Categories
นานาสาระ

วุยก๊ก อดีตรัฐบาลปราบกบฎ

หากเอ่ยถึง “สามก๊ก” หลายคนต้องนึกถึง “โจโฉ
ผู้นำอันยิ่งใหญ่แห่ง “วุยก๊ก”
Centrovirtual จะนำท่านไปรู้จัก ก๊ก “วุย” กัน

วุยก๊ก

วุยก๊ก เป็นก๊กที่เข้มแข็งและมีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดในยุคสามก๊ก  มีอายุยืนยาว 45 ปี  เมืองหลวงเดิมอยู่ที่ฮูโต๋  ซึ่งเป็นราชธานีที่โจโฉสร้างขึ้นมาและเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประทับ  จากนั้น  โจผีถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากราชบัลลังก์และขึ้นครองราชย์แทน  ก่อนจะย้ายเมืองหลวงกลับไปที่ลกเอี๋ยง  ซึ่งเป็นราชธานีเดิมสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  วุยก๊กครอบครองดินแดนทางเหนือของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ทั้งก๊กมีประชากรประมาณ 4, 400,000 คน หรือคิดเป็น 58 เปอร์เซ็นต์ของแผ่นดินจีนวุยก๊กมีฮ่องเต้ทั้งหมด 5 พระองค์  แต่เป็นการสถาปนาย้อนหลังหนึ่งพระองค์  คือ  พระเจ้าโจโฉ  หากรวมพระเจ้าโจโฉด้วย  วุยก๊กจะมีฮ่องเต้ถึง 6 พระองค์  คือ  พระเจ้าโจโฉ  พระเจ้าโจผี  พระเจ้าโจยอย  พระเจ้าโจฮองและพระเจ้าโจฮวน

กำลังทหาร

แรกเริ่มเดิมที  โจโฉมีกำลังทหารของตนเองประมาณ 5, 000 นาย โดยทหารเอกส่วนใหญ่มาจากอาสาสมัครที่เป็นญาติหรือแซ่เดียวกัน เช่น แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง (โจโฉเดิมแซ่ แฮหัว แต่เปลี่ยนเป็นแซ่โจตามพ่อ เพราะพ่อของโจโฉคือโจโก๋ เปลี่ยนไปใช้แซ่โจตามพ่อบุญธรรมซึ่งเป็นขันทีชื่อโจเท้ง)

กองทัพของโจโฉเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการเอาชนะกบฏโพกผ้าเหลือง ทำให้ได้ทหารอีกรวมประมาณ 300,000  นาย กลายเป็นกองทัพขนาดมหึมาในยุคนั้น

ต่อมากำลังทหารโจโฉยิ่งเพิ่มขึ้นจากการชนะอ้วนเสี้ยวในศึกกัวต๋อ  และเพิ่มมากขึ้นอีกหลังจากยึดได้เกงจิ๋ว (กวางโจว)  ทำให้โจโฉผูกขาดกองทหารม้าไว้ได้แต่ผู้เดียว

ในยุคนี้มีการสร้างอานม้าและโกลนเพื่อช่วยในการบังคับ  ทำให้ประสิทธิภาพของกองทหารม้าสูงขึ้น  ทำให้กองทัพวุยก๊กมีประสิทธิภาพในการรบภาคพื้นดินดีเยี่ยม  ทหารม้าสามารถตีตะลุยผ่ากองทหารเดินเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ม้าศึกช่วยให้ยกไปโจมตีข้าศึกได้อย่างรวดเร็วและสามารถหนีได้อย่างรวดเร็ว  แต่ในสมัยนั้น  การใช้ม้าคงไม่ได้กว้างขวาง  น่าจะยังมีจำกัดให้ใช้เฉพาะแม่ทัพนายกองคนสำคัญเท่านั้น  ทหารส่วนใหญ่ยังคงพลเดินเท้า

กองทหารม้ามักถูกใช้ในยุทธการแบบสายฟ้าแลบ  เช่น  ใช้โจมตีตัดเสบียงของฝ่ายข้าศึก  ตีตัดกองกำลังของข้าศึกให้แยกออกเป็นส่วนๆแล้วทำลายทิ้ง  ซึ่งโจโฉเชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านนี้มาก  เพราะมีกองทหารม้าที่มีประสิทธิภาพ

สถาบันทางการทหาร

โครงสร้างบัญชาการของทัพวุยก๊กก็ถ่ายทอดมาจากระบอบการบังคับบัญชาของฮั่น  แต่เมื่อโจโฉได้กำลังพลของอ้วนเสี้ยวมาปกครองก็มีการปรับเปลี่ยนสายการบังคับบัญชาขึ้นมาใหม่  โดยมีทหารอาชีพส่วนกลาง  และกองกำลังในภูมิภาคเรียกว่า  กองทัพภายนอก

ทัพส่วนกลางมีที่มาจากทหารองครักษ์ของโจโฉซึ่งเรียกว่ากองทหารเสือและเสือดาว  ผู้บัญชาการก็มักเป็นเครือญาติของโจโฉ  เช่น  โจฮิว  จิ๋น  ส่วนทหารเอกก็เช่นเคาทู  เตียนอุย  เป็นต้น  ในปีค.ศ.  220  กองทัพส่วนกลางได้กรมเดียวเรียกว่าจงเจียน  ภายใต้การบังคับบัญชาของเคาทู  พอถึงยุคสมัยของโจผีและโจยอย  ในปีค.ศ.  230  ก็มีทหารส่วนกลางอยู่ 5 กองด้วยกัน

กองทัพภูมิภาคมักมีขนาดใหญ่กว่ากองทัพส่วนกลาง  บางกองอาจมีกำลังพลมากกว่า 50, 000 คน  ในปีค.ศ.  222  โจผีแยกกองกำลังภูมิภาคแบ่งตามจังหวัดโดยมีหัวหน้าผู้ควบคุม (Chief Controllers) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง  กองกำลังภูมิภาคมักหมายความถึง  กองทัพตะวันออก  นอกจากนี้ก็มีทหารชายแดน  ซึ่งถูกควบคุมโดยผู้บัญชาการใหญ่  (Grand administrators)  หรือผู้ตรวจการ  (Inspector)  ตำแหน่งทั้งสองนี้มักจะแยกกันดูแล  พลเรือนและทหารในเขตแดนนั้น

บูซู 

บูซูเป็นนักสู้อิสระ  บูและซูเป็นหน่วยย่อยของทัพ  ระหว่างราชวงศ์ฮั่นถึงสามก๊ก  มีการรวมคำทั้งสองนี้เพื่อหมายถึงกองทัพทหารอิสระที่ทำงานให้กับขุนศึกเป็นการส่วนตัว  ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ทัพ 2 ทัพกับบูซู  เป็นแบบสืบทอดตามสายเลือด  ถ้าแม่ทัพตาย  บุตรชายคนโตก็จะขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน  แต่ถ้าทหารตาย  สมาชิกในครอบครัวที่เป็นชายจะได้รับตำแหน่งต่อ  ส่วนคนอื่นๆ  ก็จะเป็นแรงงานในภาคเกษตร  ซึ่งผลตอบแทนก็คือ  จะได้รับสถานะให้เป็นเจ้าของที่ดิน  (คล้ายกับระบบศักดินาของไทย)

เนื่องจากในสมัยจักรพรรดิกวงอูได้ปลดประจำการทหารทำให้กองกำลังตามจังหวัดอ่อนแอ  ส่วนทหารชายแดนจะถูกยกระดับชั่วคราวในเวลาที่มีศึกสงครามเท่านั้นหลังจากที่ระบอบฮั่นล่มสลายลง  วุยก๊กก็ได้ยกระดับรูปแบบบูซูขึ้นขนานใหญ่  ครอบครัวของนายทหารจะต้องย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงหรือรอบๆ  เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมมิให้แปรพักตร์ในยามที่ไปรบ  ทหารและครอบครัวถือว่าเป็นทรัพย์สินของกองทัพ  ทหารและบุคคลในครอบครัวที่มีสถานะทางทหารเท่านั้น  เพื่อให้แน่ใจว่าการแต่งงานไปภายนอกจะไม่ทำให้กำลังคนของกองทัพลดน้อยลง  และจะต้องรับใช้กองทัพไปตลอดชีวิต

โยบายตันเถียน

นโยบายตันเถียนเป็นระบบผลิตอาหารให้กองทัพ  ก่อตั้งโดยโจโฉ  โดยการใช้เหล่าทหารที่ว่างเว้นจากการรบได้ร่วมทำนากับราษฏร์เพื่อให้มีการผลิตให้มีการผลิตอาหารอย่างพอเพียงแก่กองทัพวุย  ส่วนรายละเอียดไม่ปรากฏชัดว่ามีรูปแบบอย่างไร

จุดแข็ง

วุยก๊กเป็นก๊กที่กุมอำนาจทางการเมืองการทหารไว้ทั้งหมด  อีกทั้งยังตั้งอยู่  ณ ใจกลางของแผ่นดินจีน  จึงถือได้ว่ามีความได้เปรียบก๊กอื่นๆทั้งด้านกำลังทหารและทรัพยากรต่างๆ  ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวาง  ทำให้วุยก๊กแผ่ขยายดินแดนไปเรื่อยๆ  ในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็กจนยากที่ก๊กอื่นจะต่อกรได้  ปัจจัยสำคัญที่สุดของวุยก๊กก็คือ  ทรัพยากรบุคคลที่วางรากฐานมาตั้งแต่พระเจ้าโจโฉ  ไม่ว่าจะเป็นนักรบฝ่ายบู๊และมันสมองของกุนซือฝ่ายบุ๋นที่มีมากมายกว่าก๊กอื่นๆ

จุดอ่อน

ในช่วงปลายราชวงศ์วุย  หลังจากพระเจ้าโจยอยสิ้นพระชนม์  ฮ่องเต้วุยก๊กล้วนแต่ทรงพระเยาว์  การเมืองในประเทศจึงเกิดความวุ่นวายอย่างมาก  เกิดการแก่งแย่งอำนาจภายในและการปฏิวัติรัฐประหาร  ในที่สุด  อำนาจเบ็ดเสร็จตกเป็นของตระกูลสุมา  นำโดยสุมาอี้กับลูกชายสองคน คือ  สุมาสู กับ สุมาเจียว  ทำให้ราชวงศ์วุยอ่อนแอลง  ท้ายที่สุดแม้จะรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้  แต่ก็ไม่ใช่ในนามของราชวงศ์วุยและตระกูลโจอีกต่อไป

ความพ่ายแพ้ของโจโฉ

 ในศึก 18 หัวเมืองโค่นทรราชย์ตั๋งโต๊ะ ภายใต้การนำของอ้วนเสี้ยว แม่ทัพใหญ่ค่ายพันธมิตร18 หัวเมือง สามารถสร้างแรงกดดันให้ตั๋งโต๊ะจำเป็นต้องใช้ทางเลือกที่ 3 คือ “ย้ายเมืองหลวง” จากลกเอี๋ยงไปสู่เตียงอั๋น เพื่อตั้งหลักใหม่

โจโฉทราบข่าวการเคลื่อนทัพของตั๋งโต๊ะ จึงเร่งให้เปิดประชุมแม่ทัพนายกอง เพื่อขอมติยกทัพไล่ตีตั๋งโต๊ะให้สิ้นซาก

ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับค้านแล้วบอกว่า
“ไม่เอาน่า กว่าเราจะยึดพระนครลกเอี๋ยงก็เหนื่อยกันมามาก”
โจโฉมองหน้าเหล่าขุนศึกแม่ทัพนายกองแล้วบอกว่า
“เฮ้ย เป้าหมายเราคือฟื้นฟูฮั่น ไม่ใช่ยึดพระนครที่เหลือแต่ตอ”
(ก่อนย้ายเมืองหลวงตั๋งโต๊ะสั่งเผาพระนคร เพื่อไม่ให้เป็นฐานกำลังของกองทัพ 18 หัวเมือง)

เหล่าแม่ทัพนายกองทุกคนกลับนิ่ง ยิ่งทำให้โจโฉเดือดดาลมากขึ้นถึงกับควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ตะโกนออกไปว่า
“คิดการกับเด็กเลี้ยงวัว มันไม่ได้เรื่องสักคนเดียว”
แล้วรีบออกไปจัดทัพของตนเองประมาณหมื่นคน เร่งยกทัพติดตามกองทัพตั๋งโต๊ะ

ไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็เจอกองทัพลิโป้ดักสกัด แต่ขณะนั้นโจโฉกำลังโกรธ จึงเห็นเสือกลายเป็นแมว
จึงสั่งลุยทันที สักพักก็มีกองทัพจากทางซ้ายเข้าตี
โจโฉสั่งตั้งรับด้านซ้าย เวลาผ่านไปไม่นานก็มีกอง
ทัพด้านขวาออกมาตีกระหนาบ

เป็นอันว่าโจโฉถูกกระหนาบจาก 3 ทิศ ทำให้พ่ายแพ้ยับเยิน แม้จะพาทหารบางส่วนหนีมาได้ มีโอกาสได้พักหายใจ และเตรียมหุงข้าวหาเสบียง

จู่ ๆ ก็มีอีกกองทัพหนึ่งยกทัพเข้าอย่างรวดเร็ว จนโจโฉตั้งตัวไม่ทัน กองทัพที่เหลือจึงทอดกาย กลายเป็นศพ โจโฉหนีเอาตัวรอดมาได้ และได้รับความช่วยเหลือจากโจหยิน ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง พาว่ายน้ำข้ามฝั่งมาในสภาพบาดเจ็บหนักทั้งคู่ แต่โชคดีได้มาพบกับแฮหัวตุ้น ทหารเอกของตนเอง จึงรวมกำลังทหารที่เหลือกลับมาเพียงไม่กี่พันคน กลับไปยังค่ายกองทัพ 18 หัวเมือง

เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับหลายคน ๆ ที่ชอบมองแต่โอกาส ไม่เคยวิเคราะห์ความเสี่ยง เพราะหากคุณจับจ้องแต่โอกาส จนลืมสิ่งที่เรียกว่าความเสี่ยง โอกาสดังกล่าวจะกลายเป็นวิกฤต
โดยที่คุณไม่รู้ตัว แม่ทัพที่กล้าไม่ใช่แม่ทัพที่บ้าบิ่น
แต่เป็นแม่ทัพที่ต้องสุขุม ลุ่มลึก วางแผนการอย่างรอบคอบ ก่อนออกศึก

ผู้นำยุคนี้ส่วนมากชอบมองไปที่โอกาส อยากประสบความสำเร็จเร็ว จนลืมความเสี่ยงและแนวคิดที่ว่า “ยิ่งเร็ว ก็ยิ่งแรง” สำเร็จเร็วเพราะออกตัวแรง แต่ลืมคิดไปว่าถนนมันไม่ได้เป็นเส้นตรงทุกเส้น โดยเฉพาะถนนชีวิต หากออกตัวแรง อาจแหกโค้งตั้งแต่ยกแรก

ฉะนั้นการเป็นผู้นำต้องมองให้ออกว่า ในโอกาสย่อมมีความเสี่ยง หากรับความเสี่ยงได้ก็ดำเนินการเถอะครับ แต่ถ้าความเสี่ยงสูงจนยากจะรับได้ บอกได้คำเดียวเลยว่า

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Categories
นานาสาระ

รัสเซีย หมีขาวโลกตะวันออก

Centrovirtual พาคุณมารู้จักเรื่องราวของ “รัสเซีย”
ประเทศมหาอำนาจในแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยรู้

รัสเซีย
ตราแผ่นดิน ประเทศรัสเซีย
(สหพันธรัฐรัสเซีย)

1. ในยุคโซเวียต ได้มีการสร้างโฆษณาชวนเชื่อ-Propaganda ขึ้นเพื่อปลูกถ่ายความคิดในการปกป้องประเทศผ่านโปสเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ละคร บัลเลต์และสื่อต่างๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่นานาประเทศเห็นภาพเวลาพูดถึงรัสเซีย

2. คนรัสเซียนิยมดื่มน้ำอัดแก๊ส ถ้าสั่งวอเตอร์-Water จะหมายถึงน้ำอัดแก๊ส ถ้าจะไม่เอาแก๊สต้องบอกว่า วาดาเบียสก๊าส-Vada Bes Gas 

3. วันสตรีสากลเป็นวันที่ชาวรัสเซียให้ความสำคัญเทียบเท่ากับวันวาเลนไทน์ ในวันนี้ผู้ชายจะนำดอกไม้มามอบให้ผู้หญิง ความพิเศษกว่านั้นคือผู้หญิงอาจไม่ต้องทำงานบ้าน เพราะผู้ชายจะทำให้…ก็นี่เป็นวันผู้หญิงนี่นา

4. หลังอาหารทุกมื้อ การจิบชาคู่กับแยมเปล่าๆ 1 ช้อน เป็นพฤติกรรมโปรดของคนชาตินี้

5. ไม่มีใครพูดถึงรัสเซียแล้วไม่เอ่ยถึงการแสดงชนิดนี้ คนรัสเซียนิยม ให้ความสนใจติดตามการดู “บัลเล่ต์” อย่างเข้มข้น

6. รัสเซียเป็นผู้ผลิตไวน์เป็นอันดับที่ 3 ของโลก

7. ชาวยุโรปและคนทั่วโลกต่างขนานนามว่าผู้หญิงรัสเซียสวยที่สุดในโลก

8คนรัสเซียเข้ากับคนแปลกหน้าได้ยาก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาเชิญเราไปบ้านแสดงว่าเขาเปิดใจให้เราแล้ว ชาวรัสเซียถ้าลองสนิทกับใครแล้วก็จะดีใจมากๆ

9. คนทั่วโลกอาจมองรัสเซียในแง่ที่ไม่เป็นธรรมนัก เนื่องจากได้รับข่าวมาจากฝั่งอเมริกาด้านเดียว

10. ไข่ปลาคาเวียร์ดั้งเดิมคือ ไข่ของปลาสเตอเจียน ภายหลังปลาดังกล่าวเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์ จึงมีการใช้ไข่ปลาแซลมอนแทน ซึ่งราคาถูกกว่ามากและรสชาติอร่อยสมราคา

11. ปี 2560 เป็นปีที่ 120 ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย

12. รัสเซียก็มีพระอาทิตย์เที่ยงคืน

13. คนรัสเซียอาจไม่ชอบคนจีนและเวียดนาม แต่ดูจากภายนอกเขาแยกพวกเราออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นพยายามให้เขารู้ว่าเราเป็นคนไทย แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันตา

14. คนรัสเซียรุ่นก่อนต่อต้านความเป็นอเมริกัน แต่คนรัสเซียรุ่นใหม่เปิดรับและคลั่งไคล้วัฒนธรรมอเมริกัน

15. รัสเซียส่งไม้สนเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของโลก

16. นิสัยช่างตื๊อเป็นนิสัยของคนส่วนน้อยในประเทศนี้

17. โดยทั่วๆ ไปแล้วคนชาตินี้ไม่เชื่อและไม่นิยมเก็บเงินในบัญชีธนาคาร และคนจำนวนมากมีเงินเท่าไหร่ใช้จนหมด เพราะไม่เชื่อในระบบของธนาคาร 

18. รัสเซียผลิตแก๊สหุงต้มได้มากที่สุดในโลก  

19. รัสเซียผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประชาชนในประเทศกลับต้องใช้น้ำมันในราคาที่สูงกว่าคนในชาติอื่นๆ ที่ส่งไปขาย

20. คริสตจักรออร์โธดอกซ์แห่งรัสเซียเป็นคริสตจักร์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากคริสตจักรโรมันคาทอลิก

ufabet.com
ธงชาติรัสเซีย

21. ชาวรัสเซียเชื่อว่าไม่ควรจับมือและหอมแก้มทักทายที่ธรณีประตูทางเข้าบ้านเพราะอาจทะเลาะกับคนคนนั้น

22. หากลืมสิ่งของ เมื่อออกจากบ้านมาแล้วจะไม่กลับไปเอา เพราะจะถือว่าเป็นโชคไม่ดี หากจำเป็นต้องกลับไปจริงๆ ให้ส่องกระจกเงาก่อน เพราะโชคร้ายจะได้ทุเลาลง ดังนั้นแทบทุกบ้านจึงมักจะมีกระจกแปะไว้ที่หน้าบ้าน

23. การมอบดอกไม้ให้แก่กันต้องให้เป็นจำนวนเลขคี่ เพราะเลขคู่มีไว้มอบในพิธีฝังศพ

24. เราสามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟ ซึ่งตั๋วรถไฟที่รัสเซียหนึ่งใบสามารถใช้ร่วมกันได้หลายๆ คน เพราะเขาจะหักจากจำนวนการตึ๊ด

25. นอกจากนี้ที่รัสเซียมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างแต่ใช้รถใหญ่สี่สูบ และห้ามผู้โดยสารคุยกับคนขับ ที่ประทับใจคือ หนังบนเครื่องบินรัสเซียใหม่มาก แทบจะฉายพร้อมโรงหนัง บางเรื่องยังไม่เข้าฉายเมืองไทยด้วยซ้ำ

26. ร้านหนังสือในรัสเซียจะแยกชัดเจนว่าขายแมกกาซีนหรือพ็อกเก็ตบุ๊ก

27. ‘เบียร์’ ที่รัสเซียจะมีเลขกำกับอยู่ตั้งแต่ 0-9 โดยที่เลข 0 จะไม่มีแอลกอฮอล์อยู่เลย ไล่ไปจนถึงเลข 9 ที่มีระดับแอลกอฮอล์แรงกว่าเบียร์ไทยซะอีก (ว่ากันว่าเบอร์ 7 เวิร์กสุดสำหรับคอสิงห์) และหากปฏิเสธการดื่มอวยพรจะถือว่าไม่สุภาพ

28. คนรัสเซียจะเก็บรอยยิ้มไว้ให้กับคนรู้จักเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน และบุคคลที่ทำงาน แต่จะไม่ยิ้มยามอยู่คนเดียวหรือบุคคลแปลกหน้าเด็ดขาด

29. ทุกวันหยุด ในรัสเซียมักมีขบวนพาเหรดหรือกิจกรรมพิเศษสนุกๆ เกิดขึ้นเสมอ ข้อดีคือเราสามารถร่วมอีเวนต์พิเศษที่ว่านี้ได้เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ข้อเสียคือคุณอาจพลาดสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง

30. ถ้าคุณเดินสวนหญิงชราแล้วเจอเธอร้องขอให้ช่วยยกกระเป๋า ไหว้วานไปซื้อของใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าปฏิเสธเธอ ไม่งั้นคุณอาจเจอเสียงสาปแช่ง ก่นด่า ร่วมถึงพฤติกรรมแข็งกระด้างจากคนรัสเซียโดยรอบแน่นอน

แม้ประเทศรัสเซียจะเปิดประเทศให้บุคคลภายนอกเยี่ยมชมได้ ตั้งแต่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991 แต่ดูเหมือนเรื่องราวภายใต้ขอบรั้วสหพันธรัฐรัสเซียยังคงไม่แพร่หลายเท่าหลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน รวมถึงวิถีชีวิตแบบที่เมื่อคุณได้รับรู้จะฉงนหนักเข้าไปอีก ฉะนั้น หากคุณกำลังเป็นคนหนึ่งที่กำลังตีตั๋วด่วนไปดูบอลโลกในช่วงท้ายฤดูกาล หรือกำลังวางแผนเปิดประสบการณ์เที่ยวแดนหมีขาว ขอให้คุณเก็บเกี่ยวเกร็ดเหล่านี้เอาไว้

ทักทายฉบับรัสเซีย

ชาติที่มีเรื่องราวมาอย่างยาวนานมักมีวิธีการทักทายในแบบของตน ถ้าเป็นคนไทยหรือชาวพุทธก็ใช้การไหว้เป็นสัญลักษณ์ คนญี่ปุ่นนิยมโค้งศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงการทักทาย แต่สำหรับคนรัสเซีย การจับมือเพื่อทักทายจะเกิดขึ้นเฉพาะการเจรจาธุรกิจหรือพบกันในโอกาสทางการเท่านั้น ในช่วงเวลาปกติ บุรุษรัสเซียทักทายด้วยการจับมือแบบแน่นแฟ้น อาจมีการกอดกันและตบหลังเบาๆ ส่วนผู้หญิงทักทายโดยใช้แก้มชนแก้ม 3 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้าย **ถอดถุงมือทุกครั้งที่จับมือ และห้ามจับมือตรงประตูบ้าน**

อย่ายิ้มพร่ำเพรื่อ เดี๋ยวจะซวยเอา

เมืองไทยเราได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ถูกผู้หลักผู้ใหญ่สอนมาว่า ‘ยิ้มไว้ก่อนได้เปรียบ’ จะผูกมิตรไมตรีจิตกับใครให้ส่งรอยยิ้มเข้าแลกแล้วทุกอย่างจะดีเอง แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณอยู่ในประเทศรัสเซีย การยิ้มให้กับคนแปลกหน้า หรือยิ้มพร่ำเพรื่ออาจกลายเป็นโทษมหันต์ เพราะนอกจากคนอื่นจะมองว่าบ้าแล้ว บางทีคุณอาจโดนเจ้าหน้าที่รัฐเรียกคุยเพราะคิดว่าคุณไปทำผิดอะไรมา

ใส่ชุดดำเวลาเที่ยวคลับ

สีดำเป็นสีคลาสสิกสำหรับงานกลางคืนทุกที่ทั่วโลก แต่ถ้าอยากผูกมิตรกับคนรัสเซียโดยง่าย หรือตีเนียนเป็นคนที่อยู่รัสเซียมานาน (แม้หน้าตาเราจะเอเชียมากๆ ก็ตาม) ยามเที่ยวไนต์ไลฟ์ แนะนำให้สวมชุดสีดำ ผู้ชายเสื้อเชิ้ตหล่อๆ สักตัว ส่วนผู้หญิงนิยมใส่กระโปรงสั้นคู่กับส้นสูง

เช็กวันหยุดก่อนวางแผนเที่ยว

ก่อนจะปักหมุดเที่ยวสถานที่ใดก็แล้วแต่ในรัสเซีย สิ่งแรกที่สมควรทำคือเช็กวันหยุด เพราะทุกวันหยุดในรัสเซียมักมีขบวนพาเหรดหรือกิจกรรมพิเศษสนุกๆ เกิดขึ้นเสมอ ข้อดีคือเราสามารถร่วมอีเวนต์พิเศษที่ว่านี้ได้เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ข้อเสียคือคุณอาจพลาดสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง เนื่องจากปิดให้เข้าชม หรือจำกัดจำนวนแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

อย่าโต้เถียงกับ ‘รัสเชียน บาบุชกี้’

คำว่า ‘บาบุชกี้’ (Babushki) ในภาษารัสเซีย แปลว่า ‘หญิงชรา’ รัสเซียเป็นอีกหนึ่งชนชาติที่ให้ความเคารพกับผู้สูงอายุ ดังนั้นถ้าคุณเดินสวนหญิงชราแล้วเจอเธอร้องขอให้ช่วยยกกระเป๋า ไหว้วานไปซื้อของใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าปฏิเสธเธอ ไม่งั้นคุณอาจเจอเสียงสาปแช่ง ก่นด่า ร่วมถึงพฤติกรรมแข็งกระด้างจากคนรัสเซียโดยรอบแน่นอน

อยากซื้อวอดก้าและคาเวียร์เป็นของฝาก ลองซื้อยี่ห้อนี้สิ

มีวอดก้าและไข่ปลาคาเวียร์หลายยี่ห้อให้เลือกซื้อในรัสเซีย แต่ที่นิยมและรสชาติเยี่ยมส่วนมากจะเป็น Russky Standard และ Lagoga, Parliament Berezka รองลงมา ส่วนคาเวียร์ยี่ห้อที่ดีที่สุดของคาเวียร์ดำคือ Black Beluga Caviar ช้อนชาเดียวก็ราคากว่าครึ่งหมื่นบาท

หาร้านขายของชำที่มีวอดก้าขายเป็นจอก แล้วลองมันซะ

รัสเซียเป็นชาติที่กินวอดก้าดุมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว ในอดีตคนรัสเซียนิยมแวะดื่มวอดก้าหน้าร้านขายของชำ สั่งวอดก้าเป็นจอกๆ และกระดกดื่มเป็นกรึบๆ แกล้มคู่กับแตงกวาดอง แม้ตอนนี้ร้านในลักษณะนี้จะลดน้อยถอยลงแล้ว แต่ยังมีบางร้านเปิดให้บริการอยู่ ถ้าคุณเจอ แนะนำให้วิ่งเข้าหา แล้วลองดื่มแบบคนรัสเซียดั้งเดิมดู

อย่าคืนเงินแลกคืนในตอนเย็น

ตอนแรกที่มีคนบอกว่า ‘ห้ามแลกเงินในรัสเซียตอนเย็นนะ’ เราเข้าใจว่าช่วงเวลานี้คงมีมิจฉาชีพเดินเพ่นพ่านหาเหยื่อหลอกเงินจากนักท่องเที่ยว แต่เปล่าเลย ที่ห้ามเวลานี้ เพราะคนรัสเซียส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าการทำธุรกรรมทางการเงินในช่วงเย็นเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล ไม่ว่าจะหยิบยืม ใช้หนี้ ดีลธุรกิจ หรือแลกเงิน ฉะนั้นจึงไม่เห็นธนาคารเปิดเย็นย่ำเหมือนบ้านเรา

อย่าปล่อยขวดเปล่าวางอยู่บนโต๊ะ และอย่าคุยเรื่องเพศและการเมืองบนโต๊ะอาหาร

เราจะไม่คุยเรื่องตำแหน่งการนั่ง หรือวิธีการกินดื่มให้เสียเวลา แต่จะแนะนำว่าหัวข้อสนทนาที่คุณไม่ควรเอ่ยอย่างมากที่สุดบนโต๊ะอาหารในรัสเซียเลยคือเรื่องเพศและการเมือง สองเรื่องนี้เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับคนรัสเซีย โดยเฉพาะมุกตลกหรือเรื่องชวนหัวทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบจิตใจใครหลายคนจนพานให้มื้ออร่อยกลายเป็นมื้อกร่อยในทันที หรือแย่ที่สุดถึงขั้นเลิกคบไปเลยก็ได้ จากสานสัมพันธ์กลายเป็นตัดสัมพันธ์ดังฉับเอาได้!

ระหว่างโต๊ะอาหารถ้าเห็นว่าขวดไวน์ วอดก้า หรือเครื่องดื่มใดๆ หมดแล้วก็อย่าวางไว้บนโต๊ะ หยิบนำมาวางไว้บนพื้นเรียงต่อกันสวยๆ ไม่ใช่เก็บสถิติแต่อย่างใด แต่คนรัสเซียเชื่อว่าขวดเปล่าบนโต๊ะอาหารนั้นจะนำโชคร้ายมาให้

Categories
นานาสาระ

ประวัติศาสตร์ จีน มังกรแห่งเอเชีย ชนชาติผู้เต็มไปด้วยตำนาน

ประวัติศาสตร์ จีน มีที่มาที่ไปอย่างไร ?
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักมังกรตัวนี้กัน

ประวัติศาสตร์ จีน
ประเทศจีน
ประเทศซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ติดอันดับโลก

เป็นที่รู้จักกันดีว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออก เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก กว่า 1,400 ล้านคน

ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนแบ่งการปกครองออกเป็น 23 มณฑล (ไม่รวมพื้นที่พิพาทไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง, 4 เทศบาลนคร (ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ ได้แก่ ฮ่องกง และมาเก๊า

ประเทศจีนมีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีพื้นที่ทั้งหมดใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 หรือ 4 แล้วแต่วิธีการวัด

ลักษณะภูมิประเทศของจีนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ป่าสเต็ปป์และทะเลทรายในพื้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศติดกับประเทศมองโกเลียและไซบีเรียของรัสเซีย และป่าฝนกึ่งโซนร้อนในพื้นที่ชื้นทางใต้ซึ่งติดกับเวียดนาม ลาว และพม่า 

ส่วนภูมิประเทศทางตะวันตกนั้นขรุขระและเป็นที่สูง โดยมีเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาเทียนชานกั้นเป็นพรมแดนตามธรรมชาติกับประเทศอินเดีย เนปาล และเอเชียกลาง ในทางตรงกันข้าม แนวชายฝั่งด้านตะวันออกของจีนแผ่นดินใหญ่นั้นเป็นที่ราบต่ำ และมีแนวชายฝั่งยาว 14,500 กิโลเมตร 

ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รู้กัน แต่วันนี้เราจะพาคุณไปเรียนร฿่กับเกร็ด “ประวัติศาสตร์” ของ “จีน” กัน

เรื่องน่ารู้ของประเทศจีน

1. อักษรจีน 汉字 เป็นอักษรที่มีเอกลักษณ์พิเศษหนึ่งเดียวในโลก เป็นอักษรโบราณหนึ่งเดียวที่ยังมีการใช้อยู่ และเป็นแม่แบบของอักษรหลายชาติ

2. ประเทศจีนมีชื่อเต็มว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน” หรือ “The People Republic of China”

3. ประเทศจีนเป็น “สาธารณรัฐ” แห่งแรกของเอเชีย ก่อตั้งโดย ดร.ซุน ยัดเซ็น ในปี ค.ศ.1911

4. วันชาติจีน คือวันที่ 1 ตุลาคม

5. ที่จริงแล้ว สกุลเงินจีนมีชื่อเรียกว่า “เหยินหมินปี้”  แต่คนไทยนิยมเรียกว่า “เงินหยวน”

6. ประเทศจีนประกอบด้วย 56 ชนชาติ โดยชนชาติฮั่นมีจำนวนมากที่สุด (92%) ชนชาติฮั่นแบ่งออกเป็นหลายสำเนียงถิ่น เช่น แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮากกา ฮกเกี้ยน ไหหลำ เป็นต้น

7. ประเทศจีน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 23 มณฑล

8. ประเทศจีนมีเขตปกครองตนเองชนชาติส่วนน้อย 5 เขต  
     กว่างซี          (ชนชาติจ้วง)
     หนิงเซี่ย        (ชนชาติหุย)   
     ซินเจียง         (ชนชาติอุยกูร์)
     มองโกลเลียใน (ชนชาติมองโกล)
ธิเบต            (ชนชาติธิเบต)

9. ประเทศจีน มีเมืองพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง 4 เมือง คือ ปักกิ่ง เทียนจิน ซั่งไห่ และ ฉงชิ่ง

10. ประเทศจีน มีเขตบริหารพิเศษ 2 แห่ง คือ ฮ่องกง มาเก๊าฮ่องกง เคยตกเป็นอาณานิคม ของอังกฤษ  มาเก๊า เคยตกเป็นอาณานิคม ของโปรตุเกส สองเมืองนี้ เดิมเป็น ส่วนหนึ่ง ของมณฑลกวางตุ้ง ภาษาถิ่นจึง เป็นภาษากวางตุ้ง

11. เมืองขึ้นตรง ต่อรัฐบาลกลาง เป็นรูปแบบการปกครอง ที่ใช้กับเมือง ที่มีความสำคัญ และ เงื่อนไขพิเศษบางอย่าง (คล้าย รูปแบบการปกครอง ของ กรุงเทพฯ และ พัทยา ของไทย)

12. เมืองหลวง ประเทศจีน คือ ปักกิ่ง เป็นเมืองหลวง มาตั้งแต่ 700 กว่าปีก่อน ช่วงเวลา ใกล้เคียง กับ อาณาจักรสุโขทัย เคยเป็น เมืองหลวง ของ แคว้นเยียน เมื่อราว 2300 กว่าปีก่อน  จึงมี ชื่อเดิมว่า เยี๊ยนจิ๊ง (ปักกิ่ง)

13. เมืองหลวง ที่เก่าแก่ที่สุด ของจีน คือ ลั่วหยาง เคยเป็น เมืองหลวง ตั้งแต่ราชวงศ์โจวตะวันออก (ราว 3000 กว่าปีก่อน) ปัจจุบัน อยู่ในมณฑล เหอหนาน

14. ศูนย์กลาง เศรษฐกิจ การเงิน ที่สำคัญ ที่สุดของจีน คือ นครเซี่ยงไฮ้

15. จีนมี “มหานคร” ทั่วประเทศ 60 กว่าเมือง แต่มีเพียง 4 เมืองที่เป็น “เมืองขึ้น ตรงต่อ รัฐบาลกลาง”

16. เขต เศรษฐกิจ พิเศษ 5 แห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน ซัวเถา และ ไหหลำ

17. แม่น้ำที่ยาวที่สุดในจีน คือ แม่น้ำฉางเจี๊ยง (แม่น้ำแยงซี) ความยาว 6397 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำสำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจของจีน ยาวที่สุดในทวีปเอเชียไหลผ่านเมืองสำคัญหลายเมือง

18. แม่น้ำ ที่ได้ชื่อว่า แม่น้ำเหลือง (ฮว๋างเหอ, ฮวงโห) แม่น้ำนี้ คือสายเลือด และ แหล่งกำเนิดอารยธรรมจีน แต่โบราณ

19. จีน เป็น ชาติที่มี ประวัติศาสตร์ ยาวนาน ที่สุดชาติหนึ่ง ของโลก ราว 4000 – 5000 ปี

20. สี่สิ่ง ประดิษฐ์ในยุค โบราณ ที่จีน คิดค้นขึ้น เป็นชาติแรก คือ กระดาษ เข็มทิศ การพิมพ์ และดินปืน

ประวัติศาสตร์ จีน
ตัวอย่างอารยธรรมอันรุ่งเรืองของจีน
Categories
นานาสาระ

สงครามโลกครั้งที่ 2

Centrovirtual จะพาคุณย้อนไปสู่ “สงครามโลกครั้งที่ 2”
กับเรื่องราวต่างๆ ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพจากหนึ่งในสมภูมิที่โหดที่สุด
ในภาพนาวิกโยธินอเมริกันกำลังปักธงชาติสหรัฐอเมริกา โดดจุดดังกล่าวอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่นเพียง 1056 กม.

สงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1939 ถึง 1945 โลก โดยประเทศมหาอำนาจทั้งหมดในสมัยนั้นได้เข้าร่วม แบ่งเป็นฝ่าย “สัมพันธมิตร” และฝ่าย “อักษะ” มีทหารเข้าร่วมทั้งหมดมากกว่า 100 ล้านคน สงครามนี้มีมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาห์สหรัฐฯ ผู้เสียชีวิตกว่า 70 ล้านคน ซึ่งเราจะไม่ขอพูดถึงที่มาที่ไปของสงครามในครั้งนี้ แต่จะพาคุณไปพบกับเรื่องราวต่างๆ ในอีกแง่มุมของสงคราม

เกร็ดความรู้

ในรูปคือทหารเยอรมันคนแรกผู้สังเวยชีวิตให้กับกองทัพญี่ปุ่น

สงครามโลกครั้งที่ 2
ทหารเยอรมันคนแรก ถูกสังหารโดยทหารญี่ปุ่น

ทหารสอดแนมชาวอเมริกันคนแรกถูกฆ่าโดยกองทัพรัสเซีย

สงครามโลกครั้งที่ 2
ทหารอเมริกันคนแรก ถูกสังหารโดยกองทัพโซเวียต

1. ระเบิดกว่า 10,000 ลูกถูกทิ้งไปทั่วยุโรปโดยฝ่ายพันธมิตร
2. อเมริกันสูญเสียทหารไปในอากาศยานมากกว่าทางเรือ
3. ในช่วงสงครามทหารชาวอังกฤษได้รับกระดาษชำระ 3 ม้วนต่อวัน ในขณะที่ชาวอเมริกันได้รับ 22 ม้วน
4. ในปี 1941 อเมริกาผลิตรถได้ 3 ล้านกว่าคัน มากกว่าที่ผลิตได้ทั้งหมดในช่วงสงครามเพียงแค่ 139 คันเท่านั้น
5. 4 ใน 5 ของทหารเยอรมันถูกฆ่าในแนวรบด้านตะวันออก
6. ผู้ชายที่เกิดในปี 1920 ในโซเวียต มีเพียง 20% เท่านั้นที่มีชิตรอดจากสงคราม
7. ทหารที่มีอายุน้อยที่สุดคือ Calvin Graham วัย 12 ปี ชาวอเมริกัน เขาโกงอายุเพื่อเข้ารับใช้ชาติ
8. เพียง 1 ใน 4 ของทหารที่เข้าร่วมเรืออู (U-boats) เท่านั้นที่รอดชีวิต
9. การปิดล้อมสตาลินกราดทำให้ทหารและประชาชนชาวรัสเซียเสียชีวิตมากกว่า ชาวอเมริกันและอังกฤษที่เสียชีวิตในสงครามรวมกันเสียอีก
10. หลานชายของฮิตเลอร์ เข้าร่วมกับกองทัพอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2
11. ฐานทัพสอดแนมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในเม็กซิโก
12. 85% ของผู้อพยพในค่ายรัสเซียเสียชีวิต
13. ปรมาณูลูกที่ 3 ตั้งเป้าไว้ว่าจะยิงไปที่โตเกีย
14. ผู้เสียชีวิตจากสงครามทั้งหมดอยู่ที่ 50-70 ล้านคน โดย 80% มาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย จีน เยอรมนี และโปแลนด์ โดยกว่าครึ่งเป็นพลเรือนที่เป็นเด็กและผู้หญิง

ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 (อันนี้แถม)

ประเทศไทย เดิมเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งถูกญี่ปุ่นบุกครอง ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เวลาประมาณ 02.00 น. กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกทางภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทย และปะทะกับทหารไทยและยุวชนก่อนรัฐบาลจะมีคำสั่งหยุดยิงเมื่อเวลา 11.00 น. หลังจากนั้นมีการทำสนธิสัญญาทหารระหว่างสองประเทศ ในช่วงแรกของสงครามแปซิฟิก ญี่ปุ่นกดดันให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไปยังพม่าและบริติชมาลายา ซึ่งรัฐบาลไทยนำโดยจอมพล ป. พิบูลสงครามยินยอมเนื่องจากญี่ปุ่นให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบดินแดนอินโดจีนบางส่วนที่เสียให้ฝรั่งเศสคืน

หลังร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ประเทศไทยยังคงมีอำนาจในการจัดการกำลังพลและกิจการภายใน ซึ่งคล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ระหว่างนาซีเยอรมนีกับฟินแลนด์ บัลแกเรีย และโรมาเนีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงครามกับฝ่ายเสรีไทย ขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นนำโดยปรีดี พนมยงค์ โดยขบวนการเสรีไทยนี้มีส่วนในการต่อรองเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามยุติ ทำให้ไทยไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าประเทศที่ร่วมมือกับฝ่ายอักษะอื่น ๆ

ระหว่างนี้ได้มีการออกกฎหมายอาชญากรสงครามมาเพื่อให้ผู้กระทำผิดต้องขึ้นศาลไทย จอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมทั้งอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาระดับสูงหลายคน เช่น หลวงวิจิตรวาทการ, จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, พลเอกมังกร พรหมโยธี เป็นต้น จึงถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในประเทศไทย และต่อมาไม่ต้องรับโทษเพราะศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลังและอ้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่ากฎหมายอาชญากรสงคราม ทั้งนี้มีผู้วิจารณ์ว่าการออกกฎหมายอาชญากรสงครามก็เพื่อไม่ให้คนไทยถูกส่งไปดำเนินคดีในต่างประเทศอันจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศและทำให้เสียเปรียบในการเจรจาหลังสงคราม หรือบางแหล่งก็ว่าเป็นการช่วยเหลือจอมพล ป. ให้พ้นโทษ ในขณะที่อาชญากรสงครามของประเทศอื่น ๆ ถูกจับกุมและประหารชีวิตในที่สุด

อังกฤษถือว่าการที่ไทยได้เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่ออังกฤษ ได้สร้างความเสียหายต่ออังกฤษและอังกฤษมีสิทธิจะเรียกร้องความเสียหายนั้นจากไทย นอกจากนี้ อังกฤษยังต้องการรื้อฟื้นระบบอาณานิคมของตนในเอเชียตะวันออกขึ้นมาใหม่ หลังจากที่อิทธิพลของตนในอาณานิคมต่าง ๆ เสื่อมถอยลงจากการรุกรานของญี่ปุ่น เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ท่าทีของอังกฤษขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสหรัฐอเมริกาไม่อยากถูกมองว่าเข้าร่วมสงครามเพื่อรักษาระบบอาณานิคมของชาติใด สหรัฐต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ให้เป็นตามกฎบัตรแอตแลนติก หนึ่งในนโยบายของสหรัฐคือการคงเอกราชของไทยไว้เพื่อเป็นตัวอย่างนโยบายของตัวเองต่อภูมิภาค สหรัฐกรานปกป้องไทยซึ่งเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก โดยถือว่าไทยในขณะนั้นเป็นดินแดนที่ถูกข้าศึกครอบครอง และไม่ยอมรับว่าไทยประกาศสงครามต่อตัวเองตามแนวคิดของขบวนการเสรีไทย

ขบวนการเสรีไทย

Categories
นานาสาระ

สงครามโลกครั้งที่ 1

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปพบกับ “สงครามโลกครั้งที่ 1”
กับเรื่องเล็กๆที่คุณอาจไม่เคยรับรู้

สงรามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ 1

เป็นที่รู้กันว่าสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ การลอบปลงพระชนม์อาร์คดุยค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยกัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอสเนีย ซึ่งเป็นสมาชิกของแก๊งมือมืด และการแก้แค้นของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต่อราชอาณาจักรเซอร์เบียก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในทวีปยุโรป ภายในหนึ่งเดือน ทวีปยุโรปส่วนมากก็อยู่ในสภาวะสงคราม แต่ความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่การรวมชาติเยอรมนี ตั้งแต่ ค.ศ. 1871 นั้นทำให้ยุโรปต้องอยู่ในสมดุลแห่งอำนาจซึ่งยากแก่การรักษา การแข่งขันทางทหาร อุตสาหกรรมและการแย่งชิงดินแดนก็ทำให้วิกฤตสุกงอมจนกระทั่งปะทุออกมาเป็นสงคราม

กลายเป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ถึง พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารหรือสมรภูมิเกี่ยวข้องมากขนาดนี้มาก่อน(อังกฤษ: World War I หรือ First World War) หรือเป็นที่รู้จักกันว่า “สงครามครั้งยิ่งใหญ่” (อังกฤษ: Great War) หรือ “สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งมวล” (อังกฤษ: War to End All Wars) โดยพบว่ามีทหารกว่า 70 ล้านคนมีส่วนร่วมในการรบ รวมไปถึงชาวยุโรปอีกกว่า 60 ล้านคน ผลจากสงครามทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บและสูญหาย รวมกันไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคน

ความจริงของ “สงครามโลกครั้งที่ 1” ที่หลายคนอาจมองข้าม

1. ผู้ชายจำนวน 65 ล้านคน เข้าต่อสู้ในสงคราม และราวๆ 10 ล้านคนต้องตาย 1 ใน 6 ของผู้ชายที่เข้าร่วมสงครามดังกล่าวต้องสังเวยด้วยชีวิต

2. เกือบ 2 ใน 3 ของการตายในสงครามเกิดในสนามรบ นั่นทำให้มันกลายเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับประชากรบนโลกในยุคนั้น

3. สนามเพลาะ (แนวหลุมที่ขุดหลบภัย) ของเยอรมนี มีทั้งเตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ ตู้ แสงไฟ รวมไปถึงกริ่งประตูอีกด้วย

4. ก๊าซพิษที่แตกต่างกันราว 30 ชนิด ถูกนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่หลังจากสงครามครั้งนี้ หลายประเทศได้มีการลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ก๊าซพิษเหล่านี้อีก

5. ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรก ที่ใช้ก๊าซพิษกับศัตรู พวกเขาใช้ระเบิดแก๊ซน้ำตา เพื่อตัดกำลังฝ่ายต่อต้าน

6. ชาวอเมริกันบางคนไม่เห็นด้วยกับการลังเลเข้าสู่สงครามของสหรัฐ พวกเขาจึงไปที่แคนาดาเพื่อขอความช่วยเหลือและร่วมต่อสู้

7. ผู้ก่อการร้ายชาวเซิร์บได้ลอบปลงพระชนม์ ฟรานซ์ เฟอร์ดินาน รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ออสเตรีย-ฮังการี นั่นคือชนวนของสงคราม เยอรมนีเข้ากับฝ่ายออสเตรีย-ฮังการี ส่วนฝรั่งเศสและรัสเซียอยู่ฝ่ายเดียวกับเซอร์เบีย

8. สงครามครั้งนี้ เป็นยุคใหม่ของสงครามที่ต่อสู้กันด้วยก๊าซพิษ, การโจมตีทางอากาศ และ รถถัง

9. เครือข่ายสนามเพลาะของสงครามโลกครั้งที่ 1 กินพื้นที่กว่า 25,000 ไมล์

10. ถึงแม้ก๊าซพิษจะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ไม่มีใครใช้มันในสงครามโลกครั้งที่ 2

11. กองทัพเยอรมนีจะยิงและฆ่าพลเรือนในระหว่างสงคราม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ขู่ในผู้คนหวาดกลัว และไม่ต่อต้านกองทัพ

12. ในปี 1917 ปีเดียว จำนวนผู้ชายที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารมีถึง 2.7 ล้านคน ส่วนอาสาสมัครมีมากถึง 1.7 ล้านคน

สงครามโลกครั้งที่ 1

13. เกือบๆ 1 ใน 3 ของผู้คนที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตายเพราะไข้หวัดใหญ่สเปนซึ่งระบาดในช่วงท้ายของสงคราม

14. ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ของสงครามโลกครั้งที่ 1 ของอเมริกา อยู่ที่ราวๆ 3 หมื่นล้านเหรียญ หรือราวๆ ล้านล้านบาท

15. ปืนกล เริ่มถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในสงครามโลกครั้งที่ 1

16. ทหารนับล้านต้องเผชิญกับโรคที่เรียกว่า Shell-shock ซึ่งในปัจจุบันนี้เรียกว่าโรค PTSD คือโรคป่วยทางใจ หรือ โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง

17. สงครามครั้งนี้ เป็นสงครามที่มีความขัดแย้งกันแบบคอขาดบาดตายที่สุดในประวัติศาสตร์

18. เยอรมนี มีความสามารถในการดักจับและถอดรหัสฝ่ายพันธมิตรได้ จนกระทั่งอเมริกาได้เริ่มใช้ Choctaw Code Talkers ซึ่งเป็นภาษาอเมริกันพื้นเมืองที่ซับซ้อน จนเยอรมนีไม่สามารถถอดรหัสได้อีก

19. มี 4 ประเทศที่ล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แก่ จักรวรรดิออตโตมัน, เยอรมนี, รัสเซีย และ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี

20. สันนิบาตชาติ ถือกำเนิดขึ้นจากการประชุมสันติภาพที่ปารีส ของผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อป้องกันสงครามและความขัดแย้งในอนาคต แต่เนื่องจากสันนิบาตไม่มีกองกำลังของตัวเอง จึงต้องพึ่งพาชาติมหาอำนาจในการดำเนินการตามคำสั่ง สันนิบาตชาติจึงล้มเหลวในการป้องกันสงครามโลกครั้งที่สอง และเมื่อสงครามจบถูกยุบไปและแทนที่ด้วยสหประชาชาติจนกระทั่งปัจจุบัน

สงครามโลกครั้งที่ 1

21. สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เปลี่ยนให้สหรัฐอเมริกา กลายเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

22. ลิงผู้กล้า แจ็คกี้ ลิงบาบูนจากแอฟริกาใต้ตัวนี้ถูกพบโดย อัลเบิร์ต มารร์ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มไม่นาน และเมื่อสงครามเริ่มขึ้น อัลเบิร์ตต้องเข้าร่วมสงคราม และเขาได้นำเจ้าแจ็คกี้ไปด้วย ซึ่งแจ็คกี้ไม่ได้ไปทำหน้าที่ให้ความสนุกสนานในกองทัพเท่านั้น แต่มันยังร่วมออกไปรบในสงครามอีกด้วย อย่างเช่นการเตือนเมื่อเห็นศัตรูใกล้เข้ามา สุดท้ายหลังจบสงคราม แจ็คกี้ได้รับเหรียญกล้าหาญ และเกษียณไปอยู่กับอัลเบิร์ตจนกระทั่งปี 1921

23. แผนการลอบปลงประชนม์อาร์คดุยค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ใช้มือสังหารทั้งหมด 6 คน โดยก่อนหน้าการสิ้นพระชนม์ มือสังหารชุดแรกได้ปาระเบิดเข้าใส่รถพระที่นั่งแต่เกิดความผิดพลาดไปโดนประชาชนผู้มาเฝ้ารับเสด็จแทนพระองค์จึงรอดไปได้ แต่เมื่อพระองค์จะเสด็จไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิด ขบวนพระที่นั่งดันเลี้ยวไปทางที่มีมือสังหารอีกคนหนึ่งรออยู่ จึงโดนสังหารโดยอาวุธปืนสำเร็จ และเหจุกดารณ์นี้ได้กลายเป็นชนวนแห่งสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นเอง

24. สงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่ในช่วงรัชกาลที่ 6 ของสยาม และสยามเลือกข้างสัมพันธมิตร โดยส่งทหารเข้าร่วม 1,233 นาย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 19 นาย และสยามได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ชนะสงคราม

25. พลเรือนเชื้อชาติเยอรมันในสหรัฐอเมริกา ได้รับผลกระทบแบบสุดๆ เกิดการแบ่งแยกและตรวจสอบอย่างหนัก แม้จะเป็นลูกครึ่ง เยอรมัน – อเมริกัน ก็ตาม ถึงขนาดมีการพยายามยกเลิกคำศัพท์ต่างๆ ที่มีชื่อเรียกอิงมาจากเยอรมัน เช่น ให้เรียก Hamburger ว่า Liberty Sanwich แทน หรือเปลี่ยนชื่อสนุขพันธุ์อัลเซเชี่ยน แทนเยอรมันแชปเพิร์ด

26. สงครามคร้งนี้กินเวลา 4 ปี 2 เดือน 2 สัปดาห์ และถือกันว่าเวลาสิ้นสุดของสงครามนี้ คือ วันที่ 11 เดือน 11 ในเวลา 11.11 น.

27. มีการใช้สัตว์สงครามมากมายหลายชนิด จนคุณคิดไม่ถึง เช่น กองทัพอังกฤษนกนางนวล มีม้ามากมายเข้าร่วมาสงคราม ประมาณกันว่า มีม้าเสียชีวิตจากสงครามนี้กว่า 8 ล้านตัว และม้าที่รอดจากสงครามส่วนมากถูกนำส่งไปโรงฆ่าสัตว์เพราะคนเชื่อว่ามันไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ สุนัขเป็นสัตว์สงครามหลักที่ใช้เพื่อสงครามจากแนวหลังไปถึงแนวหน้า

28. เยอรมันเสียค่าปฏิกรรมสงครามไปกว่า 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นค่าเงินปัจจุบัน (2020) ประมาณ 840,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเยอรมันต้องใช้วิธีผ่อนจ่ายโดยงวดสุดท้ายสิ้นสุดที่วันที่ 4 ตุลาคม 2010

29. ทหารที่มีอายุน้อยที่สุดที่มีการบันทึกไว้ในสงครามครั้งนี้ คือ ทหารชาวเซอร์เบีย อายุ 8 ขวบ ชื่อ Momčilo Gavrić รับหน้าที่ทางทหารคือผู้เฝ้ายาม และได้เคยจุดชนวนปืนใหญ่ 1 ครั้ง แทนการแก้แค้นที่เขาต้องกำพร้าจากฝีมือกองทหารออสเตรีย – ฮังการี

Momčilo Gavrić - สงครามโลกครั้งที่ 1
Momčilo Gavrić

Categories
นานาสาระ

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แหล่งมรดกโลก

วันนี้ Centrovirtual คุณไปรู้จักกับปูชณียสถานสำคัญของไทย
หลักฐานชิ้นสำคัญอาณาจักรในแผ่นดินสยาม
“อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย”

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ภาพจากสถานที่บางส่วนของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานกรุงสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18–19 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยปัจจุบัน (เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนจรดวิถีถ่อง)
ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ อุทยานแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากรด้วยความช่วยเหลือจากยูเนสโก มีผู้เยี่ยมชมหลายแสนคนต่อปี ซึ่งสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานเที่ยวชมได้
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการประกาศคุ้มครองครั้งแรกตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาใน พ.ศ. 2519 โครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยภายใต้ชื่อว่า “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร”

อุทยานแห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณสถานมากมาย

โบราณสถานในอุทยานฯ

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีโบราณสถานต่างๆ มากมาย มีทั้งในเขตในบริเวณกำแพงเมือง และนอกเขตกำแพงเมือง ซึ่งหากมาในครั้งเดียวอาจจะไม่สามารถเที่ยวชมเก็บได้ครบอย่างละเอียดหมดทุกที่ ซึ่งมีสถานที่สำคัญที่ควรไปเยี่ยมชม ดังนี้.-
1. พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
2. วัดมหาธาตุ
3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
4. วัดตระพังเงิน
5. วัดศรีสวาย
6. วัดตระพังทอง
7. วัดสระศรี
8. วัดชนะสงคราม
9. วัดตระกวน
10. ศาลตาผาแดง
11. วัดพระพายหลวง
12. เตาทุเรียงสุโขทัย
13. วัดสังฆวาส
14. วัดศรีชุม
15. วัดช้างล้อม
16. วัดตระพังทองหลาง
17. วัดเจดีย์สูง
18. วัดก้อนแลง
19. วัดต้นจันทร์
20. วัดเชตุพน
21. วัดเจดีย์สี่ห้อง
22. วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม
23. วัดวิหารทอง
24. วัดอโสการาม
25. วัดมุมลังกา
26. วัดตะพานหิน
27. วัดอรัญญิก
28. วัดช้างรอบ
29. วัดเจดีย์งาม
30. วัดถ้ำหีบ
31. วัดมังกร
32. วัดพระยืน
33. วัดป่ามะม่วง
34. วัดตึก
35. สรีดภงค์หรือทำนบพระร่วง

เมืองสุโขทัยเคยเป็นราชธานีของไทยมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการปกครอง ศาสนา และเศรษฐกิจ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ มีสถานที่สำคัญที่เป็นพระราชวัง ศาสนสถาน โบราณสถาน โดยมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบอยู่ในรูปสี่เหลี่ยม มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 ตารางกิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัด และมีโบราณสถานสำคัญที่มีจำนวนมากกว่า 30 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ต่อมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากรด้วยความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลก ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัย ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของไทย ที่ได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศโดยกรมศิลปากร โดยในแต่ละปีมีจะผู้เข้าเยี่ยมชมหลายแสนคน ซึ่งสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานเที่ยวชมได้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

คำแนะนำในการเยี่ยมชม

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเพียง 10 บาท และ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 40 บาทเท่านั้น หรือสามารถซื้อตั๋วรวมได้ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 150 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมอุทยานฯ ต่างๆ ในจังหวัดสุโขทัยได้ภายในระยะเวลา 30 วัน
สำหรับการเที่ยมชมอุทยานฯ จะใช้สองเท้า หรือ สองล้อก็ได้เช่นกัน โดยที่อุทยานฯ มีจักรยานให้เช่าเพื่อปั่นเที่ยวชมในโบราณสถานต่างๆ ในเขตอุทยานฯ แต่สำหรับใครที่อยากจะค่อยๆ เดินเที่ยวชมความงาม ถ่ายรูป ดื่มด่ำอดีตอันรุ่งเรืองของโบราณสถาน วัด เจดีย์ต่างๆ การเดินเที่ยวชมก็สะดวกสบาย เพราะบรรยากาศอันร่มรื่น สะอาดตาในอุทยานฯ

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเวลา 18.00 น.)

หมายเหตุ : ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00-21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะและต้องการวิทยากรนำชม ติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย โทร. 0 5569 7310

Categories
นานาสาระ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชิ้นสำคัญของโลก

วันนี้เรามาพูดถึง “หลักฐานทางประวัติศาสตร์” ชิ้นสำคัญของโลก
มีอะไรกันบ้าง มาดูกันเลยครับ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - ม้วนหนังสือทะเลตาย
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชิ้นที่โด่งดัง
ในภาพคือส่วนหนึ่งของม้วนหนังสือทะเลตาย

1.ม้วนหนังสือทะเลตาย – Dead Sea Scrolls

ม้วนหนังสือทะเลตาย หรือ เดดซีสครอลล์ เป็นม้วนจารึกโบราณกว่า 900 ม้วน ที่สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นเมื่อราว 400 ปี ก่อนคริสตกาล โดยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1947 ที่ถ้ำคุมรานของอิสราเอลใกล้กับทะเลตายหรือเดดซี ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความลึกมากที่สุดในโลก
ยังไม่ทราบชัดว่าใครคือผู้เขียนและรวบรวมม้วนหนังสือทะเลตายเอาไว้ในถ้ำดังกล่าว แต่นักวิชาการบางส่วนคาดว่าม้วนหนังสือนี้เขียนขึ้นโดยคณะนักบวช “เอสซีน” (Essenes) ซึ่งเป็นคณะนักบวชโบราณในศาสนายูดาห์กลุ่มหนึ่งที่ชอบปลีกวิเวกอยู่โดดเดี่ยว และได้หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลากว่า 2,000 ปีมาแล้ว
ข้อความส่วนใหญ่ในม้วนหนังสือทะเลตายเป็นเรื่องราวทางศาสนา และนักโบราณคดีส่วนใหญ่ถือว่าม้วนหนังสือทะเลตายคือคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - สถานที่ค้นพบม้วนหนังสือทะเลตาย
สถานที่ค้นพบม้วนหนังสือทะเลตายโดยบังเอิญ

หลังจากปะติดปะต่อชิ้นส่วนของม้วนหนังสือที่ชำรุดเสียหาย โดยบางชิ้นมีขนาดเล็กเพียง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น นักโบราณคดีได้พบคำอธิบายประกอบท้ายเรื่องที่เขียนโดยผู้เขียนในยุคหลังเพื่อแก้ไขคำผิดในต้นฉบับ ซึ่งโชคดีที่คำอธิบายประกอบนี้บรรจุรหัสสำหรับไขความหมายของข้อความในม้วนหนังสือต้นฉบับเอาไว้ด้วย ทำให้สามารถอ่านข้อความที่เป็นปริศนามานานได้ในที่สุด
ข้อความที่นักโบราณคดีอิสราเอลอ่านได้ในครั้งนี้ ระบุถึงการเฉลิมฉลองในช่วงเปลี่ยนแปลงฤดูกาลของคณะนักบวชเอสซีนซึ่งใช้ปฏิทินแบบพิเศษที่ปีหนึ่งมี 364 วัน โดยมีทั้งเทศกาลฉลองข้าวสาลีใหม่ เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมันใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเทศกาลชาวูต (Shavuot) ของชาวยิวในปัจจุบัน
ข้อความในม้วนหนังสือยังเรียกชื่อเทศกาลย่างเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ซึ่งมีขึ้น 4 ครั้งในแต่ละปีว่า “เทกูฟาห์” (Tekufah) ซึ่งตรงกับคำในภาษาฮีบรูทุกวันนี้ที่แปลว่า “ช่วงเวลา”

2..มหาพีระมิดแห่งอียิปต์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - มหาพีระมิด
มหาพีระมิด หลักฐานบ่งบอกถึงความรุ่งเรื่องของประเทศอียิปต์
และที่มายังคงเป็นปริศนาให้ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ

อารยธรรมในยุคโบราณหลายแห่งในโลกมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิด โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ พีระมิดในอียิปต์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของฟาโรห์ โดยพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดคือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ และเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของพีระมิดคือหินทราย ซึ่งหินทรายดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ต้องใช้แรงงานคนนับแสนในการสร้างพีระมิดแต่ละองค์ โดยใช้เวลาในการสร้างไม่ต่ำกว่า 10 ปี
นอกจากนี้ยังมีพีระมิดของชาวนูเบียซึ่งขนาดเล็กกว่าและอยู่ทางใต้ของอียิปต์ และชาวเมโสโปเตเมียมีพีระมิดในรูปแบบของตนเองที่เรียกว่า ซิกกุรัต
ในยุคปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิดเช่นกัน เช่น พีระมิดกระจกที่อยู่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปารีส

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ – Louvre museum
สถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่ใช้พีระมิดเป็นต้นแบบ

มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่าตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ ประกอบไปด้วยพีระมิดใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน ( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพของฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาแบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลงไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิมโฮเทปผู้เป็นสถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุพระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อนกันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือ Step pyramid
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่มต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุงไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าวัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึงทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็นมาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพในมาสตาบาเช่นเดิม ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลายพีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอันหนึ่งที่ทรงสร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52ºกับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2ºไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้งหรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้างพีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจนถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนานนามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจากหินreddish sandstone จะมองเห็นเป็น สีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้

ภาพมหาพีระมิดแห่งกีซา จากอีกมุมหนึ่ง

แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิดแห่งเมือง กิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้านนอกฉาบผิวเรียบสร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คูฟู(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึงห้องโถงกลางสำหรับเก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็กน้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มีระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิดของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเรที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุตมีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่าสฟิงซ์ (Sphinx) หลายคนเชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟาโรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของสฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลายจากผู้รุกราน

3.โคลอสเซียม

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ - โคลอสเซียม
โคลอสเซียม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันในอดีต

สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลมซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรม ประเทศอิตาลี แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญในการออกแบบสนามกีฬามาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกปัจจุบันโดยมากจะยึดตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้ เป็นเพียงมีแต่การต่อสู้และการแข่งขันที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม

ภายในโคลอสเซียม – สนามชีวิตของทาส หอเกียรติยศของผู้กล้า

ใต้อัฒจรรย์โคลอสเซียม (Colosseum) และใต้ดินโคลอสเซียม (Colosseum) มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆ หนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน แท้จริงจึงเปรียบได้ว่าเป็นสุสานของเหล่าทาศในอดีต