Categories
นานาสาระ

ศาสนาคริสต์ ศาสนาแห่งความรัก

Centrovirtual นำคุณเรียนรู้กับศาสนาแห่งความรัก
“ศาสนาคริสต์”

ศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลก มีศาสนิกชนประมาณ 2.4 พันล้านคนทั่วโลก คิดเป็นประมาณ 33% หรือเกือบหนึ่งในสามของประชากรโลก และทั้งยังเป็นศาสนาประจำชาติในหลายประเทศ

ดังนั้นเราควรที่จะเรียนรู้เรื่องศาสนาคริสต์ให้มากขึ้น เพราะว่าพี่น้องร่วมชาติของเรานับถือศาสนาคริสต์ไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากผลสำรวจโดยองค์กรของศาสนาคริสต์ในนิกายต่างๆ เมื่อ พ.ศ.2558 พบว่าคริสต์ศาสนิกชนในประเทศไทยมีจำนวนทั้งหมด 814,508 คน

คิดเป็น 1.2712% ของประชากร 64,076,033 คน โดยแบ่งเป็น นิกายโปรเตสแตนต์ 444,372 คน (0.6935%) นิกายโรมันคาทอลิก 369,636 คน (0.5769%) นอกจากนี้ยังมีนิกายมอร์มอน 20,730 คน

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม คือนับถือพระเจ้าพระองค์เดียว คำว่า “พระคริสต์” มาจากภาษากรีกว่า “คริสตอส” แปลว่า ผู้ได้รับการเจิม (ให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า) ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เน้นการมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้พระเจ้าและให้มนุษย์ด้วยกัน เพราะหลักการของศาสนาคริสต์ถือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้า

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่สืบเนื่องมาจากศาสนายูดาห์ ซึ่งเป็นศาสนาของชาวยิวที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย มีหัวหน้าเผ่าชื่อ “อับราฮัม” (อับราฮัมเป็นศาสดาของศาสนายูดาห์) ได้อ้างตนว่าได้รับโองการจากพระเจ้าให้อพยพชนเผ่าไปอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า แผ่นดินคานาอัน (บริเวณประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน) โดยอับราฮัมกล่าวว่า พระเจ้ากำหนดและสัญญาให้ชนเผ่านี้เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ต่อไป การที่พระเจ้าสัญญาจึงก่อให้เกิดพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับชนชาวยิว ดังนั้นในเวลาต่อมาจึงเรียกคัมภีร์ของศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ว่า “พันธสัญญา”

มื่อพระเยซูถือกำเนิดขึ้นมาและได้เที่ยวสั่งสอนศาสนาใหม่แก่ชาวยิว ทำให้ชาวยิวจำนวนหนึ่งจึงมีความเชื่อว่า พระเยซูคือพระเมสไซอาห์ ศาสนาใหม่ที่เรียกขานในนามศาสนาคริสต์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้สร้างความหวาดเกรงต่อศาสนายิวเป็นอย่างยิ่ง

เหล่าผู้นำทางศาสนายูดาห์ที่ดูแลวิหารเสียผลประโยชน์และกลัวว่าพระเยซูจะแย่งบรรดาสาวกของตนไป เพราะคำสอนของศาสนาคริสต์เน้นเรื่องจริยธรรมศีลธรรมมากกว่าพิธีกรรม ซึ่งพิธีกรรมของศาสนายิว ได้แก่ การบูชาพระเจ้าด้วยการเผาเครื่องบูชา เป็นเนื้อวัว แพะ แกะ นกเขา เป็นต้น

ในที่สุดผู้ปกครองชาวโรมันก็ทำการตรึงพระเยซูที่กางเขนจนสิ้นชีวิต เพราะเกรงว่าชาวยิวที่คัดค้านพระเยซูจะไม่พอใจ ชาวคริสต์ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการแสดงความรักจากพระเยซู เพราะพระเจ้าทรงรักโลก จึงประทานพระบุตรมาไถ่บาปของมนุษย์ด้วยการสละชีวิตพระบุตรของพระองค์เอง พระเยซูเสียชีวิตเมื่อมีอายุเพียง 33 ปี ใช้เวลาในการประกาศศาสนาทั้งสิ้น 3 ปี

หลังจากการเสียชีวิตของพระเยซูแล้ว ศาสนาคริสต์ได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติของจักรวรรดิโรมันใน พ.ศ.880 และจากนั้นได้แพร่กระจายเป็นศาสนาประจำชาติของหลายประเทศในทวีปยุโรปจนกระทั่งชาวโปรตุเกสและสเปนก็นำศาสนาคริสต์ไปเผยแผ่ที่ทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย

1) นิกายออร์ทอดอกซ์ แปลว่าถูกต้องและดั้งเดิม ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาคริสต์ในยุคแรกเริ่มโดยถือว่าคริสตจักรออร์ทอดอกซ์เป็นคริสตจักรแท้จริงเพียงหนึ่งเดียวที่ก่อตั้งโดยพระเยซู โดยสืบเนื่องมาจากลูกศิษย์ชุดแรกของพระเยซูคริสต์ มีศาสนิกชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบรรดาประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออก เช่น กรีซ รัสเซีย โรมาเนีย ยูเครน บัลแกเรีย เช็ก สโลวัก มาซิโดเนีย ฯลฯ มีผู้นับถือนิกายนี้ประมาณ 300 ล้านคน คริสตจักรออร์ทอดอกซ์แบ่งการปกครองเป็นคริสตจักรส่วนๆ แต่ละคริสตจักรมีสังฆราชคนหนึ่งเป็นประมุข

2) นิกายโรมันคาทอลิก แปลว่าสากลเดิม ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิกายออร์ทอดอกซ์ที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ เคารพพระนางมารีย์และนักบุญต่างๆ ภายในโบสถ์ของนิกายนี้จะมีรูปเคารพพระเยซูคริสต์ พระแม่มารีย์ และนักบุญต่างๆ มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครรัฐวาติกัน มีพระสันตะปาปาเป็นประมุข โดยอ้างว่าสืบทอดมาตั้งแต่สมัยลูกศิษย์คนโตของพระเยซู คือนักบุญปีเตอร์เป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรก ซึ่งได้สืบทอดมาถึงพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ปัจจุบันเป็นคนที่ 266 นิกายโรมันคาทอลิกมีนักบวชเรียกว่าบาทหลวง และสมาชิกคณะนักบวชคาทอลิก นิกายนี้ถือว่าบาทหลวงเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ มีศาสนิกผู้นับถือนิกายนี้ประมาณ 1,200 ล้านคน

3) นิกายโปรเตสแตนต์ แปลว่าคัดค้าน แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิกใน พ.ศ.2072 เป็นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำคัญกว่าพิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายร้อยคณะ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างในประเด็นปลีกย่อยที่กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิล และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้ไม่มีนักบวชเพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยมิต้องอาศัยบาทหลวง มีเพียงคนธรรมดาที่เป็นนักเทศน์คอยให้คำปรึกษากับผู้เชื่อและถือว่าพระเยซูได้ทรงไถ่บาปแก่ศาสนิกทุกคนไปเมื่อถูกตรึงกางเขนแล้ว นิกายนี้มีเพียงไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาเท่านั้น มีผู้นับถือรวมกันทุกคณะต่างๆ ประมาณ 850 ล้านคน

ศาสนาคริสต์กับประเทศไทย

ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยยุคเดียวกับการล่าอาณานิคมของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรตุเกส สเปน และเนเธอร์แลนด์ ที่กำลังบุกเบิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนอกจากกลุ่มที่มีจุดประสงค์ทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังมีบางกลุ่มที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาเผยแพร่ บางประเทศบางสมัยปิดกั้นการเผยแพร่ บางประเทศบางสมัยเปิดเสรีแต่ผู้คนยังไม่นิยมเข้ารีต ขณะที่บางประเทศผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ พร้อมกับการครอบงำทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ มาเก๊า ฯลฯ

ต่อมา ฝรั่งเศส เข้ามาได้เมืองขึ้นในอินโดจีน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยลักษณะเดียวกับโปรตุเกสและสเปน คือล่าเมืองขึ้นและเผยแพร่ศาสนาพร้อมกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จนัก ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ในกลุ่มประเทศนี้มีน้อย อาจเพราะการมุ่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้ปกครองจักรวรรดินิยมทั้งก่อนหน้าและขณะนั้น ทำให้จุดมุ่งหมายที่ดีงามทางศาสนาถูกผู้คนในประเทศพื้นเมืองตั้งทัศนคติว่ามีเจตนาแอบแฝงเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่ามิชชันนารีจะมีเจตนาแอบแฝงจริงหรือไม่ก็ตาม

ขณะที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเปิดเสรีในการเผยแพร่ศาสนา ทำให้ลดความรุนแรงทางการเมืองลง

นิกายโรมันคาทอลิก

ศาสนาคริสต์ที่เผยแพร่ในไทยเป็นครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่เข้ามาเผยแพร่คือนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะดอมินิกัน คณะฟรันซิสกัน และคณะเยสุอิต บาทหลวงส่วนมากมาจากโปรตุเกส

ระยะแรกที่ยังถูกปิดกั้นทางศาสนา มิชชันนารีจึงเน้นการดูแลกลุ่มคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประเทศไทยได้มีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำให้มีจำนวนบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนามากขึ้น และการแสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บ้างก็อยู่จนแก่หรือตลอดชีวิตก็มี ด้านสังคมสงเคราะห์ มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ด้านศาสนา มีการตั้งเซมินารีคริสตัง เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลอนุกรมให้นักบวชไทยรุ่นแรก และจัดตั้ง คณะรักกางเขน

เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ศาสนาคริสต์กลับไม่ได้รับความสะดวกในการเผยแพร่ศาสนาเช่นเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกห้ามประกาศศาสนา ถูกห้ามเขียนหนังสือศาสนาเป็นภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพม่าเข้ามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถ์ถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุติในช่วงเสียเอกราชให้พม่า

กระทั่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกอบกู้เอกราชสำเร็จ แม้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์เริ่มต้นขึ้นใหม่ แต่เพราะประเทศกำลังอยู่ในภาวะสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ จึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์จักรีแล้ว ชาวคริสต์อพยพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเปิดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศพระราชกฤษฎีกา ให้ทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได้

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่าสัมพันธภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศสไม่ดีนัก แต่พระองค์ก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเป็นนิติบุคคล

ด้านสังคมสงเคราะห์ในรัชสมัยนี้ พระราชทานเงินทุนในการก่อสร้างโรงเรียน เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญ ในพ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ และโรงเรียนพยาบาลเซนต์หลุยส์

นิกายโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย

คณะเผยแพร่ของนิกายโปรเตสแตนต์กลุ่มแรกที่เข้ามาประเทศไทยตามหลักฐานที่ปรากฏคือศิษยาภิบาล 2 ท่าน ศาสนาจารย์ คาร์ล ออกัสตัส เฟรดเดอริค กุตสลาฟ เอ็ม.ดี (Rev. Karl Fredrich Augustus Gutzlaff) ชาวเยอรมัน จาก สมาคมเนเธอร์แลนด์มิชชันนารี (Netherlands Missionary Society) และศาสนาจารย์ จาคอบทอมลิน (Rev. Jacob Tomlin) ชาวอังกฤษ จาก สมาคมลอนดอนมิชชันนารี (London Missionary Society) มาถึงประเทศไทยเมื่อ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2371 (ค.ศ. 1828) ทั้งสองท่านช่วยกันเผยแพร่ศาสนาด้วยความเข้มแข็ง

ต่อมาจึงมีศาสนาจารย์จาก คณะอเมริกันบอร์ด (The American Board of Commissioners for Foreign Missions หรือ A. B. C. F. M) เข้ามา

ในบรรดานักเผยแพร่ศาสนานั้น ผู้เริ่มต้นสัมพันธภาพที่ดีและยาวนานที่สุดระหว่างคนไทยกับศาสนาคริสต์คือ ศาสนาจารย์แดน บีช บรัดเลย์ เอ็ม ดี (Rev. Dan Beach Bradley, M. D.) หรือ หมอบรัดเลย์ (คนไทยมักเรียกว่า หมอปลัดเล) ซึ่งเป็นเพรสไบทีเรียนในคณะอเมริกันบอร์ด เข้ามากรุงเทพฯ (ขณะนั้นเรียกว่า บางกอก) พร้อมภรรยา เมื่อ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835)

ตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในประเทศไทยได้สร้างคุณประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการแพทย์และการพิมพ์ ทั้งรักษาผู้ป่วยไข้ทรพิษและอหิวาตกโรค นำการผ่าตัดเข้ามาครั้งแรก การทดลองปลูกฝีดาษในประเทศไทย ริเริ่มการสร้างโรงพิมพ์ เริ่มจากจัดพิมพ์ใบประกาศห้ามฝิ่น และจัดพิมพ์หนังสือ “บางกอกกาลันเดอร์” ซึ่งเป็นจดหมายเหตุรายวัน กล่าวได้ว่า ความเชื่อมั่นของชาวไทยต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ เกิดจากคณะสมาคมอเมริกันมิชชันนารีนำความเจริญเข้ามาควบคู่ไปกับการเผยแพร่ศาสนา

มิชชันนารีที่สำคัญอีก 2 กลุ่มได้แก่ คณะอเมริกันแบ็พติสมิชชัน (The American Baptist Mission) เป็นผู้ก่อตั้ง คริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) และจัดพิมพ์หนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมทั้งออก หนังสือพิมพ์ “สยามสมัย” [4]

และคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนบอร์ด (The American Presbyterian Board) เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่นำความเจริญสู่ประเทศไทย เช่น ดร. เฮ้าส์ (Samuel R. House) นำการใช้อีเทอร์เป็นยาสลบครั้งแรกในประเทศไทย ขณะที่ ศาสนาจารย์แมตตูนและภรรยา (Rev. and Mrs. Stephen Mattoon) ริเริ่มเปิดโรงเรียนแบบเช้าไปเย็นกลับ ซึ่งต่อมาได้รวมกับโรงเรียนประจำของมิชชัน และพัฒนาต่อมาเป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปัจจุบัน

นิกายออร์ทอดอกซ์

การเริ่มก่อตั้งศาสนจักรออร์ทอดอกซ์ในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 เพื่อที่จะตอบสนองแก่ข้อเรียกร้องของเหล่าชาวออร์ทอดอกซ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย สภาบาทหลวงแห่งเขตอัครบิดรกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ได้มีการประชุมหารือในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2542 มีมติขอการดำเนินการจัดตั้งศาสนจักรขึ้นในกรุงเทพฯ โดยโบสถ์ออร์ทอดอกซ์แห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “อาสนวิหารนักบุญนิโคลัส” และได้มีการแต่งตั้งบาทหลวงจากจังหวัดยาโรสลาฟว์ คุณพ่อโอเล็ก เชียรีพานิน (Oleg Cherepanin) เพื่อเป็นบาทหลวงประจำศาสนจักรแห่งใหม่นี้ ในปี พ.ศ. 2544 อัครบิดรคีริลล์แห่งมอสโกได้เยือนกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ ผลลัพธ์ในการเยือนครั้งนั้น โบสถ์นักบุญนิโคลัสฯ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นตัวแทนของโบสถ์รัสเซียออร์ทอดอกซ์ (ศาสนจักรแห่งกรุงมอสโก ประจำประเทศไทย) และบาทหลวงโอเล็ก เชียรีพานิน เป็นผู้แทนแห่งโบสถ์รัสเซียออร์ทอดอกซ์ในประเทศไทย เป็นผู้แนะแนวทางจิตวิญญาณแก่หมู่ประชาชนชาวออร์ทอดอกซ์ในประเทศไทย ถึงในสาธารณรัฐประชาธิปไตประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นเวลายาวนานกว่า 15 ปี ของการยืนหยัดการทำงานและการสวดอธิษฐานเพื่อที่จะเปลี่ยนให้ประชาชนชาวไทยหันมายอมรับในนิกายออร์โธด็อกซ์

ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ภายหลังกว่า 7 เดือน สำนักงานของกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องได้ทำการตรวจสอบ โบสถ์ออร์ทอดอกซ์ในประเทศไทย และนั่นโบสถ์ออร์ทอดอกซ์ในประเทศไทยจึงได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นองค์เกี่ยวกับการช่วยเหลือทางสังคมและศาสนาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ufabet.com
Categories
นานาสาระ

ศาสนาอิสลาม ศาสนาแห่งสันติ

Centrovirtual พาคุณย้อนประวัติศาสตร์
เพื่อค้นพบที่มาที่ไปของ “ศาสนาอิสลาม” ศาสนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีผู้นับถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน

ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม เริ่มขึ้นปี ค.ศ. 632 (พ.ศ. 1175) จากชุมชนมุสลิมที่นบีมุฮัมมัดตั้งขึ้นแล้วในคาบสมุทรอาหรับ ในศตวรรษต่อมามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในจักรวรรดิกาหลิบรอชิดีนและช่วงราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ศาสนาอิสลามแพร่ไปถึงทวีปยุโรปตอนใต้ หลายร้อยปีต่อมามีราชวงศ์มุสลิมปกครองหลายประเทศทั่วโลกด้วยกัน ได้แก่ ราชวงศ์อับบาซียะห์ ราชวงศ์ฟาติมียะห์ ราชวงศ์เซลจุค ราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ และมีจักรวรรดิมุสลิมที่แผ่อาณาเขตออกไปกว้างใหญ่ไพศาล

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่งสาวกถือว่าเป็นพระวจนะคำต่อคำของพระเป็นเจ้า (อัลลอฮฺ)

และสำหรับสาวกส่วนใหญ่ เป็นคำสอนและตัวอย่างเชิงบรรทัดฐาน (เรียกว่า สุนัต และประกอบด้วยหะดีษ) ของมุฮัมมัด (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็นศาสดา (นบี) องค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้า สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม

มุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็นเจ้า มุสลิมยังเชื่อว่า ศาสนาอิสลามเป็นบรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ประจักษ์มาหลายครั้งก่อนหน้านั้น ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระเยซู

พวกเขายึดมั่นว่า สารและวิวรณ์ถูกแปลผิดหรือเปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาลเวลา แต่มองว่าอัลกุรอานภาษาอาหรับเป็นทั้งวิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็นเจ้า มโนทัศน์และหลักศาสนามีเสาหลักทั้งห้าของอิสลาม ซึ่งเป็นมโนทัศน์พื้นฐานและการปฏิบัติตนนมัสการที่ต้องปฏิบัติตาม และกฎหมายอิสลามที่ตามมา ซึ่งครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตและสังคม โดยกำหนดแนวทางในหัวเรื่องหลายหลาก ตั้งแต่การธนาคารไปจนถึงสวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้อม

ที่มาในเชิงประวัติศาสตร์ เชื่อว่านบีมูฮัมหมัดเคยศึกษาคริสตศาสนา เชื่อกันว่า เรียนมาจาก Waraqa ibn Nawfal ญาติของ Khadija ภรรยาคนแรกของนบีครับ
บางตำราก็ว่า Waraqa เป็นลูกพี่ลูกน้องของ Kadija บางตำราก็ว่าเป็นลุงของ Khadija

Waraka เป็น นักชวชของศาสนาคริสต์นิกาย Nestorian ซึ่งเป็นนิกายที่มีความเห็นเรื่องพระเยซูแตกต่างจากคริสต์กระแสหลัก ทำให้มีปัญหาความขัดแย้งกับคริสต์นิกายอื่นๆ

โดยแนวคิดหลักของคริสต์ลัทธิ Nestorian ก็คือ การปฏิเสธหลักการที่ว่าพระเยซูยอมตายเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ และอธิบายว่าพระเยซูมี 2 ร่าง คือร่างมนุษย์ที่ตายบนไม้กางเขน และร่างศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นร่างจริงที่พระเจ้าพาขึ้นสวรรค์ แนวคิดนี้ถูกประณามเป็นพวกนอกรีต ตั้งแต่ปี 431 ก่อนยุคของ นบีมูฮัมหมัดเป็นร้อยปี ทำให้ไม่สามารถร่วมพิธีกรรมในโบสถ์เดียวกับคริสต์อื่นๆได้

ความเกี่ยวของกับความเชื่อพระเจ้าองค์เดียว ที่มักเรียกกลุ่มนี้ว่า ศาสนาอับราฮัม คือเชื่อในพระผู้สร้างสูงสุดพระเจ้าเดียว

โดยเมื่อประมาณ 300 กว่าปีก่อนการเกิดอิสลาม ชนเผ่าที่เป็นใหญ่ในเมืองเมกกะคือชนเผ่า กุร็อยช์ (กุเรซ) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ คนแต่ละตระกูลมีเสรีภาพในการนับถือเทพองค์ไหนก็ได้แล้วแต่ศรัทธา

คนเหล่านี้เองที่มุสลิมเรียกว่า มุชริก (ผู้ตั้งภาคี) กาเฟร(ผู้ปฎิเสธศรัทธา)โดยต้นตระกูลของนบีมูฮัมมัดก็เป็นหนึ่งในชนเผ่า กุร็อยช์ (กุเรซ) นี้ เรียกว่า ตระกูล Banu Hashim โดยมี Hashim ibn Abd Manaf ซึ่งเป็นทวด(พ่อของปู่) ของนบีมูอัมมัด เป็นต้นตระกูล

แม้ว่า Hashim ibn Abd Manaf จะมีเมียหลายคน แต่ผุ้หญิงซึ่งเกี่ยวข้องในฐานะเป็นทวด(แม่ของปู่) ของนบีมูฮัมมัด นั้น ขื่อ Salma ซึ่งเป็นยิวเผ่าหนึ่งจากเมืองยาธริบ(มะดีนะ)

เนื่องจากที่วิหารกะบะฮฺ เมืองเมกกะ นั้นมีเทวรูปมากมายที่ชนเผ่าต่าง ๆ นำมาประดิษฐานไว้ แล้วบรรดาชนเผ่าทั้งหลายก็มีการมาจาริกแสวงบุญที่วิหารกะบะฮฺ นี้ (เหมือนพิธีฮัจย์ของอิสลามในปัจจุบัน) ก่อให้เกิดเป็นระบบเศษฐกิจ และรายได้จำนวนมากมาย แก่ผู้ที่ดูแล หรือ อารักขา วิหารกะบะฮฺ แห่งนี้

ตระกูล Banu Hashim ของนบีมูฮัมมัด นั้นเป็นผู้ดูแล วิหารกะบะฮฺ นี้ ทำหน้าที่เก็บค่าต๋ง ขายน้ำ ขายอาหาร ให้แก่ผู้ที่มาจาริกแสวงบุญ

สำหรับนบีมูฮัมมัด นั้น พ่อตายที่เเมืองยาธริบ(มะดีนะ) ตั้งแต่นบียังอยู่ในท้องแม่ ส่วนแม่ นบี ตายในขณะที่กำลังเดินทางกลับจาก ยาธริบ(มะดีนะ) ในขณะที่นบีมูฮัมมัดอายุได้ 6 ปี จากนั้นนบีมูฮัมมัดถูกเลี้ยงโดยปู่คือ Abd al Muttalib จนกระทั่งอายุได้ 8 ปี ปู่ก็ตาย แล้วถูกเลี้ยงดูต่อโดยลุงชื่อ Abu Talib ซึ่งได้สอนนบีมูฮัมมัด ให้มีอาชีพเป็นพ่อค้า จนเมื่ออายุได้ 12 ปี ก็ได้เดินทางกับกองคาราวานของลุง เพื่อไปค้าขายยังซีเรีย จนกระทั่งได้แต่งเมียคนแรกซึ่งเป็นแม่ม่าย ทำการค้า ที่มั่งคั่งร่ำรวย ชื่อ Khadijah เมื่ออายุได้ 25 ปี

นบีบันทึกว่า เมื่ออายุได้ 40 ขณะเข้าไปนั่งสมาธิในถ้ำแห่งหนึ่ง เทวทูตกาเบรียลปรากฎกายให้เห็น นำสารจากพระเจ้ามามอบให้ เมื่อกลับถึงบ้านจึงไปปรึกษาเมียคือ Khadijah

ซึ่งเมียก็ได้ปรึกษากับลูกพี่ลูกน้องชื่อ Waraqa ซึ่งเป็นชาวคริสต์ รู้หนังสือ ภาษายิว คัมภีร์ชาวยิว และ โองการบทก่อน ๆ ที่พระเจ้าได้ส่งลงมาก่อน Waraqa นี่เองจึงได้บอกก็นบีมูฮัมมัด ว่า เขาจะเป็น “นบี” คนใหม่

ตระกูล Banu Hashim นับตั้งแต่ต้นตระกูลคือ Hashim ibn Abd Manaf เขาบอกว่าเขาเป็นพวก Hanifia หรือ นับถือศาสนาของอับราฮัม

ซึ่งสุดท้ายก็ได้พัฒนามาเป็นอิสลามในปัจจุบัน …

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
นานาสาระ

ศาสนาพุทธ ศาสนาแห่งความรู้แจ้ง

ศาสนาพุทธ อยู่บนพื้นฐานเหตุและผล
“พุทธ” มีที่มาที่ไป อย่างไร
Centrovirtual จะนำคุณไปเรียนรู้กัน

 ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหนึ่งของโลก รองจาก ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะหรือเดือน 6 ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันสถานที่นี้ เรียกว่า พุทธคยา อยู่ห่างจากเมืองคยาประมาณ 11 กิโลเมตร ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาหลังจากการประกาศศาสนา เริ่มจากการแพร่หลายไปทั่วอินเดีย หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี จึงแตกเป็นนิกายย่อย โดยนิกายที่สำคัญคือ เถรวาทและมหายาน

นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก เมื่อศาสนาพุทธในอินเดียเสื่อมลง พุทธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เสื่อมตามไปด้วย ยังคงเหลือในจีน ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม ส่วนนิกายเถรวาทได้เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้งในศรีลังกา และแพร่หลายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศาสนาได้แพร่หลายไปยังโลกตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดินิยมและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงไป 100 ปี ภิกษุชาววัชชี เมืองเวสาลี ได้ตั้งวัตถุ 10 ประการ ซึ่งผิดไปจากพระวินัย ทำให้มีทั้งภิกษุที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนเกิดการแตกแยกในหมู่สงฆ์ พระยสกากัณฑบุตร ได้จาริกมาเมืองเวสาลี และทราบเรื่องนี้ ได้พยายามคัดค้าน แต่ภิกษุชาววัชชีไม่เชื่อฟัง ภิกษุที่สนับสนุนพระยสกากัณฑบุตรจึงนำเรื่องไปปรึกษาพระเถระผู้ใหญ่ในขณะนั้นได้แก่ พระเรวตะ พระสัพกามีเถระ เป็นต้น จึงตกลงให้ทำการสังคายนาขึ้นอีกครั้ง

ภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า มหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะทำให้พุทธศาสนาในขณะนั้นแตกเป็น 2 นิกาย คือ ฝ่ายที่นับถือมติของพระเถระครั้งปฐมสังคายนาเรียก เถรวาท ฝ่ายที่ถือตามมติของอาจารย์ของตนเรียก อาจาริยวาท

อีกราว 100 ปีต่อมา สงฆ์ใน ศาสนาพุทธ ทั้ง 2 ฝ่ายมีการแตกนิกายออกไปอีก หลักฐานฝ่ายภาษาบาลีว่าแตกไป 18 นิกาย หลักฐานฝ่ายภาษาสันสกฤตว่า แตกไป 20 นิกาย

ศาสนาพุทธ

ประชาธิปไตย ในศาสนาพุทธ

ผศ. จักรแก้ว นามเมือง ได้ให้ทัศนะไว้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประชาธิปไตยมาตั้งแต่เริ่มแรก ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงมอบให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ในกิจการทั้งปวงเสียอีกลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนามีตัวอย่างดังต่อไปนี้

1. พระพุทธศาสนามีพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด พระธรรม คือ คำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พระวินัยคือ คำสั่งอันเป็นข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นเมื่อรวมกัน เรียกว่า พระธรรมวินัย ซึ่งมีความสำคัญขนาดที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้เป็นพระศาสดาแทนพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานเพียงเล็กน้อย

2. มีการกำหนดลักษณะของศาสนาไว้เรียบร้อย ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ลักษณะของพระพุทธศาสนาคือสายกลาง ไม่ซ้ายสุด ไม่ขวาสุด ทางสายกลางนี้เป็นครรลอง อาจปฏิบัติค่อนข้างเคร่งครัดก็ได้ โดยใช้สิทธิในการแสวงหาอดิเรกลาภตามที่ทรงอนุญาตไว้ ในสมัยต่อมา เรียกแนวกลางๆ ของพระพุทธศาสนาว่า วิภัชชวาที คือศาสนาที่กล่าวจำแนกแจกแจง ตามความเป็นจริงบางอย่างกล่าวยืนยันโดยส่วนเดียวได้ บางอย่างกล่าวจำแนกแจกแจงเป็นกรณี ๆ ไป

3. พระพุทธศาสนา มีความเสมอภาคภายใต้พระธรรมวินัย บุคคลที่เป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรมาแต่เดิม รวมทั้งคนวรรณะต่ำกว่านั้น เช่นพวกจัณฑาล พวกปุกกุสะคนเก็บขยะ และพวกทาส เมื่อเข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแล้ว มีความเท่าเทียมกัน คือปฏิบัติตามสิกขาบทเท่ากัน และเคารพกันตามลำดับอาวุโส คือผู้อุปสมบทภายหลังเคารพผู้อุปสมบทก่อน

4. พระภิกษุในพระพุทธศาสนา มีสิทธิ เสรีภาพภายใต้พระธรรมวินัย เช่นในฐานะภิกษุเจ้าถิ่น จะมีสิทธิได้รับของแจกก่อนภิกษุอาคันตุกะ ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันมีสิทธิได้รับของแจกตามลำดับพรรษา มีสิทธิรับกฐิน และได้รับอานิสงส์กฐินในการแสวงหาจีวรตลอด 4 เดือนฤดูหนาวเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นยังมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้ จะอยู่จำพรรษาวัดใดก็ได้เลือกปฏิบัติกรรมฐานข้อใด ถือธุดงควัตรข้อใดก็ได้ทั้งสิ้นฃ

5. มีการแบ่งอำนาจ พระเถระผู้ใหญ่ทำหน้าที่บริหารปกครองหมู่คณะ การบัญญัติพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอง เช่นมีภิกษุผู้ทำผิดมาสอบสวนแล้วจึงทรงบัญญัติพระวินัย ส่วนการตัดสินคดีตามพระวินัยทรงบัญญัติแล้วเป็นหน้าที่ของพระวินัยธรรมซึ่งเท่ากับศาล
6. พระพุทธศาสนามีหลักเสียงข้างมาก คือ ใช้เสียงข้างมาก เป็นเกณฑ์ตัดสิน เรียกว่า วิธีเยภุยยสิกา การตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก ฝ่ายใดได้รับเสียงข้างมากสนับสนุน ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะคดี

หลักประชาธิปไตยในการที่พระพุทธเจ้าทรงมอบความเป็นใหญ่แก่สงฆ์

การกระจายอำนาจ

การมอบความเป็นใหญ่แก่สงฆ์มีลักษณะตรงกับหลักประชาธิปไตยหลายประการ ส่วนมากเป็นเรื่องสังฆกรรม คือการประชุมกันทำกิจสงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ การทำสังฆกรรมประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ประการ ถ้าทำผิดพลาดประการใดประการหนึ่ง จะทำให้สังฆกรรมนั้นเสียไป ใช้ไม่ได้ ไม่มีผล คือเป็นโมฆะ ส่วนสำคัญ 5 ประการมีดังนี้คือ

1. จำนวนสงฆ์อย่างต่ำที่เข้าประชุม การกำหนดจำนวนสงฆ์ผู้เข้าประชุมอย่างต่ำว่าจะทำสังฆกรรมอย่างใดได้บ้างมี 5 ประเภท คือ
1.1 ภิกษุ 4 รูปเข้าประชุม เรียกว่า สงฆ์จตุรวรรค สามารถทำสังฆกรรมได้เกือบทุกชนิด เว้นแต่ การอุปสมบทหรือการบวชพระ การปวารณาหรือ พิธีกรรมในวันออกพรรษาที่ทรงอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันและกัน และการสวดอัพภาน หรือการเพิกถอนอาบัติหนักของภิกษุบางรูป
1.2 ภิกษุ 5 รูป เข้าประชุม เรียกว่า สงฆ์ปัญจวรรค สามารถทำสังฆกรรมที่สงฆ์จตุรวรรค ทำได้ทั้งหมด และยังเพิ่มการปวารณา การอุปสมบทในชนบทชายแดนได้อีกด้วย
1.3 ภิกษุ 10 รูป เข้าประชุม เรียกว่า สงฆ์ทสวรรค สามารถทำสังฆกรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคทำได้ทั้งหมด และยังเพิ่มการอุปสมบทในมัชฌิชนบท คือ ในภาคกลางของอินเดียได้อีกด้วย
1.4 ภิกษุ 20 รูปเข้าประชุม เรียกว่า สงฆ์วีสติวรรค สามารถทำสังฆกรรมได้ทุกชนิด รวมทั้งสวดอัพภาน เพิกถอนอาบัติหนักด้วย
1.5 ภิกษุกว่า 20 รูปเข้าประชุม เรียกว่า อติเรกวีสติวรรค สามารถทำสังฆกรรมได้ทุกชนิด สำหรับประเพณีไทย นิยมนิมนต์ภิกษุเข้าประชุมให้เกินจำนวนอย่างต่ำของการทำสังฆกรรมนั้นๆ เสมอ เพื่อให้ถูกต้องอย่างไม่มีโอกาสผิดพลาดในเรื่องจำนวนสงฆ์

2. สถานที่ประชุมของสงฆ์เพื่อทำสังฆกรรม เรียกว่า สีมา แปลว่า เขตแดน สีมา หมายถึงพื้นดิน ไม่ใช่อาคาร อาคารจะสร้างเป็นรูปทรงอย่างไรหรือไม่มีอาคารเลยก็ได้ สีมามี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ พัทธสีมา สีมาที่ผูกแล้ว และอพัทธสีมา สีมาที่ไม่ต้องผูก พัทธสีมามีหลายชนิด จะกล่าวเฉพาะวิสุงคามสีมา แปลว่าสีมาในหมู่บ้าน ซึ่งแยกออกต่างหากจากอาณาเขตของประเทศ การขอวิสุงคามสีมาต้องขอจากประมุขของรัฐ ในประเทศไทยขอพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในประเทศมาเลเซีย ขอพระราชทานจากพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ขอจากผู้ว่าการมลรัฐที่วัดตั้งอยู่ ไม่ใช่ขอจากประธานาธิบดี เพราะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อขอแล้วต้องทำพิธีถอนสีมาในบริเวณนั้น ซึ่งอาจเคยเป็นวัด ผูกพัทธสีมามาแล้วในสมัยโบราณก็ได้ แล้วทำพิธีผูกพัทธสีมา สีมาซึ่งทำสังฆกรรมผูกแล้วนี้จะคงอยู่ตลอดไปจนกว่าโลกนี้แตกสลาย กลายเป็นธุลีคอสมิค ยกเว้น จะทำพิธีถอนสีมาเสีย

อพัทธสีมามีมากมายหลายชนิดเช่นเดียวกัน จะกล่าวเฉพาะสีมาน้ำ หรือเรียกว่า อุทกุกเขปสีมา แปลว่า สีมาชั่ววักน้ำสาด สีมาชนิดนี้ไม่ต้องผูกแต่สร้างอาคาร หรืออยู่ในเรือแพ ภายในหนองบึง แม่น้ำ ทะเล ซึ่งมีน้ำขังตลอดปี และอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2 ชั่ววักน้ำสาดของบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง สีมาน้ำนี้ใช้ทำสังฆกรรมได้เหมือนวิสุงคามสีมาเช่นกัน ส่วนมากนิยมทำกันในวัดหรือสำนักสงฆ์ที่ยังไม่ได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา การกำหนดสีมาขึ้นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้สังฆกรรมเสียไป หรือมีเจตนามาทำลายสงฆ์ทราบ ผู้ประกาศมีรูปเดียวหรือ 2 รูป ก็ได้ เรียกว่า พระคู่สังฆกรรมโดยตรง เพราะภายในสีมานั้น สงฆ์มีอำนาจสิทธิขาด ใครจะอ้างเป็นเจ้าของไม่ได้

3. การประกาศเรื่องที่ประชุม และการประกาศขอความเห็นชอบ สงฆ์จะประชุมกันทำสังฆกรรมเรื่องอะไรก็ตาม จะต้องมีการประกาศเรื่องนั้นให้สงฆ์ทราบ ผู้ประกาศมีรูปเดียวหรือ 2 รูป ก็ได้ เรียกว่า พระคู่สวดหรือพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อประกาศให้ทราบแล้ว ยังมีการประกาศขอความเห็นชอบจากสงฆ์อีก ถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญนัก มีการประกาศให้ทราบ 1 ครั้ง และประกาศขอความเห็นชอบอีก 1 ครั้งเรียกว่า ญัตติทุติยกรรม เช่น การประกาศมอบผ้ากฐินแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง การแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ต่างๆ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก มีการประกาศให้ทราบ 1 ครั้ง และประกาศขอความเห็นอีก 3 ครั้ง รวมเป็น 4 ครั้ง เรียกว่า ญัตติจตุตถกรรม เช่นการให้อุปสมบท การลงโทษภิกษุผู้ประพฤติมิชอบ 7 อย่าง มีตัชชนียกรรม (การตำหนิโทษ) เป็นต้น การยกโทษเมื่อภิกษุนั้นประพฤติตนดีแล้วและการแต่งตั้งภิกษุให้เป็นผู้สอนภิกษุณี เป็นต้น

4 สิทธิของภิกษุผู้เข้าประชุม ภิกษุผู้เข้าร่วมประชุมทำสังฆกรรมทุกรูปมีสิทธิแสดงความคิดเห็นทั้งในทางเห็นด้วยและในทางคัดค้าน ตามปกติเมื่อภิกษุผู้ประกาศ หรือพระคู่สวดถามความคิดเห็นของที่ประชุม ถ้าเห็นด้วย ให้ใช้วิธีนิ่ง ถ้าไม่เห็นด้วยให้คัดค้านขึ้น จะต้องมีการทำความเข้าใจกันจนกว่าจะยอมเห็นด้วย ถ้าภิกษุผู้คัดค้าน ยังคงยืนกรานไม่เห็นด้วย การทำสังฆกรรมนั้นๆ เช่น การอุปสมบท หรือการมอบผ้ากฐินย่อมไม่สมบูรณ์ จึงเห็นได้ว่า มติของที่ประชุมต้องเป็นเอกฉันท์คือเห็นพร้อมกันทุกรูป

 5 มติที่ประชุม การทำสังฆกรรมทั้งหมด มติของที่ประชุมต้องเป็นเอกฉันท์ คือเป็นที่ยอมรับของภิกษุทุกรูป ทั้งนี้เพราะในสังฆมณฑลนั้น ภิกษุทั้งหลายต้องอยู่ร่วมกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน กล่าวคือมีศีลและมีความเห็นเหมือน ๆ กัน จึงจะมีความสามัคคี สืบต่อพระพุทธศาสนาได้อย่างถาวร แต่ในบางกรณี เมื่อภิกษุมีความเห็นแตกต่างกันเป็นสองฝ่ายและมีจำนวนมากด้วยกันต้องหาวิธีระงับโดยวิธีจับฉลาก หรือการลงคะแนนเพื่อดูว่าฝ่ายไหนได้เสียงข้างมาก ก็ตัดสินไปตามเสียงข้างมากนั้น วิธีนี้เรียกว่า เยภุยยสิกา การถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ตามหลักประชาธิปไตยทั่วไป ซึ่งแสดงว่า มติที่ประชุมไม่ได้ใช้มติเอกฉันท์เสมอไป

ลักษณะอื่นๆ ที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา
1. พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยภาษาใด ๆ ก็ได้ คือศึกษาด้วยภาษาที่ตนเองรู้ดีที่สุด ไม่ให้ผูกขาดศึกษาด้วยภาษาเดียว เหมือนศาสนาพราหมณ์ที่ต้องศึกษาด้วยภาษาสันสกฤตเพียงภาษาเดียว แต่การที่คณะสงฆ์ไทยใช้ภาษาบาลีเป็นหลัก ก็เพื่อสอบทานความถูกต้องในกรณีที่มีความสงสัยเท่านั้น ส่วนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจะใช้ภาษาท้องถิ่นใด ๆ ก็ได้
2. พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ปฏิบัติคล้อยตามกฎหมายของประเทศที่ตนอาศัยอยู่ การปฏิบัติใด ๆ ที่ไม่มีห้ามไว้ในศีลของภิกษุแต่ผิดกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ภิกษุก็กระทำไม่ได้ ข้อนี้ทำให้ภิกษุสามารถอยู่ได้ในทุกประเทศโดยไม่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล และประชาชนของประเทศนั้น ๆ
3. ก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ว่า ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อย(คือ เลิกศีลข้อเล็กน้อย) เสียก็ได้ พระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทตกลงกันไม่ได้ว่า ข้อใดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย จึงมีมติไม่ให้ถอนสิกขาบทใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนพระสงฆ์ฝ่ายมหายานมีมติให้ถอนสิกขาบทที่เห็นว่าเล็กน้อยได้ เมื่อกาลเวลาล่วงไปก็ยิ่งถอนมากขึ้นทุกที การปฏิบัติระหว่างพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทกับฝ่ายมหายานจึงแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก ufabet.com


Categories
นานาสาระ

สามก๊ก คัมภีร์การเมืองตลอดกาล

พูดถึงการเมือง ต้องมีการอ้างสามก๊ก
พูดถึงตำนานนิยายเชิงประวัติศาสตร์ก็ต้องสามก๊ก
Centrovirtual พาคุณไปเปิดโลก “สามก๊ก”

สามก๊ก
สามก๊ก ตำนานนิยายสงครามอิงประวัติศาสตร์

สามก๊ก

กำเนิด

– เกิดกบฏผ้าเหลือง เนื่องจากบ้านเมืองล้มเหลวในการปกครองข้าวยากหมากแพง ฮ่องเต้ตอนนั้นคือพระเจ้าเลนเต้
ในปีที่ 1 นั้นตัวละครสำคัญๆมีอายุตามนี้นะครับ
– โจโฉ อายุ 29 ปี รับราชการอยู่ในเมืองหลวง ตำแหน่งไม่ใหญ่โตอะไร
– เล่าปี่ อายุ 24 ปี มีอาชีพทอเสื่อและรองเท้าฟางขาย เพราะเกิดกบฏผ้าเหลืองขึ้น จึงได้พบ กวนอู เตียวหุย สาบานเป็นพี่น้องกัน
– กวนอู อายุประมาณ 23 ปี  เป็นโจรหนีคดีทางราชการ
– เตียวหุย อายุประมาณ 17-18 ปี เป็นพ่อค้าขายหมู ถือว่ามีฐานะดีพอสมควรเป็นทุนเป็นรอนให้กับกลุ่มสามพี่น้องนี้
– ขงเบ้ง อายุ 3 ขวบ
– ซุนกวน อายุ 2 ขวบ
– ฮ่องเต้ เหี้ยนเต้ อายุ 3 ขวบ
– จิวยี่และซุนเซ็ก อายุ 10 ขวบ
– สุมาอี้ อายุ 5 ขวบ

ปีที่ 2 เล่าปี่รับราชการครั้งแรก
– หลังจากทางการปราบกบฏผ้าเหลืองแล้วเล่าปี่มีความดีความชอบเล็กน้อยได้ไปเป็นนายอำเภอแห่งหนึ่ง
   แต่ก็เป็นได้ไม่นานเพราะมีเรื่องกับผู้ตรวจการกังฉินเลยจับโบยแล้วเอาป้ายนายอำเภอห้อยคอผู้ตรวจการณ์แล้วหนีไป

ปีที่ 3
– ซุนเกี๋ยน(พ่อซุนกวน) ปราบโจรคูเสงทางใต้ ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองเตียงสา
– โจผีลูกชายของโจโฉ ผู้ที่จะเป็นฮ่องเต้ราชวงศ์วุยเกิดปีนี้

ปีที่ 5 ปีแห่งความวุ่นวาย
– พระเจ้าเลนเต้สวรรคต หองจูเปียน ขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ตอนอายุ 8 ขวบ มีโฮจิ๋นผู้เป็นตาหนุนหลัง
– เกิดเรื่องระหว่างโฮจิ้นกับ 10 ขันที โฮจิ๋นเรียกตั๋งโต๊ะพร้อมกำลังทหารเข้าเมืองหลวง
– 10 ขันทีลวงโฮจิ๋นไปฆ๋า
– โจโฉและอ้วนเสี้ยวฆ่า 10 ขันที ขณะที่ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวงยึดอำนาจ
– ลิโป้ฆ่าเต๊งหงวนพ่อบุญธรรมเข้าสวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะ

ปีที่ 6 ศึกแห่งพันธมิตร(จอมปลอม)
– ตั๋งโต๊ะ ปลดหองจูเปียนผู้พี่ ตั้งหองจูเหียบผู้น้องเป็นฮ่องเต้นามเหี้ยนเต้
– ตั๋งโต๊ะ สั่งฆ๋า หองจูเปียนและพระนางโฮฮองเฮาผู้เป็นแม่
– โจโฉลอบฆ่าตั๋งโต๊ะแต่ไม่สำเร็จ หนีออกจากเมืองหลวง
– อ้วนเสี้ยวตั้งกองกำลังเพื่อปราบตั๋งโต๊ะ มีเจ้าเมืองขุนศึกมากมายมาร่วม รวมทั้ง โจโฉและเล่าปี่
– ตั๋งโต๊ะเผาเมืองหลวงลกเอี๋ยน(ลั่วหยาง) ย้ายเมืองหลวงใหม่ไปเมืองเตียงฮัน(ฉางอาน)

ปีที่ 7 พันธมิตรพัง
– ซุนเกี๋ยนพอตราหยกแผ่นดินแอบเก็บไว้เอง
– เพราะความกลัวกันได้ดี พันธมิตร เจ้าเมืองและขุนศึกต่างๆแตกสามัคคี แล้วแยกย้ายกลับเมืองตัวเอง

ปีที่ 8 เสน่ห์นางยั่วเมือง
– ซุนเกี๋ยน โดนทหารเล่าเปียวฆ่าระหว่างเดินทางกลับเมืองเตียงสาพร้อมด้วยตาหยกแผ่นดิน
– อ้องอุนใช้อุบายเรื่องเตี้ยวเสี้ยนให้ลิโป้ฆ่าตั้งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะมีอำนาจได้ไม่ถึง 4 ปีก็ตาย
– อ้องอุน ลิโป้ มีอำนาจในเมืองหลวงแต่ไม่นาน ลิฉุย กุยกี ลูกน้องตั๋งโต๊ะ ยกทัพเข้าเมืองหลวงจับอ้องอุนฆ่า ส่วนลิโป้พาเตียวเสี้ยนหนี
– โจโฉได้เป็นใหญ่ในแคว้นกุนจิ๋ว

ปีที่ 9 เล่าปี่รบโจโฉครั้งแรก
– เพราะแค้นที่บิดาตาย โจโฉโทษโตเกี๋ยมเจ้าเมืองซีจิ๋วเลยยกทัพไปแก้แค้น
– เล่าปี่ยกทัพไปช่วยเมืองซีจิ๋ว

ปีที่ 10
– ลิโป้ยึดเมืองกุนจิ๋วของโจโฉ ทำให้โจโฉต้องยกทัพกลับ ยังไม่ได้ยึดเมืองซีจิ๋ว เล่าปี่เเป็นฮีโร่(ซะงั้น)
– โตเกี๋ยมตาย ก่อนตายได้ยกเมืองซีจิ๋วให้เล่าปี่

ปีที่ 11
– ลิโป้เสียเมืองกุนจิ๋วคืนให้โจโฉ หนีไปพึ่งเล่าปี่ที่เมืองซีจิ๋ว

ปีที่ 12 ปีที่โจโฉเริ่มมีอำนาจ
– ฮ่องเต้หนีลิฉุย กุยกี ที่แตกคอกันเอง หนีไปเมืองหลวงเก่าคือลกเอี้ยน(ลั่วหยาง)
– โจโฉ ฉวยโอกาสไปอารักขาฮ่องเต้ พร้อมกับปราบลิฉุย กุยกี ที่ตามฮ่องเต้มา
– โจโฉ เสนอสร้างเมืองหลวงใหม่คือฮูโต๋ ฮ่องเต้แต่งตั้งโจโฉเป็นพระยามหาอุปราชตอนอายุ 41 ปี
– ลิโป้ทรยศเล่าปี่โดยการยึดเมืองซีจิ๋วทางการทูตและยกเมืองเสียวพ่ายให้เล่าปี่ดูแล(ไม่ได้รบกัน)
– ซุนเซ็ก(ลูกซุนเกี๋ยน) มอบตราหยกแผ่นดินให้อ้วนสุดเพื่อแลกทหารแล้วกลับดินแดนกั๋งตั๋ง

เชื้อพระวงศ์

– เล่าปี่ได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ ไล่ลำดับญาติ(แบบโคตรยาว) สรุปแล้วเล่าปี่มีศักดิ์เป็นพระเจ้าอา(ซะงั้น)

– ในที่สุดลิโป้ก็มาตีเล่าปี่ที่เมืองเสียวพ่าย เล่าปี่ต้องหนีไปพึ่งโจโฉ

ปีที่ 13
– อ้วนสุด หลังจากได้ตราแผ่นดินก็ตั้งตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ (ขุนศึกต่างๆล้วนไม่พอใจเพราะถือว่ายังมีฮองเต้ฮั่นอยู่)

ปีที่ 16 ปีแห่งความวุ่นวาย(อีกปี)
– หลังจากอ้วนสุดอ้างตัวเองเป็นฮ่องเต้ ทำให้ขุนศึกอย่าง โจโฉ เล่าปี่ ลิโป้ และ ซุนเซ็ก ร่วมใจกันยกทัพไปปราบ อ้วนสุดพ่ายและหนีไป
– อ้วนเสี้ยวที่เป็นญาติอ้วนสุดฉวยโอกาสโจโฉไม่อยู่ ยกทัพมาหมายจะยึดเมืองหลวง แต่โจโฉยกทัพกลับมาทัน
– โจโฉยกทัพปราบลิโป้ที่เมืองซีจิ๋ว ยึดเมืองได้และประหารลิโป้
– เล่าปี่ขอทัพออกไปปราบอ้วนสุด โจโฉยินยอม(แบบเสียรู้)
– อ้วนเสี้ยวปราบหัวเมืองเหนือทั้งหลายขึ้นเป็นใหญ่แถบดินแดนเหนือแม่น้ำฮวงโห (มีทัพใหญ่กว่าโจโฉซะอีก)
– เล่าปี่ไปตั้งทัพที่เมืองซีจิ๋วแล้วรบกับอ้วนสุด ไม่นานก็ชนะ อ้วนสุดตาย

ปีที่ 17 เริ่มศึกใหญ่ ศึกกัวต๋อ
– เล่าปี่ ไม่ยอมนำทัพคืนเมืองหลวงซึ่งหมายถึงทรยศโจโฉ โจโฉจึงยกทัพมาปราบเล่าปี่ที่เมืองซีจิ๋ว เล่าปี่พ่าย สามพี่น้องแตกไปคนละทาง
– เล่าปี่หนีไปพึ่งอ้วนเสี้ยว
– เพราะต้องอารักขาเมียของเล่าปี่ กวนอูถูกโจโฉจับได้
– เตียวหุย หนีไปเมืองเก๋าเซีย
– อ้วนเสี้ยวรบกับโจโฉ กำลังของอ้วนเสี้ยวมีมากกว่า กวนอูช่วยโจโฉรบ
– กวนอูพอทราบข่าวเล่าปี่จึงลาโจโฉไป แต่ก็ฝ่า 5 ด่าน สังหาร 6 ขุนพลของโจโฉ
– เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยได้พบกันอีกครั้ง แถมได้จูล่ง กวนเป๋ง จิวฉอง มาร่วม
– โจโฉรบชนะอ้วนเสี้ยวที่ศึกกัวต๋อทั้งๆที่มีกำลังทหารน้อยกว่ามาก
– ซุนเซ็ก โดนลอบสังหาร ตายตอนอายุ 26 ปี น้องชายคือ ซุนกวน ขึ้นครองตำแหน่งแทนขณะมีอายุแค่ 18 ปี

ปีที่ 18 หนีภัย
– เล่าปี่ไปพึ่งเล่าเปียวที่เมืองเกงจิ๋ว

ปีที่ 19 โจโฉปราบอ้วนเสี้ยว
– โฉโจยกทัพปราบอ้วนเสี้ยวให้สิ้นซากที่เมืองกิจิ๋ว อ้วนเสี้ยวโรคเก่ากำเริบตายตอนอายุ 50 ปี อ้วนซงสืบทอดอำนาจ

ปีที่ 20
– โจโฉยึดเมืองกิจิ๋วได้

ปีที่ 23 โจโฉเรืองอำนาจ
– โจโฉ รวบรวมแผ่นดินภาคเหนือได้ทั้งหมด ตอนนั้นโจโฉอายุ 52 ปี
– อาเต๊า(ลูกเล่าปี่) ผู้ที่จะเป็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนเกิดปีนี้

ปีที่ 24 โจโฉแตกทัพเรือ
– เล่าปี่ เข้าพบ ขงเบ้ง ครั้งที่สามค่อยได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือ ขณะนั้น เล่าปี่มีอายุ 48 ปี ส่วน ขงเบ้งมีอายุ 27 ปี
– เล่าเปียวแห่งเกงจิ๋วตาย เล่าจ๋องบุตรคนเล็กครองอำนาจ
– เล่าจ๋องมอบเมืองให้โจโฉ ทำให้เล่าปี่ต้องหนี
– จูล่ง ฝ่าทัพโจโฉช่วยชีวิตอาเต๊า (อาเต๊าอายุไม่กี่เดือน)
– เล่าปี่เป็นพันธมิตรกับซุนกวน
– จิวยี่และขงเบ้งวางอุบายเผาทัพเรือโจโฉ
– โจโฉแตกทัพเรือ พ่ายไปที่ตำบลเซ็กเพ็ก เป็นการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของโจโฉ

เกงจิ้ว

ปีที่ 25 เมืองเกงจิ๋ว
– เล่าปี่ยึดเกงจิ๋วได้ทั้งแคว้น และได้ขุนพลฮองตงและอุยเอี๋ยนมาร่วมทัพ กว่าจะมีเมืองเป็นของตัวเองจริงๆจังๆ เล่าปี่ก็อายุปาไป 49 ปีแล้ว
– จิวยี่และซุนกวนออกอุบายแต่งงานหลอกเล่าปี่มาสังหาร แต่ขงเบ้งพลิกแผนจนเล่าปี่ได้แต่งงานกับน้องสาวซุนกวนจริงๆ

ปีที่ 26 จิวยี่แพ้ทางขงเบ้ง
– จิวยี่กระอักเลือดตายเพราะเสียรู้ขงเบ้งครั้งแล้วครั้งเล่า ตายตอนอายุ 36 ปี โลซกขึ้นเป็นต้าตูตู้(ผู้บัญชาการ)แทน
– เล่าปี่ได้บังทองมาเป็นกุนซือ

โจโฉเกือบสิ้นชื่อ

ปีที่ 27
– เนืองจากโจโฉได้ประหารม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียง ม้าเฉียวบุตรชายจึงยกทัพมาแก้แค้นให้บิดา โจโฉพลาดเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากศึกครั้งหนึ่ง
– แต่สุดท้ายทัพโจโฉก็ชนะทัพของม้าเฉียวยึดเมืองเสเหลียงได้ ม้าเฉียวหลบหนีไป

ปีที่ 28
– โจโฉได้ขึ้นเป็นวุยก๋ง ตอนอายุ 57 ปี
– เล่าปี่เปิดศึกชิงเมืองเสฉวน(เอ็กจิ๋ว)ของเล่าเจี้ยง

ปีที่ 29 เล่าปี่เรืองอำนาจ
– บังทองตาย
– เล่าปี่ได้ม้าเฉียว(ผู้ที่เกือบฆ่าโจโฉได้)มาเป็นขุนพล
– เล่าเจี้ยงยอมแพ้เล่าปี่ มอบแคว้นเสฉวน(เอ็กจิ๋ว)ให้เล่าปี่

ปีที่ 30
– โจโฉประหารพระนางฮกฮองเฮา(เมียฮ่องเต้เหี้ยนเต้) และพระญาติฐานวางแผนกำจัดตัวเอง

ปีที่ 32
– โจโฉได้ขึ้นเป็นวุยอ๋อง ตอนอายุ 61 ปี มีศักดิ์น้อยกว่าฮ่องเต้นิดเดียว การเป็นอ๋องทำให้มีสิทธิ์ครองราชย์ เล่าปี่ ซุนกวนไม่พอใจอย่างมาก

ปีที่ 33 โจโฉตั้งผู้สืบทอด
– โจโฉแต่งตั้งบุตรคนรองโจผีเป็นผู้สืบทอดอำนาจ (บุตรคนโตตายไปก่อนหน้านี้แล้ว)
– โลซกตาย ลิบองขึ้นเป็นแม่ทัพแห่งกังตั๋งแทน

โจโฉสิ้นบุญ

ปีที่ 36 โจโฉสิ้นบุญ
– ลิบองแห่งกังตั๋งตาย / ฮองตงแห่งจ๊กก๊กตาย
– โจโฉป่วยตาย(อายุ 63) โจผีบุตรชายขึ้นเป็นวุยอ๋องแทน โจผีขึ้นเป็นวุยอ๋องตอนอายุ 33 ปี
– โจผีปลดเหี้ยนเต้ ตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์วุย ตอนนั้นเหี้ยนเต้ 39 ปี ครองราชย์มา 31 ปี

สามก๊กแท้ๆ

ปีที่ 37 กำเนิดสามก๊กอย่างแท้จริง
– เล่าปี่สถาปนาตนเป็นฮ่องเต้บ้าง เป็นฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊ก(สู่ฮั่น) เล่าปี่เป็นฮ่องเต้ตอนอายุ 61 ปี
– เล่าปี่จัดทัพบุกง่อก๊กของซุนกวนเพื่อแก้แค้นให้กวนอู โดยไม่ฟังคำทัดทานของขงเบ้งและจูล่งเลย
– เตียวหุยโดนทหารของตัวเองลอบฆ่าแล้วนำหัวไปให้ซุนกวน
– ซุนกวนสถาปนาตนเป็นง่ออ๋องตอนอายุ 39 ปี

ปีที่ 38 เล่าปี่พ่ายศึก
– เล่าปี่ยกทัพใหญ่บุกง่อก๊ก จากกลศึกของลกซุน ง่อก๊กยื้อศึกเกือบปี ในที่สุดก็พบโอกาสเหมาะเผาค่ายของเล่าปี่ที่อิเหลง เล่าปี่หนีตายไปเมืองเป๊กเต้

ปีที่ 39 เล่าปี่สิ้นบุญ
– เล่าปี่ป่วยตายที่เมืองเป๊กเต้(อายุ 63) ก่อนตายได้ฝากฝังกับขงเบ้งให้อาเต๊าขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าเล่าเสี้ยน(ตอนอายุ 16 ปี)
– พอเล่าปี่ตาย ทางจ๊กก๊กและง่อก๊กก็เป็นพันธมิตรกัน ร่วมกับกำจัดโจผี จากนั้นง่อก๊กกับจ๊กก๊กไม่รบกันอีกเลย

ปีที่ 40
– โจผีสั่งยกทัพยึดง่อก๊กแต่ไม่สำเร็จ

ปีที่ 41
– ขงเบ้งยกทัพลงใต้ปราบชนเผ่าม่าน โดยจับหัวหน้าคือเบ้งเฮ็ก ได้ 7 ครั้งปล่อย 7 ครั้ง จนเบ้งเฮ็กยอมจำนนด้วยใจจริง
– ขงเบ้งคิดค้นเมนู หมั่นโถ่ว  

ปีที่ 42
– โจผีป่วยตายตอนอายุ 39 ปี โจยอยบุตรโจผีขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนตอนอายุ 21 ปี

ปีที่ 43 ขงเบ้งประทะสุมาอี้
– ขงเบ้งยกทัพเข้าตีวุยก๊กครั้งแรก
– สุมาอี้(ตอนนั้นอายุ 48 ปี)  เสนาธิการวุยก๊ก ถูกปลดจากตำแหน่งด้วยอุบายของขงเบ้งและม้าเจ๊ก

ปีที่ 44 The return of สุมาอี้
– สุมาอี้กลับเข้ารับราชการ ตีโต้ขงเบ้ง เพราะม้าเจ็กประมาท ทำให้ทัพจ๊กก๊กพ่ายเลยต้องถอยกลับ ขงเบ้งประหารม้าเจ๊กพร้อมลดขั้นตัวเองลงสามขั้น
– จูล่งตายด้วยโรคชรา (61 ปี)
– ขงเบ้งยกทัพตีวุยก๊กเป็นครั้งที่สอง แต่ก็แพ้สุมาอี้จนต้องถอยกลับ

ปีที่ 45
– ขงเบ้งยกทัพตีวุยก๊กครั้งที่ 3 แต่ด้วยเสบียงหมดก็เลยยกทัพกลับ
– ซุนกวนสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งง่อก๊กตอนอายุ 47 ปี

ปีที่ 47
– หลังจากสะสมกำลัง 2 ปี ขงเบ้งก็ยกทัพไปตีวุยก๊กเป็นครั้งที่ 4 แต่เสบียงก็หมดอีกเลยต้องถอนทัพกลับ(อีก)

ขงเบ้งสิ้นบุญ

ปีที่ 50 ขงเบ้งสิ้นบุญ
– สะสมกำลังมาอีก 3 ปี ขงเบ้งก็ยกทัพเป็นครั้งที่ 5 แต่ยังไม่ทันสำเร็จด้วยที่ตรากตรำงานหนักขงเบ้งก็ตายตอนอายุ 53 ปี ทัพจ๊กก๊กก็เลยยกทัพกลับ

– หลังจากขงเบ้งตายอุยเอี๋ยนก่อกบฏแต่ถูกม้าต้ายสังหาร

ปีที่ 51 สุมาอี้ผงาด
– สุมาอี้มีผลงานต้านทัพจ๊กก๊กได้ตลอดเลยเลื่อนตำแหน่งได้เป็นมหาอุปราชตอนอายุ 56 ปี

ปีที่ 53 วุยก๊กได้ฮ่องเต้ใหม่ สุมาอี้หมดอำนาจ
– ฮ่องเต้โจยอยตายตอนอายุ 34 ปี (ครองราชย์ 13 ปี) โจฮองผู้เป็นบุตรครองราชย์ต่อตอนอายุ 9 ขวบ
– โจซองผู้เป็นญาติฮ่องเต้ริดรอนอำนาจของสมาอี้ลง

ปีที่ 61
– ลกซุนผู้เป็นเสาหลักของง่อก๊กตายตอนอายุ 62 ปี

ปีที่ 65 การกลับมาของสุมาอี้(อีกรอบ)
– หลังจากรอจังหวะมา 12 ปี สุมาอี้ก็สบโอกาสยึดอำนาจคืนจากโจซอง จับโจซองและพรรคพวกประหารพร้อมทั้งครอบครัวหมดสิ้น
– สุมาอี้เป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงของวุยก๊ก ตอนนั้นสุมาอี้อายุ 70 ปี
– เกียงอุยแห่งจ๊กก๊กเห็นวุยก๊กมีความวุ่นวายจึงยกทัพเข้าตีครั้งที่ 1

ปีที่ 67 สุมาอี้สิ้นบุญ
– หลังจากมีอำนาจสูงสุดอยู่ 2 ปี สมาอี้ก็ตายตอนอายุ 72 ปี สุมาสู(อายุ 43 ปี)บุตรชายสืบทอดอำนาจต่อ

ปีที่ 68 ซุนกวนสิ้นบุญ
– ซุนกวนตายตอนอายุ 70 ปี หลังจากเป็นฮ่องเต้แห่งง่อก๊กมา 23 ปี ซุนเหลียงบุตรชายคนเล็กของซุนกวนขึ้นครองราชย์แทนตอนอายุ 9 ขวบ
– เกียงอุยยกทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่ 2

ปีที่ 70 ตะกูลสุมาเรืองอำนาจ
– สุมาสูปลดฮ่องเต้โจฮอง(อายุ 23)ออก แล้วตั้งโจมอเป็นฮ่องเต้ตอนอายุ 12 ปี สุมาสูเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในวุยก๊ก

ปีที่ 71
– หลังจากสุมาสูปลดฮ่องเต้เก่าตั้งฮ่องเต้ใหม่ได้ปีเดียวตัวเองก็ป่วยตายตอนอายุ 46 ปี สุมาเจียวน้องชายวัย 44 ปี สืบทอดอำนาจต่อ
– พอสุมาสูตายเกียงอุยก็ยกทัพตีวุยก๊กครั้งที่ 3

ปีที่ 72
– เกียงอุยยกทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่ 4

ปีที่ 74 ความวุ่ยวายในง่อก๊ก
– ซุนหลิมถอดฮ่องเต้ซุนเหลียง(33ปี)แห่งง่อก๊ก ตั้งซุนฮิว(23ปี)เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ ซุนหลิมขึ้นเป็นสมุหนายก
– แต่ด้วยความระแวงที่ซุนหลิมมีอำนาจมาก ฮ่องเต้ซุนฮิวเลยสั่งฆ่าซุนหลิมทิ้งซะ
– เกียงอุยยกทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่ 5
– เกียงอุยยกทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่ 6

ปีที่ 76 สังหารฮ่องเต้
– เพราะคิดกำจัดสุมาเจียว ฮ่องเต้โจมอแห่งวุยก๊กโดนปลงพระชนน์ด้วยวัย 17 ปี(ครองราชย์ 5 ปี) สุมาเจียวตั้งโจฮวนวัย 14 ปีเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่

ปีที่ 77
– เกียงอุยยกทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่จ๊กก๊กยกทัพไปตีวุยก๊ก

ปีที่ 79 จุดจบราชวงศ์ฮั่น
– หลังจาก 2 ปีที่เกียงอุยยกทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่ 7 คราวนี้วุยก๊กนำทัพโดยเตงงายยกทัพมาตีจ๊กก๊กบ้าง แล้วจ๊กก๊กก็ยอมแพ้

ฮ่องเต้เล่าเสี้ยนยอมสวามิภักดิ์ต่อวุยก๊ก เล่าเสี้ยนครองราชย์มา 40 ปีก็สิ้นสุดลง เป็นการปิดฉากราชวงศ์ฮั่นที่ครองราชมายาวนาน 465 ปีลงอย่างเป็นทางการ ขณะนั้นเล่าเสี้ยนมีอายุ 56 ปี แต่เล่าเสี้ยนก็ยังมีฐานะเป็นตันหลิวอ๋อง ยังครองเมืองเสฉวนอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนเรียกตัวให้ไปอยู่เมืองหลวงก็อยู่อย่างสบายจนอายุ 64 ปีก็ตาย


ตอนนี้จากสามก๊กเหลือแค่สองก๊กแล้ว
คือวุยก๊กและง่อก๊ก

สิ้นสุด

ปีที่ 80 เกียงอุยสิ้นบุญ
– เกียงอุยยอดบุรุษแห่งจ๊กก๊กไม่คิดยอมแพ้ คิดกอบกู้จ๊กก๊กแต่ไม่สำเร็จ จึงปลิดชีวิตตัวเองตาย(อายุ 62 ปี)
– สุมาเจียวสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจิ้นอ๋อง แบบเดียวกับที่โจโฉสถาปนาตัวเองเป็นวุยอ๋อง ทั้งๆที่มีฮ่องเต้อยู่

ปีที่ 81 สุมาเอี๋ยนแย่งราชบัลลังค์
– พอสุมาเจียวตั้งตัวเองเป็นจิ้นอ๋องได้ปีเดียวก็ตายด้วยวัณโรคในวัย 53 ปี สุมาเอี๋ยนบุตรชายวัย 29 ปีขึ้นมาเป็นจิ้นอ๋องแทน
– พอสุมาเอี๋ยนขึ้นเป็นจิ้นอ๋องไม่นานก็บังคับให้ฮ่องเต้โจฮวนสละราชสมบัติ แบบที่โจผีทำกับเหี้ยนเต้เป๊ะๆ(อ้างเหตุผลเดียวกันด้วย)
– สุมาเอี๋ยนขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งจิ้น ชื่อก๊กก็กลายเป็นจิ้นก๊ก ราชวงศ์วุยของสกุลโจก็มาจบที่โจฮวน (อายุ 19 ปี ครองราชมา 5 ปี)
– สุมาเอี๋ยนสั่งกองทัพบุกง่อก๊ก ฮ่องเต้ซุนฮิวตื่นตะหนกจนตายตอนอายุ 29 ปี ซุนโฮวัย 22 ปีขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งง่อก๊กแทน

ปีที่ 96 อวสานสามก๊ก (ปี ค.ศ. 280 หรือ ปี พ.ศ. 823)
– หลังจากสุมาเอี๋ยนครองราชย์ก็ทำสงครามจะรวมแผ่นดินจีนมาตลอด จนผ่านมาอีก 15 ปี ก็ทำสำเร็จ
ทัพของจิ้นก๊กสามารถปราบง่อก๊กลงได้ ฮ่องเต้ซุนฮวนแห่งจิ้นทำอย่างเล่าเสี้ยนคือสวามิภักดิ์ต่อคนตระกูลสุมา
เป็นการสิ้นสุดสามก๊กที่มีมาอย่างยาวนานเกือบร้อยปีอย่างแท้จริง

สุมาเอี๋ยน หรือ ซือหม่าหยัน ตามสำเนียงจีนกลางก็เป็นผู้รวบรวมแผ่นดินจีนได้อีกครั้ง แผ่นดินจีนก็กลับมาสงบสุข(ในช่วงสั้นๆ)อีกครั้ง

จากสงครามทั้งหมดในช่วงสามก๊กรวมเวลา 96 ปีนี้ คาดการณ์กันว่ามีคนตายประมาณ 36-40 ล้านคนเลยทีเดียว

เพิ่มเติม หลังจากสามก๊ก สุมาเอี๋ยนครองราชย์ในนามของราชวงศ์จิ้น รัชสมัยของสุมาเอี๋ยน 25 ปี

ถือว่าเป็นช่วงที่ราชสำนักใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่สุดยุคนึงเลยก็ว่าได้

หลังจากสุมาเอี๋ยนตายในปี ค.ศ.290 ญาติพี่น้องก็ชิงอำนาจกันเอง จนเกิดยุค 8 อ๋องชิงบัลลังค์ ความวุ่นวายนี้กินเวลาไปอีก 16 ปี

นี่ละครับ สรุปสามก๊กแบบรวบรัด

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Categories
นานาสาระ

ตัวละครสามก๊ก ใครเป็นใคร

ตัวละครสามก๊ก
สามก๊ก” นิยายอิงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของจีน
วันนี้ Centrovirtual จะพามาศึกษากัน
ใครเป็นใคร
วันนี้ยกมา 3 ตัวละครหลัก ที่ผมอบเป็นการส่วนตัว

ตัวละครสามก๊ก
กวนอู หนึ่งในตัวละดังจากสามก๊ก
จูล่ง

วีรบุรุษผู้ขาวสะอาด ทั้งจิตใจ พฤติกรรม และ ฝีมือ ขาวสะอาด เหมือนกับ ม้าที่เขาขี่และเกราะที่เขาสวม จูล่ง ดูเหมือนจะเป็น ยอดนักรบคนเดียวในเรื่องที่ไม่มีพฤติกรรม ด่างพร้อย หรือ น่าตำหนิเลย แม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่โผล่เข้ามาในเรื่อง☺จนถึงแก่กรรมอย่างสงบ

ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ความจงรักภักดีต่อมหาราชวงศ์ ความเฉลียวฉลาด กล้าหาญ และ มีฝีมือ ทำให้จูล่งผ่านวีรกรรมขนาดที่ว่าเฉียดความเป็นความตาย มาได้นับไม่ถ้วนครั้ง ตั้งแต่ หนุ่ม จนแก่ (ประมาณเจ็ดสิบเศษ)

การตัดสินใจที่ เฉียบขาด ทันต่อเวลาและโอกาสประกอบกับ ฝีมือ ที่เก่งฉกาจ ทำให้ปฏิบัติการทุกครั้ง ไม่เคยพลาด จูล่งไม่เคยแพ้คู่ต่อสู้เลย จนมาตอนแก่ปลายๆ และเป็น1ใน5ทหารเสือคนเดียวที่ตายอยู่บนเตียงไม่ได้ตายในสนามรบ เพราะฉะนั้นถ้านำทัพเข้าสู้ จูล่งชนะแน่นอน

ลิโป้

ลิโป้ในตำนานสามก๊กนั้นได้กล่าวว่าเขาเป็นคนหยาบช้า ขาดคุณธรรม และไร้สติปัญญาก็ตาม แต่มีนักประวัติศาสตร์หลายคนต่างก็มีความเชื่อว่า ตำนานนั้นอาจไม่เป็นความจริงเลยก็ได้

เพราะลิโป้นั้นถ้าเขาเป็นคนชั่วหยาบช้าจริง คงไม่มีใครยกเขาให้เป็นยอดขุนพลหรือมีคนติดตามรับใช้อย่างตันก๋งหรือเตียวเมาเป็นแน่ บางที่สมัยนั้นซึ่งอยู่ในช่วงสงคราม ผู้แพ้นั้นจะถูกผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์

ว่ากันตามจริง ลิโป้ น่เก่งทั้งบู๊ ทั้งบุ่น นะ มีกุนซือวางแผนการรบอย่าง ตันก๋งอยู่ คือถ้าอ่านหนังสือ 3 ก๊กมาจะรู้ว่า ตันก๋งน่ะเก่งวางกลยุทธ์แผนการรบให้ลิโป้ชนะอย่างต่อเนื่องด้วยซ้ำ ต้านกองทัพอย่างโจโฉ ด้วยกำลังพลน้อยกว่า ตัวแม่ทัพลิโป้เองก็สามารถกำจัดศัตรูได้แทบนับไม่ถ้วน

เพียงแต่เป็นคนหูเบา รับข้าศึกเข้ามาเป็นพวกโดยไม่ฟังกุนซือตันก๋ง โดนเป่าหู ต่างๆ นานา จนพลาดพลั้งไปใช้ลูกน้องผิด ทำให้ลูกน้องเริ่มไม่เชื่อใจจนโดนลูกน้องลอบสังหารจับตัวลิโป้ และ ลิโป้เมื่อก่อนก็เป็นคนทรยศ บิดาตัวเองก็สังหารได้ จนได้ชื่อว่า ” ลูกสามพ่อ ”  ทรยศได้เพื่อผู้หญิง

กวนอู

ตัวละครสามก๊ก ที่โด่งดังคงไม่พ้น กวนอู

สาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่และเตียวหุย หลังจากนั้นก็นับถือและจงรักภักดีต่อเล่าปี่ตลอดมา ครั้งหนึ่งเสียท่าถูกโจโฉจับได้ ต้องยอมสามิภักดิ์กับโจโฉ แต่ก็ขอคำสัญญาว่าเมื่อไรได้ข่าวเล่าปี่ ก็จะขอลาโจโฉไปหาเล่าปี่ทันที แม้โจโฉจะให้ยศฐาบรรดาศักดิ์ทรัพย์สินเงินทอง ก็ไม่อาจจะรั้งกวนอูไว้ได้

แต่หากวิเคราะห์แบบไม่อวย ช่วงเล่าปี่เป็นพันธมิตรอ้วนเสี้ยว กวนอูนึกว่าเล่าปี่ตายในการศึกไปแล้ว จึงยอมมาอยู่กับโจโฉพร้อมฮูหยินเล่าปี่ ภายใต้เงื่อนไข3ข้อ (จำไม่ได้ละ) ต่อมาทหารอ้วนเสี้ยวมาบุก โจโฉพากวนอูไปดูแม่ทัพอ้วนเสี้ยว กวนอูก็อาสาออกไปโชว์ออฟเด็ดหัวงักเหลียง กับอีกคน สองแม่ทัพของอ้วนเสี้ยวพันธมิตรเล่าปี่ ให้กับโจโฉ โจโฉแค่พาไปดูก็จัดการให้เลย และได้รับรางวัลเป็นยอดอาชาเซ็กเทาว์

-ต่อมาก็ให้สัตย์สาบานด้วยหัวตัวเองกับขงเบ้งว่าหากโจโฉหนีมาทางตน จะไม่มีทางปล่อยโจโฉหนีไป เพราะทีแรกขงเบ้งจะไม่ให้กวนอูไป แต่พอเอาเข้าจริงเจอโจโฉทวงบุญคุณเรื่องแหกด่านฆ่าห้าขุนพล สุดท้ายก็ยอมปล่อยโจโฉอีก สุดท้ายกลับมารับโทษ เล่าปี่มีหรือจะกล้าประหาร ขงเบ้งเลยบอกให้เป็นการล้างบุญคุณเก่าไป

เรื่องนี้เขาว่ากันว่ากวนอูซื่อสัตย์ แต่อีกมุมนึงอาจจะแค่อยากออกศึกจัดกลัวขงเบ้งไม่เห็นหัว (กวนอูอิฉฉาขงเบ้งตั้งแต่แรก) แต่สุดท้ายทำเสียเรื่องตามคาด ไม่งั้นจบศึกไปละ

จองหองและดูถูกคน ไม่นับเรื่องดูถูกฮองตงและอื่นๆ เอาเด็ดๆ ก็ตอนเสียเกงจิ๋ว ยึดเมืองเขามาแท้ๆ”สัญญา”ว่าจะคืน แต่ด้วยจุดยุทธศาสตร์ทำให้คืนไม่ได้อันนี้เข้าใจ แต่ก่อนขงเบ้งจากไปสั่งให้กวนอูทำดีกับตระกูลซุน แต่เขามาสู่ขอลูกดันไปด่าเขาว่าชาติสุนัข (พี่ตัวเองก็แต่งกับซุนฮูหยินนะนั่น แถมตัวเองจริงๆก็แค่ฆาตกรหนีคดี) งงล่ะซิ

ขงเบ้ง

สุดยอดเสนาธิการ หรือแค่คนดีแต่พูด บางคนเชื่อว่าขงเบ้งไม่มีความสามารถก๊กของเล่าปี่ ซึ่งถือว่าอ่อนแอที่สุด ก็คงพ่าย และตาย ตั้งแต่ยังไม่รวมเป็นก๊กเสียด้วยซ้ำ  ถ้าว่ากันตามจริง  ถ้าขงเบ้งไปอยู่ก๊กอื่นที่ไม่ใช่เล่าปี่ อย่างโจโฉ ขงเบ้งอาจเป็นผู้ที่ช่วยให้ โจโฉ รวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น

ขงเบ้งในประวัติศาสตร์ เด่นในด้านการบริหาร การปกครอง เรียกว่าเป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
ส่วนด้านการบัญชาการทัพ ขงเบ้งน่าจะเด่นในด้านการฝึกทหาร วินัยทัพ แต่มีจุดอ่อนในแง่ทำศึกด้วยแผนพิสดาร พวกกลยุทธพลิกแพลงต่างๆ ทำให้ด้านนี้เขายังสู้ผู้บัญชาการทัพหรือกุนซือเก่งๆบางคนในยุคนั้นไม่ได้
ในประวัติศาสตร์ สุมาอี้ก็ให้คำชื่นชมขงเบ้ง
สุมาเอี๋ยนก็ยังสั่งให้เฉินโซ่วรวบรวมผลงานต่างๆของขงเบ้ง

ขงเบ้งพูดว่า   “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะคน” “คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต” ผมว่าเขาตบลแตลงมากเลยทีเดียว ยามชนะ ก็ยกย่องตัวเอง ยามผิดพลาดก็โยนความผิดให้ทวยเทพเทวดา

ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมขงเบ้งจึงวางตัวเองประหนึ่งผู้วิเศษด้วย ผมว่าเขาฉลาดมากๆที่เอาภาพลักษณ์ของเทพเซียนในลัทธิเต๋า มาผสมผสานกับการเป็นเจ้าหน้าที่ของราชสำนักซึ่งเป็นฝ่ายขงจื่อได้ลงตัว

เล่าปี่

เล่าปี่ สามารถถีบตัว จากคนสานรองเท้า ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ที่โด่งดังที่สุดใน ประวัติศาสตร์จีนได้ชนิด 2000 ปีผ่านไป ยังมีคนจำได้อยู่

คนที่แม้แต่โจโฉยังให้การยกย่องว่าทั้งแผ่นดินมีแค่เขากับเล่าปี่เท่านั้นที่เป็นผู้กล้า ถือว่าโจโฉยกให้เล่าปี่เท่าเทียมกับตัวเอง คนแบบนี้จะรวบรัดธรรมดาได้อย่างไร

สมัยหนุ่มๆ ก็นำทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองด้วยตัวเอง รบชนะอ้วนสุดนี่ก็นำทัพด้วยตัวเอง ถึงจะไม่เก่งเว่อร์เหมือนลูกน้องคนอื่นๆแต่ไม่อ่อนแน่ๆ ถ้าไม่มีฝีมืออยู่บ้างคงตายไปแล้วแหละ จุดที่เขาเก่งคือการอดทนและมองสถานการณ์ อดทนอยู่เฉยๆนั่งปลูกผักไปวันๆเพื่อไม่ให้โดนเชือด

อีกจุดหนึ่งที่เล่าปี่เหนือกว่าใครๆคือการดูคน เล่าปี่ดูออกว่าม้าเจ๊กเป็นพวกอีโก้สูงเก่งไม่จริงไม่ควรรับงานใหญ่และเตือนขงเบ้งไว้ก่อนตาย แต่ขงเบ้งไม่เชื่อทำให้รบแพ้อย่างน่าเสียดาย ในเมื่อดูคนออกก็น่าจะชนะใจคนเก่งเหมือนกัน นี่คือจุดแข็งของเล่าปี่

มีหลักการและจุดยืนหลักๆคล้ายกัน เล่าปี่ชูธงฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น แม้ในความเป็นจริงจะไร้กำลังก็ตาม แต่ชื่อสกุลเล่ายังสามารถขายได้ และมันมีเรื่องของ “บ้านเล็กแต่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ” เล่าปี่มีความสามารถอย่างสูงมากในการผูกใจผู้ใต้บัญชาโดยอาศัยน้ำใจและการวางตัวที่ทำให้ได้ใจพวกคนเก่ง

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
นานาสาระ

ง่อก๊ก ล่มสลายเพราะยาพิษเก่าสมัยอ้วนสุด และอ้วนเสี้ยว

หลายท่านอาจจะเคยอ่านสามก๊ก วันนี้ Centrovirtual
พาคุณมารู้จักกับ 1 ในนั้น “ง่อก๊ก”

ง่อก๊ก

ประวัติศาสตร์ กล่าวถึง ง่อก๊ก ไว้ว่า ค.ศ.204 ลกซุนอายุได้ 21 ปี เวลานั้นซุนกวนได้ขึ้นเป็นใหญ่ในง่อก๊กแทนที่ซุกเซ็กพี่ชายที่ล่วงลับไปแล้ว ฝ่ายลกซุนก็ได้เข้ารับราชการอยู่ในสังกัดของซุนกวน เป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาอยู่ในศาลทหารของซุนกวน ต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการณ์ประจำอยู่ที่ป้อมปราการแถบอำเภอไห่ฉาง ควบตำแหน่งนายอำเภอดูแลปกครองพื้นที่แถบนั้น

เวลานั้น อำเภอไห่ฉางกำลังประสบความเดือดร้อนอันมาจากช่วงฤดูแล้งติดต่อกันยาวนานหลายปี เมื่อลกซุนได้รับตำแหน่ง จึงสั่งเปิดคลังเสบียงเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชน อีกทั้งในอำเภอไห่ฉางเวลานั้น กำลังมีเหล่าโจรผู้ร้ายมาตั้งค่ายชุมนุม สร้างความเดือดร้อนให้แก่หัวเมืองทั้งสามแห่งในบริเวณเมืองง่อ เมืองห้อยแข และเมืองตันหยางอย่างมาก ลกซุนจึงขอให้ซุนกวนส่งทหารมาปราบปรามพวกโจรที่ชุกชุมอยู่บริเวณนั้นให้หมดสิ้นไป ซุนกวนจึงมอบหมายให้ลกซุนนำทัพเข้าปราบค่ายกองโจรของผานหลิมแห่งเมืองห้อยแขลงได้

ผลงานครั้งนี้ทำให้ลกซุนได้รับบรรดาศักดิ์ให้คุมกำลังทหาร 2,000 คน ต่อมาก็เกิดกลุ่มโจรก่อกบฏขึ้นที่กวนหยง ลกซุนจึงนำทหารเข้าปราบปราม เสร็จศึกแล้วจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนพลอยู่ประจำการที่เมืองลี่ผู

ด้วยผลงานความชอบของลกซุนทางการทหารและการดูแลความสงบที่ผ่านมา ซุนกวนจึงประทานบุตรีของซุนเซ็กให้แต่งงานด้วย ดังนั้นลกซุนจึงมีศักดิ์เป็นเขยของตระกูลซุนนับแต่นั้น
เฉินโซ่วบันทึกเพิ่มเติมว่า ซุนกวนมักปรึกษาหารือด้านการทหารและการปกครองกับลกซุนเสมอ ครั้งหนึ่ง ลกซุนเคยเสนอแนะซุนกวนว่า

“บัดนี้ เหล่าขุนศึกในแผ่นดินต่างก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ พวกเขาทั้งหลายกำลังเฝ้ามองดูสถานการณ์ว่าฝ่ายใดจะเพลี่ยงพล้ำ เพื่อที่จะหาโอกาสเข้ายึดครองดินแดนของฝ่ายนั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรเสาะแสวงหาบุคลากรชั้นยอด และคนดีมีฝีมือให้มาช่วยงานเพิ่มขึ้น”

“อย่างไรก็ตาม เผ่าซานเย่ทางใต้นั้นถือว่าเป็นกลุ่มชนที่เข้มแข็ง มีความเชี่ยวชาญในภูมิประเทศทางใต้เป็นอย่างดี หากเราไม่สามารถสยบพวกเผ่าซานเย่ลงได้แล้ว การใหญ่ของเราคงไม่อาจกระทำให้สำเร็จ ดังนั้นเราจึงควรนำทัพเข้าปราบปรามเผ่าซานเย่ แล้วชักจูงผู้คนให้มาเข้าร่วมกับเราด้วย” ซุนกวนเห็นด้วยกับแผนนี้ จึงแต่งตั้งให้ลกซุนขึ้นเป็นแม่ทัพฝ่ายขวา

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงว่า ง่อก๊กมีปัญหารุนแรงกับชนเผ่าทางใต้ ลกซุนเองก็เสนอให้ปราบพวกนี้ด้วยความรุนแรงและก็ทำหน้าที่ติดต่อกันหลายปีด้วย

ยังมีที่น่าสนใจ หลังจากลกซุนได้สร้างชื่อเสียงรบชนะเล่าปี่ไปแล้วได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ในง่อก๊กมีการก่อกบฏายครั้ง เช่น

ต่อมา หุยเจี๋ยม ผู้นำกลุ่มโจรได้ก่อการขึ้นที่เมืองตันหยาง โจโฉจึงถือโอกาสแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง จากนั้นหุยเจี๋ยมก็ระดมเผ่าซานเย่ให้ร่วมกันก่อการยึดเมืองตันหยาง ซุนกวนจึงสั่งให้ลกซุนนำทัพเข้าปราบความวุ่นวาย

เนื่องจากทัพของลกซุนมีกำลังพลน้อยกว่ามาก ดังนั้นลกซุนจึงวางแผนการ ด้วยการสั่งให้จัดทำธงศึกจำนวนมาก แล้วรอจนถึงยามวิกาล เขาสั่งให้ทหารระดมตีกลองแล้วเป่าแตรศึกให้ดังกระจายออกไป สร้างความสับสนและหวาดระแวงให้แก่ทัพข้าศึก จนกระทั่งกลุ่มโจรต้องล่าถอยกลับไปทันที แล้วลกซุนก็สั่งให้ตั้งค่ายทัพอยู่ในบริเวณนั้น แล้วระดมเกณฑ์ไพร่พลกองทหารเพิ่มเข้ามาในกองทัพ แล้วสั่งให้ทหารที่อ่อนแอส่วนหนึ่งออกไปทำนา เพื่อสะสมเสบียงทัพ ตระเตรียมไว้พร้อมสำหรับการทำศึก ส่งผลให้ทัพของลกซุนเพิ่มพูนขึ้นเป็นหลายหมื่นคน จากนั้นลกซุนก็สั่งกองทัพบุกโจมตีข้าศึกจนแตกพ่ายไปในที่สุด แล้วลกซุนก็กลับไปตั้งมั่นอยู่ที่ทะเลสาบง่อต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการที่ลกซุนสั่งเกณฑ์ผู้คนเข้าไปเป็นทหารในกองทัพจำนวนมาก ทำให้ ชุ่นอู่ซื่อ เจ้าเมืองห้อยแข ส่งสารไปแจ้งต่อซุนกวนว่าลกซุนกระทำการเกินกว่าเหตุ ทำให้ประชาชนในหัวเมืองแถบนั้นประสบความเดือดร้อนมาก แต่จากนั้นลกซุนก็กลับไปรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ซุนกวนทราบ

เมื่อชี้แจงเรื่องราวแล้ว ลกซุนก็กล่าวยกย่องชื่นชมชุ่นอู่ซื่อมาก ซุนกวนจึงถามว่า เขาเป็นคนกล่าวหาว่าเจ้ากระทำการไม่สมควร แล้วเหตุใดเจ้าจึงชื่นชมเขาด้วยเล่า ลกซุนจึงตอบว่า “นายท่านอย่าได้ตำหนิเขาเลย การที่คนผู้นี้กล่าวหาข้าน้อยว่ากระทำไม่สมควร สาเหตุเพราะเขามีจิตใจห่วงใยราษฎรเป็นที่ตั้งนั่นเอง” ซุนกวนฟังแล้วก็ยกย่องความใจกว้างของลกซุนยิ่งนัก แล้วกล่าวว่าคนทั่วไปคงมิอาจทำได้เช่นนี้แน่

ยังมีน่าสนใจอีกเกี่ยวกับความทะเยอทะยานต้องการขยายดินแดนของซุนกวน แต่มันติดปัญหาเยอะมาก ลกซุนคือผู้หนึ่งที่คัดค้าน เหตุผลอยู่ในเนื้อความในจดหมายเหตุที่ว่า

ภายหลังเมื่อซุนกวนขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว ก็มีความคิดจะส่งกองทัพบุกยึดเมืองอี้จิ๋ว (ไต้หวันในปัจจุบัน) และแถบจู่หยา จึงส่งสารไปขอคำแนะนำจากลกซุน แต่ลกซุนส่งสารตอบกลับว่า
“ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ดินแดนในปกครองของเรานั้นยังคงไม่สงบราบคาบ จึงควรที่จะมุ่งสร้างความมั่นคงภายในดินแดนของพวกเราก่อนเป็นสำคัญ หลายปีมานี้ กองทัพของเราทำศึกติดต่อกัน ได้รับความบอบช้ำไม่น้อย ข้าพเจ้ารู้ว่านายท่านมีความกังวลเรื่องแผนการบุกโจมตีอี้จิ๋วจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้พิจารณาแผนการนี้อย่างถี่ถ้วนหลายครั้งแล้ว ก็พบว่าแทบมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการบุกโจมตีครั้งนี้เลย การที่นายท่านส่งกองทัพบุกโจมตีไปยังดินแดนห่างไกลนั้น เป็นการยากที่จะคาดคะเนพยากรณ์ดินฟ้าอากาศได้ อีกทั้งเมื่อทหารของเราอยู่ในดินแดนที่แปลกแตกต่างจากเคย อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วยได้ง่าย หากเราส่งกองทัพไปยังดินแดนป่าเถื่อนเช่นนั้น ฝ่ายเรามีแต่จะสูญเสียมากกว่าได้ อีกทั้งดินแดนจู่หยานั้นนับเป็นแดนเถื่อนที่อันตราย ชนพื้นเมืองที่นั้นดุร้ายราวสัตว์ป่า การเข้ายึดครองดินแดนเหล่านี้จึงมิได้มีประโยชน์อันใดกับฝ่ายเราเลย หรือแม้ว่าจะเข้ายึดได้แล้วถอนกำลังกลับมา แต่การไม่มีทหารอยู่ประจำการดินแดนเหล่านั้น ย่อมมิอาจควบคุมชนพื้นเมืองไม่ให้ก่อการได้”

“อันที่จริง ง่อก๊กของเรานั้น มีแสนยานุภาพทางทหารและทรัพยากรมหาศาล เพียงพอที่จะรวบรวมแผ่นดินจีนได้ ดังนั้น สิ่งที่เราควรกระทำคือ เสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของทัพเราให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น แล้วนำทัพออกศึกเมื่อถึงกาลอันเหมาะสม”

ง่อก๊กยังมีการก่อกบฏอันเป็นผลมาจากการเกณฑ์ทหารด้วย จากเนื้อหาที่บันทึกว่า

ปีค.ศ.237 (ตรงกับปีศักราชเจียเหอที่ 6) จิวเต้ ขุนพลผู้พิทักษ์พระราชวังของง่อก๊ก ได้ขอคำสั่งเพื่อให้เกณฑ์ไพร่พลแถบเมืองกวนหยง ซุนกวนจึงส่งสารไปถามความเห็นจากลกซุน แต่เนื่องจากลกซุนประเมินแล้วคิดว่าผู้คนในเมืองกวนหยางนั้นมีทีท่าว่าอาจจะก่อจลาจลขึ้น และยังไม่ค่อยเคารพกฎหมายของง่อก๊กด้วย ดังนั้นการสั่งเกณฑ์ทหารในยามนี้จึงไม่เหมาะนัก แต่สุดท้ายจิวเต้ก็ได้สั่งเกณฑ์ทหารจนได้ และก็เป็นผลให้เกิดกบฏขึ้น โดยผู้นำกลุ่มกบฏคือ ง่อจู๋ ได้นำชาวเมืองกวนหยงก่อความวุ่นวายและสังหารจิวเต้ทิ้ง จากนั้นก็เข้ายึดหัวเมืองได้หลายแห่ง ซึ่งเมื่อชาวเมืองหลูเจียงและอี้เจียงทราบเรื่องการลุกฮือครั้งนี้ ก็ลุกขึ้นก่อการไปด้วย

เมื่อลกซุนทราบข่าวการก่อกบฏ จึงนำทัพเข้าปราบปราม ง่อจู๋และเหล่าแกนนำต่างพากันยอมจำนน ลกซุนยอมไว้ชีวิตแล้วให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในกองทัพ

ที่จริงแล้ว ยังมีส่วนน่าสนใจมากในส่วนประวัติของลกซุน แต่เอาเท่านี้ก่อน จากตรงนี้ คิดว่าน่าจะวิเคราะห์ได้มากกันเลยว่า แท้จริงแล้ว ง่อก๊กนี่เองที่เป็นก๊กซึ่งมีปัญหาความสงบภายในค่อนข้างมาก มีการก่อกบฏจนต้องปราบปรามรุนแรงหลายครั้ง ทั้งจากหัวเมืองต่างๆ ประชาชน จนถึงชนต่างเผ่า กฏหมายของง่อก๊กก็รุนแรง จนทำให้ขุนนางและขุนพลหลายคนเสนอให้แก้ ไม่ว่าจะลกซุน โกะหยง และคนอื่นๆ

ส่วนซุนกวนนั้นแม้จะมีความคิดในการขยายดินแดนมากมาย แต่ก็ยากจะดำเนินการได้ ด้วยติดขัดปัญหาและปัจจัยหลายประการที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ในชั่วรุ่นของเขา

ง่อก๊ก มีศึกสงครามเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายมาตลอด  สังเกตว่าเวลามีการตั้งกระทู้ประมาณว่าถ้าเลือกได้อยากไปอยู่ก๊กไหนมากที่สุด คนที่ตอบว่าก๊กง่อมักจะบอกว่าบ้านเมืองสงบสุข ค้าขายสบายๆ แต่หากเอาดหมายเหตุมาวาง สรุปว่าถ้าไปอยู่จริงนี่กลับลำแทบไม่ทันเลยนะครับ ค้าขายก็เสี่ยงโดนโจรสลัดปล้น ทำนาก็ใช่ว่าจะรอด มีสิทธิ์โดนเกณฑ์ทหารไปลุยได้ตลอดเหมือนกัน

ข้อสอง ซุนกวนนี่ก็ไม่ได้รักสงบอย่างที่รู้มาตลอด ที่จริงๆแล้วพี่แกก็อยากจะไฟว้กบชาวบ้านเหมือนกัน แต่ปัญหาคือเรื่องบุคลากรไม่พอนี่เอง พอเห็นความไม่สงบและบุคลากรขาดแคลนขนาดหนักแบบนี้ในก๊กง่อ ผมเลยไม่แปลกใจละว่าทำไมง่อก๊กอุตส่าได้เกงจิ๋วกลับคืน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถขยายต่อยอดได้ ที่แท้ก็เพราะปัญหาการเมืองภายในนี่เอง พอเห็นแบบนี้ก็เลยสงสัยเพิ่มว่า ยุทธศาสตร์กระถางสามขา  นอกจากจิวยี่ที่ไม่เห็นด้วย ลกซุฯ โลซก ซุนกวนตอนนั้นเอาความมั่นใจมาจากไหนว่า สมมติเก็บวุยได้ หลังจากนั้นง่อจะใช้แผนการอะไรเอาชนะจ๊กต่อ เพราะบุคลากรที่ดูขาดแคลนเหลือเกิน

ข้อสาม ลกซุนนี่ผู้ชนะสิบทิศความสามารถวางแผนนี่มันกาเซี่ยงเลยนะครับ รบไม่แพ้สักคน แต่ทำไมลกซุนไม่ค่อยได้รับการยอมรับเหมือนกาเซี่ยงหว่า

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก ufabet.com

Categories
นานาสาระ

จ๊กก๊ก สิ้นมังกรหลับ ก็สิ้นบารมี

จ๊กก๊ก คือ ก๊กของเหล่าพระเอกในฉบับแปลไป
วันนี้ Centrovirtual พาคุณมาเรียนรู้เรื่องของพวกเขากัน

จ๊กก๊ก
อวสานจ๊กก๊กของเล่าปี่

พระเจ้าเล่าเสี้ยน บุตรคนโตของเล่าปี่ และนางกำฮูหยิน มีชื่อเรียกเดิมว่า “อาเต๊า” เมื่ออาเต๊าเกิดได้ไม่นานเล่าปี่ต้องทิ้งเมืองซินเอี๋ย และเมืองห้วนเสีย หนีโจโฉ นางบิฮูหยินมารดาเลี้ยงอุ้มอาเต๊าหนีศึกปนไปกับชาวเมืองแต่ก็กเอบถูกนำจับได้ โชคดีจูล่งมาช่วยไว้ทัน

ชีวิตเล่าเสี้ยนอยู่อย่างสุขสบายมาตลอด เมื่อเล่าปี่ตายก็ครองจ๊กก๊กต่อมา โดยมีขงเบ้งค่อยช่วยเหลือดูแลจัดการให้หมดทุกเรื่อง เล่าเสี้ยนเองก็เคารพเชื่อฟังต่อขงเบ้งมากเช่นกัน แต่เล่าเสี้ยนเป็นคนหูเบา, โง่เขลา เชื่อคำขันที จนทำให้เสียหายอยู่บ่อยครั้ง

หลังจากขงเบ้งเสียชีวิตไป 19 ปี อํานาจทางทหารของจ๊กก๊กก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาอยู่ในมือของเกียงอุย เกียงอุยเคารพนับถือขงเบ้งมาก อีกทั้งจงรัก ภักดีต่อจ๊กก๊ก ดังนั้นเพื่อสานฝันของขงเบ้งเรื่องการกู้ราชวงศ์ฮั่น เมื่อเขากุม อํานาจทางทหาร เขาจึงใช้กําลังเข้ารุกรานวุยก๊กอยู่บ่อยครั้ง

ยอดฝีมือในจ๊กก๊กมีน้อยอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนมีฝีมือด้านการทหาร ช่วงเวลาที่ขงเบ้งยกทัพไปบุกภาคเหนือ (พ.ศ.771-777) ทําให้เหล่ายอดฝีมือต้องพลีชีพไปหมด แม่ทัพอุยเอี๋ยนที่พอพึ่งพาได้ก็ถูกเอียวหงีสังหารไปเสีย จึงทําให้เกิดสภาพที่ว่า “จ๊กก๊กไร้ขุนพล แม้แต่เลียวฮัวยังต้องไปคุมทัพหน้า”

ขงเบ้งชื่นชมในตัวเกียงอุยมาก แต่ถึงแม้เกียงอุยจะเก่งกล้าสามารถเพียงใด เขาก็ไม่ควรไปเผด็จศึกเพียงลําพัง วุยก๊กในขณะนี้ก็มีแม่ทัพเตงงาย ผู้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูคู่แค้นกับเกียงอุยประจําการอยู่ ทุกครั้งที่เกียงอุยเผชิญหน้ากับเตงงาย เกียงอุยก็จะบุกเข้าไปในเขตวุยก๊กได้ไม่มากนักและยังต้องพ่ายแพ้แก่เตงงายทุกครั้งไป

ตลอดระยะเวลา 12 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.793 เกียงอุยทําศึกปะทะกับวุยก๊กแล้วถึง 8 ครั้ง ในจํานวนนี้ เกียงอุยเป็นฝ่ายรุกถึงเจ็ดครั้ง มีเพียงครั้งล่าสุดเท่านั้นที่เป็นฝ่ายรับ วุยก๊กมีทหารมากกว่าจ๊กก๊ก 10 เท่า แต่วุยก๊กก็ไม่ได้โจมตีจ๊กก๊ก เป็นจ๊กก๊กที่โจมตีวุยก๊กอยู่

ในที่สุด สุมาเจียวผู้ที่มีอํานาจทางทหารของวุยก๊กก็ทนไม่ไหวตัดสินใจบุกบ้าง

ลกอุ๋ยซึ่งเป็นขุนนางในวุยก๊กเห็นว่าสุมาเจียวไม่พอใจเกียงอุยมาก จึงเสนอให้ส่งมือสังหารแฝงเข้าไปในจ๊กก๊กเพื่อสังหารเกียงอุยเสีย แต่ขุนนางอีกคนหนึ่งชื่อซุนโจยออกมาห้ามว่า

“ท่านเป็นถึงผู้บงการฟ้าดิน หากใครไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อท่าน ก็ควรจัดการตามหลักที่ถูกต้องตามทํานองคลองธรรม การใช้มือสังหารลอบปลิดชีพข้าศึกคงเป็นเรื่องที่ผู้คนยอมรับไม่ได้”

สุมาเจียวเห็นว่าซุนโจยพูดมีเหตุผล จึงตัดสินใจโจมตีด้วยกองทัพ เขาประกาศว่า

“นับตั้งแต่การปราบปรามความไม่สงบที่จูกัดเอี่ยนก่อขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ประเทศชาติพยายามเตรียมตัวเต็มที่เพื่อจัดการกับศัตรูอย่างง่อก๊กและจักก๊ก การโจมตีง่อก๊กอาจต้องใช้ความพยายามมาก เพราะง่อก๊กมีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีชัยภูมิเป็นที่ลุ่มต่ำและชุ่มน้ำ จึงเห็นควรที่จะเข้าตีจ๊กก๊กก่อน อีก 3 ปีให้หลังจึงค่อยเดินทางเลียบแม่น้ำไปทางใต้เพื่อโจมตีง่อก๊กทั้งทางน้ำและทางบก นี่เป็นกลยุทธ์การรบแบบโบราณที่ว่า ‘ตรึงสถานการณ์ด้านหนึ่ง ปราบศึก อีกด้านหนึ่ง หลังปราบศัตรูด้านแรกได้แล้วจึงยึดอีกด้านตาม’

จ๊กก๊กมีกําลังพลทั้งหมดเพียง 90,000 นาย ทหารที่อยู่เฝ้าเซงโต๋และที่ไปปกป้องชายแดน มีไม่ต่ำกว่า 40,000 นาย ดังนั้นกําลังทหารจริงๆ ก็จะเหลือแค่ 50,000 นายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราสามารถสกัดทัพเกียงอุยให้อยู่แต่เมืองถ่าจง ไม่ให้เกียงอุยออกไปช่วยฮันต๋งที่อยู่ด้านตะวันออกได้ เมื่อถึงตอนนั้นเราจะถือโอกาสเข้ายึดฮันต๋งทันที จากความโง่เขลาเบาปัญญาของเล่าเสี้ยน ถ้าเสียฮนต๋งซึ่งเป็นชัยภูมิสําคัญไปแล้ว จ๊กก๊กจะต้องเกิดความวุ่นวายภายในอย่างแน่นอน และจ๊กก๊กก็จะล่มสลายในที่สุด”

พ.ศ. 806 สุมาอี้จัดทัพ ตามแผนข้างต้น โดยแบ่งกําลังออกเป็น 3 ส่วน  จงโฮยรับหน้าที่นํากําลังหลักเข้าบุกฮันต๋ง จากนั้นมุ่งหน้าต่อไปยังเซงโต๋ เตงงายรับหน้าที่นําทัพไปโจมตีเกียงอุย ซึ่งนํากําลังส่วนใหญ่ของจ๊กก๊กไปปักหลักอยู่ที่เมืองถ่าจง  จูกัดสูนําทัพออกจากกิสานลง ใต้ไปยังปูเต๋าเพื่อสกัดเกียงอุยไม่ให้เคลื่อนทัพไปช่วยฮันต๋ง

ไม่นานนักจงโฮยก็ยึดฮันต๋งไว้ได้ เกียงอุยรู้ว่าฮันต๋งแตกแล้ว จึงทิ้งเตงงายไว้แล้วรีบเคลื่อนพลไปสกัดจงโฮยที่ฮันต๋ง แต่ระหว่างทางก็ไปเจอกับทัพของจูกัดสูเข้า เกียงอุยจึงใช้กลอุบายสละจูกัดสูไว้ข้างหลัง แต่เนื่องจากฮันต๋งแตกไปแล้ว เกียงอุยจึงนําทัพไปสกัดกั้นจงโฮยที่เกียมโก๊ะแทน ทั้งสองฝ่ายคุมเชิงกันอยู่

เตงงายไล่ตามเกียงอุยมาตลอดทางตั้งแต่เมืองถ่าจง แต่เมื่อถึงอิมเป่ง เขาก็หยุดติดตาม และมุ่งหน้าลงใต้ เมื่อถึงเมืองเจียงโหยว ม้าเซียวยอมจำนนต่อเขา จากนั้นเขาก็รบชนะจูกัดเจี๋ยม สุดท้ายยกทัพไปประชิดกําแพงเมืองเซงโต๋

พระเจ้าเล่าเสี้ยนแห่งจ๊กก๊กคาดไม่ถึงว่าเตงงายจะยกทัพข้ามเส้นทางที่ยากลําบากของจ๊กก๊กมาได้ ขณะนั้นกองทัพส่วนใหญ่ของจ๊กกักซึ่งอยู่กับเกียงอุยยังอยู่ไกลถึงกียมโก๊ะ ไม่มีทางยกทัพกลับมาช่วยได้ เวลานี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงเพิ่งจะเป็นเดือดเป็นร้อน เรียกขุนนางทั้งหลายมาประชุมหารือ

แต่เหล่าขุนนางต่างแสดงความเห็นไม่ตรงกัน เช่น มีผู้เสนอว่าจ๊กก๊กกับง่อก๊กเป็นพันธมิตรกัน หากจะยอมจํานนต่อวุยก๊ก สู้ยอมจํานนต่อง่อก๊กดีกว่า และมีผู้เสนออีกว่า ทางที่ดีควรถอยร่นไปเมืองลําต๋ง (ทิศใต้ของเอ๊กจิ๋ว) อาศัยความอันตราย ของภูมิประเทศที่นั่นปกป้องตนเองให้รอดก่อน เหล่าขุนนางต่างพูดกันคนละ คําสองคํา ไม่ได้ข้อสรุปใดเลย เวลานี้เอง ขุนนางท่านหนึ่งนามว่า “เจียวจิ๋ว” ก็ก้าวออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ให้ทุกคนฟัง

“ตั้งแต่อดีตกาล ไม่เคยมีจักรพรรดิองค์ไหนไปขออาศัยกับชาติอื่น หากท่านไปอยู่กับง่อก๊กก็เท่ากับว่ายอมจํานนต่อเขาและยอมเป็นขุนนางของเขา เพราะหนึ่งประเทศย่อมไม่อาจมีสองเจ้า ในทางการเมือง ประเทศใหญ่ย่อมกลืนประเทศเล็กเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อวุยก๊กแข็งแกร่งกว่าง่อก๊ก จึงกลืนง่อก๊กได้ แต่ง่อก๊กกลืนวุยก๊กไม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด ไม่ว่าจะสวามิภักดิ์ต่อใครทั้งนั้น ดังนั้น การสวามิภักดิ์ต่อประเทศที่แข็งแกร่ง ย่อมดีกว่าสวามิภักดิ์ต่อประเทศเล็ก จะได้อัปยศครั้งเดียวแทนที่จะยอมอับยศหลายครั้ง”

“มองอีกมุมหนึ่ง หากจะถอนทัพไปลำต๋งก็ต้องวางแผนล่วงหน้าถึงจะสําเร็จ เวลานี้ข้าศึกมาถึงหน้าบ้านแล้ว ความหายนะกําลังจะมาเยือน ใคร ฃจะรับประกันได้ว่าภายใต้แรงกดดันเช่นนี้จะไม่มีใครยอมจํานนต่อข้าศึก เกรงว่าก่อนออกเดินทางยังจะมีความเปลี่ยนแปลงอีก เช่นนี้จะไปถึงลําต๋งได้อย่างไร”

สวามิภักดิ์ง่อก๊กก็ไม่ได้ ลำต๋งก็ไม่มีปัญญาไป กองทัพเตงงายใกล้เข้ามาทุกที่ แม้จะยอมจํานน แต่หากเตงงายไม่ยอมรับการจํานนจะทําอย่างไร

ภายใต้ความหวาดกลัวรอบด้าน เจียวจิ๋วจึงรับปากเล่าเสี้ยนว่า

“หากเรายอมสวามิภักดิ์ แต่วุยก๊กยังไม่ยอมแบ่งอาณาเขตให้ ข้าจะเดินทางเข้าเมืองหลวงของวุยก๊ก ใช้หลักการที่มีมาแต่โบราณโต้แย้งกับพวกเขาด้วยตนเอง”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนรับฟัง แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ถูก และยังคิดจะล่าถอย ไปที่เมืองลำต๋ง เจียวจิ๋วจึงได้แต่พูดตรงๆ ว่า

“เมืองลำต๋งอยู่ไกลโพ้น อีกทั้งประชาชนยังไร้วัฒนธรรม ปกติราชสํานักก็ไม่ค่อยเรียกเก็บภาษีจากพวกเขามากนัก พวกเขาได้สิทธิพิเศษถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังก่อกวนเราเป็นระยะ เนื่องจากอยู่ภายใต้การกดดันทางทหารในสมัยอัครเสนาบดีขงเบ้ง เมืองลําต๋งจึงได้ฝืนยอมจํานน แต่สถานการณ์ในวันนี้ ไม่เหมือนเดิม แม้เราจะไปถึงเมืองลําต๋งได้ แต่นอกจากต้องต้านข้าศึกภายนอกแล้ว ก็ยังมีค่าใช้จ่ายภายในอีกมากมาย ทั้งกําลังคนและกําลังทรัพย์ล้วนแล้วต้องพึ่งพาชนกลุ่มน้อยที่นั่น ท่านคิดว่าพวกเขาจะไม่ลุกขึ้นต่อต้านหรือ”

ในที่สุดพระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ตัดสินใจยอมแพ้ ทําให้จ๊กก๊กกลายเป็นประวัติศาสตร์ นับจากเล่าปี่ตั้งตนเป็นจักรพรรดิใน พ.ศ.764 กระทั่งถูกปิดฉากลงเป็นก๊กแรกในบรรดาสามก๊ก รวมระยะเวลาเพียง 42 ปี

เล่าปีนับเป็นวีรบุรุษแห่งยุคสมัยคนหนึ่ง แต่กลับมีบุตรที่ไม่เอาไหน จนแผ่นดินที่ตนทําศึกได้มาอย่างยากลําบากต้องมลายลงในมือเล่าเสี้ยน แม้เล่าเสี้ยนจะขี้ขลาดนักหนา แต่เขาก็มีบุตรที่เปี่ยมปณิธานและเด็ดเดี่ยวนามว่า “เล่าขํา”

เล่าขําคัดค้านการยอมแพ้อย่างแรงกล้า จึงตะคอกใส่บิดาด้วยความ โมโหว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ควรสู้เพื่อประเทศชาติของเราให้ถึงที่สุด เยี่ยงนี้จึงจะมีหน้าไปพบบรรพบุรุษบนสรวงสวรรค์ เหตุใดต้องยอมแพ้เล่า”

อย่างไรก็ตาม หากพระเจ้าเล่าเสี้ยนเข้าใจจุดนี้ได้ เขาก็คงไม่ใช่อาเต๊า [พระนามเดิมของพระเจ้าเล่าเสี้ยน]เสียแล้ว

วันที่พระเจ้าเล่าเสี้ยนจะยกธงขาวอย่างเป็นทางการ เล่าขําแอบไปที่ศาลเล่าปี่และกราบไหว้ทั้งน้ำตาด้วยความทุกข์ระทม จากนั้นจึงสังหารภรรยาและลูกทุกคนแล้วปลิดชีพตนเอง นับเป็นการกู้ศักดิ์ศรีของจ๊กก๊กที่ใกล้จะล่ม คืนมาได้แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
นานาสาระ

วุยก๊ก อดีตรัฐบาลปราบกบฎ

หากเอ่ยถึง “สามก๊ก” หลายคนต้องนึกถึง “โจโฉ
ผู้นำอันยิ่งใหญ่แห่ง “วุยก๊ก”
Centrovirtual จะนำท่านไปรู้จัก ก๊ก “วุย” กัน

วุยก๊ก

วุยก๊ก เป็นก๊กที่เข้มแข็งและมีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดในยุคสามก๊ก  มีอายุยืนยาว 45 ปี  เมืองหลวงเดิมอยู่ที่ฮูโต๋  ซึ่งเป็นราชธานีที่โจโฉสร้างขึ้นมาและเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประทับ  จากนั้น  โจผีถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากราชบัลลังก์และขึ้นครองราชย์แทน  ก่อนจะย้ายเมืองหลวงกลับไปที่ลกเอี๋ยง  ซึ่งเป็นราชธานีเดิมสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  วุยก๊กครอบครองดินแดนทางเหนือของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ทั้งก๊กมีประชากรประมาณ 4, 400,000 คน หรือคิดเป็น 58 เปอร์เซ็นต์ของแผ่นดินจีนวุยก๊กมีฮ่องเต้ทั้งหมด 5 พระองค์  แต่เป็นการสถาปนาย้อนหลังหนึ่งพระองค์  คือ  พระเจ้าโจโฉ  หากรวมพระเจ้าโจโฉด้วย  วุยก๊กจะมีฮ่องเต้ถึง 6 พระองค์  คือ  พระเจ้าโจโฉ  พระเจ้าโจผี  พระเจ้าโจยอย  พระเจ้าโจฮองและพระเจ้าโจฮวน

กำลังทหาร

แรกเริ่มเดิมที  โจโฉมีกำลังทหารของตนเองประมาณ 5, 000 นาย โดยทหารเอกส่วนใหญ่มาจากอาสาสมัครที่เป็นญาติหรือแซ่เดียวกัน เช่น แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง (โจโฉเดิมแซ่ แฮหัว แต่เปลี่ยนเป็นแซ่โจตามพ่อ เพราะพ่อของโจโฉคือโจโก๋ เปลี่ยนไปใช้แซ่โจตามพ่อบุญธรรมซึ่งเป็นขันทีชื่อโจเท้ง)

กองทัพของโจโฉเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการเอาชนะกบฏโพกผ้าเหลือง ทำให้ได้ทหารอีกรวมประมาณ 300,000  นาย กลายเป็นกองทัพขนาดมหึมาในยุคนั้น

ต่อมากำลังทหารโจโฉยิ่งเพิ่มขึ้นจากการชนะอ้วนเสี้ยวในศึกกัวต๋อ  และเพิ่มมากขึ้นอีกหลังจากยึดได้เกงจิ๋ว (กวางโจว)  ทำให้โจโฉผูกขาดกองทหารม้าไว้ได้แต่ผู้เดียว

ในยุคนี้มีการสร้างอานม้าและโกลนเพื่อช่วยในการบังคับ  ทำให้ประสิทธิภาพของกองทหารม้าสูงขึ้น  ทำให้กองทัพวุยก๊กมีประสิทธิภาพในการรบภาคพื้นดินดีเยี่ยม  ทหารม้าสามารถตีตะลุยผ่ากองทหารเดินเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ม้าศึกช่วยให้ยกไปโจมตีข้าศึกได้อย่างรวดเร็วและสามารถหนีได้อย่างรวดเร็ว  แต่ในสมัยนั้น  การใช้ม้าคงไม่ได้กว้างขวาง  น่าจะยังมีจำกัดให้ใช้เฉพาะแม่ทัพนายกองคนสำคัญเท่านั้น  ทหารส่วนใหญ่ยังคงพลเดินเท้า

กองทหารม้ามักถูกใช้ในยุทธการแบบสายฟ้าแลบ  เช่น  ใช้โจมตีตัดเสบียงของฝ่ายข้าศึก  ตีตัดกองกำลังของข้าศึกให้แยกออกเป็นส่วนๆแล้วทำลายทิ้ง  ซึ่งโจโฉเชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านนี้มาก  เพราะมีกองทหารม้าที่มีประสิทธิภาพ

สถาบันทางการทหาร

โครงสร้างบัญชาการของทัพวุยก๊กก็ถ่ายทอดมาจากระบอบการบังคับบัญชาของฮั่น  แต่เมื่อโจโฉได้กำลังพลของอ้วนเสี้ยวมาปกครองก็มีการปรับเปลี่ยนสายการบังคับบัญชาขึ้นมาใหม่  โดยมีทหารอาชีพส่วนกลาง  และกองกำลังในภูมิภาคเรียกว่า  กองทัพภายนอก

ทัพส่วนกลางมีที่มาจากทหารองครักษ์ของโจโฉซึ่งเรียกว่ากองทหารเสือและเสือดาว  ผู้บัญชาการก็มักเป็นเครือญาติของโจโฉ  เช่น  โจฮิว  จิ๋น  ส่วนทหารเอกก็เช่นเคาทู  เตียนอุย  เป็นต้น  ในปีค.ศ.  220  กองทัพส่วนกลางได้กรมเดียวเรียกว่าจงเจียน  ภายใต้การบังคับบัญชาของเคาทู  พอถึงยุคสมัยของโจผีและโจยอย  ในปีค.ศ.  230  ก็มีทหารส่วนกลางอยู่ 5 กองด้วยกัน

กองทัพภูมิภาคมักมีขนาดใหญ่กว่ากองทัพส่วนกลาง  บางกองอาจมีกำลังพลมากกว่า 50, 000 คน  ในปีค.ศ.  222  โจผีแยกกองกำลังภูมิภาคแบ่งตามจังหวัดโดยมีหัวหน้าผู้ควบคุม (Chief Controllers) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง  กองกำลังภูมิภาคมักหมายความถึง  กองทัพตะวันออก  นอกจากนี้ก็มีทหารชายแดน  ซึ่งถูกควบคุมโดยผู้บัญชาการใหญ่  (Grand administrators)  หรือผู้ตรวจการ  (Inspector)  ตำแหน่งทั้งสองนี้มักจะแยกกันดูแล  พลเรือนและทหารในเขตแดนนั้น

บูซู 

บูซูเป็นนักสู้อิสระ  บูและซูเป็นหน่วยย่อยของทัพ  ระหว่างราชวงศ์ฮั่นถึงสามก๊ก  มีการรวมคำทั้งสองนี้เพื่อหมายถึงกองทัพทหารอิสระที่ทำงานให้กับขุนศึกเป็นการส่วนตัว  ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ทัพ 2 ทัพกับบูซู  เป็นแบบสืบทอดตามสายเลือด  ถ้าแม่ทัพตาย  บุตรชายคนโตก็จะขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน  แต่ถ้าทหารตาย  สมาชิกในครอบครัวที่เป็นชายจะได้รับตำแหน่งต่อ  ส่วนคนอื่นๆ  ก็จะเป็นแรงงานในภาคเกษตร  ซึ่งผลตอบแทนก็คือ  จะได้รับสถานะให้เป็นเจ้าของที่ดิน  (คล้ายกับระบบศักดินาของไทย)

เนื่องจากในสมัยจักรพรรดิกวงอูได้ปลดประจำการทหารทำให้กองกำลังตามจังหวัดอ่อนแอ  ส่วนทหารชายแดนจะถูกยกระดับชั่วคราวในเวลาที่มีศึกสงครามเท่านั้นหลังจากที่ระบอบฮั่นล่มสลายลง  วุยก๊กก็ได้ยกระดับรูปแบบบูซูขึ้นขนานใหญ่  ครอบครัวของนายทหารจะต้องย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงหรือรอบๆ  เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมมิให้แปรพักตร์ในยามที่ไปรบ  ทหารและครอบครัวถือว่าเป็นทรัพย์สินของกองทัพ  ทหารและบุคคลในครอบครัวที่มีสถานะทางทหารเท่านั้น  เพื่อให้แน่ใจว่าการแต่งงานไปภายนอกจะไม่ทำให้กำลังคนของกองทัพลดน้อยลง  และจะต้องรับใช้กองทัพไปตลอดชีวิต

โยบายตันเถียน

นโยบายตันเถียนเป็นระบบผลิตอาหารให้กองทัพ  ก่อตั้งโดยโจโฉ  โดยการใช้เหล่าทหารที่ว่างเว้นจากการรบได้ร่วมทำนากับราษฏร์เพื่อให้มีการผลิตให้มีการผลิตอาหารอย่างพอเพียงแก่กองทัพวุย  ส่วนรายละเอียดไม่ปรากฏชัดว่ามีรูปแบบอย่างไร

จุดแข็ง

วุยก๊กเป็นก๊กที่กุมอำนาจทางการเมืองการทหารไว้ทั้งหมด  อีกทั้งยังตั้งอยู่  ณ ใจกลางของแผ่นดินจีน  จึงถือได้ว่ามีความได้เปรียบก๊กอื่นๆทั้งด้านกำลังทหารและทรัพยากรต่างๆ  ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวาง  ทำให้วุยก๊กแผ่ขยายดินแดนไปเรื่อยๆ  ในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็กจนยากที่ก๊กอื่นจะต่อกรได้  ปัจจัยสำคัญที่สุดของวุยก๊กก็คือ  ทรัพยากรบุคคลที่วางรากฐานมาตั้งแต่พระเจ้าโจโฉ  ไม่ว่าจะเป็นนักรบฝ่ายบู๊และมันสมองของกุนซือฝ่ายบุ๋นที่มีมากมายกว่าก๊กอื่นๆ

จุดอ่อน

ในช่วงปลายราชวงศ์วุย  หลังจากพระเจ้าโจยอยสิ้นพระชนม์  ฮ่องเต้วุยก๊กล้วนแต่ทรงพระเยาว์  การเมืองในประเทศจึงเกิดความวุ่นวายอย่างมาก  เกิดการแก่งแย่งอำนาจภายในและการปฏิวัติรัฐประหาร  ในที่สุด  อำนาจเบ็ดเสร็จตกเป็นของตระกูลสุมา  นำโดยสุมาอี้กับลูกชายสองคน คือ  สุมาสู กับ สุมาเจียว  ทำให้ราชวงศ์วุยอ่อนแอลง  ท้ายที่สุดแม้จะรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้  แต่ก็ไม่ใช่ในนามของราชวงศ์วุยและตระกูลโจอีกต่อไป

ความพ่ายแพ้ของโจโฉ

 ในศึก 18 หัวเมืองโค่นทรราชย์ตั๋งโต๊ะ ภายใต้การนำของอ้วนเสี้ยว แม่ทัพใหญ่ค่ายพันธมิตร18 หัวเมือง สามารถสร้างแรงกดดันให้ตั๋งโต๊ะจำเป็นต้องใช้ทางเลือกที่ 3 คือ “ย้ายเมืองหลวง” จากลกเอี๋ยงไปสู่เตียงอั๋น เพื่อตั้งหลักใหม่

โจโฉทราบข่าวการเคลื่อนทัพของตั๋งโต๊ะ จึงเร่งให้เปิดประชุมแม่ทัพนายกอง เพื่อขอมติยกทัพไล่ตีตั๋งโต๊ะให้สิ้นซาก

ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับค้านแล้วบอกว่า
“ไม่เอาน่า กว่าเราจะยึดพระนครลกเอี๋ยงก็เหนื่อยกันมามาก”
โจโฉมองหน้าเหล่าขุนศึกแม่ทัพนายกองแล้วบอกว่า
“เฮ้ย เป้าหมายเราคือฟื้นฟูฮั่น ไม่ใช่ยึดพระนครที่เหลือแต่ตอ”
(ก่อนย้ายเมืองหลวงตั๋งโต๊ะสั่งเผาพระนคร เพื่อไม่ให้เป็นฐานกำลังของกองทัพ 18 หัวเมือง)

เหล่าแม่ทัพนายกองทุกคนกลับนิ่ง ยิ่งทำให้โจโฉเดือดดาลมากขึ้นถึงกับควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ตะโกนออกไปว่า
“คิดการกับเด็กเลี้ยงวัว มันไม่ได้เรื่องสักคนเดียว”
แล้วรีบออกไปจัดทัพของตนเองประมาณหมื่นคน เร่งยกทัพติดตามกองทัพตั๋งโต๊ะ

ไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็เจอกองทัพลิโป้ดักสกัด แต่ขณะนั้นโจโฉกำลังโกรธ จึงเห็นเสือกลายเป็นแมว
จึงสั่งลุยทันที สักพักก็มีกองทัพจากทางซ้ายเข้าตี
โจโฉสั่งตั้งรับด้านซ้าย เวลาผ่านไปไม่นานก็มีกอง
ทัพด้านขวาออกมาตีกระหนาบ

เป็นอันว่าโจโฉถูกกระหนาบจาก 3 ทิศ ทำให้พ่ายแพ้ยับเยิน แม้จะพาทหารบางส่วนหนีมาได้ มีโอกาสได้พักหายใจ และเตรียมหุงข้าวหาเสบียง

จู่ ๆ ก็มีอีกกองทัพหนึ่งยกทัพเข้าอย่างรวดเร็ว จนโจโฉตั้งตัวไม่ทัน กองทัพที่เหลือจึงทอดกาย กลายเป็นศพ โจโฉหนีเอาตัวรอดมาได้ และได้รับความช่วยเหลือจากโจหยิน ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง พาว่ายน้ำข้ามฝั่งมาในสภาพบาดเจ็บหนักทั้งคู่ แต่โชคดีได้มาพบกับแฮหัวตุ้น ทหารเอกของตนเอง จึงรวมกำลังทหารที่เหลือกลับมาเพียงไม่กี่พันคน กลับไปยังค่ายกองทัพ 18 หัวเมือง

เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับหลายคน ๆ ที่ชอบมองแต่โอกาส ไม่เคยวิเคราะห์ความเสี่ยง เพราะหากคุณจับจ้องแต่โอกาส จนลืมสิ่งที่เรียกว่าความเสี่ยง โอกาสดังกล่าวจะกลายเป็นวิกฤต
โดยที่คุณไม่รู้ตัว แม่ทัพที่กล้าไม่ใช่แม่ทัพที่บ้าบิ่น
แต่เป็นแม่ทัพที่ต้องสุขุม ลุ่มลึก วางแผนการอย่างรอบคอบ ก่อนออกศึก

ผู้นำยุคนี้ส่วนมากชอบมองไปที่โอกาส อยากประสบความสำเร็จเร็ว จนลืมความเสี่ยงและแนวคิดที่ว่า “ยิ่งเร็ว ก็ยิ่งแรง” สำเร็จเร็วเพราะออกตัวแรง แต่ลืมคิดไปว่าถนนมันไม่ได้เป็นเส้นตรงทุกเส้น โดยเฉพาะถนนชีวิต หากออกตัวแรง อาจแหกโค้งตั้งแต่ยกแรก

ฉะนั้นการเป็นผู้นำต้องมองให้ออกว่า ในโอกาสย่อมมีความเสี่ยง หากรับความเสี่ยงได้ก็ดำเนินการเถอะครับ แต่ถ้าความเสี่ยงสูงจนยากจะรับได้ บอกได้คำเดียวเลยว่า

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Categories
นานาสาระ

รัสเซีย หมีขาวโลกตะวันออก

Centrovirtual พาคุณมารู้จักเรื่องราวของ “รัสเซีย”
ประเทศมหาอำนาจในแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยรู้

รัสเซีย
ตราแผ่นดิน ประเทศรัสเซีย
(สหพันธรัฐรัสเซีย)

1. ในยุคโซเวียต ได้มีการสร้างโฆษณาชวนเชื่อ-Propaganda ขึ้นเพื่อปลูกถ่ายความคิดในการปกป้องประเทศผ่านโปสเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ละคร บัลเลต์และสื่อต่างๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่นานาประเทศเห็นภาพเวลาพูดถึงรัสเซีย

2. คนรัสเซียนิยมดื่มน้ำอัดแก๊ส ถ้าสั่งวอเตอร์-Water จะหมายถึงน้ำอัดแก๊ส ถ้าจะไม่เอาแก๊สต้องบอกว่า วาดาเบียสก๊าส-Vada Bes Gas 

3. วันสตรีสากลเป็นวันที่ชาวรัสเซียให้ความสำคัญเทียบเท่ากับวันวาเลนไทน์ ในวันนี้ผู้ชายจะนำดอกไม้มามอบให้ผู้หญิง ความพิเศษกว่านั้นคือผู้หญิงอาจไม่ต้องทำงานบ้าน เพราะผู้ชายจะทำให้…ก็นี่เป็นวันผู้หญิงนี่นา

4. หลังอาหารทุกมื้อ การจิบชาคู่กับแยมเปล่าๆ 1 ช้อน เป็นพฤติกรรมโปรดของคนชาตินี้

5. ไม่มีใครพูดถึงรัสเซียแล้วไม่เอ่ยถึงการแสดงชนิดนี้ คนรัสเซียนิยม ให้ความสนใจติดตามการดู “บัลเล่ต์” อย่างเข้มข้น

6. รัสเซียเป็นผู้ผลิตไวน์เป็นอันดับที่ 3 ของโลก

7. ชาวยุโรปและคนทั่วโลกต่างขนานนามว่าผู้หญิงรัสเซียสวยที่สุดในโลก

8คนรัสเซียเข้ากับคนแปลกหน้าได้ยาก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาเชิญเราไปบ้านแสดงว่าเขาเปิดใจให้เราแล้ว ชาวรัสเซียถ้าลองสนิทกับใครแล้วก็จะดีใจมากๆ

9. คนทั่วโลกอาจมองรัสเซียในแง่ที่ไม่เป็นธรรมนัก เนื่องจากได้รับข่าวมาจากฝั่งอเมริกาด้านเดียว

10. ไข่ปลาคาเวียร์ดั้งเดิมคือ ไข่ของปลาสเตอเจียน ภายหลังปลาดังกล่าวเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์ จึงมีการใช้ไข่ปลาแซลมอนแทน ซึ่งราคาถูกกว่ามากและรสชาติอร่อยสมราคา

11. ปี 2560 เป็นปีที่ 120 ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย

12. รัสเซียก็มีพระอาทิตย์เที่ยงคืน

13. คนรัสเซียอาจไม่ชอบคนจีนและเวียดนาม แต่ดูจากภายนอกเขาแยกพวกเราออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นพยายามให้เขารู้ว่าเราเป็นคนไทย แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันตา

14. คนรัสเซียรุ่นก่อนต่อต้านความเป็นอเมริกัน แต่คนรัสเซียรุ่นใหม่เปิดรับและคลั่งไคล้วัฒนธรรมอเมริกัน

15. รัสเซียส่งไม้สนเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของโลก

16. นิสัยช่างตื๊อเป็นนิสัยของคนส่วนน้อยในประเทศนี้

17. โดยทั่วๆ ไปแล้วคนชาตินี้ไม่เชื่อและไม่นิยมเก็บเงินในบัญชีธนาคาร และคนจำนวนมากมีเงินเท่าไหร่ใช้จนหมด เพราะไม่เชื่อในระบบของธนาคาร 

18. รัสเซียผลิตแก๊สหุงต้มได้มากที่สุดในโลก  

19. รัสเซียผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประชาชนในประเทศกลับต้องใช้น้ำมันในราคาที่สูงกว่าคนในชาติอื่นๆ ที่ส่งไปขาย

20. คริสตจักรออร์โธดอกซ์แห่งรัสเซียเป็นคริสตจักร์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากคริสตจักรโรมันคาทอลิก

ufabet.com
ธงชาติรัสเซีย

21. ชาวรัสเซียเชื่อว่าไม่ควรจับมือและหอมแก้มทักทายที่ธรณีประตูทางเข้าบ้านเพราะอาจทะเลาะกับคนคนนั้น

22. หากลืมสิ่งของ เมื่อออกจากบ้านมาแล้วจะไม่กลับไปเอา เพราะจะถือว่าเป็นโชคไม่ดี หากจำเป็นต้องกลับไปจริงๆ ให้ส่องกระจกเงาก่อน เพราะโชคร้ายจะได้ทุเลาลง ดังนั้นแทบทุกบ้านจึงมักจะมีกระจกแปะไว้ที่หน้าบ้าน

23. การมอบดอกไม้ให้แก่กันต้องให้เป็นจำนวนเลขคี่ เพราะเลขคู่มีไว้มอบในพิธีฝังศพ

24. เราสามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟ ซึ่งตั๋วรถไฟที่รัสเซียหนึ่งใบสามารถใช้ร่วมกันได้หลายๆ คน เพราะเขาจะหักจากจำนวนการตึ๊ด

25. นอกจากนี้ที่รัสเซียมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างแต่ใช้รถใหญ่สี่สูบ และห้ามผู้โดยสารคุยกับคนขับ ที่ประทับใจคือ หนังบนเครื่องบินรัสเซียใหม่มาก แทบจะฉายพร้อมโรงหนัง บางเรื่องยังไม่เข้าฉายเมืองไทยด้วยซ้ำ

26. ร้านหนังสือในรัสเซียจะแยกชัดเจนว่าขายแมกกาซีนหรือพ็อกเก็ตบุ๊ก

27. ‘เบียร์’ ที่รัสเซียจะมีเลขกำกับอยู่ตั้งแต่ 0-9 โดยที่เลข 0 จะไม่มีแอลกอฮอล์อยู่เลย ไล่ไปจนถึงเลข 9 ที่มีระดับแอลกอฮอล์แรงกว่าเบียร์ไทยซะอีก (ว่ากันว่าเบอร์ 7 เวิร์กสุดสำหรับคอสิงห์) และหากปฏิเสธการดื่มอวยพรจะถือว่าไม่สุภาพ

28. คนรัสเซียจะเก็บรอยยิ้มไว้ให้กับคนรู้จักเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน และบุคคลที่ทำงาน แต่จะไม่ยิ้มยามอยู่คนเดียวหรือบุคคลแปลกหน้าเด็ดขาด

29. ทุกวันหยุด ในรัสเซียมักมีขบวนพาเหรดหรือกิจกรรมพิเศษสนุกๆ เกิดขึ้นเสมอ ข้อดีคือเราสามารถร่วมอีเวนต์พิเศษที่ว่านี้ได้เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ข้อเสียคือคุณอาจพลาดสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง

30. ถ้าคุณเดินสวนหญิงชราแล้วเจอเธอร้องขอให้ช่วยยกกระเป๋า ไหว้วานไปซื้อของใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าปฏิเสธเธอ ไม่งั้นคุณอาจเจอเสียงสาปแช่ง ก่นด่า ร่วมถึงพฤติกรรมแข็งกระด้างจากคนรัสเซียโดยรอบแน่นอน

แม้ประเทศรัสเซียจะเปิดประเทศให้บุคคลภายนอกเยี่ยมชมได้ ตั้งแต่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991 แต่ดูเหมือนเรื่องราวภายใต้ขอบรั้วสหพันธรัฐรัสเซียยังคงไม่แพร่หลายเท่าหลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน รวมถึงวิถีชีวิตแบบที่เมื่อคุณได้รับรู้จะฉงนหนักเข้าไปอีก ฉะนั้น หากคุณกำลังเป็นคนหนึ่งที่กำลังตีตั๋วด่วนไปดูบอลโลกในช่วงท้ายฤดูกาล หรือกำลังวางแผนเปิดประสบการณ์เที่ยวแดนหมีขาว ขอให้คุณเก็บเกี่ยวเกร็ดเหล่านี้เอาไว้

ทักทายฉบับรัสเซีย

ชาติที่มีเรื่องราวมาอย่างยาวนานมักมีวิธีการทักทายในแบบของตน ถ้าเป็นคนไทยหรือชาวพุทธก็ใช้การไหว้เป็นสัญลักษณ์ คนญี่ปุ่นนิยมโค้งศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงการทักทาย แต่สำหรับคนรัสเซีย การจับมือเพื่อทักทายจะเกิดขึ้นเฉพาะการเจรจาธุรกิจหรือพบกันในโอกาสทางการเท่านั้น ในช่วงเวลาปกติ บุรุษรัสเซียทักทายด้วยการจับมือแบบแน่นแฟ้น อาจมีการกอดกันและตบหลังเบาๆ ส่วนผู้หญิงทักทายโดยใช้แก้มชนแก้ม 3 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้าย **ถอดถุงมือทุกครั้งที่จับมือ และห้ามจับมือตรงประตูบ้าน**

อย่ายิ้มพร่ำเพรื่อ เดี๋ยวจะซวยเอา

เมืองไทยเราได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ถูกผู้หลักผู้ใหญ่สอนมาว่า ‘ยิ้มไว้ก่อนได้เปรียบ’ จะผูกมิตรไมตรีจิตกับใครให้ส่งรอยยิ้มเข้าแลกแล้วทุกอย่างจะดีเอง แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณอยู่ในประเทศรัสเซีย การยิ้มให้กับคนแปลกหน้า หรือยิ้มพร่ำเพรื่ออาจกลายเป็นโทษมหันต์ เพราะนอกจากคนอื่นจะมองว่าบ้าแล้ว บางทีคุณอาจโดนเจ้าหน้าที่รัฐเรียกคุยเพราะคิดว่าคุณไปทำผิดอะไรมา

ใส่ชุดดำเวลาเที่ยวคลับ

สีดำเป็นสีคลาสสิกสำหรับงานกลางคืนทุกที่ทั่วโลก แต่ถ้าอยากผูกมิตรกับคนรัสเซียโดยง่าย หรือตีเนียนเป็นคนที่อยู่รัสเซียมานาน (แม้หน้าตาเราจะเอเชียมากๆ ก็ตาม) ยามเที่ยวไนต์ไลฟ์ แนะนำให้สวมชุดสีดำ ผู้ชายเสื้อเชิ้ตหล่อๆ สักตัว ส่วนผู้หญิงนิยมใส่กระโปรงสั้นคู่กับส้นสูง

เช็กวันหยุดก่อนวางแผนเที่ยว

ก่อนจะปักหมุดเที่ยวสถานที่ใดก็แล้วแต่ในรัสเซีย สิ่งแรกที่สมควรทำคือเช็กวันหยุด เพราะทุกวันหยุดในรัสเซียมักมีขบวนพาเหรดหรือกิจกรรมพิเศษสนุกๆ เกิดขึ้นเสมอ ข้อดีคือเราสามารถร่วมอีเวนต์พิเศษที่ว่านี้ได้เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ข้อเสียคือคุณอาจพลาดสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง เนื่องจากปิดให้เข้าชม หรือจำกัดจำนวนแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

อย่าโต้เถียงกับ ‘รัสเชียน บาบุชกี้’

คำว่า ‘บาบุชกี้’ (Babushki) ในภาษารัสเซีย แปลว่า ‘หญิงชรา’ รัสเซียเป็นอีกหนึ่งชนชาติที่ให้ความเคารพกับผู้สูงอายุ ดังนั้นถ้าคุณเดินสวนหญิงชราแล้วเจอเธอร้องขอให้ช่วยยกกระเป๋า ไหว้วานไปซื้อของใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าปฏิเสธเธอ ไม่งั้นคุณอาจเจอเสียงสาปแช่ง ก่นด่า ร่วมถึงพฤติกรรมแข็งกระด้างจากคนรัสเซียโดยรอบแน่นอน

อยากซื้อวอดก้าและคาเวียร์เป็นของฝาก ลองซื้อยี่ห้อนี้สิ

มีวอดก้าและไข่ปลาคาเวียร์หลายยี่ห้อให้เลือกซื้อในรัสเซีย แต่ที่นิยมและรสชาติเยี่ยมส่วนมากจะเป็น Russky Standard และ Lagoga, Parliament Berezka รองลงมา ส่วนคาเวียร์ยี่ห้อที่ดีที่สุดของคาเวียร์ดำคือ Black Beluga Caviar ช้อนชาเดียวก็ราคากว่าครึ่งหมื่นบาท

หาร้านขายของชำที่มีวอดก้าขายเป็นจอก แล้วลองมันซะ

รัสเซียเป็นชาติที่กินวอดก้าดุมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว ในอดีตคนรัสเซียนิยมแวะดื่มวอดก้าหน้าร้านขายของชำ สั่งวอดก้าเป็นจอกๆ และกระดกดื่มเป็นกรึบๆ แกล้มคู่กับแตงกวาดอง แม้ตอนนี้ร้านในลักษณะนี้จะลดน้อยถอยลงแล้ว แต่ยังมีบางร้านเปิดให้บริการอยู่ ถ้าคุณเจอ แนะนำให้วิ่งเข้าหา แล้วลองดื่มแบบคนรัสเซียดั้งเดิมดู

อย่าคืนเงินแลกคืนในตอนเย็น

ตอนแรกที่มีคนบอกว่า ‘ห้ามแลกเงินในรัสเซียตอนเย็นนะ’ เราเข้าใจว่าช่วงเวลานี้คงมีมิจฉาชีพเดินเพ่นพ่านหาเหยื่อหลอกเงินจากนักท่องเที่ยว แต่เปล่าเลย ที่ห้ามเวลานี้ เพราะคนรัสเซียส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าการทำธุรกรรมทางการเงินในช่วงเย็นเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล ไม่ว่าจะหยิบยืม ใช้หนี้ ดีลธุรกิจ หรือแลกเงิน ฉะนั้นจึงไม่เห็นธนาคารเปิดเย็นย่ำเหมือนบ้านเรา

อย่าปล่อยขวดเปล่าวางอยู่บนโต๊ะ และอย่าคุยเรื่องเพศและการเมืองบนโต๊ะอาหาร

เราจะไม่คุยเรื่องตำแหน่งการนั่ง หรือวิธีการกินดื่มให้เสียเวลา แต่จะแนะนำว่าหัวข้อสนทนาที่คุณไม่ควรเอ่ยอย่างมากที่สุดบนโต๊ะอาหารในรัสเซียเลยคือเรื่องเพศและการเมือง สองเรื่องนี้เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับคนรัสเซีย โดยเฉพาะมุกตลกหรือเรื่องชวนหัวทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบจิตใจใครหลายคนจนพานให้มื้ออร่อยกลายเป็นมื้อกร่อยในทันที หรือแย่ที่สุดถึงขั้นเลิกคบไปเลยก็ได้ จากสานสัมพันธ์กลายเป็นตัดสัมพันธ์ดังฉับเอาได้!

ระหว่างโต๊ะอาหารถ้าเห็นว่าขวดไวน์ วอดก้า หรือเครื่องดื่มใดๆ หมดแล้วก็อย่าวางไว้บนโต๊ะ หยิบนำมาวางไว้บนพื้นเรียงต่อกันสวยๆ ไม่ใช่เก็บสถิติแต่อย่างใด แต่คนรัสเซียเชื่อว่าขวดเปล่าบนโต๊ะอาหารนั้นจะนำโชคร้ายมาให้

Categories
นานาสาระ

ประวัติศาสตร์ จีน มังกรแห่งเอเชีย ชนชาติผู้เต็มไปด้วยตำนาน

ประวัติศาสตร์ จีน มีที่มาที่ไปอย่างไร ?
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักมังกรตัวนี้กัน

ประวัติศาสตร์ จีน
ประเทศจีน
ประเทศซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ติดอันดับโลก

เป็นที่รู้จักกันดีว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออก เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก กว่า 1,400 ล้านคน

ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนแบ่งการปกครองออกเป็น 23 มณฑล (ไม่รวมพื้นที่พิพาทไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง, 4 เทศบาลนคร (ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ ได้แก่ ฮ่องกง และมาเก๊า

ประเทศจีนมีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีพื้นที่ทั้งหมดใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 หรือ 4 แล้วแต่วิธีการวัด

ลักษณะภูมิประเทศของจีนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ป่าสเต็ปป์และทะเลทรายในพื้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศติดกับประเทศมองโกเลียและไซบีเรียของรัสเซีย และป่าฝนกึ่งโซนร้อนในพื้นที่ชื้นทางใต้ซึ่งติดกับเวียดนาม ลาว และพม่า 

ส่วนภูมิประเทศทางตะวันตกนั้นขรุขระและเป็นที่สูง โดยมีเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาเทียนชานกั้นเป็นพรมแดนตามธรรมชาติกับประเทศอินเดีย เนปาล และเอเชียกลาง ในทางตรงกันข้าม แนวชายฝั่งด้านตะวันออกของจีนแผ่นดินใหญ่นั้นเป็นที่ราบต่ำ และมีแนวชายฝั่งยาว 14,500 กิโลเมตร 

ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รู้กัน แต่วันนี้เราจะพาคุณไปเรียนร฿่กับเกร็ด “ประวัติศาสตร์” ของ “จีน” กัน

เรื่องน่ารู้ของประเทศจีน

1. อักษรจีน 汉字 เป็นอักษรที่มีเอกลักษณ์พิเศษหนึ่งเดียวในโลก เป็นอักษรโบราณหนึ่งเดียวที่ยังมีการใช้อยู่ และเป็นแม่แบบของอักษรหลายชาติ

2. ประเทศจีนมีชื่อเต็มว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน” หรือ “The People Republic of China”

3. ประเทศจีนเป็น “สาธารณรัฐ” แห่งแรกของเอเชีย ก่อตั้งโดย ดร.ซุน ยัดเซ็น ในปี ค.ศ.1911

4. วันชาติจีน คือวันที่ 1 ตุลาคม

5. ที่จริงแล้ว สกุลเงินจีนมีชื่อเรียกว่า “เหยินหมินปี้”  แต่คนไทยนิยมเรียกว่า “เงินหยวน”

6. ประเทศจีนประกอบด้วย 56 ชนชาติ โดยชนชาติฮั่นมีจำนวนมากที่สุด (92%) ชนชาติฮั่นแบ่งออกเป็นหลายสำเนียงถิ่น เช่น แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮากกา ฮกเกี้ยน ไหหลำ เป็นต้น

7. ประเทศจีน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 23 มณฑล

8. ประเทศจีนมีเขตปกครองตนเองชนชาติส่วนน้อย 5 เขต  
     กว่างซี          (ชนชาติจ้วง)
     หนิงเซี่ย        (ชนชาติหุย)   
     ซินเจียง         (ชนชาติอุยกูร์)
     มองโกลเลียใน (ชนชาติมองโกล)
ธิเบต            (ชนชาติธิเบต)

9. ประเทศจีน มีเมืองพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง 4 เมือง คือ ปักกิ่ง เทียนจิน ซั่งไห่ และ ฉงชิ่ง

10. ประเทศจีน มีเขตบริหารพิเศษ 2 แห่ง คือ ฮ่องกง มาเก๊าฮ่องกง เคยตกเป็นอาณานิคม ของอังกฤษ  มาเก๊า เคยตกเป็นอาณานิคม ของโปรตุเกส สองเมืองนี้ เดิมเป็น ส่วนหนึ่ง ของมณฑลกวางตุ้ง ภาษาถิ่นจึง เป็นภาษากวางตุ้ง

11. เมืองขึ้นตรง ต่อรัฐบาลกลาง เป็นรูปแบบการปกครอง ที่ใช้กับเมือง ที่มีความสำคัญ และ เงื่อนไขพิเศษบางอย่าง (คล้าย รูปแบบการปกครอง ของ กรุงเทพฯ และ พัทยา ของไทย)

12. เมืองหลวง ประเทศจีน คือ ปักกิ่ง เป็นเมืองหลวง มาตั้งแต่ 700 กว่าปีก่อน ช่วงเวลา ใกล้เคียง กับ อาณาจักรสุโขทัย เคยเป็น เมืองหลวง ของ แคว้นเยียน เมื่อราว 2300 กว่าปีก่อน  จึงมี ชื่อเดิมว่า เยี๊ยนจิ๊ง (ปักกิ่ง)

13. เมืองหลวง ที่เก่าแก่ที่สุด ของจีน คือ ลั่วหยาง เคยเป็น เมืองหลวง ตั้งแต่ราชวงศ์โจวตะวันออก (ราว 3000 กว่าปีก่อน) ปัจจุบัน อยู่ในมณฑล เหอหนาน

14. ศูนย์กลาง เศรษฐกิจ การเงิน ที่สำคัญ ที่สุดของจีน คือ นครเซี่ยงไฮ้

15. จีนมี “มหานคร” ทั่วประเทศ 60 กว่าเมือง แต่มีเพียง 4 เมืองที่เป็น “เมืองขึ้น ตรงต่อ รัฐบาลกลาง”

16. เขต เศรษฐกิจ พิเศษ 5 แห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน ซัวเถา และ ไหหลำ

17. แม่น้ำที่ยาวที่สุดในจีน คือ แม่น้ำฉางเจี๊ยง (แม่น้ำแยงซี) ความยาว 6397 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำสำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจของจีน ยาวที่สุดในทวีปเอเชียไหลผ่านเมืองสำคัญหลายเมือง

18. แม่น้ำ ที่ได้ชื่อว่า แม่น้ำเหลือง (ฮว๋างเหอ, ฮวงโห) แม่น้ำนี้ คือสายเลือด และ แหล่งกำเนิดอารยธรรมจีน แต่โบราณ

19. จีน เป็น ชาติที่มี ประวัติศาสตร์ ยาวนาน ที่สุดชาติหนึ่ง ของโลก ราว 4000 – 5000 ปี

20. สี่สิ่ง ประดิษฐ์ในยุค โบราณ ที่จีน คิดค้นขึ้น เป็นชาติแรก คือ กระดาษ เข็มทิศ การพิมพ์ และดินปืน

ประวัติศาสตร์ จีน
ตัวอย่างอารยธรรมอันรุ่งเรืองของจีน