Categories
ชีวประวัติ

ขงจื๊อ นักปราชญ์และนักสังคมศาสตร์จากยุคจีนโบราณ

นักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น
ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
เขาคือ ขงจื๊อ และวันนี้ Centrovirtual จะพาทุกท่านไปรู้จักเขากัน

ขงจื๊อ

ขงจื๊อ

ในภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงบรมครูจื่อ ข่งชิว ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ

ก่อนสิ้นใจหลังจากนั้น ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า “ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย”

บรรพชนของขงจื๊อสืบเชื้อสายจากเจ้าผู้ครองแคว้นซ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสายราชนิกุลแห่งราชวงศ์ซาง บรรพชนรุ่นต่อมาได้รับราชการเป็นขุนนางชั้นสูงของแคว้นซ่งมาหลายชั่วคน แต่ด้วยเหตุความวุ่นวายทางการเมืองจึงลี้ภัยมาอยู่ที่แคว้นหลู่ บิดาของขงจื๊อมีนามว่า ข่งเหอ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซูเหลียงเหอ เป็นผู้มีการศึกษาและชำนาญยุทธ์รูปร่างสูงใหญ่กำยำ รับราชการในแคว้นหลู่ และเคยเข้าร่วมกับกองทัพปกป้องบ้านเมืองจาการรุกรานของต่างแว่นแคว้นถึง 2 ครั้ง เขามีภรรยา 3 คน ภรรยาคนแรกให้กำเนิดบุตรสาว 9 คน ส่วนภรรยาคนที่สอง ถึงแม้จะให้กำเนิดบุตรชายคนแรก แต่ก็พิการทางขาตั้งแต่ยังเด็ก ซูเหลียงเหอในวัย 66 ปี จึงต้องแต่ง เหยียนเจิงไจ้ เป็นภรรยาคนที่สาม เพื่อมีทายาทสืบสกุลอย่างสมบูรณ์

ขงจื๊อเดิมชื่อว่า ชิว ชื่อรอง จ้งหนี เป็นชาวเมือง โจวอี้ ในแคว้นหลู่ปัจจุบันคือเมือง ชวีฟู่ ในมณฑล ซานต ท่านเกิดในสมัยชุนชิว เมื่อ 551 ปีก่อนคริสตกาล ถึงแก่กรรมเมื่อ 479 ปีก่อนคริสตกาล สิริอายุ 73 ปี

ใน ‘บันทึกประวัติศาตร์สื่อจี้ บทตระกูลขงจื๊อ’ <<史记,孔子世家>> ได้บันทึกไว้ว่า ขงจื๊อสูงประมาณ 2 เมตร เรียกได้ว่าเป็น ‘ผู้สูงใหญ่’ อย่างแท้จริง ตามคำร่ำลือกำลังแขนของขงจื๊อแข็งแรงยิ่งนัก คุณลักษณะทางกายภาพเหล่านี้ ขงจื๊อได้รับถ่ายทอดจากผู้เป็นบิดาซึ่งไม่ตรงกับภาพลักษณ์ที่คนรุ่นหลังกล่าวกันว่า ขงจื๊อเป็นปัญญาชนที่ร่างกายอ่อนแอ เพราะท่านชำนาญทั้งเกาทัณฑ์และขี่ม้า นอกจากนี้ ความสามารถในการดื่มสุราก็เหนือกว่าใคร

เมื่อขงจื๊ออายุได้ 3 ขวบ บิดาก็เสียชีวิต เหยียนเจิงไจ้ทนการกดขี่ของภรรยาหลวงไม่ไหว จึงพาบุตรชายสองคนไปใช้ชีวิตตามลำพัง นางอบรมเลี้ยงดูบุตรทั้งสองอย่างดี ให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากบิดาของนาง มารดาและผู้เป็นตาจึงเป็นผู้ปลูกฝังความใฝ่รู้ให้กับขงจื๊อตั้งแต่ยังเยาว์วัย สิ่งที่ขงจื๊อเล่าเรียนในขณะนั้นคือ จารีต ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ และพิธีกรรมของชนชั้นสูงและผู้มีฐานะในสังคมสมัยราชวงศ์โจว เมื่อขงจื๊ออายุ 15 ปี ก็ตั้งปณิธานใฝ่ศึกษาศิลปวิชาแขนงต่าง ๆ ดังที่มีบันทึกในหนังสือ ‘วาทะวิจารณ์ของขงจื๊อ’ <<论语>> ว่า “ข้าอายุ 15 ก็ตั้งมั่นในการศึกษา” (吾十有五而志于学)

พออายุ 17 ผู้เป็นมารดาจากไป ขงจื๊อเลี้ยงชีพด้วยการเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในแคว้นหลู่ ทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานดูแลคลังเสบียงและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ตามลำดับ นอกจากนี้ จวนขุนนางหรือคหบดีคนใดมีงานมงคลหรืออวมงคล ก็จะไปเป็นผู้ทำพิธีกรรมให้ ด้วยอุปนิสัยที่ใฝ่รู้ท่านจึงมุ่งมานะหมั่นศึกษามาโดยตลอด อายุ 20 กว่าก็สนใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง มักถกปัญหาและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองแก่บรรดานักปกครอง จนได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ผู้รอบรู้และสันทัดในนิติธรรมเนียม(礼)’ ดังเช่น ครั้นเมื่อเจ้าผู้ครองแคว้นฉี พระนามว่า ‘ฉีจิ่งกง’ (齐景公) เดินทางมาเยือนแคว้นหลู่ พร้อมกับเสนาบดีผู้กระเดื่องนามในประวัติศาตร์นามว่า ‘เยี่ยนอิง’(晏婴)ทั้งสองได้เชิญขงจื๊อเข้าพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง

ขงจื๊อถนัดในการศึกษาเรียนรู้ข้อดีของคนอื่น ดังที่ได้กล่าวไว้ว่า “สามคนร่วมเดิน จักต้องมีอาจารย์ของเราเป็นแน่ จงเลือกที่ดีเพื่อเอาอย่าง ส่วนที่ไม่ดีก็จงนำมาแก้ไขปรับปรุงตน”(三人行,必有一师焉。择其善者而从之,其不善者而改之)และยังเห็นว่า “ผู้มีความรู้ต้องพร้อมด้วยวรยุทธ์ ผุ้มีวรยุทธ์ต้องพร้อมด้วยความรู้”(有文事者必有武备,有武事者必有文备)ซึ่งก็ต้องเป็นผุ้รอบรู้นั่นเอง ความขยันหมั่นเพียรศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่เยาว์วัย เป็นการสั่งสมความรู้ความสามารถสำหรับการสร้างระบบแนวคิด และปูพื้นฐานที่มั่นคงในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศินย์ ทำให้ขงจื๊อเป็นผู้รอบรู้ในยุคสมัยนั้นและมีผู้มาฝากตัวเป็นศินย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นอายุ 35 แคว้นหลู่เกิดศึกการเมืองภายในจากการแย่งชิงอำนาจกันเองของผู้ปกครอง ขงจื๊อจึงเดินทางไปยังแคว้นฉีด้วยความคาดหวังว่า เจ้าผุ้ปกครองแคว้นฉีจะสนใจแนวคิดการปกครองของตน แต่ต้องผิดหวังที่เจ้าผู้ปกครองแคว้นไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งยังมีขุนนางคอยกลั่นแกล้งและกีดกัน ท่านจึงกลับมายังแคว้นหลู่หลังจากที่อยู่แคว้นฉีได้ราวหนึ่งปี และดำเนินชีวิตเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่บรรดาสานุศินย์ทั้งหลาย

ขงจื๊อในวัย 51-54 ปีใช้ชีวิตวัยกลางคนคลุกคลีกับการปกครองบ้านเมืองอย่างเต็มตัว ด้วยการดูแลท้องที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งจากนั้นไม่นานก็ได้เป็นผู้คุมการโยธา และผู้ดูแลกฎหมายและการลงทัณฑ์ของแคว้นหลู่ ตามลำดับ ท่านทุ่มเทกับงานและปรารถนาให้มีการปกครองที่ดี บ้านเมืองสงบสุข แต่ต้องผิดหวังกับการเมืองภายในแคว้น จึงได้ลาออกและเดินทางเยือนแว่นแคว้นต่าง ๆ เผยแพร่แนวความคิดทางการปกครอง ด้วยความคาดหวังให้บรรดาผู้ปกครองยึดหลักธรรมในการบริหารบ้านเมือง สังคมเป็นระเบียบแบบแผนและสงบสุข แม้จะรู้ว่าเป้นไปได้ยากในสภาพบ้านเมืองเวลา 14 ปี จนกระทั่งอายุได้ 67 ปี จึงเดินทางกลับแคว้นหลู่ และเสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปี

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่เดินทางเยือนผู้ปกครองของแว่นแคว้นต่าง ๆ เพื่อแนะแนวทางการบริหารบ้านเมือง ขงจื๊อประสบกับอุปสรรคนานัปการ ไม่ว่าจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสี ปองร้าย ควบคุมตัว และแนวความคิดก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากสวนทางกับสภาพบ้านเมืองและสังคมในขณะนั้นที่เจ้าครองแคว้นต่างคำนึงถึงผลประโยชน์ความอยู่รอดของแคว้นตน แต่ท่านก็ไม่ลดละความมุ่งมั่นและความกระตือรือร้นที่ต้องการมีส่วนร่วมสร้างสังคมที่ดี ยินดีที่จะอุทิศตนเพื่อประชาชน ท่านกล่าวว่า “ผู้มีปณิธานและมนุษยธรรมจะไม่ทำลายมนุษยธรรมเพียงเพื่อแลกกับการมีชีวิต จะมีแต่อุทิศชีวิตตนเพื่อให้บรรลุมนุษยธรรม”

เหยียดเพศ?

ก่อนลัทธิข่งจื๊อจะแพร่หลายในประเทศหลายประเทศตะวันออก ผู้หญิงมีอำนาจเทียบเท่าผู้ชาย​ แต่เพราะลัทธิข่งจื๊อเริ่มเผยแพร่ผู้หญิงก็ถูกลดบทบาททางสังคมลง​ ผู้หญิงที่ดีมีหน้าที่แค่ออกลูกและเชื่อฟังผู้ชายเท่านั้น​ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น​ คำสอนของนักปราชณ์ท่านนี้ถึงได้เป็นเช่นนี้

จริงๆ แนวความคิดผู้หญิงเป็นใหญ่มีแพร่อยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ไทย ลาว แต่จีนนี่แทบไม่เคยเห็นนะ แนวคิดผู้หญิงเป็นใหญ่มาจากการที่เป็นผู้ให้กำเนิดคนซึ่งเป็นกำลังในการผลิต ที่มีความสำคัญในยุคนั้น แต่จีนนี่น่าจะมีแนวคิดชายเป็นใหญ่มานานแล้ว

ทำไมคนที่มีภูมิความคิดลึกซึ้ง สามารถวางรากฐานกฎหมายและสั่งสอนผู้คนได้เป็นอย่างดี จนนับว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุค ถึงได้มีแนวความคิดเกี่ยวกับสตรีเพศในแง่ลบแบบนั้น จนทำให้เกิดกฎหมายขงจื๊อที่ลดทอนสิทธิสตรีในประวัติแผ่นดินจีนยุคโบราณ จนส่งผลให้หลายๆ แผ่นดินทางแถบนั้นกดขี่สตรีเพศอีกด้วย แบบขงจื๊อไม่น่าเรียกแรงขับนะ น่าจะเรียกว่าปม (Complex)

จนทำให้เกิดกฎหมายขงจื๊อที่ลดทอนสิทธิสตรีในประวัติแผ่นดินจีนยุคโบราณ ม่รู้จะเรียกกฎหมายหรือขนมธรรมเนียม แต่อย่างเช่น ในช่วงพระเจ้าถังไท่จงและพระนางบูเช็คเทียน มีขนบที่ว่า หญิงเมื่อเด็กเชื่อฟังบิดา โตมาเชื่อฟังสามี แก่ตัวเชื่อฟังบุตรชาย หรือเมื่อแม่เสียไม่ต้องไว้อาลัย ไว้อาลัยเฉพาะพ่อเสีย ผู้หญิงไม่ต้องเรียนหนังสือ เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นอิทธิพลจากปรัชญาของขงจื๊อทั้งสิ้น

สุดท้ายผมจึงมองว่า คำสอนของขงจื๊อ มีเพื่อการปกครองตามบริบทในยุคนั้น นั่นเอง

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติบุคคลชื่อดังโดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

เรโหโบอัม โอรสของกษัตริย์ซาโลมอน ผู้ปกครองยุคแยกแผ่นดิน

เรโหโบอัม โอรสของกษัตริย์ซาโลมอน ผู้ปกครองยุคแยกแผ่นดิน
เค้าเป็นกษัตริย์องค์ที่สามของอิสราเอล และในยุคนี้เองที่ทำให้ประชาชนแยกประเทศเป็นอิสราเอลและยูดาห์
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปดูกัน

เรโหโบอัม

เรโหโบอัม

เรโหโบอัม (ฮีบรู: רְחַבְעָם) หรือ โรโบอัม (ละติน: Roboam) เป็นกษัตริย์ชาวอิสราเอลที่ปรากฎในคัมภีร์ฮีบรู เป็นโอรสของกษัตริย์ซาโลมอนและเป็นหลานของกษัตริย์ดาวิด เขาขึ้นครองบัลลังก์อิสราเอลต่อจากพระบิดาขณะอายุ 41 ปี หลังครองบัลลังก์ได้ไม่นานก็ถูกสิบชนเผ่าอิสราเอลประกาศแยกประเทศ ทำให้ประเทศอิสราเอลแตกออกเป็นสอง คือ อาณาจักรอิสราเอล (อิสราเอลเหนือ) และอาณาจักรยูดาห์ (อิสราเอลใต้) เรโหโบอัมจึงกลายเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรยูดาห์คนแรก อาณาจักรยูดาห์ในรัชสมัยของพระองค์ต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองตลอดรัชกาล และยังต้องเผชิญกับการรุกรานของอียิปต์ ซึ่งท้ายที่สุดอาณาจักรยูดาห์ก็ตกเป็นประเทศราชของอียิปต์

เรโหโบอัมมีชายา 18 องค์และมีบริจาริกา 60 นาง พระองค์มีโอรส 28 องค์และธิดา 60 องค์ ทรงครองราชสมบัติยูดาห์ได้ 17 ปีจึงสวรรคต เจ้าชายอาบียาห์ โอรสของพระองค์ได้ขึ้นสืบบัลลังก์ยูดาห์ต่อ

บทเรียนจากชีวิตเรโหโบอัม

เรา​รับใช้​พระ​ยะโฮวา แล้ว​เรา​ก็​อยาก​ให้​พระองค์​ชอบ​เรา​และ​อวยพร​เรา แต่​เรา​จะ​ทำ​อย่าง​นั้น​ได้​อย่าง​ไร? ใน​สมัย​คัมภีร์​ไบเบิล บาง​คน​ที่​เคย​ทำ​บาป​ร้ายแรง​สามารถ​กลับ​มา​ทำ​ให้​พระเจ้า​ยอม​รับ​และ​ชอบ​เขา​ได้ ส่วน​บาง​คน​เคย​มี​นิสัย​ดี​มา​ก่อน​แต่​สุด​ท้าย​กลับ​ทำ​ให้​พระเจ้า​ไม่​ชอบ ดัง​นั้น เรา​อาจ​ถาม​ว่า “พระ​ยะโฮวา​อยาก​ให้​เรา​เป็น​คน​ยัง​ไง?” เพื่อ​จะ​ได้​คำ​ตอบ ให้​เรา​มา​ดู​ตัว​อย่าง​ของ​เรโหโบอัม​กษัตริย์​ยูดาห์

แย่​ตอน​เริ่ม​ต้น

เรโหโบอัม​เป็น​ลูก​ของ​โซโลมอน โซโลมอน​เป็น​กษัตริย์​ของ​อิสราเอล​นาน​ถึง 40 ปี (1 พงศ์กษัตริย์ 11:42) พอ​โซโลมอน​ตาย เรโหโบอัม​ก็​เดิน​ทาง​จาก​กรุง​เยรูซาเล็ม​ไป​ที่​เมือง​เชเคม​เพื่อ​ไป​รับ​การ​แต่ง​ตั้ง​เป็น​กษัตริย์ (2 พงศาวดาร 10:1) อาจ​เป็น​ไป​ได้​ไหม​ที่​เขา​กลัว​ว่า​จะ​ต้อง​เป็น​กษัตริย์​ต่อ​จาก​พ่อ​ที่​ฉลาด​มาก? อีก​ไม่​นาน​เรโหโบอัม​ต้อง​พิสูจน์​ให้​เห็น​ว่า​ตัว​เขา​ฉลาด​พอ​ไหม​ที่​จะ​แก้​ปัญหา​ยาก ๆ

ชาว​อิสราเอล​รู้สึก​ว่า​ถูก​กดขี่ ก็​เลย​ส่ง​ตัว​แทน​ไป​คุย​กับ​เรโหโบอัม​ว่า “พ่อ​ของ​ท่าน​ทำ​ให้​พวก​เรา​แบก​ภาระ​หนัก แต่​ถ้า​ท่าน​ทำ​ให้​เบา​ลง พวก​เรา​จะ​รับใช้​ท่าน”—2 พงศาวดาร 10:3, 4

เรโหโบอัม​อาจ​ตัดสิน​ใจ​ไม่​ถูก​ว่า​จะ​ทำ​อย่าง​ไร ถ้า​เขา​ยอม​ทำ​ตาม​ที่​ประชาชน​ขอ เขา​กับ​ครอบครัว​และ​พวก​ข้าราชสำนัก​ก็​อาจ​จะ​ไม่​มี​ชีวิต​หรูหรา​เหมือน​ที่​เคย​มี แต่​ถ้า​เขา​ไม่​ยอม​ทำ​ตาม ประชาชน​ก็​อาจ​จะ​ลุก​ฮือ​ขึ้น​ต่อ​ต้าน​เขา แล้ว​ใน​ที่​สุด​เขา​ตัดสิน​ใจ​อย่าง​ไร? ตอน​แรก​เรโหโบอัม​ไป​ปรึกษา​พวก​ผู้​ใหญ่​ที่​เคย​รับใช้​พ่อ​ของ​เขา พวก​ผู้​ใหญ่​บอก​ให้​เรโหโบอัม​ฟัง​ประชาชน แต่​ต่อ​มา​เรโหโบอัม​ไป​ปรึกษา​คน​หนุ่ม ๆ ที่​โต​มา​ด้วย​กัน​และ​เห็น​ดี​เห็น​งาม​กับ​คน​พวก​นี้​ที่​จะ​กดขี่​ประชาชน เขา​เลย​ไป​บอก​ประชาชน​ว่า “เรา​จะ​ทำ​ให้​พวก​คุณ​แบก​ภาระ​หนัก​กว่า​เดิม และ​จะ​ทำ​ให้​หนัก​ขึ้น​ไป​อีก พ่อ​ของ​เรา​ใช้​แส้​ธรรมดา​เฆี่ยน​พวก​คุณ แต่​เรา​จะ​ใช้​แส้​หนาม​เฆี่ยน​พวก​คุณ”—2 พงศาวดาร 10:6-14

เรา​ได้​บทเรียน​อะไร? ทุก​วัน​นี้​มี​พี่​น้อง​สูง​อายุ​หลาย​คน​ที่​รับใช้​พระ​ยะโฮวา​มา​นาน พวก​เขา​สามารถ​ช่วย​เรา​ให้​ตัดสิน​ใจ​อย่าง​ถูก​ต้อง​ได้ ดัง​นั้น ขอ​เรา​เป็น​คน​ฉลาด​โดย​การ​ฟัง​คำ​แนะ​นำ​ของ​พี่​น้อง​ที่​สูง​อายุ​เหล่า​นั้น—โยบ 12:12

“พวก​เขา​ก็​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา”

เรโหโบอัม​ได้​รวบ​รวม​ทหาร​ไป​สู้​กับ​ตระกูล​ต่าง ๆ ที่​กบฏ แต่​พระ​ยะโฮวา​ส่ง​ผู้​พยากรณ์​เชไมอาห์​ไป​บอก​ว่า “อย่า​ไป​สู้​ กับ​พี่​น้อง​ชาว​อิสราเอล​ของ​เจ้า​เลย พวก​เจ้า​ทุก​คน​กลับ​บ้าน​ไป​เถอะ เรื่อง​นี้​เกิด​ขึ้น​เพราะ​เรา​เอง”—1 พงศ์กษัตริย์ 12:21-24 *

เป็น​เรื่อง​ง่าย​ไหม​ที่​เรโหโบอัม​จะ​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา? ลอง​คิด​ดู​ว่า​ประชาชน​จะ​คิด​อย่าง​ไร​กับ​กษัตริย์​ใหม่​คน​นี้ เรโหโบอัม​เพิ่ง​บอก​ว่า​จะ​ลง​โทษ​ประชาชน​ด้วย “แส้​หนาม” แต่​ตอน​นี้​เขา​กลับ​ไม่​สามารถ​ทำ​อะไร​กับ​พวก​กบฏ​ที่​เหิมเกริม​พวก​นี้​ได้ (เทียบ​กับ 2 พงศาวดาร 13:7) ไม่​ว่า​ประชาชน​จะ​คิด​อย่าง​ไร กษัตริย์​เรโหโบอัม​กับ​ทหาร​ก็ “เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา​และ​กลับ​บ้าน​ตาม​ที่​พระ​ยะโฮวา​บอก”

บทเรียน​สำหรับ​เรา​คือ​อะไร? เป็น​เรื่อง​ฉลาด​แน่นอน​ที่​จะ​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา​แม้​ผู้​คน​จะ​เยาะเย้ย​ที่​เรา​เชื่อ​ฟัง​พระองค์ เพราะ​ถ้า​เรา​ทำ​แบบ​นั้น พระองค์​จะ​อวยพร​เรา​เสมอ—เฉลย​ธรรมบัญญัติ 28:2

พระเจ้า​อวยพร​เรโหโบอัม​ไหม​ที่​เขา​เชื่อ​ฟัง? เรโหโบอัม​ยัง​คง​ได้​เป็น​กษัตริย์​ของ​ตระกูล​ยูดาห์​กับ​เบนยามิน เพราะ​เขา​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา​โดย​ไม่​ไป​สู้​กับ​ตระกูล​ต่าง ๆ เขา​เลย​สนใจ​ที่​จะ​สร้าง​เมือง​ใหม่ ๆ ใน​เขต​ตระกูล​เหล่า​นั้น​และ​ทำ​ให้​เมือง​บาง​เมือง “แข็ง​แกร่ง​ขึ้น​มาก” (2 พงศาวดาร 11:5-12) ที่​สำคัญ​กว่า​นั้น เรโหโบอัม​เชื่อ​ฟัง​กฎหมาย​ของ​พระ​ยะโฮวา​อยู่​ช่วง​หนึ่ง ตอน​นั้น​อาณาจักร 10 ตระกูล​หัน​ไป​นมัสการ​พระ​เท็จ​เลย​มี​คน​มาก​มาย​จาก​อาณาจักร 10 ตระกูล​เดิน​ทาง​มา​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม​เพื่อ​สนับสนุน​เรโหโบอัม​และ​การ​นมัสการ​แท้ (2 พงศาวดาร 11:16, 17) ดัง​นั้น เพราะ​เรโหโบอัม​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา อาณาจักร​ของ​เขา​เลย​แข็ง​แกร่ง​ขึ้น

เรโหโบอัม​ทำ​ผิด​และ​กลับ​ใจ

แต่​พอ​อาณาจักร​ของ​เรโหโบอัม​แข็ง​แกร่ง​ขึ้น เขา​กลับ​ทำ​อะไร​บาง​อย่าง​ที่​ไม่​เข้า​ท่า เขา​เลิก​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา​และ​หัน​ไป​นมัสการ​พระ​เท็จ ทำไม​ถึง​เป็น​แบบ​นั้น? เรโหโบอัม​ได้​รับ​อิทธิพล​จาก​แม่​ที่​เป็น​ชาว​อาโมไรต์​ไหม? (1 พงศ์กษัตริย์ 14:21) เรา​ไม่​รู้ แต่​ชาติ​อิสราเอล​ก็​ทำ​ตาม​แบบ​อย่าง​ที่​ไม่​ดี​ของ​เรโหโบอัม พระ​ยะโฮวา​เลย​ให้​กษัตริย์​ชิชัก​แห่ง​อียิปต์​มา​ยึด​หลาย​เมือง​ของ​อาณาจักร​ยูดาห์​ทั้ง ๆ ที่​เรโหโบอัม​ทำ​ให้​เมือง​เหล่า​นั้น​แข็ง​แกร่ง​ขึ้น​มาก—1 พงศ์กษัตริย์ 14:22-24; 2 พงศาวดาร 12:1-4

สถานการณ์​ยิ่ง​เลว​ร้าย​เมื่อ​กษัตริย์​ชิชัก​ยก​ทัพ​มา​โจมตี​กรุง​เยรูซาเล็ม​ซึ่ง​เป็น​เมือง​ที่​เรโหโบอัม​ปกครอง ผู้​พยากรณ์​เชไมอาห์​มา​หา​เรโหโบอัม​กับ​พวก​เจ้านาย​เพื่อ​มา​บอก​ข่าว​จาก​พระเจ้า​ว่า “พวก​เจ้า​ทิ้ง​เรา เรา​จึง​ทิ้ง​พวก​เจ้า​ไว้​ใน​มือ​ชิชัก” พอ​เรโหโบอัม​ได้​ฟัง​เขา​มี​ปฏิกิริยา​อย่าง​ไร? คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า “เหล่า​เจ้านาย​ของ​อิสราเอล​และ​กษัตริย์​จึง​ถ่อม​ตัว​ลง​และ​พูด​ว่า ‘พระ​ยะโฮวา​ทำ​ถูก​แล้ว’” ดัง​นั้น พระ​ยะโฮวา​เลย​ช่วย​เรโหโบอัม กรุง​เยรูซาเล็ม​จึง​ไม่​ถูก​ทำลาย​ตอน​นั้น—2 พงศาวดาร 12:5-7, 12

เรโหโบอัม​ปกครอง​ยูดาห์​ต่อ​ไป ก่อน​ตาย​เขา​ส่ง​ของ​มาก​มาย​ให้​พวก​ลูก​ชาย​ของ​เขา ที่​เขา​ทำ​แบบ​นั้น​อาจ​เป็น​เพราะ​เขา​อยาก​ทำ​ให้​แน่​ใจ​ว่า​พวก​ลูก​ชาย​เหล่า​นั้น​จะ​ไม่​กบฏ​ต่อ​อาบียาห์​ลูก​ชาย​ที่​จะ​เป็น​กษัตริย์​องค์​ต่อ​ไป (2 พงศาวดาร 11:21-23) การ​ทำ​อย่าง​นี้​แสดง​ว่า​เขา​ฉลาด​กว่า​สมัย​ที่​เขา​เป็น​หนุ่ม

เรโหโบอัม​เป็น​คน​ดี​หรือ​เป็น​คน​ชั่ว?

แม้​เรโหโบอัม​จะ​ทำ​สิ่ง​ดี ๆ หลาย​อย่าง แต่​คัมภีร์​ไบเบิล​ก็​ยัง​บอก​ว่า​ตอน​ที่​เขา​ปกครอง​เขา “ทำ​ชั่ว” ทำไม​ถึง​เป็น​อย่าง​นั้น? เพราะ “เขา​ไม่​ได้​ตั้งใจ​รับใช้​พระ​ยะโฮวา” พระองค์​เลย​ไม่​ชอบ​เขา—2 พงศาวดาร 12:14

เรา​ได้​เรียน​อะไร​จาก​ชีวิต​เรโหโบอัม? เรโหโบอัม​เชื่อ​ฟัง​พระ​ยะโฮวา​เป็น​ครั้ง​คราว​และ​ทำ​สิ่ง​ดี ๆ ให้​ประชาชน​ของ​พระองค์​อยู่​บ้าง แต่​เขา​ไม่​สนิท​กับ​พระ​ยะโฮวา เขา​ไม่​ได้​ต้องการ​จริง ๆ ที่​จะ​ทำ​สิ่ง​ที่​พระ​ยะโฮวา​ชอบ เขา​เลย​เลิก​ทำ​สิ่ง​ที่​ถูก​และ​เริ่ม​นมัสการ​พระ​เท็จ คุณ​อาจ​สงสัย​ก็​ได้​ว่า ‘ที่​เรโหโบอัม​ยอม​รับ​คำ​แนะ​นำ​จาก​พระ​ยะโฮวา​มัน​เป็น​เพราะ​เขา​ รู้สึก​เสียใจ​จริง ๆ ที่​ทำ​ผิด​และ​อยาก​ทำ​ให้​พระองค์​ชอบ​ไหม? หรือ​เขา​แค่​ทำ​ตาม​ที่​คน​อื่น​บอก​ให้​ทำ?

ขอขอบคุณบทความคำสอน และประวัติศาสตร์ โดย ufa168

เครดิต >>> https://ufabets5.com/ufa168/

Categories
ชีวประวัติ

ราชินีแห่งชีบา ราชินีผู้ที่ซาโลมอนหลงรัก

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกับ ราชินีแห่งชีบา
ราชิชีแห่งเอธิโปเปียอันรุ่งเรืองในอดีต
กล่าวกันว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับราชาซาโลมอนผู้โด่งดัง

ราชินีแห่งชีบา

ราชินีแห่งชีบา

พระราชินีแห่งชีบา (อาหรับ: ملكة سبأ‎ Malikat Sabaʾกีเอซ: ንግሥተ ሳባ Nigista Sabaฮีบรู: ‘מלכת שבא‎ Malkat Shva) เป็นพระราชินีนาถที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่านางได้เสด็จไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ซาโลมอน ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้แพร่หลายในหมู่ชาวยิว, อาหรับ และเอธิโอเปีย และกลายเป็นตำนานที่แพร่หลายที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกตะวันออก ตามคติชนยิวว่า ราชินีแห่งชีบา ปกครองอียิปต์และเอธิโอเปียสลับกัน บ้างก็ว่าเป็นกษัตริย์บุรุษเพศปกครองอาณาจักรชีบาแถบอาระเบียใต้ (ปัจจุบันคือบริเวณประเทศเยเมน)

ในคติชนเอธิโอเปียว่า พระราชินีแห่งชีบาทรงมีสัมพันธ์สวาทกับกษัตริย์ซาโลมอน ดังปรากฏใน เกแบรแนแกสต์ (กีเอซ: ክብረ ነገሥት, kəbrä nägäst) อันเป็นวรรณกรรมของเอธิโอเปีย กล่าวถึงผลจากความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้นางตั้งพระหน่อประสูติกาลเป็นจักรพรรดิเมเนลิกที่ 1 จักรพรรดิพระองค์แรกแห่งเอธิโอเปีย

สมเด็จพระราชินีแห่งเชบาเป็นพระคัมภีร์ไบเบิล: พระราชินีทรงพลังผู้เยี่ยมชมกษัตริย์ซาโลมอน ไม่ว่าเธอจะเป็นจริงหรือไม่และเธอเป็นใครยังเป็นข้อสงสัยอยู่

พระคัมภีร์ฮีบรู

ราชินีแห่งเชบาเป็นหนึ่งในตัวเลขที่มีชื่อเสียงที่สุดในพระคัมภีร์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใครหรือมาจากไหน ตามที่ I Kings 10: 1-13 ของพระคัมภีร์ฮีบรูเธอได้ไปเยี่ยมเยียนกษัตริย์โซโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มหลังจากได้ยินจากความฉลาดอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงชื่อของเธอหรือที่ตั้งของอาณาจักรของเธอ

ในปฐมกาล 10: 7 ในตารางที่เรียกว่า Table of Nations มีการกล่าวถึงบุคคลสองคนที่นักวิชาการบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับชื่อสถานที่โดยนัยของราชินีแห่งเชบา’Seba’ ถูกกล่าวถึงเป็นหลานชายของ Noah’s Noah โดย Cush และ ‘Sheba’ ถูกกล่าวถึงเป็นหลานชายของ Cush ผ่าน Raamah ในรายการเดียวกัน Cush หรือ Kush มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาณาจักร Kush ซึ่งเป็นดินแดนทางใต้ของอียิปต์

หลักฐานทางโบราณคดี?

สองเส้นหลักของประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับ Queen of Sheba จากด้านตรงข้ามของ Red Sea ตามแหล่งข่าวอิสลามและชาวอาหรับอื่น ๆ พระราชินีแห่งเชบาเรียกว่า ‘Bilqis’ และปกครองอาณาจักรเหนือคาบสมุทรอาหรับตอนใต้ในตอนนี้คือเยเมน เอธิโอเปียบันทึกตรงกันข้ามอ้างว่าพระราชินีแห่งชีบาเป็นพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า ‘Makeda’ ผู้ปกครองจักรวรรดิ Axumite ในภาคเหนือของเอธิโอเปีย

หลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่าเร็วที่สุดเท่าที่ศตวรรษที่สิบก่อนคริสตศักราชเอธิโอเปียและเยเมนถูกปกครองโดยราชวงศ์เดียวอาจอยู่ในเยเมน สี่ศตวรรษต่อมาทั้งสองภูมิภาคได้รับอิทธิพลจาก Axum เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมระหว่างเยเมนโบราณกับเอธิโอเปียดูเหมือนจะมีความแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่ออาจเป็นไปได้ว่าแต่ละประเพณีเหล่านี้มีความถูกต้องในความหมาย ราชินีแห่งเชบาอาจปกครองเหนือทั้งเอธิโอเปียและเยเมน แต่แน่นอนว่านางไม่อาจเกิดมาได้ในทั้งสองแห่ง

Makeba, ราชินีเอธิโอเปีย

มหากาพย์แห่งชาติของประเทศเอธิโอเปีย Kebra Nagast หรือ “Glory of Kings” เล่าเรื่องราวของพระราชินีชื่อ Makeda จากเมือง Axum ที่เดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไปพบกับ Solomon the Wise ที่มีชื่อเสียง Makeda และหน่วยงานของเธอพักอยู่เป็นเวลาหลายเดือนและโซโลมอนก็พ่ายแพ้กับราชินีแห่งเอธิโอเปียที่สวยงาม

ขณะที่การมาเยือนของ Makeda ใกล้ถึงจุดสุดแล้วโซโลมอนได้เชิญเธอให้อยู่ในปีกเดียวกันของปราสาทเป็นที่จอดรถของตัวเอง Makeda ตกลงตราบเท่าที่โซโลมอนไม่ได้พยายามที่จะทำให้ความก้าวหน้าทางเพศใด ๆ โซโลมอนยอมรับสภาพนี้ แต่ถ้า Makeda เอาอะไรที่เป็นของเขา เย็นวันนั้นโซโลมอนสั่งอาหารรสเผ็ดและเค็มไว้ เขายังมีแก้วน้ำอยู่ข้างเตียงของมาโกดะ เมื่อเธอตื่นขึ้นมากระหายน้ำในตอนกลางคืนเธอก็ดื่มน้ำตอนนั้นโซโลมอนก็เข้ามาในห้องและประกาศว่ามาเดะเอาน้ำมา พวกเขานอนหลับด้วยกันและเมื่อ Makeda ออกเดินทางกลับไปยังเอธิโอเปียเธอกำลังแบกลูกชายของโซโลมอน

ในประเพณีของเอธิโอเปียโซโลมอนและลูกของเชบาจักรพรรดิ Menelik ฉันก่อตั้งราชวงศ์โซโลมอนซึ่งยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจักรพรรดิ Haile Selassie จะถูกปลดในปีพ. ศ. 2517 นอกจากนี้ Menelik ก็ไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไปพบกับบิดาของเขาและได้รับของขวัญหรือขโมยหีบ ของข้อตกลงขึ้นอยู่กับรุ่นของเรื่อง แม้ว่าเอธิโอเปียส่วนใหญ่เชื่อว่า Makeda เป็นพระราชินีแห่ง Sheba นักวิชาการหลายคนให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดของเยเมนแทน

Bilqis, Queen Yemeni

องค์ประกอบที่สำคัญของข้อเรียกร้องของเยเมนเกี่ยวกับราชินีแห่งเชบาคือชื่อ เรารู้ว่าราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าซาบามีอยู่ในเยเมนในช่วงเวลานี้และนักประวัติศาสตร์บอกว่าซาบะเป็นเชบา ชาวบ้านอิสลามถือได้ว่าชื่อของ Sabean คือ Bilqis

ตามที่ Sura 27 แห่ง Qu’ran Bilqis และคนของ Saba ได้นมัสการดวงอาทิตย์เป็นพระเจ้าแทนที่จะยึดมั่นกับความเชื่อของผู้นับถือศาสนาอับราฮัม Abrahamic ในบัญชีนี้กษัตริย์โซโลมอนส่งจดหมายเชิญชวนให้เธอไปนมัสการพระเจ้าของเขา Bilqis เห็นว่านี่เป็นภัยคุกคามและกลัวว่าพระมหากษัตริย์ของชาวยิวจะรุกรานประเทศของเธอไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไร เธอตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมโซโลมอนในคนเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขาและความเชื่อของเขา

ในฉบับของ Qu’ran เรื่องราวโซโลมอนได้รับความช่วยเหลือจากนักดนตรีที่นำบัลลังก์ของ Bilqis มาจากปราสาทของเธอไปยังโซโลมอนในพริบตา สมเด็จพระราชินีแห่งเชบาประทับใจกับการกระทำเช่นเดียวกับความเฉลียวฉลาดของซาโลมอนทำให้เธอตัดสินใจที่จะเปลี่ยนศาสนาของตน

ไม่เหมือนกับเรื่องในเอธิโอเปียในอิสลามไม่มีข้อเสนอแนะว่าโซโลมอนและชีบามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ด้านที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของเรื่องราวของชาวเยเมนคือ Bilqis ควรมีกีบเท้ามากกว่าเท้ามนุษย์เพราะแม่ของเธอได้กินแพะขณะที่ตั้งครรภ์กับเธอหรือเพราะเธอเป็นนักดีเจน

ข้อสรุป

เว้นไว้แต่ว่านักโบราณคดีค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิของเอธิโอเปียหรือเยเมนของราชินีแห่งเชบา เราอาจจะไม่เคยรู้แน่ชัดว่าตนเองเป็นใคร อย่างไรก็ตามคติชนวิทยาอันมหัศจรรย์ที่ผุดขึ้นมารอบตัวทำให้เธอมีชีวิตอยู่ในจินตนาการของผู้คนทั่วทั้งทะเลแดงและทั่วโลก เชื่อแน่ว่า เราจะหาข้อสรุปได้ในสักวัน

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติบุคคลดัง โดย ufa168

Categories
ชีวประวัติ

บัทเชบา เมื่อสาวงามทำให้เสียคน หญิงเป็นเหตุ สังเกตได้

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปเจอกับหญิงสาวที่ผู้ให้พระพิโรธของพระเจ้าตกเหนือดาวิดสุดที่รัก “บัทเชบา” ผู้ที่ดาวิดแย่งมาและได้ทำบาปมหันต์ต่อพระเจ้า เราไปดูด้วยกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมพระคริสต์ธรรมไทย มา ณ ที่นี้ด้วย

บัทเชบา หญิงสาวผู้มีสเน่ห์เหลือล้น

บัทเชบา

“หนุ่มๆ จะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร
โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์  
ข้าพระองค์แสวงพระองค์ด้วยสุดใจของข้าพระองค์
ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงไปจากพระบัญญัติของพระองค์  
ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์”
(สดุดี 119:9-11)

เมื่อเราอ่านสดุดีด้านบนแล้ว หลายคนคงเข้าใจว่า คนเขียนน่าจะดำเนินชีวิตอย่าง #ใสๆ วัยรุ่นชอบ ล่ะมั้ง ใครเลยจะคิดว่า นี่เป็นคำพูดที่ีออกมาจากความตั้งใจของคนที่ชีวิตครั้งหนึ่งเคย “ผิดไปแล้วๆ แต่ก็ยังยืนยัน ว่าฉันไม่ได้้ตั้งใจ…” แต่ก็เพราะไม่ได้ตั้งใจไง เลยพาตัวเองไปถึงจุดที่ #ต่ำตมไม่หยุด ซะงั้น

เรียกว่าทำบาป

ซ้อนบาป ซ้อนบาป และซ้อนบาป

*เพราะความบาปมักทำให้ชีวิตยุ่งยากไงละคะ รู้ยัง?

_________________

ดาวิด ชายผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติแบบจัดเต็ม เปิดตัวมาในพระคัมภีร์อย่างอลังการด้วยการล้มยักษ์ใหญ่โกลิอัทได้ด้วยหินเพียงหนึ่งช๊อต (1 ซามูเอล 16:18) เป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม เป็นนักกวีเจ้าบทเจ้ากลอนผู้เขียนสดุดีอันเต็มไปด้วยความรู้สึก และแสดงถึงความรักอันลึกซึ้งต่อพระเจ้า เป็นทหารมากฝีมือที่ได้ชัยในการรบหลายครั้ง เป็นผู้นำที่ห้าวหาญมีผู้ติดตามและภักดี #ว้ายตั่ยแล้ว เพอร์เฟ็กต์เบอร์นี้ ก็ยังแพ้ในบ้านตัวเองซะได้ แพ้ในบ้านจริงๆ นะ… ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่า การเดินเล่นบนดาดฟ้าบ้านตัวเองจะนำมาซึ่งความ #ต่ำตมไม่หยุด ฉุดไม่อยู่กันเลยทีเดียว

จุดพลิกผันของ บัทเชาบา

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งดาวิดเดินเข้าป่า เอ้ย เดินเล่นอยู่บนหลังคาวังซึ่งคงแบนราบตามสไตล์อิสราเอล สายตาก็สอดส่ายหาอะไรมองเพลินๆ แล้วก็ไปจ๊ะเอ๋เข้ากับสาวสวยคนหนึ่งในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา คือแบบว่า…เธอกำลังอาบน้ำอยู่อย่างส่วนตั๊วส่วนตัว ความงามของเธอทำให้ดาวิดถึงกับส่งคนไปตามหาว่าเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ซึ่งปรากฎว่า บัทเชบา นั้น แต่งงานแล้วกับอุรีอาห์แม่ทัพของดาวิดเอง แต่กระนั้นดาวิดก็ยังไม่หยุด ยังคงให้คนไปรับเธอมาร่วมเตียง (2 ซามูเอล 11:1-4) เรียกได้ว่า บัญญัติสิบประการอย่าง “อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา… อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน ” (อพยพ 20:14,17) ที่กษัตริย์แห่งอิสราเอลน่าจะต้องจำได้เนี่ย ละลายหายจากหัวและหัวใจของดาวิดไปหมดเล้ย #ไปหมดละสมงสมอง!

เรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้นหากดาวิดออกทัพบัญชาการรบด้วยตนเอง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอินดี้อะไร ดาวิดกลับส่งแม่ทัพโยอาบไปออกรบแทน แต่ตัวเองกลับอยู่สบายๆ ที่วังในเยรูซาเล็ม ว่างถึงขนาดนอนกลางวัน และลุกไปเดินเล่นบนดาดฟ้าหลังคาวังยามเย็น เรียกได้ว่า ละเลยหน้าที่จนเป็นเหตุให้ละเมิดบาปล่วงประเวณี (ซึ่งต่างจาก ผิดประเวณี นิโหน่ยตรงที่ คำนี้ใช้กับคนโสดที่มีความสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน) และดาวิดยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อบัทเชบาส่งข่าวมาว่านางตั้งครรภ์ (2 ซามูเอล 11:5) ซึ่งถ้าอุรีอาห์กลับมาจากการรบ ต้องทราบแน่ว่า #เมียพี่มีชู้ ดาวิดกลัวจะถูกเปิดโปง จึงออกอุบายแยบยล ให้เรียกอุรีอาห์กลับมาจากแนวหน้า ด้วยหวังว่าเมื่อเข้าบ้านเขาจะไม่พลาดที่จะโซเดมาคอมกับบัทเชบาผู้เป็นภรรยาด้วยความคิดถึง แต่อุรีอาห์ดั๊นเป็นคนดีกว่าที่คิด เขากลับนอนหน้าประตูวัง ด้วยความคิดอย่างลูกผู้ชายตัวจริงแบบ #อ้ายมีเหตุผลว่า

“หีบพันธสัญญา​และ​อิสราเอล​กับ​ยูดาห์​อยู่​ใน​ทับ​อาศัย
โยอาบ​เจ้านาย​ของ​ข้า​พระ​บาท​กับ​บรรดา​ข้าราชการ​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​ตั้ง​ค่าย​อยู่​ที่​พื้น​ทุ่ง
ส่วน​ข้า​พระ​บาท​จะ​ไป​บ้าน​ ไป​กิน ไป​ดื่ม และ​นอน​กับ​ภรรยา​ของ​ข้า​พระ​บาท​เช่นนั้น​หรือ​พ่ะ​ย่ะ​ค่ะ
​พระ​องค์​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่​และ​วิญญาณ​จิต​ของ​พระ​องค์​มี​ชีวิต​อยู่​แน่​ฉัน​ใด
ข้า​พระ​บาท​จะ​ไม่​กระทำ​อย่าง​นี้​เลย”

(ข้อ 11)

ดาวิดนอนคิดอยู่สองคืนก็ได้แผนสอง ดาวิดลงมือเขียนจดหมายฝากให้อุรีอาห์ถือไปหาโยอาบ เรียกว่าเป็นจดหมายที่ยืมดาบฆ่าคน เพราะให้โยอาบส่งอุรีอาห์ไปรบตรงจุดที่ดุเดือดที่สุด แล้วปล่อยให้ถูกศัตรูโจมตีจนตาย ซึ่งก็เป็นไปตามแผนสมใจดาวิด แม้จะทำให้ข้าราชการคนอื่นๆ ต้องล้มตายไปด้วย แต่ดาวิดก็หาได้แคร์ไม่

“…เพราะดาบย่อมสังหารไม่เลือกว่าคนนั้นหรือคนนี้…

(ข้อ 25)

สุดท้ายดาวิดได้พานางบัทเชบาเข้าวังมาชุบเลี้ยงสมใจ คิดว่าตัวเองเป็นกษัตริย์จะทำยังไงก็ได้ แต่… ยูวไม่แคร์พระเจ้าไม่ด้ายยยย!!!

“สิ่งซึ่งดาวิดทรงกระทำนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า”

(ข้อ 27)

และพระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด (2 ซามูเอล 12:1) เพื่อเรียกสติและบอกถึงผลลัพธ์ที่ไม่เพียงกระทบชีวิตดาวิดเอง แต่จะส่งต่อไปยังครอบครัวและอาณาจักรทั้งหมด (2 ซามูเอล 12:10-11,14) ถึงขั้นสูญเสียลูกชายคนแรกที่ได้มาจากการล่วงประเวณีกับบัทเชบา พี่ข่มขืนน้อง ลูกๆ ที่เหลือฆ่าฟันกันเอง ได้ยินอย่างนั้นดาวิดจึงได้สติ ร้องออกมาว่า OMG! “เรากระทำบาปต่อพระเจ้าแล้ว” และนาธันกราบทูลดาวิดว่า

“พระเจ้าทรงให้อภัยบาปของฝ่าพระบาทแล้ว ฝ่าพระบาทจะไม่ถึงแก่มรณา

อย่างไรก็ตาม เพราะฝ่าพระบาทได้เหยียดหยามพระเจ้าอย่างที่สุดด้วยการกระทำครั้งนี้

ราชบุตรที่จะประสูติมานั้นจะต้องสิ้นชีวิต”

(ข้อ 13-15)

ตั้งแต่แรกดาวิดรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองทำอะไรลงไป แต่ก็ยัง “เลือกแล้ว” ที่จะทำบาป นี่คือช่วงหนึ่งของชีวิตรักของเขาที่พลั้งพลาดไป หลายคนไม่ชอบเวลาที่พระเจ้าส่งใครบางคนมาให้สติ แต่ดาวิดแตกต่างตรงที่เขายอมรับและถ่อมใจลง ไม่ได้พยายามจะหาเหตุผลมาแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่พลาดไป หลายครั้งเราก็พยายามใช้สติปัญญาหาทางออกด้วยตนเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ ไม่ฟังใคร ไม่สนใจคำเตือนของพระเจ้า แต่ยากอบ 4:6-8 ได้บอกเราว่า

…พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม

เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป

ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน

คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์”

(ยากอบ 4:6-8)

นะจ๊ะ… เมื่อเราล้มลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหัวใจ เรื่องเรียน หรือเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้ถ่อมใจลง กลับใจ และให้เข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น อย่าวิ่งหนีไป อย่าปิดหูไม่ฟังใคร อย่าอยู่คนเดียว อย่าทิ้งชุมชนของพระเจ้า แต่ขอให้นึกถึงความรักของพระองค์ที่รักเราอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะต่ำตมไปแค่ไหน ขอให้เรารู้ว่าพระเยซู

.

“…ทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย

คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา”

(โรม 5: 8)

_________________

สุดท้าย พี่สาวขอลาไปด้วยคำแนะนำที่เต็มไปด้วยสติปัญญาของคนที่พลาดไปแล้วอย่างดาวิด

เพื่อเตือนไม่ให้เรา ‘พลาด’ ซ้ำ

“หนุ่มๆ (สาวๆ ก็ด้วยนะจ๊ะ) จะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร
โดย (1) ระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์  
ข้าพระองค์ (2) แสวงพระองค์ด้วยสุดใจของข้าพระองค์
ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงไปจากพระบัญญัติของพระองค์  
ข้าพระองค์ได้ (3) สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์

(สดุดี 119:9-11)

ขอขอบคุณบทความ ชีวประวัติบุคคลประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

เครดิต >>> https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

ดาวิด จากสามัญชยสู่กษัตริย์ ผู้เปี่ยมคุณธรรม แต่ก็ล้มในบาป

เรา Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกับ ดาวิด บุคคลในตำนาน ผู้ซึ่งได้เป็นกษัตริย์ผู้ปกครองชาวยิว เป็นคนที่พระเจ้าทรงโปรดปราณ แต่ก็ยังมีบาปที่ก่ออยู่ ไม่มีใครดีพร้อมจริงๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมพระคริสตธรรมไทย

ดาวิด

ดาวิด

กษัตริย์ดาวิด หรือ พระเจ้าดาวิด (อังกฤษ: David; ฮีบรู: דָּוִד‎ ภาษาฮีบรูมาตรฐาน: Davíd [ดาวิด]; ภาษาฮีบรูไทบีเรียน: Dāwíð; อาหรับ: داوود or داود‎, Dāwūd, [ดาวูด]; หมายถึง เป็นที่รัก) (1037 – 967 ก่อนคริสต์ศักราช; ปกครองราชอาณาจักรยูดาห์และราชอาณาจักรอิสราเอล 1005 – 967 ก่อนคริสต์ศักราช)

ดาวิด เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของราชอาณาจักรอิสราเอล กล่าวกันว่ามีคุณธรรมและเป็นนักการทหารที่มีความสามารถ นอกจากนี้ยังเป็นนักดนตรี กวี (เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนเพลงสดุดีหลายเพลง) ดาวิดในวัยเด็กเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะธรรมดา แต่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและมีอุปนิสัยกล้าหาญไม่เกรงกลัวใคร โดยอาสาเข้าต่อสู้ตัวต่อตัวกับ โกไลแอ็ธ นักรบร่างมหึมาผู้เป็นทหารเอกของชาวฟิลิสทีน และสามารถสังหารโกไลแอ็ธลงได้ จึงมีความดีความชอบได้มารับใช้พระเจ้าซาอูล (Saul) ในฐานะนายพลและที่ปรึกษาทางทหารคนสนิท และยังเป็นเพื่อนสนิทกับ โจนาธาน ราชบุตรของซาอูล ต่อมาพระเจ้าซาอูลเกิดระแวงว่าดาวิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์ จึงพยายามกำจัดดาวิด แต่ซาอูลและโจนาธานพ่ายแพ้เสียชีวิตในการรบ ดาวิดจึงได้รับการเจิมขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอล ต่อมาพระเจ้าดาวิดทรงพิชิตเยรูซาเลมได้ และนำหีบแห่งพันธสัญญาเข้ามาประดิษฐานในเมือง แต่เนื่องจากทรงประพฤติผิดทางเพศต่อนางแบธชีบา ทำให้พระองค์ถูกพระเจ้าตำหนิติเตียนและทำให้ทรงหมดความชอบธรรมที่จะสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในเยรูซาเลม

ชาวยิวถือว่าดาวิดและกษัตริย์โซโลมอน พระราชบุตรของพระองค์ เป็นผู้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น ดาวิดถือเป็นต้นแบบของกษัตริย์ในอุดมคติของชาวอิสราเอล นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า พระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ไถ่ ที่จะมาจุติในอนาคตจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพระองค์ ชีวิตของกษัตริย์ดาวิดที่บันทึกไว้ในหนังสือซามูเอล เล่มที่ 1 ในพันธสัญญาเดิมตั้งแต่บทที่ 16 เป็นต้นไปและหนังสือพงศาวดาร

ดาวิดเป็นบุคคลสำคัญในศาสนาอับราฮัม

รื่องราวของซาอูลจบลงอย่างน่าเศร้า ชายผู้เริ่มชีวิตด้วยการเป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายกลับหันหลังให้กับพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ เขาพึ่งพาหมอดูเพื่อจะได้รู้ว่าควรทำอะไรต่อไป พระเจ้าไม่ได้พูดกับเขาอีกต่อไป ซาอูลตายในขณะที่กำลังสู้รบในสนามรบใหญ่และลูกชายทั้งสามก็ตายกับเขาด้วย

หลังจากเหตุการณ์นี้ ดาวิดได้เดินทางไปหลายที่ของประเทศเพื่อจะรับการยอบรับจากประชาชนและเขาก็ประสบความสำเร็จ ดาวิดนำหีบพันธสัญญาซึ่งเป็นสัญลักษณ์การสถิตอยู่ของพระเจ้าไปเมืองเยรูซาเล็มที่ที่เขาต้องการสร้างพระวิหารสำหรับพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่

อ​มา​เมื่อ​พระ​รา​ชา​ประ​ทับ​ใน​พระ​ราช​วัง​ของ​พระ​องค์ และ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ให้​พระ​องค์​พัก​สงบ​จาก​เหล่า​ศัตรู​รอบ​ด้าน​ของ​พระองค์ พระ​รา​ชา​ตรัส​กับ​นา​ธัน​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ว่า “ดู​สิ เรา​อยู่​ใน​บ้าน​ทำ​ด้วย​ไม้​สน​สีดาร์ แต่​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​ใน​เต็นท์” และ​นา​ธัน​ทูล​พระ​รา​ชา​ว่า “ขอ​ทรง​ทำ​ทุกสิ่ง​ตาม​พระ​ทัย​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​เพราะ​พระ​ยาห์​เวห์​สถิต​กับ​ฝ่า​พระ​บาท”

แต่​ต่อ​มา​ใน​คืน​วัน​นั้น พระ​วจนะ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​มา​ถึง​นา​ธัน​ว่า “จง​ไป​บอก​ดาวิด​ผู้​รับ​ใช้​ของ​เรา​ว่า พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า เจ้า​จะ​สร้าง​นิเวศ​ให้​เรา​อยู่​หรือ? เรา​ไม่​เคย​อยู่​ใน​นิเวศ​นับ​แต่​วัน​ที่​เรา​พา​พงศ์​พันธุ์​อิส​รา​เอล​ขึ้น​มา​จาก​อียิปต์​จน​ถึง​วัน​นี้ และ​เรา​เอง​ก็​ไป​กับ​เต็นท์​และ​กับ​พลับ​พลา ใน​ที่​ต่างๆ ที่​เรา​เอง​ไป​กับ​พงศ์​พันธุ์​อิส​รา​เอล​ทั้ง​หมด เรา​เคย​พูด​สัก​คำ​กับ​ผู้​นำ​คน​ไหน​ใน​เผ่า​ของ​อิส​รา​เอล ผู้​ที่​เรา​บัญ​ชา​ให้​เขา​เลี้ยง​ดู​อิส​รา​เอล​ประ​ชา​กร​ของ​เรา​ไหม​ว่า ทำไม​พวก​เจ้า​ไม่​สร้าง​นิเวศ​ไม้​สน​สีดาร์​ให้​เรา? เพราะ​ฉะนั้น บัด​นี้​เจ้า​จง​กล่าว​แก่​ดาวิด​ผู้​รับ​ใช้​ของ​เรา​ว่า พระ​ยาห์​เวห์​จอม​ทัพ​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า เรา​เอง​นำ​เจ้า​มา​จาก​ทุ่ง​หญ้า จาก​การ​ตาม​ฝูง​แพะ แกะ เพื่อ​ให้​เจ้า​เป็น​ผู้นำ​เหนือ​อิส​รา​เอล​ประ​ชา​กร​ของ​เรา เรา​อยู่​กับ​เจ้า​ทุก​แห่ง​ที่​เจ้า​ไป และ​ได้​กำ​จัด​ศัตรู​ของ​เจ้า​ทั้ง​หมด​ให้​พ้น​หน้า​เจ้า และ​เรา​จะ​ทำ​ให้​เจ้า​มี​ชื่อ​เสียง​โด่งดัง เช่น​เดียว​กับ​ชื่อ​เสียง​ของ​พวก​ผู้​ยิ่ง​ใหญ่​ใน​โลก และ​เรา​จะ​กำ​หนด​ที่​หนึ่ง​ให้​อิส​รา​เอล​ประ​ชา​กร​ของ​เรา และ​เรา​จะ​ปลูก​ฝัง​พวก​เขา​ไว้ เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​อยู่​ใน​ที่​ของ​เขา​เอง​และ​ไม่​ถูก​รบ​กวน​อีก และ​พงศ์​พันธุ์​ของ​คน​อธรรม​จะ​ไม่​ข่ม​เหง​เขา​อีก​ดัง​ที่​ผ่าน​มา ตั้ง​แต่​สมัย​เมื่อ​เรา​ตั้ง​พวก​ผู้​วินิจ​ฉัย​เหนือ​อิส​รา​เอล​ประ​ชา​กร​ของ​เรา และ​เรา​จะ​ให้​เจ้า​พัก​สงบ​จาก​พวก​ศัตรู​ของ​เจ้า พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​แก่​เจ้า​อีก​ว่า พระ​ยาห์​เวห์​จะ​ทรง​ให้​เจ้า​มี​ราช​วงศ์ เมื่อ​วัน​ของ​เจ้า​ครบ​แล้ว และ​เจ้า​ล่วงหลับ​อยู่​กับ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เจ้า เรา​จะ​ตั้ง​พงศ์​พันธุ์​ของ​เจ้า​คน​หนึ่ง​สืบ​ต่อ​จาก​เจ้า ผู้​ซึ่ง​เกิด​มา​จาก​ตัว​เจ้า​เอง และ​เรา​จะ​สถา​ปนา​อา​ณา​จักร​ของ​เขา เขา​เอง​จะ​เป็น​ผู้​สร้าง​นิเวศ​เพื่อ​นาม​ของ​เรา และ​เรา​จะ​สถา​ปนา​บัล​ลังก์​แห่ง​ราช​อา​ณา​จักร​ของ​เขา​ให้​อยู่​เป็น​นิตย์​

พระเจ้าได้ “อวยพร” ดาวิด (พระเจ้าทำให้เขามีความสุข) เมื่อพระองค์บอกเขาว่าคนในครอบครัวของเขาจะเป็นกษัตริย์ชั่วนิรันดร์ สิ่งที่ทำให้เราวางใจพระเจ้ามากขึ้นมักจะทำให้เรามีความสุข ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้อวยพรเรามากที่สุด คุณคิดถึงตอนที่คุณได้รับการอวยพรจากพระเจ้าได้ไหม? สิ่งนั้นทำให้คุณมีความสุขไหม?

ทำ “กล่องพระพร” หากล่องใบเล็กแล้วตกแต่งด้วยกระดาษหรือสติ๊กเกอร์หลากสี ใช้กระดุม ลูกปัด ลูกแก้ว หรือ สิ่งที่คล้ายๆ กัน เริ่มคิดถึงสิ่งที่จะ “ขอบคุณ” พระเจ้า แต่ละครั้งที่คิดได้ให้วางของลงไปในกล่องแล้วบอกว่าพระเจ้าทำให้คุณมีความสุขอย่างไร (“ที่อวยพร” คุณ)

ถ้าคุณสามารถนึกถึง “การขอบคุณ” ได้อีก ให้หยิบของออกมาให้หมดแล้วเริ่มใหม่!

งานศิลป์ที่โด่งดัง รูปสลักดาวิด

ดาวิดผู้ฆ่ายักษ์โกลิอัท” สักเล็กน้อยเพื่อเข้าใจเบื้องหลังที่มาของรูปแกะสลักชิ้นนี้

ดาวิด คือวีรบุรุษของชาวอิสราเอล และเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรอิสราเอลโบราณ เขาเริ่มต้นจากการเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ก่อนก่อวีรกรรมสร้างชื่อด้วยการสังหาร “ยักษ์โกลิอัท” นักรบร่างใหญ่ของกองทัพฟีลิสเตียที่เข้ามารุกรานดินแดนอิสราเอล

ตามบันทึกของคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิม (1 ซามูเอล 17) บรรยายถึงโกลิอัทไว้ว่า เขาเป็นนักรบสูงหกศอกคืบ สวมหมวก เสื้อเกราะ และสนับแข้งที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ มีหอกสัมฤทธิ์เป็นอาวุธ สื่อถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย และเทคโนโลยีที่เป็นต่อยิ่งกว่า เมื่อเทียบกับ “ดาวิด” เด็กหนุ่มผู้เป็นตัวแทนของกองทัพอิสราเอล  

เมื่อกองทัพฟีลิสเตียยกทัพรุกรานมาถึงเขตยูดาห์ โกลิอัทก็ตะโกนท้าชาวอิสราเอลให้ส่งผู้กล้ามาดวลกับเขาตัวต่อตัว ฝ่ายกษัตริย์ซาอูลกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล (ที่ไม่ได้มีสัมพันธ์ทางสายเลือดกับดาวิด) กับเหล่าราษฎรของพระองค์ได้ยินเสียงท้าทายก็อกสั่นขวัญหาย แต่ดาวิดเด็กหนุ่มร่างเล็กกลับหาญกล้าอาสาเป็นตัวแทนชาวอิสราเอล

กษัตริย์ซาอูลเห็นดาวิดเสนอตัวจึงบอกว่า “เจ้าไม่สามารถที่จะไปสู้รบกับชายฟีลิสเตียคนนั้นดอก เพราะเจ้าเป็นแต่เด็กหนุ่ม และเขาเป็นทหารชำนาญศึกมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้ว”

ฝ่ายดาวิดได้ฟังแล้วก็ตอบกลับไปว่า ตัวเขานั้นก็ไม่ธรรมดา เวลาเลี้ยงแกะเลี้ยงแพะให้พ่อ เจอสิงโตเจอหมีมารังควานเขาก็ไล่ฆ่ามาหมดแล้ว “คนฟีลิสเตียผู้มิได้เข้าสุหนัตก็เป็นเหมือนสัตว์เหล่านั้นตัวหนึ่ง” ดาวิดประกาศ ด้วยเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าที่เคยอยู่ข้างเขามาตลอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย เมื่อเขาต้องต่อกรกับผู้รุกรานชาวฟีลิสเตียนอกรีต พระองค์ก็จะต้องช่วยเขาไว้ด้วยเป็นแน่

กษัตริย์ซาอูลฟังแล้วก็ใจชื้นยื่นเสื้อเกราะและหมวกทองสัมฤทธิ์ให้ดาวิดสวมใส่ ดาวิดสวมแล้วบอกว่าไม่ถนัดจะขอสู้ด้วยตัวเปล่ากับอาวุธติดตัวเป็นหินแม่น้ำห้าก้อนกับสายสลิงอาวุธโบราณสำหรับเขวี้ยงก้อนหิน (และแน่นอนว่ายังมีพระเยโฮวาห์ที่อยู่ข้างเขามาตลอดด้วย)

เมื่อตัวแทนของสองฝ่ายลงสู่สังเวียน โกลิอัทก็ลุกขึ้นวิ่งเข้าใส่ ฝ่ายดาวิดจึงล้วงเอาก้อนหินในย่ามออกมาก้อนหนึ่งแล้วเหวี่ยงด้วยสายสลิงเข้ากลางหน้าผากจมลึกอยู่ในกะโหลก ทำให้โกลิอัทถึงแก่ความตายในทันทีด้วยก้อนหินเพียงก้อนเดียว ก่อนที่ดาวิดจะทำการข่มขวัญกองทัพศัตรูด้วยการตัดคอโกลิอัท จนทำให้กองทัพฟีลิสเตียขวัญเสียวิ่งหนีไปแบบไม่เป็นขบวน

ดาวิดจึงเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้ที่ด้อยกว่าในเชิงกายภาพ (หากประเมินด้วยตาเปล่าอย่างเดียว) แต่สามารถพลิกเอาชนะฝ่ายที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่าได้อย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งจริง ๆ นี่เป็นเรื่องที่พอจะเป็นไปได้ เพราะสลิงแม้จะเป็นอาวุธโบราณสร้างขึ้นง่าย ๆ ด้วยเชือก แต่มันก็สามารถเหวี่ยงก้อนหินด้วยความเร็วสูง หากโดนเป้าหมายก็จะสร้างความเสียหายรุนแรงได้ แต่ปัญหาของมันอยู่ที่การควบคุมที่ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ใช้จึงต้องมีทักษะสูง หรือไม่ก็ต้องได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าเหมือนเช่นดาวิด

เมื่อกลับมาย้อนดูดาวิดของมีเกลันเจโล เขาเลือกที่จะเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นต่างไปจากศิลปินคนอื่น ๆ ที่เคยทำมาก่อน คือก่อนนั้นศิลปินส่วนใหญ่เลือกที่จะเล่าถึงเหตุการณ์หลังจากที่ดาวิดได้ชัยชนะเหนือโกลิอัทแล้ว ขณะที่มีเกลันเจโลเลือกที่จะแสดงภาพของดาวิดในตอนที่เขายังไม่ได้ประมือกับโกลิอัท แต่ก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม มือซ้ายคว้าสายสลิงพาดบ่า มีย่ามใส่ก้อนหินแม่น้ำวางอยู่ข้างขาขวา และสายตาที่จ้องเขม็งด้วยความมาดมั่น

รูปแกะสลักนี้เดิมทีเดียวมีแผนที่จะนำไปประดับเครื่องค้ำหลังคาของวิหารแห่งฟลอเรนซ์แต่เมื่องานของมีเกลันเจโลเสร็จสิ้น ทางรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งฟลอเรนซ์ก็เกิดเปลี่ยนใจเอาไปประดับไว้ที่หน้าศาลาว่าการรัฐบาล (Piazza della Signoria) แทน และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพของฟลอเรนซ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากอาณาจักรใหญ่ข้างเคียง

ทั้งนี้ มีเกลันเจโลเติบโตในยุคที่ตระกูลเมดีซีครองอำนาจ ก่อนตระกูลเมดิซีจะถูกขับออกไปในปี 1494 เมื่อกองทัพฝรั่งเศสเข้ารุกรานโดยได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้าน และรื้อฟื้นระบอบสาธารณรัฐขึ้นมา ฝ่ายมีเกลันเจโลที่ออกจากฟลอเรนซ์ไปตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการเมืองก็ได้เดินทางกลับมายังเมืองศูนย์กลางศิลปะแห่งนี้อีกครั้งเมื่อเหตุการณ์สงบลง และรับการว่าจ้างจากรัฐบาลสาธารณรัฐในปี 1501 ให้ช่วยสร้างรูปแกะสลักดาวิดขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าแม้พวกเขาจะดู “เล็ก” แต่ก็มีพิษสงเหมือนดาวิด (เขาแกะสลักแล้วเสร็จในปี 1504)

อย่างไรก็ดี รัฐบาลสาธารณรัฐคงอยู่ได้ไม่นานตระกูลเมดีซีก็กลับมาพร้อมการสนับสนุนจากกองทัพสเปนและยึดอำนาจคืนได้สำเร็จในปี 1512 พร้อมใช้อำนาจหนักมือขึ้นกว่าเดิมและพยายามบั่นทอนระบอบสาธารณรัฐ ก่อนที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐสามารถพลิกกลับมามีอำนาจได้ระยะสั้น ๆ ในปี 1527 หลังจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งเป็นเจ้าแห่งสเปนด้วย) ยกทัพเข้ารุกรานโรม แต่เมื่อพระสันตะปาปาแห่งตระกูลเมดีซีคืนดีกับจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 แล้ว จักรพรรดิก็ใช้กำลังกำจัดฝ่ายนิยมสาธารณรัฐในฟลอเรนซ์คืนอำนาจให้กับตระกูลเมดีซีในปี 1530 ก่อนที่ตระกูลเมดีซีก็ยกตัวเองขึ้นเป็น “เจ้า” เพื่อปิดฉากระบอบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์ (Britannica)

(ส่วนรูปปั้นดาวิดของมีเกลันเจโลก็ยังถูกตั้งไว้หน้าศาลาว่าการแห่งฟลอเรนซ์เรื่อยมา จนกระทั่งปี 1873 จึงถูกย้ายเข้าไปตั้งใน Accademia Gallery เพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา และดาวิดจำลองก็ถูกนำไปติดตั้งแทนที่ที่หน้าทางเข้าศาลาว่าการของฟลอเรนซ์ในปี 1910)

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ ชีวประวัติบุคคลดัง โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

โซโลมอน สุดยอดของกษัติรย์โลกในประวัติศาสตร์

วันนี้ Centrivirtual พาคุณไปสำรวจชีวิต โคตรกษัตริย์ที่พระเจ้าอวยพร เป็นตำนานของอิสราเอล และยังเป็นผู้ถูกลือกันว่าเป็นผู้ควบคมปีศาจนรกมารับใช้ โซโลมอน และขอขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมพระคริสตธรรมไทย

โซโลมอน

ซาโลมอน] (ศัพท์คริสต์ศาสนา) หรือ โซโลมอน (ศัพท์ประวัติศาสตร์) (ละติน: Solomon; ฮีบรู: שְׁלֹמֹה‎) มาจากราก S-L-M ที่แปลว่า ความสงบ ในอิสลามว่า สุลัยมาน หรือตามฉายาคือ ซาโลมอนผู้ทรงปัญญา ชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้ในคัมภีร์ฮีบรูคือ เจดิดิอา (ฮีบรู: יְדִידְיָהּ‎) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่สามแห่งอิสราเอล ปรากฏในคัมภีร์ฮีบรูหมวดทานัคของศาสนายูดาห์ คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ และในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม คัมภีร์กล่าวว่ากษัตริย์ซาโลมอนเป็นบุตรของดาวิด และกล่าวว่าเป็นกษัตริย์องค์ที่สามของสหราชอาณาจักรอิสราเอลและกษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนที่จะแยกเป็นราชอาณาจักรอิสราเอลทางเหนือและราชอาณาจักรยูดาห์ทางใต้ หลังจากการแยกตัวผู้ที่สืบเชื้อสายก็ปกครองแต่เพียงราชอาณาจักรยูดาห์เท่านั้นเอง

พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าซาโลมอนเป็นผู้สร้างวิหารแห่งซาโลมอน[8] ในกรุงเยรูซาเลมที่ถือกันว่าเป็นพระวิหารแห่งเยรูซาเลมหลังแรก และเป็นผู้มีความฉลาด มั่งคั่ง และอำนาจอย่างมากในยุคนั้น

ซาโลมอนประสูติในกรุงเยรูซาเลม เป็นโอรสองค์ที่ 2 ของกษัตริย์ดาวิดที่ประสูติแด่พระนางบัท‌ชู‌วา ส่วนโอรสองค์แรกนั้นสิ้นพระชนม์ไปก่อนแล้ว มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอยู่สามองค์ คือ ชิ‌เม‌อา, โช‌บับ และนาธัน[10] ซาโลมอนมีพระเชษฐาต่างมารดาอยู่ 6 องค์

เหตุแย่งชิงบัลลังก์

หนังสือพงศ์กษัตริย์เล่ม 1 ได้ระบุว่า “กษัตริย์​ดาวิด​มี​พระ‍ชน‌มายุ​และ​ทรง‍พระ‍ชรา​มาก​แล้ว แม้​จะ​ห่ม​ผ้า​ให้​หลาย​ผืน พระ‍องค์​ก็​ยัง​ไม่​อบอุ่น” ดังนั้นบรรดาข้าราชสำนักจึงต้องเสาะแสวงหา​สาว‍งามพรหม‌จารีทั่วทั้งดินแดนอิสราเอล ซึ่งได้พบกับหญิง​ชาว​ชู‌เนมนามว่า อา‌บี‌ชาก​ ซึ่งนางคอยปรน‌นิ‌บัติ​พระ‍องค์โดยที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงอยู่ในสภาพเช่นนี้จึงทำให้เกิดการชิงอำนาจขึ้นในราชสำนัก เจ้าชาย​อา‌โด‌นี‌ยาห์ซึ่งประสูติแด่​พระ‍นาง​ฮัก‌กีทได้ประกาศตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ แต่ก็แพ้แก่กลอุบายของพระ‍นาง​บัท‌เช‌บาและนาธันผู้เผยพระวจนะ ซึ่งได้โน้มน้าวให้กษัตริย์ดาวิดทรงประกาศให้เจ้าชายซาโลมอนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ตามที่เคยปฏิ‌ญาณ​ต่อพระยาเวห์ ถึงแม้ว่าซาโลมอนจะไม่ใช่โอรสองค์ใหญ่ก็ตาม

ซาโลมอนสืบราชสมบัติ

ซาโลมอนได้ขึ้นครองราชย์ตามพระบัญชาของกษัตริย์ดาวิด หลังครองราชย์แล้วซาโลมอนก็เริ่มกำจัดฝ่ายตรงข้าม ทั้งประหารเจ้าชาย​อา‌โด‌นี‌ยาห์, ประหารแม่ทัพโยอาบคนสนิทของพระบิดา, ขับไล่ปุโรหิต​อา‌บี‌ยา‌ธาร์​ ฯลฯ ซาโลมอนแต่งตั้งให้เพื่อนฝูงญาติมิตรมีอำนาจในราชสำนัก ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร กองทัพของซาโลมอนมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะกองทหารม้าและกองรถม้า พระองค์ได้จัดตั้งนิคมขึ้นจำนวนหลายแห่งทั้งนิคมการค้าและค่ายทหาร หลังครองราชย์ได้สี่ปีพระองค์ก็ได้สร้างวิหารหลังแรกขึ้นคือวิหารแห่งซาโลมอน การค้าขายระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างรุ่งเรืองในรัชสมัยพระองค์ พระองค์ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นกษัตริย์อิสราเอลที่มั่งคั่งที่สุดที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์

สติปัญญาจากพระเป็นเจ้า

พระยาเวห์ประทานสติปัญญาแก่ซาโลมอน วาดโดย Luca Giordano

ซาโลมอนเป็นบุคคลที่ทรงปัญญาที่สุดในพระคัมภีร์ ในหนังสือพงศ์กษัตริย์ฉบับ 1 ซาโลมอนได้อุทิศตนเองต่อพระยาเวห์และภาวนาขอสติปัญญา พระยาเวห์ทรงตอบรับคำภาวนาของเขา ทรงให้สัญญาแก่ซาโลมอนว่าจะประทานสติปัญญาชั้นเลิศที่สุดแก่ซาโลมอน เนื่องจากเขาไม่ได้ขอพรที่เห็นแก่ตัวอย่างความเป็นอมตะหรือความพินาศของศัตรู

เรื่องราวที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านสติปัญญาของซาโลมอนคือคำพิพากษาของซาโลมอน เป็นคดีที่มีสตรีสองคนอ้างสิทธิว่าเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กทารกคนหนึ่งและขอให้ซาโลมอนทรงตัดสิน ซาโลมอนพิพากษาคดีอย่างง่าย ๆ โดยให้ตัดเด็กทารกออกเป็นสองส่วนแบ่งให้สตรีผู้กล่าวอ้างทั้งสองคนเสีย ทันใดนั้นมีสตรีคนหนึ่งยอมถอนตัวทันที เธอกล่าวว่าเธอขอยอมแพ้เสียดีกว่าให้เด็กถูกฆ่าตาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นซาโลมอนจึงประกาศให้สตรีผู้ที่ถอนตัวเป็นแม่ของเด็กทารก

สติปัญญาของซาโลมอนนั้นเป็นที่เลื่องลือไปในอาณาจักรมากมาย นั่นเองทำให้ชาวต่างประเทศมากมายต่าง “…แสวง‍หา​ที่​จะ​เข้า‍เฝ้า​ซา‌โล‌มอน เพื่อ​จะ​ฟัง​พระ‍สติ‍ปัญญา​ซึ่ง​พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​ไว้​ใน​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์ ทุก​คน​ก็​นำ​เครื่อง‍บรร‌ณา‌การ​ของ​เขา​มา คือ​ภาชนะ​เงิน​และ​ภาชนะ​ทอง เสื้อ‍ผ้า อาวุธ เครื่อง‍เทศ ม้า​และ​ล่อ ตาม​จำ‌นวน​กำ‌หนด​ทุก ๆ ปี”

ชายาและบาทบริจาริกา

คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า ซาโลมอนมีชายา 700 องค์และบริจาริกาอีก 300 นาง บรรดาชายาล้วนเป็นพระราชธิดาจากต่างอาณาจักร อาทิ ธิดาของฟาโรห์แห่งอียิปต์, ธิดาแห่งอาณาจักรอัมโมน, ธิดาแห่งอาณาจักรโมอับ ฯลฯ ในพระคัมภีร์ยังบันทึกไว้อีกว่า กษัตริย์ซาโลมอนได้หลงชายาต่างชาติจนยินยอมให้ชายาทั้งหลายนับถือเทพเจ้าของอาณาจักรตนเอง ยอมให้สร้างวิหารของเทพเจ้าของศาสนาอื่นในอาณาจักรของพระองค์ การกระทำเช่นนี้ของซาโลมอนทำให้พระยาเวห์ทรงกริ้ว กลายเป็นปฐมเหตุที่พระยาเวห์เอาพระทัยออกห่างอิสราเอล พระยาเวห์เริ่มแผนการจะทำลายอิสราเอลโดยการยืมมือของอาณาจักรศัตรูของอิสราเอล

ซาโลมอนสวรรคต อิสราเอลแตกเป็นเหนือ-ใต้

ในคัมภีร์ฮีบรูระบุว่า ซาโลมอนเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชอาณาจักรอิสราเอล เสด็จสวรรคตด้วยโรคชราเมื่อมีพระชนม์ราว 80 ปี หลังซาโลมอนสวรรคต เจ้าชายเรโหโบอัมก็ได้สืบบัลลังก์ต่อจากพระบิดาในกรุงเยรูซาเลม อย่างไรก็ตาม สิบสองชนเผ่าอิสราเอลกลับไม่ยอมรับเรโหโบ‌อัมเป็นกษัตริย์และประกาศแยกประเทศอยู่ทางเหนือ โดยให้เยโรโบอัมจากเผ่าเอฟราอิมเป็นกษัตริย์ ประเทศอิสราเอลจึงแตกออกเป็นเหนือ-ใต้

  • อิสราเอลเหนือเรียกว่า “อาณาจักรอิสราเอล” มีเมืองหลวงอยู่ที่ซามาเรีย มีเยโรโบอัมเป็นกษัตริย์
  • อิสราเอลใต้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า “อาณาจักรยูดาห์” มีเมืองหลวงอยู่ที่เยรูซาเลม มีเรโหโบอัมเป็นกษัตริย์

โซโลมอนกับปีศาจรับใช้

กุญแจย่อยของซาโลมอน (อังกฤษ: Lesser Key of Solomon) หรือ คลาวิคิวลา ซาโลมอนิส (Clavicula Salomonis) (คลาวิคูลา ซาโลมอนิส หรือ กุญแจของซาโลมอน เป็นหนังสือที่มีครอบคลุมเนื้อหาเดียวกันที่มีมาก่อนหน้า) เป็นตำราเวทซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเป็นหนังสือที่แพร่หลายที่สุดในปิศาจวิทยา รวมถึงยังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในอีกชื่อคือ เลเมเกทัน (Lemegeton)

กุญแจย่อยของซาโลมอนปรากฏในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่เนื้อหาภายในนั้นส่วนใหญ่เคยปรากฏในข้อเขียนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เช่น ซูโดโมนาร์เชีย แดโมนัม ของโยฮัน เวเยอร์ และตำราเวทในยุคกลางเล่มอื่นๆ บางส่วนของเนื้อหาเช่นการเรียกปิศาจนั้นมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14

ในหนังสืออ้างว่าประพันธ์โดยซาโลมอน แต่ค่อนข้างเชื่อได้ว่าเป็นความเท็จเนื่องจากยศที่ใช้กับปิศาจ เช่น มาร์ควิส หรือ เอิร์ล นั้นยังไม่ปรากฏในสมัยของซาโลมอน นอกจากนั้นยังมีคำสวดถึงพระเยซูและพระตรีเอกานุภาพปรากฏในหนังสือด้วย

กุญแจย่อยของซาโลมอนมีรายละเอียดของภูตและการอัญเชิญเพื่อใช้งาน ซึ่งรายละเอียดนี้รวมถึงตราพิทักษ์และพิธีกรรมซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการควบคุมและป้องกันตัวจากภูต ในตำราที่พบเดิมนั้นรายละเอียดจะแตกต่างกันไปในหลายๆฉบับ

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ โดย ufa168

เครดิต https://ufabets5.com/ufa168/

Categories
ชีวประวัติ

Immanuel Kant นักปราชญ์คนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง

เขาผู้นี้ที่ไม่เคยก้าวออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขา
แต่แนวคิดของเขาถูกส่งผ่านไปทั่วโลก
เค้าคือ Immanuel Kant ปราชญ์คนสำคัญ
วันนี้ Centrovirtual จะพาเขาไปรู้จักเค้ากัน

Immanuel Kant

Immanuel Kant

อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant; 22 เมษายน ค.ศ. พ.ศ. 2267 – 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2347) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน จากแคว้นปรัสเซีย ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง เขาสร้างผลกระทบที่สำคัญไปถึงนักปรัชญาสายโรแมนติกและสายจิตนิยม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเป็นจุดเริ่มของเฮเกิล

คานต์เป็นที่รู้จักเนื่องจากแนวคิดของเขา ที่เรียกว่าจิตนิยมอุตรวิสัย (transcendental idealism) ที่กล่าวว่ามนุษย์ใช้แนวคิดบางอย่างที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (innate idea) ในการรับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวในโลก เรารับรู้โลกโดยผ่านทางประสาทสัมผัสประกอบกับมโนภาพที่ติดตัวมานี้ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถล่วงรู้หรือเข้าใจใน “สรรพสิ่งที่แท้” ได้ ความรู้ต่อสรรพสิ่งที่เรามีนั้นจึงเป็นได้แค่เพียงภาพปรากฏ ที่เรารับรู้ได้ผ่านทางประสาทสัมผัสเท่านั้น

ญาณวิทยา (epistemology) หรือทฤษฎีความรู้ของคานต์นั้น เกิดขึ้นเพื่อแก้ความขัดแย้งระหว่างปรัชญาสายเหตุผลนิยมที่กล่าวว่า ความรู้สามารถสร้างขึ้นได้ไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ กับปรัชญาสายประสบการณ์นิยมที่กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้มีที่มาจากประสบการณ์ คานต์ได้เชื่อมแนวคิดที่ขัดแย้งกันทั้งสอง ดังคำกล่าวที่เขาเองเปรียบเปรยว่าเป็นการปฏิวัติแบบโคเปอร์นิคัส (Copernical Revolution) โดยสรุปคร่าว ๆ ได้เป็นประโยคขึ้นต้นของหนังสือ บทวิพากษ์ของการใช้เหตุผล (Critique of Pure Reason) ว่า “แม้ว่าความรู้ทั้งหมดที่เรามีจะมีจุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ แต่นั่นมิได้หมายความว่าความรู้ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นมาจากประสบการณ์”

ใน Critique of Pure Reason ยังได้นำเสนอเนื้อหาของหลักทางศีลธรรม (จริยศาสตร์) ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อแนวความคิดด้านจริยธรรมของโลกตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน ตลอดจนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นบิดาแห่งแนวคิดเรื่องสหประชาชาติ ดังที่ปรากฏในความเรียงว่าด้วยเรื่องสันติภาพถาวรของเขาได้เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งและความโหดร้ายของสงคราม กระทั่งสันนิบาตชาติและตามด้วยสหประชาชาติได้เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

เกร็ดประวัติชีวิตที่น่าสนใจของนักปรัชญาผู้นี้คือคานต์ เกิดและตายที่เมืองเคอนิชส์แบร์ค (Konigsberg) ทางตะวันออกของปรัสเซีย และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเคอนิจส์แบร์กที่นั่น ทั้งชีวิตของเขาไม่เคยออกนอกเมืองดังกล่าวเลย แนวคิดของเขาส่งผ่านไปทั่วโลกโดยทางจดหมาย หลักศีลธรรมของเขาไม่เพียงแต่ปรากฏในแผ่นกระดาษเท่านั้น แต่เขายังถือปฏิบัติอย่างจริงจังอีกด้วย เขาครองโสดตลอดชีวิต มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ และไม่โอ้อวดในทางวิชาการ นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ตรงเวลามากอีกด้วย ทุก ๆ วันเขาจะออกจากบ้านเวลาเดียวกันเสมอ กระทั่งมีคำกล่าวว่า หากเห็นคานต์ออกจากบ้านเมื่อใดก็สามารถนำเวลานั้นมาตั้งหน้าปัดนาฬิกาของตนเองได้

ทัศนะทางจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานท์

ทัศนะทางจริยศาสตร์ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า(ค.ศ.)ที่ผ่านมาคือทัศนะของอิมมานูเอล คานท์(Immanuel Kant) คานท์ เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน และได้ถูกยกย่องว่าเป็นนักคิดที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และยังถือว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญของยุคแห่งแสงสว่าง จนกระทั้งต่อมาได้มีผู้นิยมในหลักปรัชญาจริยะของเขา จนเกิดเป็นลัทธิคานท์นิยม(Kantianism)

ส่วนในเรื่องหลักจริยะ(จริยศาสตร์)ยังคงทรงอิทธิพลต่อโลกตะวันตกจนถึงวันนี้ คานท์เขามีมุมมองว่า การกระทำที่เป็นหลักจริยะ กับการกระทำที่ไม่ใช่หลักจริยะได้แยกออกจากกันและเขาได้สรุปว่า ทุก ๆกิจกรรม ของมนุษย์บางทีตั้งอยู่บนพื้นฐานความจำเป็น คือต้องกระทำหลีกเลี่ยงเสีย เช่น บุคคลที่เคยพบกับคนขโมยที่เหี้ยมโหดจำเป็นจะต้องมอบทรัพย์สินของตัวเองให้กับเขา ถ้าไม่ให้ก็ต้องพบกับจุดจบที่อันตรายหรืออาจจะถูกฆ่า และเขาถือว่าพฤติกรรมลักษณะเช่นนี้ มิใช่เป็นพฤติกรรมที่มีอิสระ

คานท์ถือว่าพฤติกรรมที่มีเสรีภาพหรือพฤติกรรมที่วางอยู่บนพื้นฐานเจตจำนงเสรีมีสองประเภทคือ พฤติกรรมที่เกิดมาจากความปรารถนาหรือไม่ก็เกิดมาจากความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่ หากมันมาจากความปรารถนา ดังนั้นพฤติกรรมนั้นมิใช่มาจากหลักจริยธรรม แต่ถ้าหากเกิดมาจากความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่ นั่นคือมาจากหลักจริยธรรม

ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมของมนุษย์จะมีรูปแบบเป็นจริยธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจและความปรารถนา โดยมีนัยยะว่า ถ้าหากเจตนาของเขาเกิดจากแรงจูงใจแห่งความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่ การกระทำของเขามีรูปแบบเป็นหลักจริยธรรม แต่ถ้าหากไม่มี ก็ไม่ถือว่าเป็นหลักจริยะ และความเป็นหลักจริยธรรมมีบรรทัดฐานอยู่ที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่ความปรารถนาและสำนึกต่อหน้าที่ นั่นแหละหลักจริยะจึงปรากฏขึ้น

คานท์กล่าวว่า “เราไม่สามารถที่จะจินตนาการหรือมโนภาพใดๆในโลกนี้หรือว่านอกเหนือจากอณาเขตของมันได้ที่สามารถเรียกชื่อมันว่า ความดี (Moral)โดยปราศจากเงื่อนไข นอกเสียว่ามีความต้องการและเจตจำนงที่ดี(และมีเสรีภาพ)”

จุดมุ่งหมายของคานท์จากเจตจำนงเสรีที่ดีคือ เจตนารมณ์ที่เกิดมาจากความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่หรือมีความสำนึกต่อตนเองว่ามีหน้าที่พึงปฏิบัติ วิเคราะห์ทัศนะทางจริยะของคานท์ ดังนี้

ก. ต้องแยกความแตกต่างระหว่างกิจกรรมต่างๆ คือ แยกหรือกำหนดบางกิจกรรมเป็นกิจกรรมเชิงจริยธรรมและบางกิจกรรมไม่ใช่กิจกรรมทางจริยธรรมหรืออาจจะกล่าวว่าบางกิจกรรมจะคัดค้านกับหลักจริยธรรม และทุกๆกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมทางจริยธรรมถือว่าเป็นคุณธรรมและมีคุณค่า สมควรที่จะได้รับการยกย่องและกล่าวชมเชยอีกทั้งต้องได้รับการส่งเสริม และกิจกรรมที่ค้านกับหลักจริยธรรม มีค่าในเชิงลบ เป็นสิ่งที่นำพาสู่ความตกต่ำและสมควรแก่การตักเตือนหรือกล่าวตำหนิและประณาม ส่วนกิจกรรมที่มิใช่จริยธรรมอันเป็นกิจกรรมที่ไม่สมควรแก่การชมเชยและไม่สมควรแก่การตำหนิหรือการประณาม เพราะว่ามิใช่เป็นการกระทำที่มีคุณธรรม และก็มิได้คัดค้านกับคุณธรรม เช่น มีคนทำมาหากินคนหนึ่ง ได้ซื้อของในร้านแห่งหนึ่ง แล้วเขาได้ให้เงินเกินราคาที่ติดไว้ของสินค้านั้น เช่นถ้าราคาสิบบาท แต่เขาได้ให้ไปหนึ่งร้อยบาทและเขาก็ได้ออกไปจากร้านค้านั้น และถ้าหากเจ้าของร้านผู้นนั้นตามเขาไปและไปแจ้งความเพื่อจะคืนเงินที่เขาจ่ายเกินมา ถือว่าเขาได้กระทำอันเป็นพฤติกรรมที่มีคุณธรรมและมีจริยะหนึ่ง แต่ถ้าหากเขาฉวยโอกาสจากการที่ลูกค้าหลงลืมและยึดเอาเงินของลูกค้าไปเป็นของตัวเองโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เท่ากับว่าเขาได้กระทำสิ่งที่คัดค้านกับคุณธรรม

ข. กิจกรรมต่างๆ ที่มีคุณธรรมและจะมีคุณค่าทางจริยะนั้น ต่อเมื่อตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานเจตจำนงอันอิสระและความสมัครใจ แต่หากตั้งอยู่บนพื้นฐานการถูกบีบบังคับก็ถือว่าปราศจากคุณธรรม ไม่มีคุณค่าทางจริยะ เช่น หากเจ้าของร้าน ดังตัวอย่างข้างต้น โดยเขาได้คืนเงินให้กับลูกค้าของตนอันเนื่องมาจากกลัวตำรวจถือว่ามิใช่งานที่เป็นคุณธรรม ไม่อยู่ในหลักจริยะ

ค. กิจกรรมที่ถือว่าเป็นคุณธรรม จะต้องเกิดมาจากเจตจำนงอันอิสระและมีอำนาจในการเลือกอย่างเสรีจึงจะถือเป็นหลักจริยธรรมโดยจะต้องมาจากเจตนาที่ดี และเจตนาที่ดีคือ เจตนารมณ์ที่แสดงออกมาจากแรงจูงใจที่ดี ส่วนแรงจูงใจที่ดีมาจากความรู้สึกสำนึกต่อหน้าที่

ง. จุดมุ่งหมายคำว่า “หน้าที่” คือคำสั่งที่มนุษย์นำเอามาจากมโนธรรมของตัวเอง ทว่า คำสั่งต่างๆ เหล่านี้มีสองประเภท บ้างก็เป็นภาวะสัมบูรณ์ บ้างก็เป็นภาวะที่วางอยู่บนเงื่อนไข คำสั่งที่วางอยู่บนเงื่อนไข คือคำสั่งที่มโนธรรมของมนุษย์ได้สั่งแก่มนุษย์กระทำในสิ่งหนึ่ง

ขอบคุณบทความชีวประวัติบุคคลระดับโลก โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
ชีวประวัติ

Kathryn Bigelow ผู้กำกับหญิงคนแรกกับออสการ์

Kathryn Bigelow ผู้กำกับหญิงคนแรกกับรางวัลอสการ์
บ้างว่าไม่ใช่เพี่ะฝีมือ แต่ได้รางวัลเพราะความสวยและเซ็กซี่ของหล่อน
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเธอกัน

Kathryn Bigelow

Kathryn Bigelow

แคทริน แอนน์ บิเกโลว์ (Kathryn Ann Bigelow) หรือที่รู้จักในชื่อ แคทริน บิเกโลว์ ชาวอเมริกัน ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง และนักเขียนบท ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขา Feature Film จากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์แห่งอเมริกา (DGA) ในปี 2009 จากภาพยนตร์เรื่อง หน่วยระห่ำ ปลดล็อกระเบิดโลก (The Hurt Locker) และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากออสการ์ (อะแคเดมีอะวอร์ด) ในปีเดียวกัน

แคทรินเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากออสการ์ และรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากแบฟตา (BAFTA) โดยสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์บริติช แคทริน บิเกโลว์ เป็นบุคคลสาธารณะที่มีความโดดเด่นและทรงอิทธิพล ใน “100 บุคคลทรงอิทธิพลของโลก” โดยนิตยสารไทม์ ประจำปี 2010

แคทรินได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมซันนี่ฮิลส์ เมืองฟุลเลอร์ทัน (Fullerton) เธอได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นทางสร้างสรรค์งานวาดภาพ เธอเข้าเรียนต่อที่สถาบันศิลปะซานฟรานซิสโก (SFAI ) ในปี 1970 และภายในสองปีก็สำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (BFA) ในช่วงที่ลงทะเบียนเรียนที่ SFAI เธอยังเข้าศึกษาที่พิพิธภัณฑ์วิทนีย์-ศิลปะอเมริกัน โปรแกรมการศึกษาอิสระ ในมหานครนิวยอร์ก 

ผลงานช่วงเริ่มต้นของแคทรินได้รับประโยชน์จากการฝึกงานกับอาจารย์และสถาปนิก วีโต แอคคอนซี (Vito Acconci), ประติมากรริชาร์ด เซร์รา (Richard Serra) ผู้บุกเบิกโพรเซสอาร์ต, และอาจารย์ลอว์เรนซ์ ไวเนอร์ (Lawrence Weiner) ในขณะที่แคทรินเป็นศิลปินวาดภาพ ก็ได้พบกับจิตรกรและผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดัง จูเลียน ชนาเบล (Julian Schnabel) ในงานแสดงศิลปกรรมของวีโต แอคคอนซี

แคทริน ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสาขาทางด้านภาพยนตร์ ซึ่งเธอศึกษาทฤษฎีและการวิจารณ์ภาพยนตร์ และสำเร็จการศึกษาปริญญาโท โดยมีอาจารย์ วีโต แอคคอนซี, นักทฤษฎีการวิจารณ์วรรณกรรม Sylvère Lotringer, อาจารย์/นักเขียน/ผู้สร้างภาพยนตร์ Susan Sontag, นักวิจารณ์ภาพยนตร์ Andrew Sarris และศาตราจารย์ Edward W. Said ให้การสนับสนุน และเธอได้ร่วมงานกับอาจารย์และศิลปิน Lawrence Weiner ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะเชิงแนวคิด ในกลุ่มรณรงค์ศิลปะและภาษา 

นอกจากนั้นแคทรินยังได้เป็นอาจารย์ที่สถาบันศิลปะแห่งแคลิฟอร์เนีย หรือ CalArts  ในขณะที่ทำงานกับกลุ่มศิลปะและภาษานั้น แคทริน ก็ได้เริ่มทำงานภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Set-Up (1978) ซึ่งได้รับการชื่นชมจากอาจารย์และผู้กำกับ Miloš Forman จากนั้นแคทรินก็สอนในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และได้ใช้ภาพยนตร์สั้น The Set-Up เป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (MFA) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ในหนังสือประวัติส่วนตัวของ “เจมส์ คาเมรอน” เปิดเผยไว้ว่า ตั้งแต่ แวบแรกที่เห็น “บิเกโลว์” ผมรู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือโซลเมตที่ตามหามานาน เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ไม่เคยร้องขออะไรจากผมแม้แต่อย่างเดียว เธอมีอะไรหลายๆอย่างคล้ายผม เหมือนกับได้ค้นพบ “เจมส์ คาเมรอน” อีกคนในภาคของผู้หญิง!! หลังจากขอหย่ากับเมียคนที่ 2 ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์หนังแอ็กชั่น เรื่องดัง “Terminator” เขาก็มาขายขนมจีบ “แคธรีน” ทันที โดยตามจีบกันอยู่หลายอาทิตย์ ถึงได้ตกลงปลงใจจูงมือกันเข้าประตูวิวาห์เมื่อเดือน ส.ค.1989

ผู้กำกับหญิงคนแรกกับรางวัลออสการ์

นอกจากความเก่งกาจในฐานะผู้กำกับหญิงแล้ว ประเด็นร้อนๆที่ทำให้สปอตไลต์ทุกดวงต่างจับจ้องมาที่ “แคธรีน บิเกโลว์” ก็เป็นเพราะ เธอเป็นเมียเก่าของผู้กำกับเงินล้าน “เจมส์ คาเมรอน” ซึ่งมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ใน ปีนี้ด้วย จากผลงานกำกับหนังฟอร์มยักษ์ Avatar ที่ทุ่มทุน สร้างมหาศาลถึง 230 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ถือเป็นการเปิดศึกระหว่างผัวเก่ากับอดีตเมีย ซึ่งเป็นเรื่องฮอตๆๆที่ถูกอกถูกใจเหล่าขาเม้าท์เป็นที่สุด

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับหญิงมือรางวัลวัย 58 ปี ที่เปิดใจไว้กับนิตยสารนิวส์วีค เมื่อกลางปีที่แล้ว ตอนยังไม่โด่งดังเป็นพลุแตก ก็สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของหญิงแกร่งคนนี้เธอบอกว่า ฉันใช้เวลาไปเยอะพอสมควรกับการนั่งทบทวนว่าฉันถนัดทำหนังแบบไหน และคิดว่าตัวเองชอบสำรวจวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมากกว่าจะพยายามฉีกแนวของหนังให้ต่างจากแนวทางเดิมๆ ซึ่งแม้ตัวละครของเธอจะสวมชุดทหารที่เป็นภาพลักษณ์ของชายชาตรี แต่เธอก็มองว่ากำลังใช้ตัวละครตัวนี้สำรวจความเป็นวีรบุรุษในสังคมยุคใหม่…รวมทั้งสำรวจบทบาทของผู้หญิงยุคไฮเทคด้วย

“แคทริน บิเกโลว์ คงถูกประเมินเป็นผู้กำกับระดับพื้น ๆ เท่านั้นถ้าเธอเป็นผู้ชาย แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงเซ็กซี ก็เลยได้รับการยกย่องจนเกินเหตุแบบนี้” นี่คือคำวิจารณ์ของผู้ที่ไม่ยอมรับฝีมือเธอ โดยที่ผ่านมานับว่า แคทริน บิเกโลว์ เป็นผู้กำกับหญิงที่โด่งดังและประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยงานประเภทแอ็กชั่น หรือสงคราม ซึ่งนอกจากด้านฝีมือการทำหนังแล้ว บิเกโลว์ ก็ดูเหมือนจะได้รับเสียงชมในด้านความสวยเซ็กซีอยู่พอสมควร แม้ตอนนี้จะมีวัย 61 ปี แล้วแต่หลาย ๆ คนก็ยังคิดว่าเธอยังคงดูงามสง่าเหมือนเดิม

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติบุคคลดังโดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

ลีโอ สเตราส์ นักปรัชญารัฐศาสตร์ที่หลายคนคงเคยได้ยิน

นักปราชญ์เมธี นักคิด นักเขียน ผู้มีความสามารถทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักจะผู้ถ่ายทอดปัญญาของตนผ่านทางการตั้งสำนัก โรงเรียน สถาบัน แต่มีนักปรัญชาคนหนึ่ง ผู้ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และได้ตั้งสำคือนักรัฐศาสตร์ ด้วยการใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อสำนัก สำนัก Straussian มีสาขามากมายเพื่อสอนแนวคิดของเขา
เขาผู้นั้น ลีโอ สเตราส์ เค้าเป็นใคร แนวคิดของเขาเป็นอย่างไร เรามาดูกันครับ กับ Centrovirtual

ลีโอ สเตราส์

ลีโอ สเตราส์

สำนักคิดเพลโตเป็นสำนักเดียวที่โดดเดี่ยวยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ สำนักรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีอยู่สำนักเดียว ที่ใช้ชื่ออาจารย์เป็นชื่อของสำนักได้ อาจารย์รัฐศาสตร์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะโด่งดังเพียงใดก็ไม่สามารถเอาชื่อไปตั้งสำนักได้ ยกเว้น Leo Strauss (September 20, 1899 – October 18, 1973) ที่เป็นสานุศิษย์เชี่ยวชาญปรัชญาเพลโต

คณานุศิษย์ของ Strauss เป็นสำนักรัฐศาสตร์หนึ่งเดียวที่ใช้ชื่ออาจารย์ เรียกว่าสำนัก Straussian ประเทศไทยมีศิษย์เอกรุ่นสุดท้ายที่เรียนโดยตรงกับ Strauss คือศาสตราจารย์ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ซึ่งเรียนเก่งชนะฝรั่ง ได้เกียรตินิยมสูงสุดชั้น summa cum laude

ลีโ (Leo Strauss: 1899 – 1973) อพยพหนีภัยนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มาสอนหนังสือครั้งแรกที่ The New School of Social Research ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่นั่น นักวิชาการชาวยิวจากยุโรปจำนวนไม่น้อยมารวมตัวกันอยู่ จนทำให้สถาบันแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น ‘มหาวิทยาลัยพลัดถิ่น’ (The University in Exile)

“คำสอนแบบลับๆ ของสเตราส์ (Esoteric Teaching) คือคำสอนที่ยึดตามคติของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolò Machiavelli) และ ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche)”

อาจกล่าวได้ว่าเมื่อแรกเริ่ม สเตราส์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านักคิดชาวยิวที่ให้ความสำคัญแก่ปัญหาของชนชาติยิวโดยเฉพาะ แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะสเตราส์เป็นคนร่างเล็ก น้ำเสียงก็ไม่มีพลัง แต่นับตั้งแต่ได้ย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ที่ซึ่งเขาสอนประจำอยู่เป็นเวลายาวนาน (สเตราส์ย้ายไปสอนที่ Claremont McKenna College และ St. John’s College อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1973) อิทธิพลทางความคิดของเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้น และแพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วทั้งในแวดวงวิชาการด้านเทววิทยา ศาสนา ปรัชญา ปรัชญาการเมือง และรัฐศาสตร์ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกับเขาสามารถรู้สึกได้อย่างรวดเร็วถึงพลังทางปัญญาของผู้สอนคนนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมรณกรรมของเขา

ยิ่งใหญ่เมื่อจากไปแล้ว

แท้จริงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า เมื่อตายแล้ว สเตราส์กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งกว่าขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่เสียอีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สเตราส์กลายเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านักวิชาการชาวยิวธรรมดาในอเมริกา อยู่ที่บทบาทและอิทธิพลทางความคิดของสานุศิษย์คนสำคัญๆ ของเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น ‘ครู’ ผู้ยิ่งใหญ่เสียเอง ศิษย์เอกในยุคแรกๆ ของสเตราส์ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง เช่น

  • แฮร์รี จาฟฟ่า (Harry Jaffa: 1918 – 2015)
  • มาร์ติน ไดมอนด์ (Martin Diamond: 1919 – 1977)
  • โรเบิร์ต โกลด์วิน (Robert Goldwin: 1922 – 2010)
  • อัลแลน บลูม (Allan Bloom: 1930 – 1992) เป็นต้น

การรวมตัวกันอย่างค่อนข้างเหนียวแน่นของตัวบุคคลเหล่านี้ที่ไม่กระดากอายที่จะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสเตราส์เป็นเรื่องของ ‘ศิษย์’ กับ ‘ครู’ และไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘นักศึกษา’ กับอาจารย์ธรรมดาๆ ต่อมาจะได้กลายเป็นชนวนให้มีการโจมตีว่า ‘ศิษย์’ ของสเตราส์เหล่านี้ และบรรดาผู้นิยมแนวทางของสเตราส์ (The Straussian) เป็นเหมือนพวกคลั่งลัทธิศาสนาที่มีความลับเฉพาะกลุ่มของตนที่บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้

อย่างไรก็ดี ข้อโจมตีสเตราส์ที่มีสาระทางวิชาการที่เด่นชัด ได้แก่ข้อหาว่า สเตราส์เป็นผู้ที่รื้อฟื้นวิวาทะระหว่างความเชื่อสมัยโบราณกับสมัยใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง และเขาเลือกที่จะเข้าข้างสมัยโบราณ นั่นคือสเตราส์มีทัศนะที่ว่าศาสตร์ทางการเมืองและจริยศาสตร์ของนักคิดโบราณนั้นสูงส่งกว่าศาสตร์ทางการเมืองและจริยศาสตร์ร่วมสมัย 

‘สาระ’ ของข้อโจมตีนี้มีข้อที่น่าสนใจยิ่งตรงที่ว่า พร้อมๆ กับที่ถูกมองว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ระบบศีลธรรมแบบโบราณ สเตราส์ก็ถูกโจมตีด้วยว่า โดยเนื้อแท้แล้ว เขาไม่ได้เป็นเช่นว่าเลย แต่ที่จริงแล้ว คำสอนแบบลับๆ ของสเตราส์ (Esoteric Teaching) คือคำสอนที่ยึดตามคติของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolò Machiavelli: 1469 – 1527) และ ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844 – 1900)

สเตราส์เป็นพวกปฏิเสธพระเจ้า และเป็นผู้ที่ยึดมั่นในคติสุญนิยม (Nihilism) ที่ปั่นหัวคนหนุ่มสาวด้วยวิธีการอันชาญฉลาด ให้กลายเป็นผู้ไม่มีศีลธรรมไปในที่สุด งานเขียนที่เลอะเทอะ เพ้อเจ้อ ของ ชาเดีย ดรูรี (Shadia Drury: 1950 – ) คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของงานประเภทนี้

รอยต่อของปรัชญาเก่าและใหม่

ฐานรากของข้อกล่าวหานี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่สเตราส์ค้นพบว่านักเขียนโบราณมีกลวิธีในการถ่ายทอด ‘ความจริง’ ที่สลับซับซ้อน คือมีทั้งคำสอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Exoteric Teaching) และคำสอนลับ (Esoteric Teaching) ที่เฉพาะผู้ทรงปัญญาเพียงพอเท่านั้นที่อาจค้นพบได้

และสเตราส์ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการเขียนงานของตนเอง นั่นคือสเตราส์พัฒนาศิลปะในการเขียนที่ไม่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าตนไม่เชื่ออะไร แต่เลือกที่จะกล่าวอย่างไม่สมบูรณ์ในสิ่งที่ตนเชื่อว่าจริง

โดยปกติ สเตราส์จะตั้งคำถามเอากับตัวบทที่ศึกษาอยู่ และเสนอคำตอบผ่านการตีความของตน มีการสลับไปสลับมาระหว่างบทบาทของผู้อ่านที่ตั้งข้อสงสัยและผู้ตอบคำถามต่างๆ อยู่ตลอด นอกจากนั้น ในแต่ละบทบาทของสเตราส์ก็มักจะเต็มไปด้วยคำอธิบายอันหลากหลายอีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราไม่ค่อยได้พบสเตราส์โดยลำพัง แต่มักจะพบเขาอยู่กับนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่เขากำลังศึกษาอยู่เสมอ ตรงนี้จึงค่อนข้างจะแน่ชัดว่าหากสเตราส์ไม่ถึงกับเขียนอย่างซ่อนเร้น แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เขียนในลักษณะที่ปกปิดอยู่พอสมควร เราจึงอาจต้องอ่านงานของสเตราส์ในวิธีเดียวกันกับที่สเตราส์อ่านงานสำคัญๆ ในอดีตนั่นเอง

หากพิจารณาเจตนารมณ์ของสเตราส์ตามที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ภารกิจหลักที่เขากำหนดให้ตนเองได้แก่การรื้อฟื้นปรัชญาการเมืองคลาสสิกให้กลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้น สืบเนื่องมาจากสิ่งที่สเตราส์เรียกว่าเป็น ‘วิกฤตของโลกตะวันตก’ (The Crisis of the West) ซึ่งเขาหมายถึงการที่โลกตะวันตกหรืออารยธรรมตะวันตกไม่มีความมั่นใจในวัตถุประสงค์ของตนเองอีกต่อไป

วัตถุประสงค์ที่ว่านี้คือการสถาปนาสังคมที่ดีบนรากฐานของเหตุผลและความรู้ วิกฤตของโลกตะวันตกตามที่สเตราส์เข้าใจนี้ เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากปรัชญาสมัยใหม่หรือปรัชญาของยุคแห่งภูมิธรรม (The Age of Enlightenment) ที่มีรากฐานอยู่บนความคิดเรื่องเสรีนิยม ความก้าวหน้า ที่ในที่สุดแล้วต้องมาควบคู่กันกับความคิดเรื่องสัมพัทธภาพทางศีลธรรม (Moral Relativism) หรือสุญนิยม (Nihilism)

สเตราส์มองเห็นความไม่สมดุลหรือความไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยกับโอกาสที่จะดำรงวิถีชีวิตของชาวยิวที่อิงอยู่กับศาสนา ที่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้เผยแสดงความจริงให้ปรากฏ (Revealed Religion) ในเยอรมันแห่งยุคสาธารณรัฐไวมาร์ สเตราส์ก็พบว่างานของสปิโนซ่าแท้จริงแล้วก็คือการโจมตีอดีต โดยปรัชญาแห่งยุคภูมิธรรม เพื่อเตรียมโลกให้พร้อมสำหรับสังคมใหม่แห่งวิทยาศาสตร์และอิสระเสรีในอนาคตนั่นเอง

“สเตราส์มองเห็นความไม่สมดุลหรือความไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยกับโอกาสที่จะดำรงวิถีชีวิตของชาวยิวที่อิงอยู่กับศาสนา”

สำหรับสเตราส์ นี่คือ ‘อคติ’ แต่เพราะว่ามันเป็นอคติที่มุ่งต่อต้านความคิดความอ่านของยุคสมัยโบราณด้วยการประกาศตนเองว่าเป็นผู้ต่อต้านอคติ ผู้คนในปัจจุบันจึงไม่รู้สึกว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะสกัดกั้นชัยชนะของอคติที่พรางตัวมาในรูปของชัยชนะเหนืออคตินี้ สเตราส์จึงกำหนดภารกิจหลักของตนว่าต้องรื้อฟื้นหรือกลับไปหาภูมิปัญญาของนักคิดยุคโบราณโดยปราศจากอคติปิดกั้นให้ได้

แต่การเดินทางทางความคิดของสเตราส์เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่เส้นทางสายตรง สเตราส์หวนคืนสู่สมัยโบราณหรือปรัชญากรีกผ่านการศึกษาความคิดของปราชญ์ในสมัยกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการศึกษางานของ ไมโมนิเดส (Maimonides: 1135 / 1138 – 1204) ปราชญ์ชาวยิว และไปถึง อัล – ฟาราบี (Al – Farabi: 872 – 950) ปราชญ์คนสำคัญของโลกอาหรับ

อย่างน้อยที่สุด นักปรัชญาสมัยกลางเหล่านี้ก็อยู่ใกล้กับปรัชญากรีกมากว่าปรัชญาตะวันตก เพราะในขณะที่งานคลาสสิกมีการแปลเป็นภาษาอาหรับไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่เก้า แต่กว่างานเดียวกันจะเป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตก ก็ต้องล่วงเข้ามาจนถึงศตวรรษที่ 15

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัญชาชื่อก้องโลก โดย ufabet.com

Categories
ชีวประวัติ

โสกราตีส ฝากแนวคิดในงานของอริสโตเติล และเพลโต

หากกว่าถึงปรัชญาตะวันตก เราคงต้องนึกถึงปราชญ์คนสำคัญอย่าง
อริสโตเติล และเพลโต รวมถึงอีกหลายๆ ท่าน
แต่เราคงไม่อาจไม่กล่าวถึง “โสกราตีส” ผู้โด่งดัง
ปราชญ์ผู้ไม่มีงานเขียน แต่ได้ทิ้งแนวคิดไว้ให้ปราชญ์คนอื่นๆ
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเค้ากัน

โสกราตีส

โสกราตีส

โสกราตีส (โสเครติส Socrates; 4 มิถุนายน 470 ปีก่อนคริสตกาล — 7 พฤษภาคม 399 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปราชญ์ของกรีกโบราณและเป็นชาวเมืองเอเธนส์ ซึ่งถือกันว่าเป็นผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก

โสกราตีส เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีผลงานการเขียนอะไร แต่ตัวตนและความคิดของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันผ่านงานเขียนของบุคคลอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) เพลโต (Plato) อริสโตฟานเนส (Aristophanes) หรือ ซีโนฟอน (Xenophon) นอกจากนั้นยังมีทั้งนักเขียน นักคิด และนักปราชญ์ที่เก็บเรื่องราวของโสกราตีส อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรู้ว่าข้อมูลเรื่องเล่าถึงชีวิตของโสกราตีสนั้นจริงหรือเท็จได้อย่างแน่นอน

ตามธรรมเนียมโบราณ โสกราตีสนั้นเป็นลูกของโสโฟรนิกัส (Sophronicus) ผู้เป็นพ่อ และ แฟนาเรต (Phaenarete) ผู้เป็นแม่ โสกราตีสได้แต่งงานกับซานทิปป์ (Xanthippe) และมีลูกชายถึง 3 คน เมื่อเทียบกับสังคมสมัยนั้นซานทิปป์ถึงได้ว่าเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้าย และโสกราตีสเองได้กล่าวว่าเพราะเขาสามารถใช้ชีวิตกับซานทิปป์ได้ เขาใช้ชีวิตกับมนุษย์คนใดก็ได้ เหมือนกับผู้ฝึกม้าที่สามารถทนกับม้าป่าได้ โสกราตีสได้เห็นและร่วมรบในสมรภูมิ และ ตามสิ่งที่เพลโตได้กล่าวว่า โสกราตีสได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับความกล้าหาญในสมรภูมิรบ

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่กล่าวอย่างชัดเจนว่าโสกราตีสประกอบอาชีพใด ใน”ซิมโพเซียม” (Symposium) ซีโนฟอนกล่าวว่าโสกราตีสใช้ชีวิตกับการสนทนาปรัชญา โสกราตีสไม่น่าที่จะมีเงินมรดกจากครอบครัวเพราะบิดาของโสกราตีสเป็นเพียงศิลปิน และตามการบรรยายของพลาโต โสกราตีสไม่ได้รับเงินจากลูกศิษย์ อย่างไรก็ตามซีโนฟอนกล่าวใน “ซิมโพเซียม” ว่า โสกราตีสรับเงินจากลูกศิษย์ของเขา และอาริสโตฟานเนสก็เล่าว่าโสกราตีสได้เปิดโรงเรียนของตนเอง ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ โสกราตีสเลี้ยงชีพผ่านเพื่อนที่ร่ำรวยของเขา เช่น เอลซีไบเดส (Alcibiades)

โสกราตีสใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรเอเธนส์ จากจุดสูงสุดของอาณาจักรเอเธนส์ถึงยุคเสื่อมภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับกรุงสปาร์ตา (Sparta) มีบุคคลสามคนสำคัญที่ยุให้ศาลสาธารณะของกรุงเอเธนส์ไต่สวนโสกราตีส โดยกล่าวหาว่าโสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนาและเยาวชนในกรุงเอเธนส์

เรื่องราวทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในเมืองเอเธนส์ภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับสปาร์ตานั้น ชาวเมืองเอเธนส์ ผู้ยังเชื่อถือในเทพเจ้าผู้ปกป้องเมืองต่าง ๆ มองว่าการพ่ายแพ้ของเอเธนส์เป็นเพราะเทพเจ้าเอเธนา (Athena) ผู้เป็นเทพปกครองเมืองเอเธนส์นั้นประสงค์จะลงโทษเมืองเอเธนส์เพราะผู้คนในเมืองเสื่อมศรัทธาในศาสนา การที่โสกราตีสตั้งคำถามและสนทนาเกี่ยวกับปรัชญาจึงเท่ากับเป็นการทรยศชาติ การไต่สวนตัดสินว่าโสกราตีสมีความผิด เขาถูกประหาร โดยการดื่มยาพิษและเสียชีวิตในที่สุด

เกลียดประชาธิปไตย?

ข้อกล่าวหาทำนองที่ว่า โสกราตีสไม่ชอบประชาธิปไตย มักยกเรื่อง ‘เรือ’ มาเล่า ซึ่งที่จริงแล้ว โสกราตีสไม่ได้เขียนบันทึกอะไรไว้ ความคิดของโสกราตีสทั้งหมดที่เรารู้กัน มาจากบันทึกของเพลโต ผู้เป็นศิษย์ของโสกราตีสทั้งนั้น เรื่อง ‘เรือ’ ที่ว่านี้ก็เหมือนกัน

เพลโตบอกว่าโสกราตีสเล่าว่า เอเธนส์ก็เหมือนเรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางพายุ (ฝรั่งเรียกอุปมานี้ว่า Ship of State) จะต้องนำเรือฝ่าพายุฝนไปให้ได้ คำถามก็คือ ถ้าใช้ประชาธิปไตยแบบให้คนเลือกผู้นำกันเอง ก็มีโอกาสจะได้ใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการบังคับเรือมาเป็นกัปตัน จึงเป็นไปได้ที่เรือจะล่มฉิบหายกันไปทั้งลำ

ซึ่งต่อมาเพลโตก็เอามาขยายเป็นคำว่า ‘ราชาปราชญ์’ หรือ Phliosopher King คือคนที่เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งได้รับการบ่มเพาะให้เป็น ‘คนดี’ ด้วย โดยคำว่า ‘คนดี’ ในที่นี้ก็คือการมีศีลธรรมและมีเหตุมีผล เท่ากับว่ากว่าจะสามารถมารับตำแหน่งเป็น ‘ราชาปราชญ์’ ได้ ก็ต้องอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี ดังนั้น คนที่ควรจะได้เป็นกัปตันเรือ จึงไม่ใช่ ‘ใครก็ได้’ ที่ ‘ถูกเลือก’ มาโดย ‘ใครก็ไม่รู้’ (ตามระบอบประชาธิปไตยแบบหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง) แต่ต้องเป็นคนที่ ‘ถึงพร้อม’ แล้วซึ่งความดีงามและความรู้

เรื่องเรือที่ยกมาข้างต้น ปรากฏอยู่ใน The Republic ตอนที่เพลโตเล่าว่าโสกราตีสถกเรื่องประชาธิปไตยกับ อดีมานตุส (Adeimantus) และพยายามทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่อดีมานตุสถามกลับก็คือ—ทำไมเราถึงคิดว่าต้องให้ ‘คนสูงวัย’ (อย่าลืมว่าราชาปราชญ์ต้องอายุห้าสิบปีเป็นอย่างน้อย) มาเป็นผู้ปกครองเสมอ

ฟังดูเหมือนโสกราตีสไม่ชอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่บกพร่อง แต่ต้องบอกคุณว่าโสกราตีสไม่ได้แค่ ‘ไม่ชอบ’ ประชาธิปไตยเท่านั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งที่โสกราตีสจะ ‘เกลียด’ ประชาธิปไตยกันเลยทีเดียว เพราะที่จริงแล้ว อาจพูดได้ว่าโสกราตีสนั้น ‘ตาย’ เพราะประชาธิปไตยด้วยซ้ำ

เรื่องราวและวิธีคิดของโสกราตีส รวมถึงสังคมเอเธนส์ยุคที่โสกราตีสอยู่นั้น ‘ซับซ้อน’ มาก อย่างแรกสุด ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า แม้เอเธนส์และกรีกโบราณจะเป็นแหล่งกำเนิดประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยในเอเธนส์ไม่เหมือนประชาธิปไตยแบบปัจจุบันอันเป็นประชาธิปไตยที่ผ่าน ‘วิวัฒนาการ’ มาแล้วมากมาย

เรียกว่าถ้าคนเอเธนส์เดินมาห้าคน จะมีคนที่สามารถโหวตได้แค่คนเดียวเท่านั้นเอง เพราะผู้หญิง ทาส (หรือคนที่ไม่เป็นอิสระ) นั้นโหวตไม่ได้ ดังนั้น ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์จึงเป็นประชาธิปไตยของเสียงส่วนน้อย คนทั้งเมืองต้องมีชีวิตไปตามการโหวตของคนแค่หนึ่งในห้า ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบ ‘หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง’ เหมือนในปัจจุบัน

โสกราตีส (และเพลโต) มองว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่เกิดขึ้นโดย ‘คนจน’ และ ‘คนชั้นต่ำ’ (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนที่ไม่มี rationality) ซึ่งคนเหล่านี้ก็คือสามัญชนที่ทำมาหากินไปวันๆ ไม่ได้มาครุ่นคิดอะไรนักหนากับเรื่องปรัชญาหรือการเมือง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ ผู้ใช้แรงงาน (ที่ไม่ได้เป็นทาส) แต่พอคนเหล่านี้ไม่ได้ใช้ rationality ในการเลือกแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ในที่สุดระบอบการปกครองก็จะเสื่อมลง จนเกิดระบอบที่เรียกว่า Demagoguery หรือการปกครองโดยคนที่เป็น demagogue ขึ้นมา คนเหล่านี้คือคนที่ดูมีบุคลิกบารมี ไม่ว่าจะเป็นคนที่พูดเก่ง เช่นพวกโซฟิสต์ (sophist) ที่ใช้วาจาหลอกลวงมวลมหาประชาชนจนหลงเชื่อแล้วก็ไปเทคะแนนให้ รวมไปถึงการปกครองโดยคนร่ำรวยที่เรียกว่า Plutocracy แล้วบ้านเมืองก็จะวุ่นวาย ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีอะไรนักหนาในสายตาของโสกราตีสและเพลโต

ประชาธิปไตยในโลกนี้ไม่ได้ถือกำเนิดในเอเธนส์แล้วสำเร็จเสร็จสิ้นเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือกดน้ำร้อนแล้วก็สุกเลย แต่ประชาธิปไตยค่อยๆ คลี่คลาย ค่อยๆ พัฒนาต่อมาอีกหลายพันปี อย่างเรื่อง ‘ไม่หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง’ นี่ แม้แต่ จอห์น สจ๊วร์ต มิลล์ บิดาแห่ง Utilitarianism ก็คิดแบบเดียวกับโสกราตีส เขาเคยเสนอว่าคนมีการศึกษาควรมีสองเสียง คนการศึกษาต่ำควรมีแค่เสียงเดียว (เรียกว่า Weighted Voting) มาก่อน

นอกจากนี้ ยังมี จอห์น ล็อก ที่เสนอเรื่องเสรีนิยม (แต่ไม่ได้เสนอว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด) กับ ฌอง-ฌาคส์ รุสโซ ที่เสนอเรื่องประชาธิปไตยแต่ไม่ได้เสนอเรื่องเสรีนิยมอีก โดยที่เสรีนิยมกับประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันขัดกันด้วยซ้ำ แต่จำต้องอยู่ด้วยกันเพื่อให้ความ ‘ขัดกัน’ นั้น ช่วยพยุงค้ำจุนกันและกัน กว่าจะกลายมาเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ประกอบสร้างขึ้นมาจาก ‘ธาตุตั้งต้น’ ที่แตกต่างกันได้ ก็ตั้งปลายศตวรรษที่ 19 หลังสังคมมีการเปลี่ยนแปลงในมิติอื่นๆ มารองรับ (เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม) ซึ่งต่อมา ก็ทำให้อุปมาเรื่อง Ship of State ของโสกราตีส เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก เช่น จากคาร์ล พอปเปอร์ (Karl Popper) ที่บอกว่าแนวคิดแบบโสกราตีสและเพลโตนั้นเป็น Totalitarianism หรือระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะรวบไปไว้ใต้การปกครองของราชาปราชญ์ก็ตามที

ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงได้รับการออกแบบให้แตกต่างไปจากแนวคิดของโสกราตีสและเพลโต นั่นคือทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเรือด้วยการส่ง ‘ตัวแทน’ เข้าไปตัดสินใจร่วมกัน รวมถึงต้อง ‘ตรวจสอบ’ กันและกันอยู่เสมอด้วย นั่นจึงจะทำให้เรือลำนั้นเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัยมากกว่ายกให้เรืออยู่ในการดูแลของใครคนใดคนหนึ่ง—ไม่ว่าคนคนนั้นจะ ‘ปราชญ์’ มาจากไหนก็ตาม

ขอขอบคุณชีวประวัตินักปรัญชาชื่อดัง โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/