไตล์ช่างฝีมืออเมริกันในสหรัฐอเมริกา รัสกินได้รับความสนใจอีกครั้งในสถาปัตยกรรมโกธิคที่ละเอียดและหนักหน่วงในยุควิกตอเรีย ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ความเจ็บป่วยทางสังคมที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและดูหมิ่นสิ่งที่ทำด้วยเครื่องจักรงานเขียนของรัสกินปูทางไปสู่การกลับไปสู่งานฝีมือและทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ในสหรัฐอเมริกางานเขียนของรัสกินมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมจากชายฝั่งถึงชายฝั่ง

เขาถูกเรียกว่า “กะเทย” และ “คลั่งไคล้ – ซึมเศร้า” โดยสถาปนิกชาวอังกฤษฮิลารีฝรั่งเศสและ “อัจฉริยะที่แปลกและไม่สมดุล” โดยศาสตราจารย์ทัลบอตแฮมลิน แต่อิทธิพลของเขาที่มีต่อศิลปะและสถาปัตยกรรมยังคงอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้ สมุดงานของเขาThe Elements of Drawingยังคงเป็นหลักสูตรการศึกษายอดนิยม ในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในยุควิกตอเรียรัสกินได้รับความน่านับถือจากกลุ่มพรี – ราฟาเอลซึ่งปฏิเสธแนวทางศิลปะแบบคลาสสิกและเชื่อว่าภาพวาดจะต้องทำจากการสังเกตธรรมชาติโดยตรง จากงานเขียนของเขา Ruskin ได้ให้ความสำคัญกับจิตรกรโรแมนติก JMW Turner ซึ่งช่วยชีวิต Turner จากความสับสน

John Ruskin เป็นนักเขียนนักวิจารณ์นักวิทยาศาสตร์กวีศิลปินนักสิ่งแวดล้อมและนักปรัชญา เขาต่อต้านศิลปะและสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่เป็นทางการ แต่เขากลับนำความทันสมัยโดยการเป็นแชมป์ของสถาปัตยกรรมที่ไม่สมมาตรและหยาบกร้านของยุโรปในยุคกลาง งานเขียนที่หลงใหลของเขาไม่เพียง แต่เป็นการประกาศรูปแบบการฟื้นฟูแบบกอธิคในอังกฤษและอเมริกาเท่านั้น แต่ยังปูทางไปสู่ขบวนการศิลปะและหัตถกรรมในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาด้วย นักวิจารณ์สังคมเช่นวิลเลียมมอร์ริสได้ศึกษางานเขียนของรัสกินและเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอุตสาหกรรมและปฏิเสธการใช้วัสดุที่ทำด้วยเครื่องจักร – โดยพื้นฐานแล้วปฏิเสธการทำลายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม Gustav Stickley ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชาวอเมริกัน (2401-2485) นำการเคลื่อนไหวมาสู่อเมริกาในนิตยสารรายเดือนของเขาเองThe Craftsmanและสร้างฟาร์ม Craftsmanในรัฐนิวเจอร์ซีย์ Stickley เปลี่ยนศิลปะและหัตถกรรมให้เป็นสไตล์ Craftsman Frank Lloyd Wright สถาปนิกชาวอเมริกันได้เปลี่ยนมันเป็น Prairie Style ของตัวเอง สองพี่น้องชาวแคลิฟอร์เนีย Charles Sumner Greene และ Henry Mather Greene ได้เปลี่ยนที่นี่ให้เป็น California Bungalow ด้วยเสียงหวือหวาแบบญี่ปุ่นอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังสไตล์อเมริกันเหล่านี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงงานเขียนของ John Ruskin

วาทะกรรมของรัสกิน

ดังนั้นเราจึงมีคุณธรรมทางสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่สามสาขาด้วยกันและเราต้องการสิ่งปลูกสร้างใด ๆ

  1. มันทำหน้าที่ได้ดีและทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำอย่างดีที่สุด
  2. พูดได้ดีและพูดในสิ่งที่ตั้งใจจะพูดด้วยคำพูดที่ดีที่สุด
  3. มันดูดีและทำให้เราพอใจด้วยการมีอยู่ของมันไม่ว่ามันจะทำหรือพูดอะไรก็ตาม

(“คุณธรรมแห่งสถาปัตยกรรม” หินแห่งเวนิสเล่ม 1 )

สถาปัตยกรรมจะได้รับการยกย่องจากเราด้วยความคิดที่จริงจังที่สุด เราอาจอยู่ได้โดยปราศจากเธอและนมัสการโดยไม่มีเธอ แต่เราจำไม่ได้หากไม่มีเธอ 

(“ตะเกียงแห่งความทรงจำ” The Seven Lamps of Architecture )

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัชญา โดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

จิวยี่ เสือสำอางค์ ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง คู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง

จิวยี่ แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง
และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง
แท้จริงเค้าเป็นคนเช่นไร Centrovirtual พาคุณไปรู้จักเค้ากัน

จิวยี่

จิวยี่

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่อง และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง เป็นชาวเมืองลู่เจียนซู เกิดในครอบครัวขุนนางเก่า มีชื่อรองว่า กงจิน

ลักษณะเป็นบุรุษรูปงาม หน้าขาว เมื่อวัยเด็กได้เรียนรู้วิชาอย่างแตกฉาน ทั้งการทหาร และศิลปะแขนงต่างๆ โดยจิวยีเป็นผู้ชำนาญทางดนตรี กล่าวกันว่า ถ้าใครดีดพิณผิดแม้นิดเดียว ใครต่อใครจับไม่ได้ แต่จิวยีสามารถจับได้ จิวยีเป็นผู้มีนิสัยโอบอ้อม มีน้ำใจต่อเพื่อนฝูง ดังนี้ จึงมีผู้ที่เคารพนับถือเป็นมิตรสหายมากมาย

จิวยีคบหาเป็นเพื่อนกับซุนเซ็กมาแต่ยังเล็ก เมื่อซุนเซ็กสร้างเมืองกังตั๋งจนรุ่งเรือง จิวยีมีส่วนในการสร้างความสำเร็จนั้นด้วย และทั้งคู่ก็มีสถานะเป็นคู่เขยกัน โดยที่ภรรยาของทั้งคู่ คือ นาง 2 เกี้ยวแห่งเมืองกังตั๋ง ภรรยาของซุนเซ็ก คือ ไต้เกี้ยวพี่สาวของเสียวเกี้ยวซึ่งเป็นภรรยาของจิวยี เมื่อซุนเซ็กสิ้นลง ได้ฝากฝังเมืองกังตั๋งและซุนกวน น้องชายไว้กับจิวยีด้วย มีความภักดีต่อตระกูลซุนมาก เพราะถือว่าตระกูลซุน มีบุญคุณต่อตน และครอบครัวมาตลอด เขารับใช้ตระกูลซุน ด้วยความซื่อสัตย์ และสามารถอย่างถึงที่สุด จิวยีได้รับตำแหน่ง เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งง่อก๊ก เมื่ออายุได้เพียง 26 ปี

เมื่อขงเบ้ง มาอยู่ที่เมืองกังตั๋งเพื่อร่วมกันรับมือกับทัพวุยก๊กของโจโฉ แม้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกัน แต่จิวยีก็ไม่ไว้วางใจขงเบ้ง เพราะเกรงว่าขงเบ้งต่อไป จะเป็นภัยแก่ง่อก๊ก จึงหาทางกำจัดขงเบ้งอยู่เสมอๆ แต่ขงเบ้งก็ล่วงรู้ก่อน และทำลายแผนการเหล่านี้ ไว้ได้ทุกครั้ง สร้างความแค้นใจให้จิวยียิ่งนัก

จิวยี สิ้นชีพเมื่ออายุได้เพียง 36 ปี ระหว่างยกทัพบุกเมืองลำกุ๋น ด้วยอาการโลหิตเป็นพิษจากลูกธนู ประกอบกับความแค้นใจที่มีต่อขงเบ้ง และขงเบ้งส่งจดหมายยั่วยุมา จึงกระอักเลือดตาย ก่อนสิ้น จิวยีได้รำพันออกมาว่า

“เมื่อฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้ว เหตุไฉนถึงส่งขงเบ้งมาเกิดด้วย”

ตามบันทึกประวัติศาสตร์จริงจิวยีเสียชีวิตเพราะป่วยจากโรคระบาด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตายด้วยความคับแค้นใจต่อขงเบ้งแต่อย่างไร ปัจจุบันสืบทราบแล้วว่าจิวยีตายเพราะโรคพยาธิชนิดหนึ่ง เรียกว่า เสว่ซีฉง (หนอนดูดเลือดคล้ายพยาธิปากขอ)

อย่าเก่งอย่างจิวยี่

ด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเอง จิวยี ยอดขุนพลก็เชื่อว่าจะหาโอกาสในการกำจัดเล่าปี่และยึดเมืองเกงจิ๋วคืนได้ไม่ยาก ว่าแล้วจึงออกอุบายบอกกับเล่าปี่ไปว่า ตนเองนั้นจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนมาให้เล่าปี่ได้ปกครองแทน โดยระหว่างทางที่ จิวยีจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวนนั้น จิวยีก็ทำทีเป็นว่าจะมาขอยืมเสบียงที่เมืองเกงจิ๋ว

พอเล่าปี่ออกจากเมืองมาต้อนรับก็จะจับฆ่าเสีย แล้วยึดเมืองเกงจิ๋วคืน เรียกว่าได้ทั้งเมืองและเอาชีวิตเล่าปี่เสียในคราวเดียวกันเลย แต่อย่างที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนฉลาดแค่จิวยีคนเดียวเสียทีไหน ว่าแล้ว ขงเบ้งก็ย้อนศรจิวยีโดยเตือนเล่าปี่ไม่ให้หลงกล ห้ามเปิดประตูเมืองเกงจิ๋วอย่างเด็ดขาด แถมยังสั่งลูกน้องคนสนิท จูล่งให้ตะโกนเยาะเย้ยบอกจิวยีว่า แผนการของเจ้านั้น นายข้าคาดการณ์ และรู้เท่าทันอุบายนี้มาตั้งแต่ต้น เล่นเอา จิวยีทั้งเจ็บใจทั้งช้ำใจ ทั้งเสียหน้า จนทำให้พิษจากแผลเก่าที่ถูกเกาฑัณฑ์เกิดกำเริบขึ้นมา จนตัวจิวยีเองทนพิษบาดแผลไม่ไหว. กระอักเลือด สิ้นใจตายในที่สุด (ตามฉบับนิยาย)

โดยก่อนที่ตัวแกจะตายแกก็ยังรำพึง รำพันกับสวรรค์ว่า “ฟ้าให้ข้ามาเกิดแล้ว…ใยจึงต้องให้ขงเบ้งตามมาเกิดด้วย” นี่แหละน๊า จุดจบของความเก่งแบบไม่เฉลียวใจของชายชาติทหาร นาม จิวยียอดขุนพลแห่งฝ่ายซุนกวนที่มองเห็นแต่โอกาสและเชื่อมั่นในอุบายของตัวเองมากจนเกินไป แต่ไม่ได้เผื่อใจสำหรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ครั้นพอผิดแผนขึ้นมา ก็ทำใจไม่ได้จนกระอักเลือดตายในที่สุด

ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงนักประวัติศาสตร์จะไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครกระอักเลือดตายได้จริงๆ แต่เป็นเพราะการติดเชื้อ หรือโรคระบาดเสียมากกว่าที่คร่าชีวิต จิวยียอดขุนพลท่านนี้ แต่เรื่องเล่าในสามก๊ก ก็เป็นเรื่องเตือนใจให้ผู้อ่านได้พึงสังวรณ์ไว้ว่าหลายสิ่ง หลายอย่างอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดวางแผนไว้จงเตรียมใจพร้อมรับทุกสถานการณ์และตั้งอยู่บนความไม่ประมาทไว้เป็นดีที่สุด

จิวยี VS ขงเบ้ง ใครเก่วกว่าใคร

ว่าด้วยเรื่องการรบแล้วผมว่าจิวยี่เหนือกว่า จิวยี่เป็นคนที่ร่วมสร้างง่อก๊กมาพร้อมกับซุนเซ็กนะครับ แถมศึกเซ็กเพ็กของจิวยี่นี่คือการปราบปรามโจโฉผู้ครองอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจีนเวลานั้นในยามที่รุ่งเรืองที่สุด คือเพิ่งเอาชนะศึกกัวต๋อ ปราบอ้วนเสี้ยวมาได้หมาดๆ

ขณะที่ขงเบ้ง ผลงานหลักๆคือผูกพันธมิตรกับซุนกวน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึก นอกจากแค่ดอดไปยึดเกงจิ๋วตอนหลัง การยึดเสฉวนที่ทำให้เล่าปี่ได้อาณาจักรที่เป็นรากฐานให้ก๊กนั้นก็อาศัยฝีมือของหวดเ้จ้งมากกว่า ศึกฮันต๋งเองขงเบ้งก็เข้ามาร่วมในตอนหลังจากหวดเจ้งตายไปแล้ว เรียกว่าคนที่มีผลงานด้านการทหารที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้น่าจะเป็นหวดเจ้ง ขงเบ้งจะมีบทบาทในส่วนของการปกครองมากกว่า

ที่สำคัญคือจิวยี่ประมาณสถานการณ์การรบได้เก่งกว่าขงเบ้งมาก เขากล้าตัดสินใจรบกับโจโฉเพราะเห็นโอกาสที่จะชนะได้ แล้วก็ทำได้จริงๆ ขณะที่ขงเบ้งในบั้นปลายชีวิต ออกรบต่อเนื่องหลายปีไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เอาด้านความครบเครื่องคงเป็นขงเบ้ง เพราะจิวยี่เน้นเรื่องทำศึกอย่างเดียว แต่ถ้าวัดกันด้านการรบต้องเป็นจิวยี่ชนะขาดลอย ตั้งแต่ร่วมสร้างง่อก๊กมาพร้อมกับซุนเซ็ก และการชนะศึกเซ็กเพ็ก ปราบโจโฉผู้ครองอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจีนเวลานั้นในยามที่รุ่งเรืองที่สุด คือเพิ่งเอาชนะศึกกัวต๋อ ปราบอ้วนเสี้ยวมาได้หมาดๆ

ขณะที่ขงเบ้ง ผลงานคือผูกพันธมิตรกับซุนกวน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึก เรื่องต่างๆรวมทั้งเรื่องจิวยี่ถ่มน้ำลายรดฟ้าเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด (ถ้าจะมีคนกระอักเลือดน่าจะเป็นขงเบ้งบ่นว่าทำไมฟ้าต้องส่งสุมาอี้มาเกิดมากกว่า) นอกจากแค่ดอดไปยึดเกงจิ๋วตอนหลัง การยึดเสฉวนที่ทำให้เล่าปี่ได้อาณาจักรที่เป็นรากฐานให้ก๊กนั้นก็อาศัยฝีมือของหวดเ้จ้ง ศึกฮันต๋งเองขงเบ้งก็เข้ามาร่วมในตอนหลังจากหวดเจ้งตายไปแล้ว เรียกว่าคนที่มีผลงานด้านการทหารที่ทำให้เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้ก็คือหวดเจ้ง ขงเบ้งจะมีบทบาทในส่วนของการปกครองมากกว่า

ยิ่งผลงานด้านการรบของขงเบ้งหลังจากนั้นถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้วก็คือไปรบหลายปีแทบจะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เทียบแล้วห่างชั้นเหลือเกินกับผลงานสร้างง่อก๊กมากับมือ และชัยชนะต่อโจโฉใน 1 ใน 3 ศึกครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสามก๊กของจิวยี่

แต่ต้องยอมรับ ได้ทั้งบุ๊นทั้งบู๊

จิวยี่ เกิดที่ลู่เจียนซู เกิดในตระกูลขุนนางเก่า ตามตำนานว่าเป็นบุรุษหน้าขาว รูปงาม แต่ก้าวร้าวและมุทะลุมาตั้งแต่ยังเด็กสมัยยังเด็กได้มีโอกาสเล่าเรียนทั้งบุ๋นและบู๊ จึงทำให้เป็นหัวโจกของเด็กแถวนั้นเมื่อโตเป็นหนุ่ม ได้มีเพื่อนรักชื่อ “ซุนเซ็ก” ด้วยความที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวมุมะลุเหมือนกัน ทำให้จิวยี่และซุนกวนสนิทและรักใคร่กันเหมือนพี่น้อง จึงได้สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันครั้นเมื่อซุนเซ็กขึ้นเมืองกังตั๋ง จึงได้เรียกตัว จิวยี่ มาเป็นแม่ทัพ และจิวยี่ยังเป็นแม่ทัพที่เดินเรือเก่งที่สุดในยุคนั้นอีกด้วย( จิวยี่มีส่วนในการสร้างเมืองกังตั๋งให้มั่นคงด้วย )

ทั้งคู่นอกจากจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันแล้ว ยังเป็นคู่เขยกันด้วย ซึ่งซุนเซ็ก แต่งงานกับ ไต้เกี้ยว ซึ่งเป็นพี่สาวของเสียวเกี้ยว ซึ่งเป็นภรรยาของจิวยี่นั่นเองเมื่อซุนเซ็กก่อนจะลาโลกไป ได้สั่งเสียให้จิวยี่ช่วยดูแลกังตั๋งและซุนกวนน้องชายของตนด้วย

ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของซุนเซ็กที่มีต่อจิวยี่ ถึงขนาดบอกกับซุนกวนผู้เป็นน้องชายก่อนสิ้นใจว่า เรื่องภายในให้ปรึกษาเตียวเจียว เรื่องภายนอกให้ปรึกษา จิวยี่ในเวลานั้น โจโฉได้ชัยชนะจากอ้วนเสี้ยว ทำให้โจโฉปราบปรามภาคกลางได้สำเร็จ เตรียมจะยกทัพมาปราบทางภาคใต้ (ที่ๆซุนกวนและจิวยี่อยู่)โดยโจโฉส่งหนังสือมาให้ซุนกวน ว่าจะยกทัพร้อยหมื่นลงมาปราบแดนใต้ ให้ยอมสวามิภักดิ์ซะ

ซุนกวนร้อนใจมาก จึงเรียกประชุมด่วน…ในขณะนั้นเอง ขงเบ้ง ซึ่งเป็นกุนซือของเล่าปี่ได้เดินทางมาหาซุนกวนเพื่อจะขอให้ซุนกวนร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อกรกับโจโฉพอดีเล่าปี่กับซุนกวนซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกันโดยสู้ศึกกันที่ผาแดง โดยศึกนี้เป็นศึกที่ใหญ่ที่สุด 1ใน3 ของยุคสามก๊กฝ่ายขงเบ้งเมื่อมาถึงเมืองของซุนกวน ได้เจอกับที่ปรึกษาของซุนกวนรุมถล่มด้วยวาจา แต่โดนขงเบ้งโต้กลับไปได้ทุกคน

ในที่สุดจิวยี่กับซุนกวน จึงร่วมรบกับเล่าปี่เพราะถูกขงเบ้งยั่วยุจนเกิดโทสะตลอดเวลาที่ขงเบ้งอยู่ จิวยี่พยายามหาวิธีจะปลิดชีพของขงเบ้งซะ แต่ไม่เป็นผล โดยการสั่งขงเบ้งให้ทำลูกธนูให้ได้จำนวนแสนดอกภายใน 10 วัน แต่ขงเบ้งบอกว่าขอแค่ 3 วันพอโดยการทำหุ่นฟางขึ้นเรือไปในวันที่หมอกลงจัด ทางฝั่งโจโฉคิดว่าข้าศึกมา จึงระดมยิงธนูใส่หุ่นฟาง ทำให้ขงเบ้งได้ลูกธนู โดยไม่เสียแรงแม้แต่น้อย

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์สำคัญ โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

มักซ์ เวเบอร์ ผู้สร้างแนวคิดทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 20

นักวิชาการผู้ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาที่เขามีชีวิตอยู่
มากเท่ากับในปัจจุบัน เพราะในช่วงเวลานั้นมีนักวิชาการคนอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับจากวงการมากกว่าเขา 
แต่สำหรับในครึ่งหลังของศตวรรษที่  20 เขากลับมีชื่อเสียงมากกว่าใครอื่นในรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาคนนั้นคือ “มักซ์ เวเบอร์”
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

มักซ์ เวเบอร์

มักซ์ เวเบอร์

คาร์ล เอมีล มัคซีมีลีอาน “มัคส์” เวเบอร์ (21 เมษายน ค.ศ. 1864 – 14 มิถุนายน ค.ศ. 1920) เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ถือกันว่าเวเบอร์เป็นผู้ก่อตั้งวิชาสังคมวิทยาสมัยใหม่และรัฐประศาสนศาสตร์ งานชิ้นหลัก ๆ ของเขาเกี่ยวข้องกับสังคมวิทยาศาสนาและสังคมวิทยาการปกครอง นอกจากนี้เขายังมีงานเขียนอีกหลายชิ้นในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ งานที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดของเวเบอร์คือ ความเรียงเรื่อง จริยธรรมโปรเตสแตนต์และจิตวิญญาณแห่งทุนนิยม ซึ่งเป็นงานชิ้นแรกของเขาในสาขาสังคมวิทยาศาสนา ในงานชิ้นดังกล่าว เวเบอร์เสนอว่าศาสนาเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ๆ ที่นำไปสู่เส้นทางการพัฒนาทางวัฒนธรรมที่ต่างกันระหว่างโลกประจิม (the Occident) กับโลกบูรพา (the Orient) ในงานที่มีชื่อเสียงอีกชิ้นหนึ่งของเขาที่ชื่อ การเมืองในฐานะวิชาชีพ (Politik als Beruf) เวเบอร์นิยามรัฐว่ารัฐคือหน่วยองค์ (entity) ซึ่งผูกขาดการใช้กำลังทางกายภาพที่ถูกกฎหมาย ซึ่งนิยามนี้ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ในเวลาต่อมา

มัคส์ เวเบอร์ ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในบิดาของสังคมวิทยา เคียงคู่ไปกับคาร์ล มากซ์, เอมีล ดูร์กายม์ และวิลเฟรโด ปาเรโต อย่างไรก็ตามในขณะที่ปาเรโตและดูร์กายม์ใช้แนวทางปฏิฐานนิยมตามโอกุสต์ กงต์ เวเบอร์ได้ใช้วิธีการศึกษาสังคมวิทยาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ในรูปแบบที่อยู่ในแนวต่อต้านปฏิฐานนิยม (antipositivism) แนวจิตนิยม (idealism) และแนวอรรถปริวรรตศาสตร์ (hermeneutics) ซึ่งทิศทางนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับของแวร์เนอร์ ซ็อมบาร์ท ผู้เป็นเพื่อนของเขาและเป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดเมื่อกล่าวถึงสังคมวิทยาแนวเยอรมัน งานในสมัยแรกของเวเบอร์เกี่ยวข้องกับสังคมวิทยาของสังคมอุตสาหกรรมแต่เขามีชื่อเสียงในงานถัด ๆ ไป ที่เกี่ยวกับสังคมวิทยาศาสนาและสังคมวิทยาการปกครอง

ประเด็นหลักของการศึกษาค้นคว้าของเวเบอร์ก็คือคำถามที่ว่า “อะไรคือลักษณะเฉพาะที่ทำให้สังคมตะวันตกแตกต่างจากที่อื่น?” ความแตกต่างที่สำคัญที่เขาสนใจเช่น การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม หรือความแตกต่างในการจัดระดับชนชั้นภายในสังคม ในขณะที่คาร์ล มากซ์ วิเคราะห์โดยเริ่มจาก ฐาน หรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่เวเบอร์มุ่งประเด็นไปที่ โครงสร้างส่วนบน ซึ่งเกี่ยวกับอุดมการณ์และความเชื่อ

ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสังคม เวเบอร์พยายามหาจุดเปลี่ยนของความเชื่อพื้นฐานและ “ปัจจัย” ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ปัจจัยดังกล่าวอาจไม่เหลือร่องรอยใด ๆ หรืออาจดูไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงกับความเชื่อที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะว่าหน้าที่ของมันมีเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนกลุ่มใหญ่เท่านั้น หลังจากที่ความเชื่อพื้นฐานได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างจะถูกทำให้ดูสมเหตุสมผลอย่างสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงกับปัจจัยหรือสาเหตุเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้นอีกต่อไป

การเมืองเรื่องของปีศาจ

 Politics as a Vocation หรือ การยึดมั่นในอาชีพการเมือง ก็อาจพอจะเห็นสิ่งที่เวเบอร์กำลังบอกพวกเราว่า ‘การเมืองไม่ใช่เรื่องของผู้ทรงศีล’ และ ‘ศีลธรรม-ความดี’ ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นไปได้ว่า ‘การบรรลุถึงเป้าหมายทางการเมือง’ เขาผู้นั้นอาจต้องทำข้อตกลงกับปีศาจ

เวเบอร์บอกเราว่า ในทางการเมือง พวกเราทั้งหลายควรตระหนักได้ว่า ‘ความดีไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี’ และ ‘ความดีไม่ได้นำพาไปสู่การเมืองที่ดี’ และใครก็ตามที่คิดว่า ‘ความดี’ จะนำพาการเมืองไปสู่สิ่งที่ดี คนผู้นั้นก็คือคนที่ ‘อ่อนหัด’ และ ‘ไร้เดียงสา’ ทางการเมือง

ขอเน้นอีกสักที!!! ว่ามันช่าง ‘อ่อนหัด’ และ ‘ไร้เดียงสา’ เสียนี่กระไร

กล่าวให้ชัดก็คือ ‘การเมือง’ ไม่สามารถทำให้ใครมือสะอาดได้ สิ่งที่ดีจากการกระทำของคนที่ดี ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะออกมาดี

ยิ่งไปกว่านั้น การเมืองไม่ใช่สิ่งที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ ใครที่คิดว่าการกระทำใดเป็นสิ่งที่ดี แล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี พวกเขาก็ต้องพร้อมเสมอที่จะมี ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะ ‘ไม่ได้สิ่งที่ดี’ ด้วย (เข้าใจไหม)

เวเบอร์ชี้ให้เห็นว่า คนที่มีความตั้งใจดีและจิตใจดีก็ต้องพร้อมเสมอที่จะมี ‘จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ’ ต่อผลลัพธ์ที่กลับออกมาเลวร้าย จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่น้อยไปกว่าจริยธรรมความเชื่อและการยึดมั่นว่าสิ่งที่ตนเองกระทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ดี

บ่อยครั้ง (มากๆ) สำหรับในบางพื้นที่ ที่ ‘ผลลัพธ์’ ออกมาในทาง ‘ตรงกันข้าม’ และ ‘ไม่ได้เป็นไปตามฝัน’

เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของความ ‘รวดเร็ว’ และ ‘บุ่มบ่าม’ ที่จะแก้ปัญหา การเมืองเป็นเรื่องของการ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ ประดุจการเจาะลงไปบนพื้นที่หนาแข็งยิ่งกว่ากะโหลกมนุษย์ (เข้าใจรึยัง)

ในเส้นทางการเมืองจึงทำให้ ‘ผู้ปฏิบัติการทางการเมือง’ ต้องพร้อมเสมอที่จะ ‘ลงนรก’ เพราะไม่ว่าจะเป็นนรกหรือสวรรค์ ทั้งหมดคือ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อความเชื่อและการกระทำของตนเอง

ย่อมไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักนิดที่ว่า ‘อะไรที่ดีจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี’ และ สิ่งที่มาจาก ‘อะไรที่ชั่วร้ายจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้าย’ เพราะบ่อยครั้งมากที่การณ์มักออกมาในทางตรงกันข้าม

ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ ในความเป็นจริง เขาก็เป็นได้เพียง ‘เด็กน้อยที่เล่นการเมืองอยู่เท่านั้น

สำหรับเวเบอร์ การเมืองไม่เหมาะกับคน ‘ขวัญอ่อน’

ขอขอบคุณบทความชีวประวัตินักปรัญชาการเมืองโดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

อันโตนิโอ กรัมชี่ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้นิยมแนวคิดมาร์กซ์

อันโตนิโอ กรัมชี่
หากกล่าวถึงผู้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองแนว ความคิดของเขายังได้ถูกนำไปใช้ทั้งในสาย รัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง สังคมวิทยา วัฒนธรรมศึกษา ภาษาศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิ่งแวดล้อมศึกษา
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

อันโตนิโอ กรัมชี่

อันโตนิโอ กรัมชี่

อันโตนีโอ กรัมชี นักทฤษฎีการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิตาเลียนแนวมาร์กซิสม์และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1891 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1937

อันโตนีโอ กรัมชี ได้ชื่อว่าเป็น มาร์กซิสต์บริสุทธิ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซคนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20 ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อ “บันทึกจากคุก” ในระหว่างที่ถูกจองจำ และเป็นเจ้าของทฤษฎีที่มีชื่อว่า Hegemony อันว่าถึงการก้าวขึ้นเป็นเจ้าและครอบครอง โดยกรัมชี่เชื่อว่า ผู้ที่ขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองได้นั้น ไม่อาจจะอาศัยภาวะทางเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนและมีแนวร่วมจากมวลชนด้วย

ชีวิตในช่วงเวลาต่อมาของกรัมชีเป็นยุคสมัยฟาสซิสต์เรืองอำนาจ โดยที่ในปี ค.ศ. 1921 พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Party). ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 กรัมชีได้รับเลือกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีให้เป็นตัวแทนไปในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากล (สากลที่สาม) หรือ Comintern ที่มอสโก

และอีกทั้งเขาได้พบกับภรรยาของเขาในเวลาต่อมา คือ Julia Schucht ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น พรรคฟาสซิสต์ได้ขยายอำนาจยึดกรุงโรม และเบนิโต มุสโสลิก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้ หลังจากที่ได้เป็นตัวแทนไปประชุมคอมมิวนิสต์สากลที่กรุงมอสโกในปี ค.ศ. 1922 ต่อมาคือในปี ค.ศ. 1924 กรัมชีได้เดินทางไปยังกรุงเวียนนาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเขา และในปีนี้เองที่ลูกชายคนแรกของเขา “เดลิโอ” (Delio) ได้เกิด ก่อนที่ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 ภรรยา และลูกได้ย้ายมาอยู่กับกรัมชีที่กรุงโรม

ทำความเข้าใจอำนาจ

กรัมชี่ นักทฤษฎีการเมืองแนวมาร์กซิสต์ นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอิตาเลียน เป็นบุคคลสำคัญที่มีผู้ให้ความสนใจศึกษาแนวความคิดทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของเขาอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ความคิดทางการเมืองของกรัมชี่นั้นมีความสำคัญในการศึกษา/วิจัยในเชิงวิพากษ์ (Critical) เพื่อเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ตลอดจนอธิบายกลยุทธ์ในการสร้างแนวร่วมของชนชั้น/กลุ่มพลัง เพื่อนำไปสู่การสร้าง/ช่วงชิงสภาวะนำ (Hegemonic position) ในสังคมการเมืองหนึ่งๆ

ไม่เพียงแต่วงวิชาการรัฐศาสตร์เท่านั้นที่ได้ทำการศึกษาความคิดทางการเมืองของกรัมชี่ แต่แนวความคิดของเขายังได้ถูกนำไปใช้ทั้งในสายเศรษฐกิจการเมือง สังคมวิทยา วัฒนธรรมศึกษา ภาษาศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิ่งแวดล้อมศึกษา เป็นต้น แม้ว่าความคิดทางการเมืองของกรัมชี่จะเป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ความนิยมในการใช้กรอบความคิดของกรัมชี่เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมนั้น ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะในวงการวิชาการสากลเท่านั้น

ขณะที่วงการวิชาการภาษาไทยนั้นยังมีงานศึกษาและงานวิจัยเกี่ยวกับแนวความคิด/ทฤษฎีทางสังคมและการเมืองของกรัมชี่อยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศึกษาที่นำเสนอถึงภาพรวมของความคิดทางการเมืองของกรัมชี่อย่างเป็นระบบนั้นยังไม่ปรากฏในงานวิชาการภาษาไทย

แนวความคิดของกรัมชี่นั้น ‘ทรงพลัง’ และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษา ‘เชิงวิพากษ์’ กล่าวคือ ความคิดทางการเมืองและสังคมของกรัมชี่นั้นมีความสำคัญยิ่งในการเป็นเครื่องมือเผยให้เห็นถึงการทำงานของอำนาจนำ (Hegemony) ที่ยึดโยงและครอบงำชีวิตทางสังคมและการเมืองของเราในแง่มุมต่างๆ

การทำความเข้าใจอำนาจนำ ย่อมนำไปสู่หนทางของการต่อต้าน/ขัดขืน (Resistance) เพื่อนำไปสู่การต่อสู้เพื่อปลดแอก (Emancipation) มนุษย์จากอำนาจครอบงำในมิติต่างๆ ได้ในท้ายที่สุด

มาร์กซิสต์บริสุทธิ์

แนวคิดของกรัมชี ได้ชื่อว่าเป็น “มาร์กซิสต์บริสุทธิ์” ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซคนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20

แนวคิดของกรัมชี่ชี้ชวนให้เราเห็นความสำคัญของการวิเคราะห์ปัญหาในมิติเชิงโครงสร้างส่วนบน กรัมชี่ชี้ให้เราเห็นว่าโครงสร้างส่วนบน ที่ถูกควบคุมโดยชนชั้นปกครอง โดยจะใช้กลไกการกำลังบังคับ (Coercion) ในการจัดการทางการเมือง แต่การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวจะมีลักษณะไม่ถาวร  และยิ่งใช้มากยิ่งมีการต่อต้านมาก

สิ่งที่ชนชั้นปกครองมักเลือกใช้ควบคู่กันไปคือ กระบวนการสร้างความยินยอมพร้อมใจ (Consent) โดยผ่านกลไกรัฐด้านอุดมการณ์ เพื่อแทรกซึมในระดับชีวิตประจำวัน/สามัญสำนึก กับชนชั้นที่ถูกปกครองผ่านประชาสังคม(Civil Society)และสังคมการเมือง (Political Society)

รัฐทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือการครอบงำทางชนชั้นและ คอยอำนวยความสะดวกให้ชนชั้นนายทุนในการกดขี่/ขูดรีดส่วนเกินจากคนชั้นล่าง ดังนั้น  ชนชั้นล่าง/กรรมกรต้องรวมตัวกันโดยมีปัญญาชนจัดตั้ง(Organic Intellectuals) เป็นผู้นำในการปฎิวัติ ด้วยการใช้กลยุทธ์ สงครามเคลื่อนไหวทางการเมือง (War of Manoeuvre) เพื่อต่อสู้และแย่งชิงอำนาจรัฐ โดยต้องทำควบคู่ไปกับ สงครามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด (War of Position) ซึ่งเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจคนกลุ่มต่างๆในสังคม และมีความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมเพื่อต่อสู้ยึดอำนาจรัฐและโค่นระบบทุนนิยม

แนวคิดของกรัมชี่จึงมีส่วนช่วยในการปลดเปลื้องชนชั้นล่าง/กรรมาชีพ จากพันธนาการของอำนาจรัฐและอำนาจทุน  ผ่านการทำความเข้าใจ/ศึกษาโครงสร้างส่วนบน โดยฐานคิดของกรัมชี่ตั้งอยู่บนความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ คนยากจน กรรมาชีพ และมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การปฏิวัติเพื่อสังคมที่ดีกว่ามีความเสมอภาค ไม่มีการกดขี่ขูดรีดแบบทุนนิยม ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

แนวคิดของกรัมชี่เป็นที่นิยมในโลกวิชาการตะวันตกประมาณทศวรรษที่1970s เพราะสามารถตอบคำถามในการทำความเข้าใจสภาพสังคมได้ดี ความสำคัญของงานกรัมชี่ที่แตกต่างจากงานของมาร์กซิสคนอื่นในกระแสมาร์กซิสช่วงที่สองที่มักศึกษาสังคมโดยยึดเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism) โดยพยายามสรุปว่าหากคนกลุ่มใดเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (Mean of Production)พวกเขาก็จะสามารถควบคุมวิถีการผลิตจิตสำนึก/อุดมการณ์(Mean of Ideological Production) ของคนในสังคมไปโดยปริยายกรัมชี่ไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าว

แนวคิดกรัมชี่ เน้นการทำความเข้าใจ และ ให้ความสำคัญ กับ การวิเคราะห์ศึกษา โครงสร้างส่วนบน ( การเมือง , วัฒนธรรม )ของสังคม ที่มี่ผลกำหนดโครงสร้าง ส่วนล่าง ข้อเขียน ของ กรัมชี่ชิ้นหลักเขียนขึ้น ขณะติดคุก ดังนั้นจึงเปิดโอกาส ในการตีความ ได้อย่างหลากหลาย และ สันติวิธีมากกว่า แนวทางของ เหมา – สตาลิน ที่ปฎิเสธสันติ และ เน้นการปรับอุดมการณ์ให้เข้ากับประชาชาติ และ ประชาชนมากว่า ที่จะเน้นความถูกต้อง และ บริสุทธิ์ของทฤษฎี

แนวการศึกษา ของกรัมชี่ เป็นที่สนใจของ นักวิชานักวิชาการเมืองไทย อย่างมาก ตั้งแต่ช่วงหลังการพ่ายแพ้ ของ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ( พคท. ) โดยประเด็นคำถามคือการที่เห็นว่าโครงสร้างส่วนบน ของสังคมไทย มีปัญหา  เช่น การคงอยู่ของ ชนชั้นปกครองตามจารีตแบบเก่า ( ขุนนางอำมาตย์ , ข้าราชการแบบเก่า )  และ ชนชั้นปกครองตามจารีต สังคมสมัยใหม่ ( นักการเมือง , รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ) 

ในสังคม ทุนนิยม เสรีประชาธิปไตย นั้น นับว่าเป็นสิ่ง ที่น่าสนใจ เป็นอย่างยิ่ง ว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนใน การเกื้อหนุน / ส่งเสริม กันและกันอย่างไร โดยปกติชนชั้น ปกครองตาม จารีตแบบเก่า ต้องล่มสลาย / เสื่อมอำนาจ ไปตามพัฒนาการ ของสังคม แต่ทำไมสังคมไทย ชนชั้นปกครองดังกล่าว กับยังคงทรงอิทธิพล ทางการเมืองอย่างมาก

เราจึงจำเป็น ที่จะต้องทำความเข้าใจว่า ชนชั้นปกครองแบบเก่า และ แบบใหม่ มีการปะทะ / ประสาน ในเชิงสัมพันธภาพ ทางอำนาจอย่างไร และ ชนชั้นปกครอง ทั้งสองกลุ่ม มีกระบวนการในการสร้างอำนาจ นำอย่างไร ต่อประชาชน ทำไมผู้คนจึงยินยอม / ยอมรับ(Consent) ต่อ อำนาจนอกระบบ อย่างการรัฐประหาร แนวทางการศึกษา ของกรัมชี่จะมีส่วน ช่วยในการทำ ความเข้าใจปรากฎการณ์ ดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัญชาระดับโลก โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

โจผี ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย ผู้สืบทอดอำนาจจาก โจโฉ

โจผี ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย
ทรงพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเว่ยเหวินตี้
เรื่องราวของเค้าเป็นอย่างไร Centrovirtual พาคุณไปดูกัน

โจผี

โจผี

พระเจ้าโจผี หรือ เฉาพี พระนามรอง จื่อหวน เป็นพระโอรสองค์รองในพระเจ้าโจโฉ ได้สืบต่อตำแหน่ง วุยอ๋อง และอำนาจต่อหลังจากโจโฉสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ภายหลังจึงได้ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ปราบดาภิเษกเป็นปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย (วุยก๊ก) ทรงพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเว่ยเหวินตี้ ในปี พ.ศ. 763

โจผีนั้นเป็นบุตรคนรอง แต่ก็ได้มีบทบาทในการสืบทอดอำนาจจากโจโฉ เนื่องจากบุตรชายคนโต คือ โจงั่ง ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังอายุน้อยในการติดตามโจโฉไปทำสงคราม ในนิยายสามก๊กได้ โจโฉได้กล่าวถึงโจผี ว่าเป็นคนมีปัญญา จิตใจหนักแน่น โอบอ้อมอารีย์ จึงสมควรจะเป็นสืบทอดอำนาจของตน

โจผีเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแต่งกลอน กาพย์กวี เช่นเดียวกับโจโฉผู้บิดา และยังได้เคยติดตามบิดาออกไปทำสงครามบ่อยครั้ง ตั้งแต่ยังเยาว์ โจผีมีภรรยาหลวง คือนางเอียนสี ซึ่งได้ตัวมาเมื่อครั้งที่โจโฉทำสงครามกัวต๋อกับตระกูลอ้วน นางเอียนสีนั้นเป็นสาวงามที่มีชื่อว่า เป็นหญิงงามแห่งแผ่นดินทางเหนือ และยังเป็นภรรยาม่ายของอ้วนฮี บุตรชายของอ้วนเสี้ยว คู่ศึกของโจโฉ จึงย่อมถือเป็นเชลยศึก แต่โจผีก็ได้รับนางมาตกแต่งเป็นภรรยาหลวง ในขณะนั้นโจผีอายุได้ 17 ปี ขณะที่นางเอียนสีอายุมากกว่า คือ 22 ปี ซึ่งภายหลังเมื่อโจผีได้ขึ้นครองราชย์ ก็ได้สถาปนานางเป็นฮองเฮา

เนื่องจากการที่โจผีขึ้นครองราชย์ สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ จึงทำให้ซุนกวนและเล่าปี่ต้องสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ตามไปด้วย ก่อให้เกิดสภาพของสามก๊กอย่างแท้จริง

พระเจ้าโจผีเมื่อได้ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ในเบื้องแรกนั้นก็ได้ทรงดำริจะทำการกวาดล้างศัตรูทุกคน รวมไปถึงพระอนุชา คือ โจสิด ซึ่งมีสติปัญญา และฝีมือในเชิงการกวี เช่นเดียวกับพระองค์ และเคยเป็นคู่แข่งในการแต่งตั้งรัชทายาทของโจโฉด้วย

แต่โจสิดสามารถเอาตัวรอดได้ โดยการแต่งโคลงมีใจความว่า ต้นถั่วเผาต้นถั่ว ในกระทะถั่วร้องไห้ กำเนิดจากรากเดียวกัน เหตุไฉนคิดทำลาย มีความหมายถึง การที่พี่น้องซึ่งมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน กลับต้องมาสังหารเข่นฆ่ากัน ด้วยเหตุใด ทำให้พระเจ้าโจผีสะเทือนพระทัย และไม่อาจสังหารพระอนุชาได้ ซึ่งโคลงบทกวีที่โจสิดแต่งขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดนี้มีชื่อเสียงมาก

พระเจ้าเว่ยเหวินตี้ โจผี เป็นฮ่องเต้ที่ครองราชย์ในระยะอันสั้นเพียง 7 ปี เท่านั้น ก็ทรงพระประชวร และเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. 769 สิริรวมพระชนมายุได้ 39 พรรษา

สร้างทำดี สร้างบารมีให้ตน

โจผีเป็นบุตรคนรองของโจโฉ ถือเป็นปฐมกษัตริย์แห่งวุยก๊ก เขาใช้ภาพลักษณ์ที่ดีในการเอาชนะใจบิดาจนได้ครองตำแหน่งผู้สืบทอด และเป็นผู้พลิกโฉมหน้าแผ่นดินจีน ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นที่มีรากฐานสี่ร้อยกว่าปีลงและสถาปนาราชวงศ์วุยขึ้นแทน ทำให้เกิดสถานภาพสามก๊กอย่างเป็นทางการ

โจผีเป็นบุตรของโจโฉอันเกิดแต่นางเปียนซี เดิมทีนั้นบุตรคนโตของโจโฉคือโจงั่ง ซึ่งเกิดแต่นางเล่าซี ภรรยาเอก ต่อมาโจงั่งถูกสังหารในสงครามปราบเตียวสิ้ว อันเป็นผลเนื่องมาจากความหน้ามืดของโจโฉที่หลงนางเจ๋าซืออาสะใภ้เตียวสิ้ว ประมาทจนเป็นเหตุให้โจอันบิ๋นหลานชาย เตียนอุย องครักษ์ประจำตัว และโจงั่งบุตรชายคนโตต้องเสียชีวิตในการรบ

นางเล่าซีโกรธมากจนแยกกันอยู่กับโจโฉ โจโฉจึงยกนางเปียนซีเป็นภรรยาเอกแทน นางเปียนซีมีบุตรชายอยู่สี่คนได้แก่ โจผี โจเจียง โจสิด และโจหิม โจผีจึงกลายสถานะเป็นบุตรคนโตของภรรยาเอก ผู้มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งจากโจโฉมากที่สุด

แต่เมื่อนานวันเข้ากลับกลายเป็นว่าโจโฉนั้นประทับใจโจสิดมากกว่าโจผีเสียอีก เนื่องจากโจสิดมีความสามารถเชิงกวีที่โดดเด่นและมีปฏิภาณไหวพริบที่ดี โจโฉจึงลังเลใจไม่รู้จะตั้งใครเป็นผู้สืบทอด โจผีเองในใจนั้นแสนกระสันอยากได้ตำแหน่งเพราะเป็นสิทธิ์ที่ตัวเองพึงได้มาแต่เดิม

ส่วนโจสิดนั้น เมื่อเห็นว่าตัวเองมีโอกาสก็มีความคาดหวังลึกๆ เช่นกัน ท่ามกลางสงครามเย็นของคุณชายทั้งสอง เหล่าขุนนางของโจโฉหลายคนก็แบ่งฝักฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งก็ผลักดันโจผี อีกฝ่ายก็ถือหางโจสิด

โจสิดนั้นถือได้ว่ามีความสามารถทางด้านกวีขั้นเอกอุเรียกได้ว่าถึงขั้นปฏิภาณกวี คือสามารถแต่งได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ยังคบหาเหล่าบัณฑิตทำให้เขาเป็นคนมีความรู้มากถือเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง

โจโฉชื่นชมบุตรชายคนนี้มาก เสียแต่ว่าโจสิดนั้นออกจะติดนิสัยเจ้าสำราญ ชอบงานสังสรรค์และสุรายาเมา ส่วนโจผีเองนั้นแม้ในเชิงกวีอาจไม่เท่าโจสิดแต่ก็มีความสามารถในอักษรศาสตร์พอตัว ทั้งยังติดตามโจโฉออกทำศึกตั้งแต่ยังเด็กและพอมีความสามารถในการบริหารบ้าง

ความลังเลใจของโจโฉนั้นถูกจับจ้องโดยเหล่าบุตรชายต่างๆ ว่าเขาจะมีท่าทางอย่างไรและความระมัดระวังตัวเหล่านี้ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมที่บุตรชายแต่ละคนแสดงออกมา

โจสิดเลือกที่จะแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที เขาพยายามหาคำตอบล่วงหน้าเพื่อมาแก้บริศนาที่โจโฉบิดาได้ตั้งไว้ โจผีไม่ได้ทำแบบน้องชาย เขาวางตัวสงบเสงี่ยม อาจจะชำเลืองดูท่าทีบิดาและน้องชายบ้างแต่เขาไม่ได้แสดงตัวว่าอยากเป็นผู้สืบทอดจนออกนนอกหน้ารอจนถึงจังหวะที่โจสิดพลาดเอง

โจผีแม้เป็นบุตรที่มีอาวุโสสูงสุด ทว่าเขาเองก็ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะทางโดดเด่นเหมือนน้องอย่างโจเจียงที่เก่งด้านการรบ ขี่ม้า ยิงธนู หรือเหมือนอย่างโจสิดที่เก่งกาพย์กลอน แต่โจผีก็เป็นบุตรที่มีความสามารถรอบด้านมากที่สุด

นอกจากความผิดพลาดของโจสิดแล้ว ส่วนหนึ่งที่โจโฉเลือกโจผีเป็นผู้สืบทอด เพราะโจผีวางตัวเป็นบุตรกตัญญูแต่บิดามารดา เคารพนบน้อมแต่เหล่าแม่ทัพขุนนางอาวุโสรวมถึงคำเตือนของกาเซี่ยงต่อโจโฉ เรื่องการล่มสลายของตระกูลอ้วนเสี้ยวและเล่าเปียว ที่ต้องพังลงเพราะปลดบุตรคนโตตั้งบุตรคนรองทำให้พี่น้องต้องห้ำหั่นกันเองส่งผลให้โจโฉตัดสินใจตั้งโจผีเป็นผู้สืบทอดในที่สุด

เมื่อโจโฉตาย โจผีได้ขึ้นครองตำแหน่งวุยก๋งแทนบิดา เขาก็จัดการกำราบน้อง ๆ ทันที โจเจียงเมื่อรู้ข่าวว่าพ่อตายก็ยกกองกำลังมาจากเมืองเอียนเหลงมายังนครหลวง โจผีจึงเข้าไปเจรจาจนโจเจียงยกทัพกลับเมืองเอียนเหลง

สำหรับโจสิด โจผีเรียกความชำระความ เนื่องจากหมั่นไส้ที่คอยแย่งชิงตำแหน่งกันมานาน ยังดีที่ว่านางเปียนซีมารดาขอร้องชีวิตโจสิดไว้ แต่โจผีก็ไม่วายหาเหตุจะสังหารน้องชาย เขาตั้งโจทย์ให้โจสิดแต่งกวีภายใน 7 ก้าว ให้แต่งหัวข้อ “พี่น้อง” แต่ห้ามมีคำว่า “พี่น้อง”ในบทกลอน จึงเป็นที่มาของบทกวีเจ็ดก้าวอันลือลั่นของโจสิด

บทกวีนี้สะเทือนใจโจผีมากเพราะเขาเองเป็นกวีเหมือนกัน โจผีตัดสินใจไม่ประหารน้องชายแต่ให้ลงโทษเนรเทศแทน หลังจากจัดการเรื่องระหว่างพี่น้องแล้ว โจผีก็มีดำริจะล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้ครองราชย์อยู่

สำหรับโจผีแล้วการล้มราชวงศ์ฮั่นมีความหมายกับสถานะของเขามาก แตกต่างจากโจโฉผู้พ่อที่แม้มีอำนาจล้นฟ้ามากกว่าองค์ฮ่องเต้แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะล้มล้างราชวงศ์ ความแตกต่างระกว่างโจโฉกับโจผีอยู่ที่เส้นทางการเติบโตของอำนาจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าสร้างเนื้อสร้างตัวมาคนละแบบกัน

สำหรับโจโฉนั้น เขาลงทุนลงแรงบุกเบิกอำนาจของตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้น และการเชิดชูฮ่องเต้บัญชาเหล่าขุนนางก็เป็นนโยบายสำคัญ ที่โจโฉใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดเหล่าขุนศึกต่างๆ ทั้งแผ่นดิน อีกทั้งสถานะของโจโฉในทางพฤตินัยแล้วยังเหนือกว่าฮ่องเต้ด้วยซ้ำ จึงไม่จำเป็นที่เขาจะต้องสถาปนาราชวงศ์ใหม่แทนราชวงศ์ฮั่น

แต่สำหรับโจผีนั้น ไม่ใช่ เขารับตำแหน่งและทุกสิ่งอย่างสืบต่อจากบิดา แม้จะติดตามบิดาออกศึกบ้าง แต่ไม่อาจสร้างสมบารมีได้มากพอเพราะภายใต้ร่มเงาของโจโฉนั้น โจผีไม่มีพื้นที่ให้สร้างตัวตนที่ชัดเจนได้เลย

การปลดเหี้ยนเต้ ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นจึงเป็นวิถีทางที่เขาต้องทำ เพื่อเป็นการประกาศแสนยานุภาพบารมีให้ทั้งคนภายในและคนภายนอกได้เห็น

การก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ของโจผีเป็นไปตามประเพณีที่ควรจะเป็น เขาให้บรรดาขุนนางลิ่วล้ออ้างทุกอย่างที่เป็นสาเหตุให้เหี้ยนแต้สละราชสมบัติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั้งโหราศาสตร์

เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ประกาศมอบราชบัลลังก์ให้ก็ต้องแกล้งปฏิเสธสามครั้งก่อนตามธรรมเนียมแล้วจึงตกลงรับราชสมบัติ ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าวุยบุ๋นเต้และถวายพระยศย้อนหลังให้โจโฉเป็นเพราะเจ้าวุยบู๊เต้ สถาปนาราชวงศ์วุย

ในการสืบทอดกิจการจากรุ่นก่อนหน้าที่เก่งกาจกว่าเรามากๆ บางครั้งเราไม่อาจสร้างบารมีได้ด้วยวิถีเดิมกับที่คนรุ่นก่อนทำมา เนื่องจากคนในองค์กรเติบโตและร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมายาวนาน ความคุ้นชินทำให้เกิดความคาดหวังว่า ผู้ที่รับสืบทอดจะทำได้ดีกว่าเดิมหรือไม่

หากใช้วิถีทางแบบเดิมๆ แม้ว่าเราอาจจะสร้างผลลัพธ์เท่ากับเดิมหรือดีกว่าแต่การรับรู้ของผู้คนอาจเกิดการเปรียบเทียบ และความผูกพันอาจก่อให้เกิดอคติในการเปรียบเทียบได้

ผู้สืบทอดจึงพึงหาหนทางที่จะสร้างบารมีของตนเองให้เกิดการยอมรับ บางคนอาจจะเชี่ยวชาญในการสร้างบารมีด้วยวิธีเดียวกับคนรุ่นก่อน แต่บางครั้งหากเราไม่สามารถทำได้เช่นคนรุ่นก่อนก็จำเป็นต้องสร้างการยอมรับขึ้นมาใหม่ในรูปแบบของเราเอง

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

ลกซุน ผู้มอบความตายแก่เทพสงครามกวนอู

ลกซุน แม่ทัพหนุ่มของง่อก๊ก หลายท่านคงรู้จักกัน
ในฐานะผู้ที่เผาทำลายทัพของเล่าปี่จนย่อยยับ
นำมาสู่ความพ่ายแพ้และความตายของกวนอู
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเค้ากัน

ลกซุน

ลกซุน

แม่ทัพคนสำคัญอีกคนของง่อก๊ก ผู้เผาทัพใหญ่ของเล่าปี่ในศึกอิเหลงจนย่อยยับ เล่าปี่ต้องหนีซมซานไปยังเมืองเป๊กเต้และตรอมใจตายในที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้นเล่าปี่ได้ดูถูกลกซุนว่าเป็น “เด็กอมมือ” เพราะขณะนั้นลกซุนอายุยังน้อย (39 ปี) และไม่มีชื่อเสียงนัก

ลกซุนมีชื่อรองว่า “ป๋อเหยียน” กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก อาศัยอยู่กับลกคัง เจ้าเมืองโลกั๋ง ผู้เป็นลุง ต่อมาอ้วนสุดขอยืมเสบียงจากลกคัง แต่ลกคังไม่ยินยอม ทำให้อ้วนสุดสั่งซุนเซ็กโจมตีเมืองโลกั๋ง ลกคังจึงส่งลกซุนและครอบครัวมาหลบภัยที่กังตั๋ง

ต่อมาลกซุนได้รับราชการกับง่อก๊ก โดยเริ่มต้นเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยในสังกัดของซุนกวน ลกซุนเป็นขุนนางบัณฑิตที่มีสติปัญญา ชำนาญพิชัยสงคราม มีผลงานในการปกครองและปราบโจร ซุนกวนชื่นชอบในความสามารถของลกซุน จึงเลื่อนตำแหน่งให้หลายครั้ง และให้แต่งงานกับบุตรสาวของซุนเซ็ก หลานสาวของตน

ลกซุนเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในแผนการยึดเกงจิ๋วของลิบอง ซึ่งแม้เป็นศึกใหญ่ครั้งแรกของลกซุน ก็สามารถลวงกวนอู (ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วในขณะนั้น) ให้ตายใจ แล้วเข้ายึดเกงจิ๋วไว้ได้ เป็นเหตุให้กวนอูถูกจับและประหารชีวิต

ต่อมาลกซุนได้ผู้บัญชากองทัพง่อก๊กในศึกอิเหลง ป้องกันการบุกโดยทัพใหญ่ของเล่าปี่จำนวน 700,000 คน ซึ่งยกทัพมาแก้แค้นให้กวนอูและเตียวหุย (ซึ่งถูกลอบสังหารขณะจัดเตรียมทัพ) ลกซุนใช้ยุทธวิธีเผาค่ายเล่าปี่จนย่อยยับและรุกไล่ตามเล่าปี่ แต่กลับเข้าไปหลงอยู่ในกองหินค่ายกลที่ขงเบ้งสร้างไว้ก่อนหน้า ลกซุนหาทางออกไม่ได้ แต่ได้ฮองเซ็งหงัน พ่อตาของขงเบ้งผ่านมาช่วยเหลือและเปิดเผยว่า ขงเบ้งเคยบอกก่อนหน้านี้ว่า ต่อไปจะมีแม่ทัพง่อก๊กหลงเข้ามาในนี้ ขออย่าได้ช่วย แต่ฮองเซ็งหงันได้พาลกซุนออกมาอย่างปลอดภัย ลกซุนจึงเลิกทัพกลับกังตั๋ง

แม้ลกซุนมีผลงานมากมาย แต่สุดท้ายขัดแย้งกับซุนกวนเพราะสนับสนุนรัชทายาทซุนโห ทำให้ซุนป๋าบุตรของซุนกวนอีกคนไม่พอใจ ใส่ร้ายลกซุนมากมาย จนซุนกวนปลดจากตำแหน่งและส่งคนมาตำหนิต่อว่า ทำให้ลกซุนโกรธและเสียใจจนตรอมใจตาย

ชื่อเสียงดี ไม่หวั่นคำนินทา

แม้เคยมีบทบาทในฐานะผู้เสนอความเห็นต่อลิบองจนสามารถดับยอดขุนศึกอย่างกวนอู และดึงเกงจิ๋วกลับมาคืนให้ง่อก๊กได้ แต่สำหรับบทบาทด้านการบัญชาการรบลกซุนนั้น แทบไม่เคยปรากฏผลงานชิ้นใหญ่เป็นที่ยอมรับ ความรับผิดชอบในฐานะผู้บัญชาการรบศึกอิเหลงที่ต้องต่อกรกับสิงห์เฒ่าอย่างเล่าปี่ ลกซุนต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลกดดันจากข้าศึกเจ็ดแสนคนของเล่าปี่ กดดันจากแม่ทัพนายกองใต้บังคับบัญชาที่ไม่ยอมรับในตัวเขา และเมื่อเป็นสงครามที่เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของง่อก๊กแล้วความกดดันจึงเป็นเท่าทวี.

ลกซุนเกิดในตระกูลใหญ่ของแดนใต้มีภาพลักษณ์เป็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียนมากกว่านักรบ เมื่อครั้งลิบองประจำการที่ลกเค้า ประจันหน้ากับกวนอู กวนอูเฝ้าระวังเกงจิ๋งอย่างยิ่งเนื่องจากลิบองเป็นขุนศึกมีฝีมือ ลกซุนเสนอให้ลิบองลาป่วยและสับเปลี่ยนเขามารักษาการณ์แทน ลกซุนแสดงความนอบน้อมต่อกวนอู จนกวนอูคลายความระวังยกทัพไปตีวุยก๊ก ลิบองจึงนำทัพแอบตีตลบจนยึดเกงจิ๋วคืนจากจ๊กก๊กได้ และส่งกวนอูไปสู่สวรรค์ในที่สุด

การสิ้นชีพของกวนอูสะเทือนไปทั้งสามก๊ก พระเจ้าเล่าปี่และเตียวหุยโกรธจนแทบคลั่ง เล่าปี่ไม่ฟังคำทัดทานของเหล่าขุนนางแม้แต่ขงเบ้งและจูล่ง ระดมทัพเจ็ดแสนเคลื่อนบุกง่อก๊ก ประกาศล้างแค้นให้กวนอู มิหนำซ้ำระหว่างเตรียมทัพ เตียวหุยยังโดนฮอมเกียงและเตียวตัด สองทหารใต้บังคับบัญชาลอบสังหารและถูกตัดศรีษะไปจิ้มก้องต่อซุนกวน กระพือให้เพลิงแค้นของเล่าปี่ลุกโหมเข้าไปอีก

ซุนกวนเมื่อรู้ว่าเล่าปี่ยกทัพมามากมายก็หาวิธีต่างๆ รับมือ ทางหนึ่งก็ส่งแม่ทัพไปยันทัพจ๊กก๊กไว้ก่อน ทางหนึ่งก็ส่งทูตไปยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าโจผีหวังให้ช่วยกันรับศึก เมื่อเห็นจวนตัวแล้วว่าทัพจ๊กก๊กเอาจริง ซุนกวนก็ส่งตัวฮอมเกียงกับเตียวตัด สองวายร้ายที่สังหารเตียวหุยใส่กรงมาให้พร้อมทั้งข้อเสนอว่าจะคืนซุนฮูหยินน้องสาวซุนกวน ภรรยาเล่าปี่ ซึ่งซุนกวนเคยใช้อุบายหลอกน้องสาวกลับมากังตั๋งคืนให้เล่าปี่ เล่าปี่ไม่ต่อรองอะไรทั้งสิ้นเขามุ่งหวังจะล่มง่อก๊กให้ได้ในศึกนี้ งำเต๊กที่ปรึกษาคนสำคัญเสนอให้เรียกลกซุนมารับศึก แต่ขุนนางอาวุโสอย่างเตียวเจียว โกะหยง เปาจิด ต่างเห็นว่าลกซุนนั้นอายุน้อย ซ้ำเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนที่ไม่มีผลงานทางการทหารไม่ควรที่จะให้รับศึกใหญ่

งำเต็กเห็นแววว่าลกซุนสามารถรับงานใหญ่หลวงนี้ได้ สนับสนุนลกซุนถึงขนาดเอาชีวิตครอบครัวเป็นประกัน ซึ่งตรงกับใจของซุนกวนที่เล็งเห็นว่าลกซุนรับภาระหนักนี้ได้ ซุนกวนทำพิธีมอบตราตั้งใหญ่โต และมอบกระบี่อาญาสิทธิ์ให้ลกซุนไว้บัญชาการกองทัพ

ผู้ใต้บังคับบัญชาของลกซุนในครั้งนั้นล้วนแต่เป็นแม่ทัพเก๋าเกมส์ของง่อก๊กอย่างฮันต๋ง จิวท่าย ชีเซ่ง และเตงฮอง ฮันต๋งเป็นแม่ทัพรุ่นบุกเบิกของกังตั๋งมาแต่ครั้งซุนเกี๋ยนพ่อซุนกวน จิวท่ายก็ออกรบปกป้องซุนกวนมาหลายสมรภูมิ แผลเต็มร่างกายบนตัวเขาเป็นเกียรติยศที่ซุนกวนเคยประกาศยกย่อง ชีเซ่งและเตงฮองเก็เป็นขุนพลชำนาญศึกเช่นกัน

แม่ทัพเหล่านี้เห็นซุนกวนแต่งตั้งลกซุนมาบัญชาทัพก็ไม่พอใจ แต่ทำได้เพียงแสดงท่าทีฮึดฮัด เพราะลกซุนมีกระบี่อาญาสิทธิ์อยู่ในมือ ขุนพลและทหารทั้งหลายรู้สึกขัดใจและดูหมิ่นลกซุน ที่เอาแต่ตั้งมั่นไม่ยอมออกรบไม่แม้แต่กระทั่งส่งทหารออกไปช่วยซุนหวน หลานซุนกวนที่ถูกทัพพระเจ้าเล่าปี่ล้อมไว้ ณ เมืองอิเหลง

แต่ลกซุนเห็นว่าเมื่อหาทางเอาชัยทัพเล่าปี่ได้ ทหารจ๊กก๊กที่ล้อมเมืองอิเหลงไว้ก็จะคลายไปเอง ลกซุนนั้นรู้ดีว่าขวัญทหารจ๊กก๊กนั้นร้อนแรง เพราะรบชนะตามรายทางมาโดยตลอด ทหารจ๊กก๊กออกท้าทายทหารง่อก๊กด้วยวาจาและท่าทางหยาบคายต่างๆ นานา แต่ลกซุนก็สั่งให้ทหารทั้งหมดสงบนิ่ง เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการลงมือ ทุกคนแม้ไม่อาจขัดได้เพราะลกซุนถืออาญาทัพไว้โดยตำแหน่ง แต่กิริยาท่าทางล้วนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีความนับถือแม่ทัพหนุ่มคนนี้เลย

บางคนถึงขนาดหัวเราะเยาะซึ่งหน้า และถากถางลกซุนอย่างรุนแรง แม่ทัพเฒ่าและเหล่าทหารต่างก็รบเร้าให้ลกซุนออกคำสั่งรบ แต่เขาเองไม่หวั่นไหวไปกับกระแสกดดันและคำเหยียดหยามเหล่านั้น ย้ำคำสั่งให้เหล่าทหารสงบนิ่งในที่ตั้งแม้เล่าปี่ทำกลลวงต่างๆ ลกซุนก็ไม่ได้หลงกลออกไปรบกับเล่าปี่

จนเมื่อทัพเล่าปี่อ่อนแรง ยกเข้าไปตั้งค่ายในป่าเรียงรายตามริมน้ำยาว 700 ลี้ เป็นโอกาสที่ลกซุนรอมาเนิ่นนาน เขาจัดแจงวางกำลังและมอบหมายหน้าที่ให้แม่ทัพขุนพลดำเนินการตามแผน จนสามารถเผาทัพของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งเจ็ดแสนนายวอดวายเกือบทั้งหมด แม้แต่พระเจ้าเล่าปี่เองยังแทบอาชีวิตไม่รอด จนเป็นสาเหตุของการตรอมใจและสิ้นชีพที่เมืองเป๊กเต้ในที่สุด

ลกซุนอาจเก่งกาจในด้านวางแผนการรบ แต่ก็ไม่อาจนำทัพบุกบั่นเข้าชิงชัยอย่างห้าวหาญได้เทียบเท่าเหล่าขุนพลคนอื่นๆ ใต้บังคับบัญชา ในสถานการณ์ที่ลูกน้องอาวุโสกว่า เชี่ยวชาญมากกว่า ที่สำคัญคือมีไฟหรือมีความกระเหี้ยนกระหือรือสูงมาก เขาต้องใช้อำนาจที่มีเป็นเครื่องมือปกครองอย่างเข้มงวด เพื่อคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

สภาพความกดดันทั้งภายนอกและภายใน ไม่อาจกระทบกระเทือนต่อการทำหน้าที่ของลกซุน นั่นเป็นเพราะเขาไม่บุ่มบ่ามกระทำการ ไม่รีบเร่งสร้างผลงานเพื่อให้ลูกน้องยอมรับ ลกซุนยอมโดนด่าว่าขี้ขลาด ไร้น้ำยา เพื่อใช้เวลาพิจารณาสภาพของคู่แข่งอย่างรอบคอบ เพราะมีทหารน้อยกว่าฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่มาก เขาจึงต้องใช้ทหารอย่างระมัดระวังที่สุด และเมื่อสบโอกาสที่รอคอย เขาก็สามารถใช้น้อยชนะมากสร้างตำนานให้ศึกอิเหลง โดดเด่นเป็นหนึ่งในมหาศึกสมัยสามก๊ก เคียงคู่กับศึกกัวต๋อ และศึกเซ็กเพ็กได้อย่างลือลั่น

ลกซุน ไม่จิ๊กโก๋

ถ้าเป็นสมัยนี้คงใช้คำนี้ ลกซุน ไม่แมน บางคนกล่าวถึงเขาว่า ลูกผู้ชายไม่รบอย่างชาย แต่ชัยชนะของเค้าเป็นบทเรียนที่ดี และพิสูจน์ความสามารถของแม่ทัพหนุ่มคนนี้ได้อย่างชัดเจน เขาเป็นคนหนุ่มมีฝีมือและสติปัญญาไม่แพ้หรืออาจจะเหนือกว่าจิวยี่ด้วยซ้ำ ผลงานเลื่องชื่อของลกซุนคือการวางแผนตีเอาเมืองเกงจิ๋วจากกวนอู การเผาทัพพระเจ้าเล่าปี่ และการตีโต้กองทัพจากเมืองหลวงของพระเจ้าโจผี นับเป็นผลงานอันเอกอุระบือโลกที่เล่าไปข้างต้นแล้วนั้น

แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมชื่อชั้นของลกซุน จึงไม่อาจขึ้นสู่แนวหน้าของวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก เฉกเช่นตัวละครอื่น ๆ ได้เลย

หนังสือพิชัยสงครามสามก๊ก ของสังข์  พัธโนทัย เขียนประวัติของลกซุน ไว้อย่างย่อ ๆ ดังนี้

ลกซุนเป็นชาวตำบลอู๋ เมืองอู๋จวิ้น มณฑลเจียงซู มีชื่อรองว่า ป้อเอี๋ยน สูง 8 ฟุต หน้าหยก ซื่อตรง ใจกว้าง ใครเห็นใครรัก ชำนาญในพิชัยสงครามอย่างยอดเยี่ยม ปกครองทหารอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด มีความรู้ทางอักษรศาสตร์อย่างดี

เข้ารับราชการอยู่ในทำเนียบของซุนกวน ออกศึกครั้งแรกร่วมกับลิบอง แม่ทัพเรือประจำลกเค้า ได้รับแต่งตั้งเป็นอิ้วตูตุ๊ (แม่ทัพซ้าย) ลวงกวนอู เจ้าเมืองเกงจิ๋วให้ตายใจ แล้วเข้าตียึดเกงจิ๋วไว้ได้ และกวนอูถูกจับประหารชีวิต

ครั้นเล่าปี่ยกทัพมาตีกังตั๋ง เพื่อแก้แค้นแทนกวนอู ซุนกวนตั้งลกซุนเป็นต้าตูตุ๊ (แม่ทัพใหญ่) ให้ออกรบต่อต้าน ลกซุนใช้ยุทธวิธีเอาไฟเผากองทัพเล่าปี่เสียหายย่อยยับ พระเจ้าเล่าปี่หนีไปสิ้นพระชนม์ที่เมืองเป๊กเต้เสีย

สิ้นศึกได้เลือนยศเป็น ฝู่กั๊วะเจียงจวิน (นายพล) ครองแคว้นเกงจิ๋ว มีบรรดาศักดิ์เป็น เจียงหลิงโหว (พระยา)

ต่อมาได้เลือนขึ้นเป็นไจเสี่ยง (สมุหนายก) ตอนใกล้จะตายมีความเห็นขัดแย้งกับพระเจ้าซุนกวนในเรื่องตั้งพระมเหสี พระเจ้าซุนกวนกริ้ว ลกซุนเลยตรอมใจตาย

ไม่แมน ในที่นี้มิใช่ว่าลกซุนจะเป็นสาวประเภทสองหรืออื่นใด เพียงแต่จะเปรียบเปรยว่า ลกซุน เป็นแม่ทัพคนหนึ่งที่ถูกตำหนิว่าใช้วิธีการที่ไร้คุณธรรม ไม่รบกับซึ่งหน้า แต่ใช้วิธีลับหลัง ถ้าเป็นภาษาฝรั่งก็คงจะต้องบอกว่า ลกซุนไม่ “Fight Like Men”

ลกซุนเป็นแม่ทัพประเภทใช้สติปัญญา และเล่ห์กลในการตัดสินปัญหา เขารู้จักวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและข้าศึก “รู้เขา รู้เรา รบร้อยมิพ่าย” ตรงตามหลักพิชัยสงครามซุนวู ทุกกระเบียดนิ้ว

การเขียนจดหมายแสร้งอ่อนน้อมต่อกวนอู แล้วกลับมาลอบตีนั้น อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ลกซุนดูด้อยค่า ไร้ราคา ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจริง ทั้งในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นการสู้รบแบบที่ไม่สมกับคำว่าชายชาติทหาร แม้ต่อมาจะพอแก้ข้อครหานี้ได้บ้างในการเผาทัพพระเจ้าเล่าปี่ และตีโต้ทัพพระเจ้าโจผีได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมทั้งขับไล่ชนเผ่าป่าเถื่อนออกจากแผ่นดินกังตั๋งอีกหลายครั้งหลายครา เป็นผลงานชั้นเอก ที่แม่ทัพกังตั๋งคนก่อน ๆ ไม่เคยมีใครทำได้ ไม่ว่าจะเป็น จิวยี่ โลซก หรือ ลิบอง

ลกซุน เป็นยอดแม่ทัพบนแผ่นดินกังตั๋ง แต่ชื่อชั้นกลับอ่อนด้อย อีกทั้งคนที่ตำหนิลกซุนอย่างรุนแรงที่สุด มิใช่ใครอื่น เขาคือ “เผยซงจื่อ” นักประวัติศาสตร์ผู้ที่เขียนอรรถาธิบายต่อท้ายไว้ในสามก๊กฉบับจดหมายเหตุ (สามก๊กจี่) ของตันชิ่วนั่นเอง

ในชีวประวัติของลกซุน มีอยู่ตอนหนึ่งที่เขียนถึงศึกเมืองซงหยง

ปี ค.ศ.236 ซุนกวนส่งลกซุนและจูกัดกิ๋น มาโจมตีเมืองซงหยงของฝ่ายวุย ซึ่งในเวลานั้นมีพระเจ้าโจยอยเป็นกษัตริย์ ลกซุนเขียนจดหมายขอกำลังเสริมจากซุนกวน แต่พลนำสารถูกจับได้ จูกัดกิ๋นและลกซุนจึงต้องถอยทัพ

ก่อนจะถอยทัพ ลกซุนได้ทำอุบาย “ปลูกถั่วปลูกมัน” เพื่อลวงให้ฝ่ายวุยก๊กงุนงง คิดว่าการปลูกถั่วปลูกมันเป็นการเตรียมเสบียงอาหาร เพื่อทำการบุกเข้าตี ฝ่ายวุยจึงลังเล ไม่กล้าติดตาม กองทัพกังตั๋งจึงลงเรือยกทัพกลับไป

ระหว่างการเดินทางกลับ ลกซุนให้ทหารจอดเรือแวะพักผ่อนล่าสัตว์ที่ชายแดนเมืองของวุยก๊ก ขณะเดียวกันก็ให้ทหารส่วนหนึ่งลอบเข้าไปรุกรานหัวเมืองต่าง ๆ  โดยให้ทหารเข้าไปรุกรานฆ่าฟันชาวบ้าน เผาทำลายหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นต้องพากันหลบหนีไปยังค่ายของเมือง สือหยาง

ทหารวุยก๊กในเมืองสือหยาง เห็นชาวบ้านเข้ามากันมากก็เกรงจะเป็นอุบายของฝ่ายกังตั๋ง จึงรีบปิดประตูเมือง และสังหารคนที่คิดจะฝ่าเข้ามาในเมือง

ข้างฝ่ายทหารลกซุน สามารถจับตัวชาวบ้านเป็นเชลยได้หลายพันคน ลกซุนจึงสั่งการให้ดูแลชาวบ้านเหล่านั้นเป็นอย่างดี ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ ทรัพย์สินเงินทอง และข้าวปลาอาหาร แล้วปล่อยตัวไป ชาวบ้านหลายคนดีใจ จึงแพร่ข่าวความเมตตาของลกซุน ทำให้หลายคนยอมเข้าด้วยกับฝ่ายง่อ

เผยซงจื่อ ผู้เขียนอรรถธิบายในจดหมายเหตุจึงตำหนิลกซุนอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ลกซุนสามารถถอยทัพกลับกังตั๋งอย่างปลอดภัย แต่กลับเลือกที่จะรุกรานพลเมือง แล้วแสร้งทำดีเพื่อซื้อใจ ฝ่ายง่อจึงได้ชาวบ้านไปเข้าด้วยหลายพันคน กระนั้นทั้งวุยและง่อก็มิไม่มีผลได้ผลเสียต่อคนจำนวนนี้”

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องถูกเข่นฆ่าไปมากมายโดยเปล่าประโยชน์ นี่มิใช่วิสัยของนักการทหาร การกระทำนี้ต่างกับเมื่อครั้งขงเบ้งรบกับวุยก๊กอย่างสิ้นเชิง (ขงเบ้งไม่เคยเข่นฆ่าพลเมืองผู้บริสุทธิ์) นี่คือการละเมิดกฏของสงคราม ผลกรรมนี้ทำให้ง่อก๊กต้องล่มสลายในรัชสมัยของซุนโฮ”

“ลกซุนแสร้งทำเป็นมีเมตตา เปรียบเหมือนช่วยลูกนก หลังจากที่เผาทำลายป่าและฆ่านกทั้งฝูง นี่เป็นการสังหารหมู่อันโหดร้ายที่ไม่อาจนำความเมตตาตื้น ๆ มาลบล้างได้”

เมื่อได้อ่านความคิดเห็นของเผยซงจื่อ ในลักษณะข้างต้นนี้แล้ว ย่อมเป็นที่คาดเดาได้ว่า แม้ลกซุนจะมีผลงานล้ำเลิศ และมีสติปัญญาสูง แต่วิธีการของเขาเป็นไปในลักษณะที่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิถีแห่งความเป็นลูกผู้ชาย ใช้อุบายไม่สมชายชาติทหาร

ในการสงครามไม่ว่ายุคสมัยไหน ย่อมมีกฏ มีเกณฑ์ที่กองทัพคู่สงครามทั้งสองฝ่ายยอมรับเสมอ สมัยนี้เรียกว่า “กฎการปะทะ” Rules of Engagement (ROE) ซึ่งตามทัศนะของ เผยซงจื่อ ชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ยอมรับลกซุนในจุดนี้ วิถีแห่งลกซุน จึงไม่ได้รับการยอมรับมากเท่ากับตัวละครอื่น ๆ

เป็นลูกผู้ชายก็ควรสู้เยี่ยงชาย

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

เตียวเสี้ยน หญิงงามที่แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยง

วันนี้ Centrovirtual พาคุณเจาะประวัติศาสตร์จีนสมัยสามก๊กอีกครั้ง
“เตียวเสี้ยน” สาวงามหนึ่งในสี่ ที่ต่างจากสี่สาวงามคนอื่น
เรื่องของนางไม่มีหลักฐานยืนยันการมีอยู่
นางคือใคร และประวัติศาสตร์บันทึกถึงนางไว้วว่าอย่างไร เรามาดูกัน

เตียวเสี้ยน

เตียวเสี้ยน

เตียวเสียน มีชื่อในภาษาจีนกลางว่า เตียวฉาน เป็นหนึ่งในสี่ยอดพธูของจีนโบราณ เตียวเสียนต่างจากสาวงามคนอื่นอีกสามคนด้วยเหตุที่ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันการมีตัวตนอย่างแน่ชัด เตียวเสียนจึงเป็นตัวละครสมมุติในนิยาย

เตียวเสียนเป็นที่รู้จักจากบทบาทในนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 เรื่อง สามก๊ก ซึ่งมีเนื้อเรื่องอิงจากเหตุการณ์ช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและยุคสามก๊ก ในนิยายเตียวเสียนมีสัมพันธ์กับขุนศึกลิโป้และกระตุ้นให้ลิโป้ทรยศและสังหารพ่อบุญธรรมคือตั๋งโต๊ะขุนศึกทรราช เตียวเสียนมีฉายานามว่า “จันทร์หลบโฉมสุดา” ซึ่งหมายถึง “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”

บันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนระบุว่าลิโป้ลอบมีสัมพันธ์กับสาวใช้คนหนึ่งของตั๋งโต๊ะ แล้วเกรงกลัวว่าตั๋งโต๊ะจะรู้ความจริง จึงกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลิโป้ทรยศและสังหารตั๋งโต๊ะในปี ค.ศ. 192 อย่างไรก็ตามชื่อของสาวใช้คนนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาตร์ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่านางคือ เตียวเสี้ยน

เตียวเสียนเป็นหญิงรับใช้ที่พ่อแม่ตายแต่ยังเล็ก ได้อ้องอุ้นรับมาชุบเลี้ยง ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่ออายุ 16 ปี ยามที่อ้องอุ้นถอนหายใจด้วยห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองยามดึก แล้วออกมาพบเตียวเสียนนั่งร้องไห้กับเดือนอยู่

อ้องอุ้นถามว่า นังหนู ร้องไห้ด้วยเหตุใด อกหักเพราะความรักล่ะสิ เตียวเสียนตอบว่า มิได้ นางร้องไห้เพราะสงสารอ้องอุ้นที่เหมือนบิดาตนกลุ้มใจ เมื่ออ้องอุ้นได้เห็นโฉมหน้าของเตียวฉานอย่างชัดเจนแล้วจึงอุทานว่า แผ่นดินมีคนมาช่วยแล้ว

อ้องอุ้นวางแผนให้เตียวเสียนใช้มารยาหญิงทำให้ตั๋งโต๊ะและลิโป้แตกคอกันจนฆ่ากันเองในที่สุด โดยจะยกให้แก่ลิโป้ก่อน แล้วจึงยกให้ตั๋งโต๊ะ ซึ่งสุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนที่อ้องอุ้นวางไว้ทุกประการ และหลังจากตอนนี้แล้ว เตียวเสียนก็ไปเป็นภรรยาคนที่สองของลิโป้

แต่การตายของเตียวเสียนก็ไม่ปรากฏแน่ชัด ตามในฉบับของสามก๊กของเจ้าพระยาพระคลัง[หน] บอกว่านางได้หายตัวไปหลังจากลิโป้ได้สังหารตั๋งโต๊ะ ในปัจจุบันมีการวิเคราะห์ว่า เตียวฉานแตกต่างจากหญิงงามอีกสามคนในจำนวนหญิงงามสี่แผ่นดินของจีน

เนื่องจากไม่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ จึงเชื่อว่าไม่มีตัวตนจริง แต่ก็เชื่อว่าผู้แต่งได้แรงบันดาลใจมาจากหญิงงามอีกคนหนึ่งที่มีตัวตนจริง ที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ลิโป้ต้องฆ่าเต๊งหงวน บิดาบุญธรรมของตน

ลิโป้ เสียคนเพราะนาง จริงหรือ

เอาตามประวัติศาสตร์ ตั๋งโต๊ะกับลิโป้ แม้จะเป็นพ่อลูกบุญธรรมแต่ก็ใช่ว่าจะตัดกันไม่ขาด ลิโป้นั้นเป็นเหมือนองครักษ์ที่เป็นเงาตามตัวตั๋งโต๊ะ แต่ตั๋งโต๊ะเป็นคนอารมณ์ร้าย มักออกอาการโมโหร้ายอยู่บ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งโมโหลิโป้เลยเควี้ยงทวนสั้นใส่แต่ลิโป้หลบได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มทำให้ลิโป้ไม่พอใจตั๋งโต๊ะ อีกเรื่องหนึ่งคือลิโป้ลักลอบคบหาอยู่กับหญิงรับใช้คนหนึ่งของตั๋งโต๊ะเลยกังวลตลอดเวลาว่าจะถูกจับได้ ซึ่งหลอกว้านจงได้เอาจุดนี้มาแต่งเรื่อง สาวงามคนนี้ นั่นเอง

หลังจากนี้เหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์ก็เหมือนนิยายครับ ขุนนางฮั่นอย่างอ้องอุ้น ผู้เป็นซือถู(เสนาบดีมหาดไทย) เคยมาตีสนิทกับลิโป้อยู่ก่อน คราวนี้ลิโป้ไม่พอใจตั๋งโต๊ะเลยไปบ่นด้วย หวางอวิ่นกับซื่อซุนหรุ่ยก็มาชักชวนให้ร่วมกันล้มตั๋งโต๊ะ ลิโป้ก็ลังเลในเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูก หวางอวิ่นจึงว่าลิโป้ไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่แล้ว แถมยังเคยขว้างทวนใส่อีก ลิโป้ก็ตกลงเข้าด้วย  

ช่วงนั้นฮ่องเต้เพิ่งหายประชวร ลิโป้จึงไปพบลิซก ผู้บัญชาการทหารม้าเพื่อนบ้านเดียวกัน โดยให้ลิซกกับทหารสิบคนแต่งกายเป็นทหารองครักษ์ประจำอยู่ที่ประตูวัง พอตั๋งโต๊ะมาถึงวังก็โดนลิซกขวางไว้ ตั๋งโต๊ะเลยร้องหาลิโป้ ลิโป้จึงออกมาบอกว่า ‘นี่เป็นพระราชโองการ’ แล้วก็เสียบตั๋งโต๊ะตายคาที่

หลังจากนั้นลิโป้จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ‘เฟิ่นเวยเจียงจวิน(แม่ทัพผู้องอาจ)’ มีบรรดาศักดิ์เป็น ‘เวินโหว’ และให้มีเกียรติสูงเสมอด้วยซานกง(สามมหาเสนาบดี-ตำแหน่งบริหารสูงสุดสมัยฮั่น) ซึ่งก็เทียบเท่าหวางอวิ่นที่เป็นหนึ่งในซานกง

เตียวเสี้ยนน่าจะถือได้ว่าเป็นสายลับประเเภทหนึ่ง ซึ่งงานสายลับที่สำคัญมากและอันตรายมากเช่นนั้นเมื่อทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จกฝ็ตาม ก็จะหายตัวไป เหมือนไม่มีตัวตนหรือหลักฐานใดๆเหลือ ก็เป็นได้

หากตั๋งโต๊ะยอมยกนางให้ลิโป้

ในแง่นิยาย หากทำเช่นนั้น มันจะง่ายขึ้นนะชช ลิโป้จะโดนเตียวเสี้ยนเป่าหูให้เก็บตั๋งโต๊ะทุกวี่ทุกวัน ถึงจะเป็นเทพสงคราม แต่ลองโดนสาวที่ชอบเป่าหูบ่อยๆ ก็เชื่อจนยอมทำตามได้เหมือนกัน ทีนี้ตั๋งโต๊ะจะตายเร็วกว่ามัวมาแย่งเตียวเสี้ยนอีก แต่เหตุการณ์หลังจากตั๋งโต๊ะตายคงไม่ต่างจากเดิม คือพวกเตียวเจยึดเมืองหลวงคุมอำนาจ ลิโป้เร่ร่อน อ้องอุ้นโดนฆ่า

แค่ตั๋งโต้ะตายช้าลง สิ่งที่ลิโป้ ต้องการสู่สูงสุดคือ อำนาจสูงสุดทางการทหารที่ ฮ่องเต้ แต่งตั้งให้ สตรีแค่ปัจจัย 1 ยามเป็นหนึ่งรองจากฮ่องเต้ในแผ่นดินจะหานางงาม ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จุดประสงค์ก็แค่รอเวลา ปฎิวัติ แค่นั้น มีเตียวเสี้ยนเป่าหู เหมือนสุมไฟให้ลุกเร็วขึ้นเท่านั้นหละ

ถ้าลิโป้ได้ ตันก๋ง เร็วกกว่านี้คงไม่แพ้ กาเซี่ยง จนฉางอันแตกทั้ง เพราะแม่ทัพอย่าง ลิฉุย กุยกี ก็ไม่เอาอ่าวดีได้ด้วยกาเซี่ยงคนเดียว อาจจะยึดครองจนตั้งตัวเป็น จอมพลก็เป็นได้ แต่คงโดนเป่าหู ล้มล้างราชวงศ์ฮั่นต่อ ตามบุคลิคที่บันทึกไว้

ถึงแม้ว่าตามประวัติศาสตร์จริง ลิโป้มีข้อบาดหมางกับตั๋งโต๊ะหลายอย่างอยู่แล้ว เช่นเรื่องนิสัยของตั๋งโต๊ะที่เป็นคนโมโหร้ายชอบใช้อารมณ์มาลงกับลิโป้ หรือเรื่องแย่งอำนาจ แต่เรื่องเตียวเสี้ยนนี่ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ มีแค่การที่ลิโป้ลอบเป็นชู้กับหญิงรับใช้ของตั๋งโต๊ะเป็นอีกชนวนนึงที่ทำให้ผิดใจกัน ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ตั๋งโต๊ะก็คงถูกลิโป้ฆ่าอยู่ดี

ค้นประวัติศาสตร์ ปริศนาอักษร เตียวเสี้ยน (貂蟬)

เตียวเสี้ยน 貂蟬 (จันทร์หลบโฉมสุดา) ทำไมตัวละครตัวนี้ ถึงชื่อว่าเตียวเสี้ยน  ชื่อเตียวเสี้ยนในสามก๊กฉบับ ภาษาอังกฤษ แปลว่า “Sable Cicada” (จักจั่นสีดำ) ส่วนฉบับยาขอบ ก็ได้เรียกนางว่า “จั๊กจั่น” ด้วยเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง นั้นชื่อสกุล “เตียว”  (Diao, 貂) นั้นแทบ ไม่มีใช้ใน
ประเทศจีน  อีกทั้งเมื่อ ตีความตาม อักษรจีน จะแปลว่า ตัวมิ้งค์

ส่วนคำว่า “ฉาน” (Chan, 蟬) ก็แปลตรง ตัวเหมือน ในสามก๊ก ภาษาอังกฤษว่า “จั๊กจั่น”

ดังนั้น  คำว่า “เตียวฉาน” นั้น จึงควรจะ หมายถึง ส่วนประกอบ ของ หมวกขุนนาง ชั้นสูงที่ทำจากขนมิ้งค์ และ หยกเป็นรูปจักจั่น โดยเรียกว่า เตียวฉานกวาน (貂蟬冠)  หรือ หมวกเตียวเสี้ยน (Sable Cicada Hat)  ปริศนา ที่ผู้เขียนอย่าง หลอก้วนจง ตั้งชื่อหญิงงาม คนนี้ว่าเตียวเสี้ยนนั้น
ก็น่าจะมี เหตุผลมาจาก การที่ อ้องอุ้นมอบ ของ มีค่าให้แก่ลิโป้ เมื่อคราววางแผน จะจัดการตั๊งโต๊ะเลย ต้องวางแผน ยืมมือ ลิโป้ ให้ความร่วมมือ ซะก่อนเพื่อเมื่อถึง เวลาจะได้ไม่เป็น อุปสรรคในการฆ่าตั๊งโต๊ะ

ในสามก๊ก ตอนหนึ่ง ได้เขียนเอาไว้ ดังนี้ – ครั้นเวลา รุ่งเช้าอ้องอุ้น จึงจัดเพชรพลอย กับ ทองคำ แล้วหาช่าง มาทำหมวก สำหรับ ลูกหลวงใส่ แล้วแต่งคน อันสนิทให้ลอบเอาออกไป ให้เป็นกำนัลแก่ลิโป้ ลิโป้เห็นหมวก อย่างลูกหลวง ก็มีความ ยินดีนัก จึงลอบ มาหาอ้องอุ้น ณ บ้าน

จะสังเกต เห็นว่ามีรูปตัว จั๊กจั่น กลับหัวติด อยู่ที่หมวก ที่กล่าวถึง (หมวกขุนนาง สมัยก่อน) เตียวฉานกวาน (貂蟬冠) หรือ หมวกเตียวเสี้ยน นั้นมิใช่ หมวกธรรมดา ทั่วไป แต่มีใช้กันเฉพาะ ขุนนางระดับสูงสุด หรือ เชื้อพระวงศ์ เท่านั้น จึงไม่แปลกหาก เมื่อลิโป้ได้เห็น แล้วจะรู้สึก เกิดความละโมบ อยากได้มาไว้ ในครอบครอง ตัวหลอก้วนจง ก็จึงใช้จุดนี้ ในการตั้งชื่อ ให้กับเตียวเสี้ยน

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

อ้วนเสี้ยว อดีตซี้โจโฉ จุกอกตายเพราะพ่ายศึก

“อ้วนเสี้ยว” ผู้นำก๊กที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด
แต่ท้ายสุดก็ต้องมาล่มสลายเพราะตยเอง
ถึงกับกระอักเลือดตาย เพราะพ่ายศึกที่ตนมีกำลังมากกว่า 10 เท่า
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

อ้วนเสี้ยว

อ้วนเสี้ยว

มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก มีบทบาทในช่วงต้นเรื่อง ด้วยเป็นผู้นำก๊กที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด แต่ท้ายสุดก็ต้องมาล่มสลายเพราะความไม่เอาไหนของตน อ้วนเสี้ยวเคยเป็นทหารติดตาม ที่มีความศรัทธาในตัวของแม่ทัพโฮจิ๋น ผู้เคยมีอาชีพขายเนื้อในเมือง

อ้วนเสี้ยวเป็นเพื่อนสนิทกับโจโฉ ลูกของโจโก๋ อ้วนเสี้ยวสืบตระกูลขุนนางเก่าแก่ หลังจากแม่ทัพโฮจิ๋นถูกตลบแผน จากสิบขันทีแล้ว อ้วนเสี้ยวจึงแยกตัวออกมา สร้างกองทัพจนใหญ่โต และเป็นผู้นำ 18 หัวเมืองต่อต้านตั๋งโต๊ะ 

เมื่อกำจัดตั๋งโต๊ะได้แล้ว ด้วยความเป็นผู้มีจิตใจไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก เป็นคนโลเล ใช้คนไม่เป็น ชอบคนที่ประจบสอพลอ คนดี ๆ จึงหนีหาย เมื่อครั้งหนึ่งเตียนห้องขัดขวางมิให้จัดทัพไปตีโจโฉก็สั่งขังและต่อมาจึงประหารชีวิต

ภายหลังพ่ายแพ้ต่อกองทัพของโจโฉที่มีทหาร 7 หมื่น ในขณะที่อ้วนเสี้ยวมีทหาร 7 สิบหมื่น จนอ้วนเสี้ยวกระอักเลือดตาย ตำราพิชัยสามก๊กของวรรณไว พัธโนทัย กล่าวถึงอ้วนเสี้ยวไว้ว่า อ้วนเสี้ยวนั้นมีข้อเสียเป็นผู้มีอุบายมาก แต่ความเด็ดขาดมีน้อย ชอบฟังแต่คำยุให้รำตำให้รั่ว เห็นแก่ญาติพี่น้องของตนอย่างเดียว ไม่มีความรู้ด้านตำราพิชัยสงคราม ชอบแต่คนมีหน้ามีตาและชอบพูดขัดคอคนอื่น

สัญลักษณ์ของผู้หูเบา ไม่หนักแน่น

ความจริงอ้วนเสี้ยวก็ไม่ได้ด้อยปัญญาอะไร เพราะอ้วนเสี้ยวก็เคยแสดงความสามารถให้เห็นมาแล้วในการปราบกองซุนจ้าน กองซุนจ้านใช้แผนปิดเมืองไม่ออกมารบเหมือนกับสุมาอี้ไม่รบกับขงเบ้ง แต่อ้วนเสี้ยวแก้กลยุทธนี้จนปราบกองซุนจ้านได้ในขณะที่ขงเบ้งแก้ไม่ได้

ความอัปยศที่มักถูกพูดถึง คือ ศึกที่พ่ายแพ้แก่โจโฉด้วยอัตรากำลังพล 7 หมื่นต่อ 7 แสน แต่ไม่รีบเผด็จศึก ทั้งยังหลงเชื่อคำยุยงจนไปบังคับเตียวคับโกลำ เตียวคับโกลำเลยไปสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โจโฉเลยได้ขุนพลมือดีไปแบบไม่ต้องลงทุน

อ้วนเสี้ยวรบแพ้ครั้งนั้น น่าจะเป็นความพ่ายแพ้ครั้งเดียวในชีวิตอ้วนเสี้ยวเลยนะ เพราะก่อนหน้านั้นเขาชนะเสมอ ในการรวมพล 18 หัวเมืองล้มตั๋งโต๊ะ ตัวอ้วนเสี้ยวเองก็ไม่ใช่ขุมอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น แต่ตักตวงผลประโยชน์เรื่อยมาจนได้กลายเป็นขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแดนเหนือแม่น้ำฮวงโห ขยี้กองซุนจ้าน ฮั่นฮก และก้าวมาอยู่ในจุดที่อ้วนสุด “ต้องง้อ” (จากที่ถือว่าเคยเป็นกึ่งๆ เบี้ยล่างของอ้วนสุดด้วยเพราะอ้วนเสี้ยวแม้จะแก่กว่า แต่เป็นลูกเมียน้อย)

นับว่าไม่ธรรมดา ฉะนั้นเอาจริงๆ แล้วอ้วนเสี้ยวไม่ใช่คนกระจอกงอกง่อยขนาดที่วรรณกรรมหรือความทรงจำของนักอ่านคุ้นเคยกัน แต่ถือเป็นผู้นำที่สร้างความสำเร็จให้ฝ่ายตนเองได้น่าจับตามองเลยทีเดียว

แต่จุดบอดของอ้วนเสี้ยวที่เป็นเพดานขวางไม่ให้เขาพัฒนาต่อจากนี้ได้เพราะมายด์เซ็ตแบบถือดี เชื่อมั่นในความสำเร็จที่ผ่านๆ มามากเกินไป อยู่กับความยิ่งใหญ่ของชาติตระกูลมากไป ทำให้เกิดความประมาทในการเผชิญหน้ากับโจโฉ และเปิดช่องโหว่ให้ต้องมีอันแตกทัพยับเยินที่กัวต๋อ

โง่จริง?

อ้วนเสี้ยวไม่ได้ด้อยปัญญาแน่ๆ ไม่งั้นจะสร้างกองทัพที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางที่สุดและมีไพร่พลมากที่สุดในประเทศ ณ เวลานั้นได้อย่างไร แต่คนเราในยามที่ประสบความสำเร็จในระดับนึงจะถูกแสงสว่างรอบกายบังตาให้กลายเป็นคนที่โง่งม พูดง่ายๆ ก็คือเหลิงลำพองจนประมาท

ขอยกตัวอย่างซักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ทหารของอ้วนเสี้ยวมีจำนวนมากแต่ขาดประสิทธิภาพเพราะเกณฑ์มาโดยไม่ค่อยได้ฝึกฝนฝีมือ ระเบียบวินัยก็หย่อนยาน ในขณะที่ทหารโจโฉน้อยกว่าแต่มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งเจนสนามรบและฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด อย่างที่เราๆ รู้กันว่า นี่คือหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้โจโฉชนะอ้วนเสี้ยว

แต่ในยามที่โจโฉก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะผู้ที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางที่สุดและมีไพร่พลมหาศาลที่สุดเฉกเช่นเดียวกับอ้วนเสี้ยว โจโฉก็พลาดเหมือนอ้วนเสี้ยว ในการยกทัพลงใต้ด้วยไพร่พลมหาศาล หมายที่จะขยี้เล่าปี่และซุนกวนไปพร้อมๆ กัน โจโฉก็ออกรบโดยที่ไพล่พลของตัวเองมีข้อด้อยเช่นกัน

เปรียบกับความผิดพลาดของโจโฉ

– กำลังพลส่วนใหญ่เป็นชาวเหนือซี่งไม่คุ้นทางน้ำและภูมิอากาศ แค่ก่อนออกรบก็มีล้มป่วยแล้ว พอยามออกรบก็สู้ทหารของซุนกวนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเชี่ยวชาญการรบทางน้ำไม่ได้

– 4 ใน 5 ของกองทัพเป็นทหารเชลยที่ได้มาจากอ้วนเสี้ยว เล่าเปียว ไม่ได้มีใจสู้ถวายหัว แถมไม่มีความฮึกหาญเนื่องจากเดิมทีพวกนี้เป็นทหารที่พ่ายศึก และคงจำได้ว่า นี่คือทหารไร้คุณภาพที่อ้วนเสี้ยวเคยครอบครองมา

– ทหารของเล่าเปียวซึ่งหวังว่าจะใช้เป็นตัวหลักในการรบทางน้ำ ก็เป็นทหารที่เพิ่งเข้าร่วมกับกองทัพ ไม่ได้มีใจที่จะต่อสู้เพื่อโจโฉเต็มร้อย

และด้วยความหลงตัวลำพอง โจโฉจึงติดกับแผนของจิวยี่และขงเบ้ง นำไปสู่ความพ่ายแพ้ย่อยยับ
การหลงกลบังทองเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะการนำโซ่ไปคล้องเรือไว้ด้วยกันก็ช่วยแก้ปัญหาความไม่ชำนาญทางน้ำของทหารโจโฉได้จริงๆ

ทว่าการหลงกลยอมเจ็บตัวของอุยกายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเป็นเมื่อก่อน โจโฉไม่มีทางเชื่อน้ำยาเจียวก้าน และไม่มีทางเชื่อง่ายๆ ว่าอุยกายซึ่งเป็นขุนศึกบุกเบิกแผ่นดินมาตั้งแต่รุ่นซุนเกี๋ยนพ่อของซุนกวนจะแปรพักร์เพราะโดนเฆี่ยนหนักๆ แค่นั้น เพราะสายตาของโจโฉไม่ได้มืดบอดขนาดนั้น

สายตาของโจโฉที่คมกล้ามองเห็นความสามารถของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ตั้งแต่แรกเห็น สายตาของโจโฉที่มองเห็นถึงธาตุแท้ของเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั่วแผ่นดินจนเกิดเป็นเรื่อง ” โจโฉวิจารณ์เหล่าวีรบุรุษกลางสวนท้อ” อันลือลั่น

ถ้าเป็นโจโฉในอดีต เขาอย่างน้อยต้องไม่ไว้ใจอุยกายเต็มร้อย น่าจะมองธาตุแทัของลูกผู้ชายอย่างอุยกายออก อุยกายไม่ใช่ทหารไร้ชื่อแต่เป็นขุนพลชื่อดังที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิ ตั้งแต่สมัยปราบโจรโพกผ้าเหลืองนู่น โจโฉย่อมรู้จักและได้ยินเรื่องของอุยกายมา

แต่ด้วยความลำพองมั่นใจ เขามองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเศษผงธุลี เชื่อว่ายังไงซะกองทัพอันเกรียงไกรและตัวเขาซึ่งสร้างกองทัพอันเกรียงไกรนี้ขึ้นก็ต้องสามารถชนะศึกได้แน่

นี่คือสิ่งที่ โจโฉเดินตามรอยอ้วนเสี้ยว ความลุ่มหลง และ ลำพองตนเอง มั่นใจ ในตนเอง เกินไป ก็คือความผิดพลาด ของ อ้วนเสี้ยว ที่กัวต๋อ และ ความผิดพลาด ของ โจโฉ ที่เซ็กเพ็ก

เพราะงั้น อ้วนเสี้ยวไม่โฉดเขลา ขนาดนั้น หรอกครับ เพียงแต่ ลำพองเกิน ไปจนแปรเปลี่ยน เป็นคนโฉดเขลา ณ เวลานั้น ซึ่งใครๆ ก็เป็นได้

มีดีอยู่บ้าง

ผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงจำเรื่องที่ กุนซือ ของ โจโฉพูดถึง ข้อเสีย 10 ประการ ของ อ้วนเสี้ยวกันได้ แต่ หนังสือมักไม่ค่อย เขียนถึงข้อดี อ้วนเสี้ยวเท่าไหร่ ที่ดีๆ เลย แม้ไม่ได้ เห็นเป็น รูปธรรมมาก แต่ว่าจริงๆ ต้องมีดี พอควร ไม่งั้นคง ไม่สามารถ มีขุนพลอย่าง งันเหลียง บุนทิว เตียวคับ ฯลฯ ได้

ต่ออก จะหน้าใหญ่ ใจโตไปหน่อย เอาใจลูกน้องดีพอประมาณ ไม่งั้นคงไม่มี ลูกน้องติดสอยห้อยตาม มากขนาดนี้  แต่ความขี้เกรงใจ ทำให้ตัดสินใจ ไม่เด็ดขาดโลเล หากไม่ประเมิน แต่ข้อเสีย อ้วนเสี้ยวไม่ใช่ คนเลวร้าย ถือว่ามีคุณธรรม พอสมควร เผด็จการน้อยกว่าโจโฉ

วางตัวดี จูงใจคนเก่ง น่าจะเป็น ที่การวางตัว สามารถที่จะ ดึงดูดคนเก่งๆ มาทำงานด้วยได้ อ้วนเสี้ยว พอออกภูธร ไปเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ ไม่นาน ก็มีกำลังทหาร ขุนพล เสนาธิการ เยี่ยมๆ ไปทำงานให้ ไม่น้อยแล้ว ที่เด่นๆ ก็ บุนทิว, งันเหลียง, ฮองกี๋ พอยึดกิจื๋ว ก็ได้ เตียนห้อง, สิมโพย, ชีสิว, เตียวคับ, โกลำ มาช่วยอีก

ถือว่ามีความสามารถในการรวบรวมบุคลากรอยู่ไม่น้อย

แต่ด้วย ข้อเสียอื่น ๆ มากกว่า เยอะ เช่น มีคนเก่งเยอะ แต่ก็ ใช้ไม่เป็น จึงไม่สามารถ ในการแบ่งหน้าที่ ,ผสานใจคน ให้ร่วมมือทำงาน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ในหมู่ที่ปรึกษา จึงแก่งแย่งกัน ไม่มีความเป็น เอกภาพ นิสัยใจคอก็ โลเลไม่เด็ดขาด มักใช้อารมณ์ มากกว่าเหตุผล ฯลฯ

ซุนฮก ที่ทิ้ง ตำแหน่ง นายอำเภอ ไปอยู่ด้วย กุยแก ที่ก็เคยไป เสนอตัวรับใช้ ถึงได้เผ่นหนีมาอย่างไม่ลังเล

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ดีๆ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/