Categories
ประวัติศาสตร์

ค้นพบวัคซีน บริษัท Pfizer

ค้นพบวัคซีน

วันนี้ Centrovirtual จะพาท่านไปรู้จักับบริษัทยายักษ์ใหญ่
ที่กำลังมีประเด็นกันในประเทศ
ค้นพบวัคซีน บริษัท Pfizer เขาทำอะไรมาบ้าง ถึงยืนหยัดในธุรกิจยา

มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย เป็นองค์กรการกุศลที่ดำเนินงานอย่างอิสระ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยความเชื่อในการเป็นผู้ให้และมอบความช่วยเหลือให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเติมเต็มความหวัง ความฝันให้เป็นความจริงและมีชีวิตที่ดีขึ้น

นอกเหนือจากสุขภาพที่ดีแล้ว เราทุกคนต้องการมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วย มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย จึงมุ่งมั่นทุ่มเทที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ขาดแคลนและด้อยโอกาสในสังคม ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการมอบโอกาสในการพัฒนาชีวิตและชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ให้ดีขึ้นใน 3 ด้าน คือ ส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต

มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย บริหารงานโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ นักบริหาร และผู้เสียสละทำงานเพื่อสังคม ภายใต้การนำของ ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา นอกจากนี้เราได้ร่วมมือกับบุคลากรและองค์กรที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ เช่น โรงพยาบาล มูลนิธิ สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เราตระหนักว่าเราไม่สามารถช่วยเหลือใครหรือชุมชนใดไปได้ตลอด ดังนั้นในการพัฒนาชีวิตและชุมชน เราจึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพ ให้ผู้รับได้เปลี่ยนมาเป็นผู้ให้แก่สังคม และส่งต่อวัฒนธรรมการให้ในสังคมไทยต่อไป

เราภูมิใจที่ได้มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เปลี่ยนจากผู้ด้อยโอกาสมาเป็นผู้ได้โอกาส ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนหรือจะคงอยู่ตลอดไป

ค้นพบวัคซีน บริษัท Pfizer

เราพลิกโฉมโลกนี้ได้อย่างไร

ไฟเซอร์พลิกโฉมโลกใบนี้ด้วยการเลือกเป็นผู้นำทางด้านการทำวิจัยและนวัตกรรมทางด้านเวชภัณฑ์และวัคซีนที่ช่วยยืดอายุและรักษาชีวิตมนุษย์ ผลงานและคุณประโยชน์ของเวชภัณฑ์ที่ช่วยพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ของเราทุกคนซึ่งไฟเซอร์ได้คิดค้นขึ้นนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ จวบจนถึงปัจจุบันและต่อไปถึงในอนาคต เป้าหมายของเรายังคงเหมือนเดิม นั่นก็คือ ความมุ่งมั่นเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของประชาชนทุกคน

ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าภูมิใจของเราที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของประชาชนทุกคนพอจะสังเขปได้ดังต่อไปนี้

พ.ศ. 2425
ไฟเซอร์ได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษได้สำเร็จที่ไร่วัคซีนแห่งแลนคาสเตอร์

พ.ศ. 2449
ไฟเซอร์ได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเดินลมหายใจส่วนบน

พ.ศ. 2485
หลังจากที่นักวิจัยชาวอังกฤษ มร. อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่งได้ค้นพบยาปฏิชีวนะเพนิสซิลิน ในปีพ.ศ. 2471 กลุ่มของนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากอ๊อกซ์ฟอร์ด นำโดยมร. ฮาเวิร์ด ฟลอรี่ย์, มร. เอิร์นส์ บอริส เชน และมร. นอร์มอน ฮีทลี่ย์ ได้ค้นพบวิธีผลิตยาปฏิชีวนะในปริมาณมาก มร. ฟลอรี่ย์ มร. เชน และมร. เฟลมมิ่งได้รับรางวัล โนเบลร่วมกันใน สาขาวิชาแพทย์ศาสตร์ในปีพ.ศ. 2488 ซึ่งการค้นพบดังกล่าวได้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ของโลกเลยทีเดียว

และในปีพ.ศ. 2485 ไฟเซอร์ได้เริ่มทำการผลิตยาฆ่าเชื้อ “เพนิสซิลิน” นี้ในปริมาณมาก ซึ่งยาดังกล่าวมีคุณสมบัติฆ่าเชื่อแบคทีเรีย ลดการติดเชื้อ และช่วยชีวิตผู้คนมากมาย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยาเพนิสซิลินนี้ ซึ่งช่วยลดอัตราการตายและการตัดอวัยวะที่ติดเชื้อจากบาดแผลของทหารพันธมิตร

พ.ศ. 2491
ไฟเซอร์ได้คิดค้นวัคซีนรวมขึ้น ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคคอตีบ โรคบาดทะยักและโรคไอกรนในเด็กได้

พ.ศ. 2501
ไฟเซอร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอเป็นอย่างมาก โดยได้เริ่มผลิตวัคซีนดังกล่าวที่ถูกคิดค้นโดย ดร. โจนาส ซอล์คในปริมาณมาก จากนั้นไม่นาน ดร. อัลเบิร์ต ซาลบิน ซึ่งเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนจากไฟเซอร์ได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอตัวใหม่ได้สำเร็จ โดยให้ชื่อว่า “ซาบิน โอรัล วัคซินชนิดที่ 1” เด็ก ๆ ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำตาลก้อนที่เคลือบด้วยวัคซีนนี้ดีกว่าการฉีดยาเป็นไหน ๆ

พ.ศ. 2511
ไฟเซอร์เป็นบริษัทผลิตยาบริษัทแรกในโลกที่สามารถผลิตเข็มปลอดเชื้อหัว 2 แฉก ที่ปฏิวัติวิธีการให้วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ซึ่งหมดไปในที่สุด

พ.ศ. 2519
ไฟเซอร์ได้วางจำหน่ายยาที่ใช้บำบัดโรคความดันโลหิตสูง

พ.ศ. 2527
ไฟเซอร์ได้วางจำหน่ายยารักษาโรคเบาหวาน

พ.ศ. 2529
ไฟเซอร์ได้วางจำหน่ายยาฆ่าเชื้อแบบฉีด

ไฟเซอร์เป็นบริษัทแรกที่ออกใบอนุญาตวัคซีนที่ป้องกันโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนซา ชนิด บี

พ.ศ. 2534
ไฟเซอร์เป็นบริษัทแรกที่ออกใบอนุญาตวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ โรคบาดทะยักและโรคไอกรน ในประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2543
ไฟเซอร์เป็นบริษัทแรกที่ออกใบอนุญาตวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอดคัสที่ใช้ในทารกและเด็ก

พ.ศ. 2546
ไฟเซอร์วางจำหน่ายยาที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาโรคไมเกรนโดยเฉพาะ

พ.ศ. 2548
ไฟเซอร์ได้รับเหรียญเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติคุณระดับสูงที่สุดในสาขาการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นผลมาจากการผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอดดัส ของไฟเซอร์นั่นเอง

พ.ศ. 2553
ไฟเซอร์ได้เป็นบริษัทแรกที่ออกใบอนุญาตวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอดคัสที่ใช้ในทารกและเด็ก

พ.ศ. 2554
ไฟเซอร์เป็นบริษัทแรกที่ออกใบอนุญาตวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอดคัส ที่ใช้ในผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ไฟเซอร์ได้รับรางวัล พรีซ์ กาเลียน ในการเป็น “ตัวแทนจำหน่ายเวชภัณฑ์ที่ดีที่สุด” ในปี 2554 สำหรับวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอดคัส

ในปีเดียวกันนี้เอง ไฟเซอร์ได้วางจำหน่ายตัวยารักษาโรคมะเร็งปอดซึ่งถือเป็นตัวยาที่มีคุณสมบัติยับยั้ง ALK ชั้นเยี่ยม

การวิจัยและพัฒนา

กว่า 160 ปี บริษัทไฟเซอร์ได้อุทิศตนให้กับการทำงานวิจัยและการพัฒนาเพื่อคิดค้นยารักษาโรคและวัคซีนที่ช่วยยืดอายุและช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้

ความมุ่งมั่นของไฟเซอร์ในการทำงานวิจัยและพัฒนาที่มีมานานกว่า 100 ปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมบริษัทของเรา แต่กระนั้นเราก็ยังตระหนักในความจริงที่ว่า การทำวิจัยและพัฒนานี้ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายแต่อย่างใด การทำวิจัยต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถ ตลอดจนความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรม สิ่งที่ท้าทายสำหรับเราคือการสร้างทางออกให้กับผู้ป่วยในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกของเรา ให้ได้รับยารักษาคุณภาพดีและวัคซีนป้องกันโรคอย่างถ้วนหน้า ซึ่งทางออกดังกล่าวจะต้องสร้างมูลค่าทั้งทางการค้าและทางสังคมให้กับบริษัทของเรา ตลอดจนเป็นทางออกที่ยั่งยืน และสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว

การคิดค้นตัวยาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนและมีระดับความเสี่ยงสูง มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อคิดค้นตัวยารักษาโรคใหม่ ๆ นั้นสูงถึงประมาณ 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (หรือประมาณ 2,006,000 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับมูลค่ารวมในประเทศอื่น ๆ จากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ จนถึงระดับโรงพยาบาลและร้านขายยาทั่วไป การคิดค้นยารักษาโรคใหม่ ๆ ตัวหนึ่งจะใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 12-15 ปี และงบประมาณถึง 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 44,200 ล้านบาท)

ในปีพ.ศ. 2555, ไฟเซอร์ได้ทุ่มเงิน 7.87 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 267,580 ล้านบาท) ในการทำวิจัยและพัฒนา ในปีพ.ศ. 2554 ไฟเซอร์ได้ใช้เงินกว่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 306,000 ล้านบาท) บาทในการทำวิจัยโดยไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าเราจะสามารถคิดค้นยารักษาโรคตัวใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้เมื่อไร สำหรับในอุตสาหกรรมนี้ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่าบริษัทที่การทำวิจัยและพัฒนาเพื่อคิดค้นยารักษาโรคใหม่ ๆ นั้นมักจะประสบความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ ดังที่เห็นได้ชัดในปีพ.ศ. 2549 ที่บริษัทไฟเซอร์ได้เลิกล้มการพัฒนายารักษาโรคหัวใจที่มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จ แต่กลับล้มเหลวในการทดลองขั้นสุดท้าย หลังจากที่ไฟเซอร์ได้ลงทุนในงานวิจัยชิ้นนี้ไปกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 34,000 ล้านบาท)

ศูนย์วิจัยและพัฒนาของไฟเซอร์เป็นศูนย์รวมของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทางด้านเวชศาสตร์และเวชภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันไฟเซอร์มีศูนย์วิจัยและพัฒนา
ในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ได้แก่

  1. ลา โจลลา ซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย
  2. ริแนท์ ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย
  3. ที่รัฐคอนเน็คติกัน
  4. เคมบรืดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ท
  5. เซอร์ ที่เมือง แอนโดเว่อ รัฐแมสซาชูเซ็ท
  6. เซ็นท์ หลุยส์ รัฐมิซูริ
  7. เพริล ริเว่อร์ ในมหานครนิวยอร์ค
  8. แซนวิช ในสหราชอาณาจักร
  9. เคมบริจ ในสหราชอาณาจักร

ขอขอบคุณบทความสาระดีๆ โดย sagaming66

Categories
ประวัติศาสตร์

วัคซีน ชีววัตถุกับกลไกชักนำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

วัคซีน

วัคซีน ชีววัตถุกับกลไกชักนำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
วัคซีนคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกัน

วัคซีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปยังการนำทางไปยังการค้นหาเด็กกำลังรับวัคซีนโปลิโอชนิดหยอด

วัคซีน (อังกฤษ: vaccine) เป็นชีววัตถุที่เตรียมขึ้นจากเชื้อจุลินทรีย์หรือส่วนของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งจะมีกลไกชักนำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ๆ กล่าวคือมีฤทธิ์ชักนำการสร้างภูมิคุ้มกันอันจำเพาะกับโรค วัคซีนโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนประกอบของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค (แอนติเจน) ซึ่งถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง, ตาย หรือการใช้ส่วนที่เป็นพิษที่อ่อนฤทธิ์ลง (toxoid) โดยวัคซีนจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและสามารถจดจำได้ว่าเป็นสารก่อโรคซึ่งจะมีกลไกการทำลายต่อไป คุณสมบัติการจดจำแอนติเจนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ร่างกายสามารถกำจัดแอนติเจนหากเมื่อได้รับอีกในภายหลังได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

วัคซีนเริ่มมีการพัฒนาในราวคริสต์ทศวรรษ 1770 โดยเอดเวิร์ด เจนเนอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ประสบความสำเร็จในการสกัดเชื้อ cowpox เพื่อป้องกันโรคฝีดาษ (small pox) ในมนุษย์ได้ กิน

วัคซีนในระยะเริ่มแรกเป็นการนำเชื้อมาทำให้ตายหรือการใช้เชื้อที่อ่อนฤทธิ์เท่านั้น จนกระทั่งปัจจุบันมีการพัฒนาโดยนำเทคโนโลยีรีคอมบีแนนต์มาช่วยในการพัฒนาโดยอาศัยความรู้ทางชีววิทยาระดับโมเลกุล และมีความพยายามพัฒนาวัคซีนโดยการสังเคราะห์แอนติเจนในการผลิตซับยูนิตวัคซีน (subunit vaccine) อีกด้วย

คำว่า “วัคซีน” (vaccine) ได้มาจากครั้งที่เอ็ดวาร์ดให้เชื้อ cowpox แก่มนุษย์ โดยคำว่า variolæ vaccinæ มาจากคำว่า vaccīn-us หรือ vacca ซึ่งแปลว่า cow หรือวัวซึ่งมีความสัมพันธ์กับเชื้อ cowpox

วัคซีนโควิด-19

วัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นวัคซีนที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโคโรนาที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 โดยก่อนที่จะเกิดการระบาดทั่วของโควิด-19 ได้มีความพยายามในการพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคไวรัสโคโรนาชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคอื่น ๆ เช่น กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส หรือ SARS) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส หรือ MERS) มาอย่างต่อเนื่อง ความพยายามเหล่านี้ได้สะสมความรู้พอสมควรเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของไวรัสโคโรนา ซึ่งได้ช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยีวัคซีนโควิดต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นปี 2020 ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2020 ซึ่งมีการเผยแพร่ลำดับยีนผ่านจีเซด (GISAID) และ ณ วันที่ 19 มีนาคม อุตสาหกรรมยาทั่วโลกก็ได้ประกาศคำมั่นสัญญาที่จะทำการเพื่อจัดการโรค วัคซีนโควิด-19 ได้เครดิตโดยทั่วไปว่าช่วยลดการติดต่อ ความรุนแรง และอัตราการตายเนื่องกับโรค

ในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 วัคซีนหลายชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการโดยมีประสิทธิศักย์สูงถึงร้อยละ 95 ณ เดือนกรกฎาคม 2021 มีวัคซีน 20 ชนิดที่ได้ขึ้นทะเบียนให้ใช้ในประเทศอย่างน้อย 1 ประเทศรวมทั้งวัคซีนอาร์เอ็นเอ 2 ชนิด (ไฟเซอร์และโมเดอร์นา), วัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย 9 ชนิด (BBIBP-CorV ของซิโนฟาร์ม, วัคซีนของ Chinese Academy of Medical Sciences, ซิโนแว็กโคแว็กซินของภารตะไบโอเทค, CoviVac ของ Chumakov Centre, COVIran Barakat ของ Shifa Pharmed Industrial Group, Minhai-Kangtai (KCONVAC), QazVac ของ Research Institute for Biological Safety Problems และ WIBP-CorV ของซิโนฟาร์ม) วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นเวกเตอร์ 5 ชนิด (สปุตนิกไลท์และสปุตนิกวีของสถาบันวิจัยกามาเลีย, แอสตราเซเนกาAd5-nCoV ของแคนซิโนไบโอลอจิกส์ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) และวัคซีนหน่วยย่อยโปรตีนของไวรัสโควิด-19 จำนวน 4 ชนิด (Abdala ของ Center for Genetic Engineering and Biotechnology, EpiVacCorona ของสถาบันเวกตอร์, Soberana 02 ของ Finlay Institute และ ZF2001 ของ Anhui Zhifei Longcom) มีวัคซีนแคนดิเดตซึ่งได้เข้าสู่การวิจัยเพื่อใช้รักษาแล้ว 330 ชนิด ในจำนวนนี้ 30 ชนิดกำลังทดลองในระยะที่ 1, 30 ชนิดในระยะที่ 1-2, 25 ชนิดในระยะที่ 3 และ 8 ชนิดในระยะที่ 4

ประเทศต่าง ๆ มีแผนแจกจำหน่ายวัคซีนโดยจัดลำดับการให้ตามกลุ่มที่เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่เสี่ยงติดแล้วแพร่โรค เช่น บุคลากรทางแพทย์ มีประเทศที่กำลังพิจารณาฉีดวัคซีนเพียงโดสเดียวในเบื้องต้นเพื่อขยายฉีดวัคซีนแก่ประชาชนให้มากที่สุดจนกว่าจะมีวัคซีนพอ

จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2021 องค์กรสาธารณสุขรวม ๆ กันทั่วโลกรายงานว่า ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ถึง 3,420 ล้านโดสแล้วผู้ผลิตวัคซีนได้ระบุจำนวนโดสวัคซีนที่จะสามารถผลิตในปี 2021 ไว้ดังนี้ แอสตราเซเนกา-ออกซฟอร์ด 3,000 ล้านโดส, ไฟเซอร์-ไบออนเทค 1,300 ล้านโดส, ผู้ผลิตสปุตนิกวี ซิโนฟาร์ม ซิโนแว็ก และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันรายละ 1,000 ล้านโดส โมเดอร์นาตั้งเป้าผลิต 600 ล้านโดส และแคนซิโนไบโอลอจิกส์ 500 ล้านโดส แต่จนถึงเดือนธันวาคม 2020 ประเทศต่าง ๆ ก็ได้สั่งวัคซีนล่วงหน้าเกิน 10,000 ล้านโดสแล้ว โดยครึ่งหนึ่งเป็นประเทศรายได้สูงแม้จะมีประชากรเพียงร้อยละ 14 ของโลก เพราะความต้องการวัคซีนสูงเยี่ยงนี้ในช่วงปี 2020–21 ประชาชนของประเทศกำลังพัฒนาที่จัดว่ามีรายได้น้อยอาจไม่ได้รับวัคซีนจากผู้ผลิตเหล่านี้จนถึงปี 2023 หรือ 2024 จึงทำให้โปรแกรมโคแว็กซ์จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ส่งวัคซีนได้ทั่วถึงกันทั่วโลก

ขอขอบคุณบทความความรู้ดีๆ โดย ufa168

Categories
ประวัติศาสตร์

พิธีละหมาด พิธีแสดงความความภักดีต่ออัลลอฮ์

พิธีละหมาด

พิธีละหมาด พิธีแสดงความความภักดีต่ออัลลอฮ์
หลายคนอาจเคยเห็นการประกอบพิธีนี้
แต่อาจจะไม่เคยทราบความหมายที่แท้จริง
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักที่มาที่ไปของพิธีละหมาดกัน

พิธีละหมาด

ละหมาด หรือ นมาซ หรือเรียกกันในภาษามลายูปัตตานีว่า มาแย คือการนมัสการพระเจ้า อันเป็นศาสนกิจอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม เพื่อแสดงถึงความเคารพสักการะ ความขอบคุณ และความภักดีต่ออัลลอฮ์ โดยทั่วไปการละหมาดคือการขอพร ส่วนทางศาสนาหมายถึงการกล่าวและการกระทำ การละหมาดจะกระทำ 5 เวลา ได้แก่ ยามรุ่งอรุณ (ซุบฮี), ยามบ่ายช่วงตะวันคล้อย (ดุฮรี), ยามเย็น (อัศรี), ยามอาทิตย์ตกดิน (มัฆริบ) และยามค่ำคืน (อิชาอ์) ซึ่งการละหมาดทุกครั้งจะต้องหันหน้าไปทางทิศกิบลัตในเมืองมักกะฮ์

คำว่า “ละหมาด” หรือ “นมาซ” เป็นคำยืมมาจากภาษาเปอร์เซียมาจากคำว่า “นมาซ” (เปอร์เซีย: نَماز‎ namāz)

ภาษาอาหรับเรียกว่า “ศอลาต” (อาหรับ: صلاة‎ ṣalāh หรือ genṣalāt; พหูพจน์ صلوات ṣalawāt) มาจากรากศัพท์ที่ประกอบด้วย ศอด (ص) , ลาม (ل) , และวาว (و) ความหมายของรากศัพท์นี้ในภาษาอาหรับคลาสสิกคือ สวดมนต์ อ้อนวอน บูชา ร้องทุกข์ กล่าวสุนทรพจน์ ขอพร ตามไปอย่างใกล้ชิด หรือ ติดต่อ ความหมายที่เป็นรากฐานของคำนี้เกี่ยวข้องกับความหมายที่ใช้ในอัลกุรอานทั้งหมด

ส่วนภาษามลายูว่า “เซิมบะห์ยัง” (มลายู: Sembahyang) ที่เป็นคำที่ประกอบจากคำว่า ‘เซิมบะห์’ (sembah บูชา) และ ‘ฮยัง’ (hyang พระเจ้า) ซึ่งเพี้ยนเป็นภาษามลายูปัตตานีว่า “ซือมาแย” หรือ “สมาแย” และสำเนียงสงขลาว่า “มาหยัง”

เงื่อนไขของการละหมาด

  • ต้องเป็นมุสลิม
  • มีเจตนาแน่วแน่ (นียะหฺ)
  • หันหน้าไปทางทิศกิบลัต (ทิศตะวันตกของประเทศไทย) คือที่ตั้งของเมกกะ
  • การประกาศบอกเวลาละหมาด (อะซาน)
  • การประกาศให้ยืนขึ้นเพื่อละหมาด (อิกอมะหฺ)
  • ความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า สถานที่

ชนิดของการละหมาด

การละหมาดที่ไคโร, Jean-Léon Gérôme

  • ละหมาดภาคบังคับ (ฟัรฎ) วันละ 5 เวลา (การละเว้นละหมาดชนิดนี้เป็นบาป) ประกอบด้วย
    • ย่ำรุ่ง (ศุบฮิ) ประมาณ ตี 5 – 6 โมงเช้า
    • บ่าย (ซุหฺริ) ประมาณ เที่ยงครึ่ง – บ่ายโมงกว่าๆ
    • เย็น (อัศริ) ประมาณ บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น
    • พลบค่ำ (มัฆริบ) ประมาณ 6 โมงครึ่ง ถึง ทุ่มกว่า ๆ
    • กลางคืน (อิชาอ์) ก่อนนอน ประมาณ 1 ทุ่มเป็นต้นไป
  • ละหมาดวันศุกร์ (ญุมุอะหฺ) เป็นการละหมาดร่วมกันในเวลาบ่าย ก่อนละหมาดจะมีเทศนา (คุฏบะหฺ) เป็นข้อบังคับเฉพาะผู้ชาย
  • ละหมาดอื่น ๆ ได้แก่ละหมาดในวันอิดุลฟิฏริ และวันอีดุลอัฏฮา ละหมาดในเดือนรอมะฎอน (ในนิกายซุนนีเรียกว่า ตะรอวีฮฺ) ละหมาดเมื่อเกิดสุริยคราส (กุซูฟ) และจันทรคราส (คูซูฟ) ละหมาดขอฝน (อิสติสกออ์) ละหมาดให้ผู้ตาย (ญะนาซะหฺ) และละหมาดขอพรในกรณีต่าง ๆ

ลัทธิกุรอานิยมหรือกุรอานียูน

รอานียูน (Quraniyoon) หรือ (Quranists) ตามชื่อกลุ่มเหมือนจะดำรงไว้ซึ่งหลักศาสนาแต่หารู้ไม่พวกเขาคือกลุ่มที่ นิยมอัลกุรอานเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธอัลหะดีษที่มีน้ำหนักและสายรายงานถูกต้อง ปฏิเสธความเห็นของบรรดาสลัฟ(สาวกในยุคของท่านนบีมุฮัมมัด) ซึ่งนบีให้การรับรองด้วยตัวของท่านนบีเองว่า สาวกเหล่านี้เป็นกลุ่มคนในยุคที่ประเสริฐที่สุด เข้าใจศาสนาที่สุด แต่เขาเอาปัญญาตัวเองเป็นที่ตั้ง เข้าใจอัลกุรอานโดยปราศจากความเห็นของปราชญ์  บรรดาแนวคิดของอิสลามทั้งหมดที่แต่ละกลุ่มยึดถือไม่มีกลุ่มไหนเลย ปฏิเสธอัลหะดีษที่ซอฮีหฺ แต่แนวคิดกลุ่มนี้ปฏิเสธหมด หะดีษไหนไม่กินกับปัญญาของเขา เขาก็ปฏิเสธเพราะยึดถือว่าปัญญาของเขาคือที่สิ้นสุด ซึ่งโดยธรรมชาติทุกคนรู้ดีว่าคนเรามีความฉลาดไม่เท่ากัน มีความถนัดไม่เท่ากัน อัลกุรอานไม่สามารถตีความด้วยปัญญาของชาวบ้านทั่วไป มุสลิมคือผู้ที่ถือตามแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัดและบรรดาสาวก หากใช้ปัญญาแล้วไซร้จะพบความผิดพลาดอันมากมาย เช่น อัลกุรอาน อยู่ในมือคนเขลา(ISIS) ที่ตีความอัลกุรอานจนเกิดความรุนแรง มันคือผลพวงมาจากการใช้ปัญญาของคน หากเขาเหล่านั้นเชื่อตามท่านนบีมุฮัมมัด เขา(ชาวบ้านหรือแนวร่วมที่หลงเชื่อ) ก็จะไม่ถูกคนเหล่านี้หลอก 

     กลุ่มคนที่ยึดแนวคิดอัลกุรอานียูน มักจะปฏิเสธหะดีษ แต่ก็ยังละหมาดในท่าเดียวกับมุสลิมทั่วไปที่ยึดถือหะดีษ โดยอ้างว่าพวกเขาเหล่านั้นละหมาดตามบรรพบุรุษ ซึ่งพวกเขาโชคดีที่บรรพบุรุษละหมาดตามหะดีษ หาไม่แล้ว คงละหมาดกันในท่าพิศดารแล้วอ้างว่ามาจากท่านนบี

ขอขอบคุณบทความสาระความรู้รอบโลก โดย ufabet

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

พิธีการถือศีลอด ‘รอมฎอน’ เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

พิธีการถือศีลอด

พิธีการถือศีลอด ในช่วงเดือน ‘รอมฎอน’ เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม
ที่มาที่ไปของพิธีนี้คืออย่างไร ถือปฏิบัติอย่างไร
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกัน

พิธีการถือศีลอด

พิธีการถือศีลอด เดือนรอมฎอน

ศีลอด หรือภาษามลายูปัตตานีว่า ปอซอ หรือ ศิยาม ในภาษาอาหรับ หมายถึง การอดอาหารและเครื่องดื่ม และงดการร่วมประเวณี ตั้งแต่ยามรุ่งอรุณ จนกระทั่งถึงเวลาหลังตะวันตกดิน

ในทุกๆ ปี ศาสนิกชนมุสลิมในศาสนาอิสลามจะปฏิบัติภารกิจถือศีลอดเดือนรอมฎอน เป็นการทดสอบความศรัทธาอันแรงกล้าต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่ประทานพระบัญญัติแก่มวลมนุษย์ เพื่อฝึกฝนให้มวลมนุษย์รู้จักความอดกลั้นอดทน มีจิตใจหนักแน่น และไม่ท้อถอยอย่างง่ายดายต่อความยากลำบากที่เผชิญอยู่ ณ เบื้องหน้า เมื่อย่างเข้า เดือนรอมฎอน (رمضان‎)  หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ชาวมุสลิมจะเริ่มถือศีลอดตลอดช่วงเดือนนี้เป็นเวลา 29 – 30 วัน เป็นการปฏิบัติตนตามบทบัญญัติข้อที่สี่ในหลักปฏิบัติศาสนบัญญัติ 5 ประการ  ได้แก่

1). การกล่าวปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์ และนบีมูฮำหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์
                  2). ดำรงละหมาด
                  3). บริจาคทาน (ซะกาต)
                  4). ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ
                  5). ประกอบพิธีฮัจย์ที่นครมักกะฮฺ

                  การถือศีลอดนี้ หมายถึง การตั้งใจประกอบศาสนกิจเพื่ออัลเลาะห์ ด้วยการอดอาหาร งดเครื่องดื่ม อดการบริโภคทุกชนิด พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี จะต้องระมัดระวังตนเอง ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนาและการกระทำในสิ่งที่ไร้สาระ
การกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า ไม่ว่าจะด้วย

  • ทางมือ ด้วยการทำร้าย หรือหยิบฉวย ลักขโมย
  • ทางเท้า ด้วยการก้าวย่างไปสถานที่ต้องห้าม
  • ทางตา ด้วยการจ้องมอง ดูสิ่งลามก
  • ทางหู ด้วยการฟังสิ่งไร้สาระ การฟังคำนินทาให้ร้าย และ
  • ทางปาก ด้วยการโกหก โป้ปด ให้ร้าย พูดเรื่องไร้สาระ หยาบคาย

                   โดยการปฏิบัติตนเพื่อละเว้นจากการกระทำผิดนี้ เริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และแสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะการอดอาหารดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเท่านั้น หากยังรวมถึงการระมัดระวังตนมิให้ประพฤติผิดในเรื่องอื่นๆ ด้วย 

                    สาระสำคัญของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนนั้น มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้ผู้ถือศีลอดได้สัมผัสและรับรู้ถึงความทุกข์ยากลำบาก ได้เรียนรู้ถึงอุปสรรรคต่างๆ ของการดำเนินชีวิต และเมื่อได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงความทุกข์ยากแล้ว การถือศีลอดจึงส่งผลสืบเนื่องให้ผู้ถือศีลนั้นรู้จักอดกลั้นอดทนต่อความทุกข์ยากต่างๆ ด้วยความพากเพียรและสติปัญญา กล่าวคือ ฝึกฝนจิตใจของชาวมุสลิมทุกคนให้เป็นผู้มีสติ หนักแน่น มีจิตใจอดทนอดกลั้นทั้งต่อความหิวโหย ต่อความโกรธ ความปรารถนาแห่งอารมณ์ และสิ่งยั่วยวนนานับประการ ซึ่งผลที่ได้จากความเพียรคือการพัฒนาตนเองไปในทางที่ดี มีความใฝ่สูงด้านจิตใจอยู่ตลอดเวลา จิตสงบ ไม่ฟุ้งซ่านและพร้อมที่จะเผชิญและฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ นานา มุ่งสูงความสำเร็จ การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิมจึงมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต ต่อหน้าที่การงาน และกิจวัตรประจำวันของชาวมุสลิม นอกเหนือไปจากความยำเกรง และศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะได้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า

นอกเหนือจากการได้สัมผัสความทุกข์ยากและการอดทนแล้ว การถือศีลอดรอมฎอนยังเป็นกุศโลบายให้มวลมนุษย์รู้จักดำรงชีพด้วยความสมถะและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แก่นธรรมนี้คือการขัดเกลาจิตใจให้ละเว้นจากความละโมบ และความตระหนี่นั่นเอง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมของมนุษย์

                     ชาวมุสลิมที่จะถือศีลอดได้จะต้องบรรลุศาสนภาวะ มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และหญิงที่เริ่มมีประจำเดือนจะต้องเริ่มถือศีลอดในปีนั้นๆ เป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วย ไม่อยู่ในระหว่างการเดินทาง หากมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นสามารถขอผ่อนผันได้โดยเมื่อหายป่วยไข้โดยสมบูรณ์ หรือเสร็จสิ้นการเดินทางจะต้องกลับมาถือศีลอดให้ครบตามจำนวนวันที่ขาดหายไป และผู้ที่ได้รับการยกเว้นเข้าถือศีลอดในเดือนรอมฎอน แต่ให้จ่ายซะกาตประเภทอาหารแก่ผู้ยากไร้เป็นการทดแทน ได้แก่

  1. คนชรา
  2. คนป่วยเรื้อรังที่แพทย์วินิจฉัยว่ารักษาไม่หาย
  3. หญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อนที่ให้นมทารก ซึ่งเกรงว่าการถือศีลอดอาจเป็นอันตรายแก่ทารก
  4. บุคคลที่สุขภาพไม่สมบูรณ์ ซึ่งเมื่อเขาถือศีลอดจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  5. บุคคลที่ทำงานหนัก  บุคคลที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น งานในเหมือง งานในทะเลทราย เป็นต้น

สาเหตุทำให้ศีลอดเสีย

หมายถึง ผู้ถือศีลอดคนใดคนหนึ่งได้กระทำในสิ่งดังต่อไปนี้ถือว่า ศีลอดของเขาเสียทันที และจะต้องถือศีลอดชดใช้ภายหลังจากเดือนรอมะฎอนได้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่ทำให้ศีลอดเสียมีดังต่อไปนี้

  1. ตั้งใจกิน ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม
  2. ตั้งใจดื่ม ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม
  3. ร่วมประเวณี ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
  4. ตั้งใจให้ฝุ่นละออง หรือควัน หรือไอน้ำที่มีจำนวนมากเข้าไปในลำคอ
  5. การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ไม่ว่าชายหรือหญิง
  6. การสวนทวารด้วยของเหลวทุกชนิด
  7. การตั้งใจอาเจียน

รอมฎอน

“รอมฎอน” เป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและถือเป็นเดือนแห่งการอุทิศร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่พระผู้เป็นเจ้า และยังเป็นหนึ่งในธรรมเนียมมุสลิมไม่กี่ประการที่เป็นที่คุ้นเคยของประชาชนต่าง ศาสนาเป็นอย่างดี ในฐานะเทศกาลถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มใดๆตั้งแต่พระอาทิตย์ ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเป็นการฝึกความอดทนและให้เห็นใจผู้ที่ยากจนและขาดโอกาสในสังคม

โดยการปฏิบัติตนเพื่อละเว้นจากการกระทำผิดนี้ เริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และแสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะการอดอาหารดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเท่านั้น หากยังรวมถึงการระมัดระวังตนมิให้ประพฤติผิดในเรื่องอื่นๆ ด้วย  

ดังนั้นแก่นแกนสาระของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จึงมีจุดประสงค์ เพื่อให้อิสลามิกชนได้ตระหนักรู้ถึงความยากลำบาก ได้เรียนรู้อุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิต การถือศีลอดจึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่างๆ ด้วยความเพียรและสติปัญญา การถือศีลอดจึงเป็นการขัดเกลาจิตใจให้อิสลามิกชนเป็นผู้มีสติหนักแน่น อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความโกรธ ไม่ปล่อยจิตใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนอารมณ์

ขอขอบคุณบทความสาระน่ารู้โดย ufabet

Categories
ประวัติศาสตร์

ศีลมหาสนิท การกินเนื้อและดื่มเลือดของพระคริสต์

ศีลมหาสนิท ภาพคุ้นตาจากภาพยนตร์ ที่ศาสนิกจะต่อแถวเพื่อให้บาทหลวงป้อนขนมปังให้ จากนั้นบาปหลวงจะดื่มไวน์องุ่นจากถ้วยสวยงาม ตัวแทนของพระกายและโลหิตของพระคริสต์
วันนี้ Centrovirtual จะพาทุกท่านไปรู้จักพิธีนี้กัน

ศีลมหาสนิท

ศีลมหาสนิท

ศีลมหาสนิท เป็นศีลที่สำคัญที่สุดเป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสตชน มีความเชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในศีลมหาสนิทที่เข้ามาสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวในความรักของพระองค์ ทุกคนจึงเป็นหนึ่งเดียวกันในครอบครัว เป็นสมาชิกหรือส่วนต่าง ๆ ในพระกายทิพย์ของพระเยซู

พิธีกรรมที่สำคัญคือการทำบูชามิสซา โดยมีเครื่องหมายที่สำคัญคือ แผ่นปังและเหล้าองุ่น ที่เป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า ซึ่งชาวคริสต์จะได้รับจากบาทหลวงหรือผู้แทนของพระศาสนจักร ในบูชามิสซา หรือพิธีขอบพระคุณ

ผู้ที่จะรับศีลมหาสนิทนี้ได้ต้องผ่านการเรียนคำสอน ในพระคัมภีร์ก่อน และต้องประกอบพิธีบูชามิซซาเพื่อรับศีลมหาสนิทครั้งแรกก่อน จึงจะสามารถรับศีลมหาสนิทได้

ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ต้องไปโบสถ์เพื่อทำพิธีบูชามิซซาหรือพิธีบูชาขอบพระคุณทุกวันอาทิตย์ และจะได้รับศีลมหาสนิท ซึ่งรับได้เพียงครั้งเดียวใน 1 วัน

ศีลศักดิ์สิทธิ์ในข้อนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งตรงกับคืนวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะถูกจับตัวไปตรึงไม้กางเขน คืนวันนั้นได้มีการรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายร่วมกับสาวกทั้ง 12 คน ในการรับประทานอาหารครั้งนี้ ขนมปัง และเหล้าองุ่นได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญแห่งพันธสัญญา ทั้งนี้เพราะในขณะรับประทานอาหารนั้น พระเยซูได้ส่งขนมปังให้กับสาวกทั้ง 12 คน พร้อมกับกล่าวว่าขนมปังนี้แทนกายของท่าน จากนั้น พระเยซูได้ส่งเหล้าองุ่นให้กับสาวกและกล่าวว่าเหล้าองุ่นนี้แทนโลหิตที่หลังออกมาเพื่อยกบาปโทษให้แก่คนทั้งหลาย

เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของ “ศีลมหาสนิท” และการประกอบพิธีกรรมนี้ เรียกว่า “มิสซา” อันเป็นกิจกรรมของชาวคริสต์ เพื่อร่วมสนิทกับพระเจ้าโดยการรับประทาน “พระกาย” และ “พระโลหิต” นี้ คือความหมายของ “มหาสนิท” ซึ่งแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวใน ประชาคมเดียวกันและอยู่ร่วมกันด้วยความรัก (Agape) อีกทั้งเป็นการประกาศยอมรับว่าพระเจ้าได้สถิตอยู่ในกายตน

ศีลมหาสนิท เป็นศีลที่พระเยซูตั้งขึ้นระหว่างทานเลี้ยงมื้อสุดท้ายกับสาวก พระองค์ตรัสว่า เราปรารถนาเป็นอย่างมาก จะเลี้ยงฉลองกับพวกท่านก่อนที่เราจะถูกทรมาน แล้วพระองค์หยิบขนมปังขึ้นมาขอบคุณ พระองค์ทรงหักออกแล้วส่งให้บรรดาสาวกพลางตรัสว่า นี่เป็นกายของเรา ซึ่งได้อุทิศให้พวกท่าน จงทำอย่างนี้เป็นที่ระลึกถึงเรา (ลก.22:14-19)

พระองค์ทรงหยิบถ้วยขึ้นมา กล่าวขอบพระคุณพระเจ้า แล้วส่งให้พวกเขา ตรัสว่า พวกท่านทุกคนดื่มเถิด นี่เป็นโลหิตของเราซึ่งประทับตราพันธสัญญาของพระเจ้า โลหิตของเราต้องไหลออกเพื่อคนเป็นอันมากจะได้รับการอภัยบาป (มธ.26:26-29) พระเยซูยังตรัสอีกว่า เราเป็นอาหารแท้ที่มาจากสวรรค์ คนที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร (ยน.6:58)

ความหมายของศีลมหาสนิท

 ศีลมหาสนิท (Eucharist, Holy communion) 

คือ พิธีกรรมของชาวคริสต์ เพื่อร่วมสนิทกับพระเยซู โดยการรับประทาน ขนมปัง (สัญลักษณ์แทนพระกายของพระองค์) และ เหล้าองุ่น (สัญลักษณ์แทนพระโลหิต) การประกอบพิธีศีลมหาสนิท เพื่อให้ชาวคริสต์ระลึกถึงคุณของพระเจ้า เพื่อการประกาศยอมรับว่าพระเจ้าได้สถิตอยู่ในกายตน เพื่อแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และเพื่ออยู่ร่วมกันด้วยความรักในประชาคมเดียวกัน

ที่มา

ศีลมหาสนิทมีที่มาจากเหตุการณ์ก่อนพระเยซูถูกจับกุมไปตรึงกางเขน ตรงกับคืนวันพฤหัสบดี มีการรับประทานอาหารร่วมกับอัครสาวกสิบสององค์ อันเป็นพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ในการรับประทานอาหารครั้งนั้นอยู่ในช่วงปัสกา มีเพียง ขนมปัง และเหล้าองุ่น ซึ่งพระองค์ใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาใหม่ ในการไถ่บาปด้วยเนื้อและเลือดของพระองค์ดังที่ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว

ในพระวรสารนักบุญมัทธิว

“ระหว่างอาหารมื้อนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังมา และเมื่อถวายสาธุการแล้ว ทรงหักส่งให้กับเหล่าสาวก ตรัสว่า ‘จงรับกินเถิด นี่เป็นกายของเรา’ แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณและส่งให้เขา ตรัสว่า ‘จงรับไปดื่มทุกคนเถิด ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก เราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในแผ่นดินแห่งพระบิดาของเรา'” 

ในพระวรสารนักบุญลูกา

“พระองค์ตรัสกับเขาว่า ‘เรามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะกินปัสกานี้กับพวกท่าน ก่อนเราจะต้องทนทุกข์ทรมาน ด้วยเราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่กินปัสกานี้อีก จนกว่าจะสำเร็จความหมายของปัสกานั้น ในแผ่นดินของพระเจ้า’ พระองค์ทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณ แล้วตรัสว่า ‘จงรับถ้วยนี้แบ่งกันดื่ม เพราะบอกบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีก จนกว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมา’ พระองค์ทรงหยิบขนมปังโมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เขาทั้งหลาย ตรัสว่า ‘นี่เป็นกายของเรา ซึ่งได้ให้ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา’ เมื่อรับประทานแล้ว จึงทรงหยิบถ้วย กระทำเหมือนกัน ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลาย เป็นคำสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา …'” 

ในจดหมายนักบุญเปาโล

” … เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่านแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ครั้งขอบพระคุณแล้ว จึงตรัสทรงหักแล้วตรัสว่า ‘นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา’ เมื่อรับประทานแล้ว พระองค์จึงทรงงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา’ เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนถึงพระองค์เสด็จมา เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดกินขนมปังหรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร ผู้นั้นก็ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ เพราะว่าคนที่กินและดื่มโดยมิได้เล็งเห็นพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็กินและดื่มเป็นเหตุให้ตนเองถูกพิพากษาโทษ ด้วยเหตุนี้พวกท่านหลายคนจึงอ่อนกำลังและป่วยไข้ และบ้างก็ล่วงหลับไป แต่ถ้าพวกเราพิจารณาตัวเราเอง เราคงไม่ต้องถูกทำโทษ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำโทษเรานั้น พระองค์ทรงตีสอนเรา เพื่อมิให้เราถูกทรงพิพากษาลงโทษด้วยกันกับโลก ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านมาร่วมประชุมรับประทานอาหารนั้น จงคอยซึ่งกันและกัน ถ้ามีใครหิว ก็ให้เขากินที่บ้านเสียก่อน เพื่อเมื่อมาประชุมกัน ท่านจะได้ไม่ถูกทรงพิพากษาลงโทษ … “

ขอขอบคุณบทความสาระความรู้ทางศาสนาโดย ufabet

Categories
ประวัติศาสตร์

ศีลล้างบาป ประตูแรกสู่การติดตามพระเยซูคริส

“หากใครทำบาป ดำลงให้มิด จะหายบาปที่มีอยู่”
คือท่อนนึงในบทเพลงที่มักใช้ประกอบพิธีล้างบาป
คริสตังเรียกว่า ศีลล้างบาป คริสเตียนเรียกว่า พิธีบัพติศมา
เป็นพิธีกรรมที่มีมาก่อนยุคพระเยซู
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักพิธีล้างบาปกัน

ศีลล้างบาป

ศีลล้างบาป

ในความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก คนที่เกิดมาทุกคนจะต้องมีบาปกำเนิด อันเนื่องมาจากการกระทำผิดของอาดัมและเอวาในสวนเอเดน ดังนั้น การจะเข้าเป็นหนึ่งในคริสตชน ต้องรับศีลล้างบาปเพื่อทำร่างกายและจิตวิญญาณให้สะอาดบริสุทธิ์ โดยมีความจำเป็นต้องรับศีลล้างบาปตามกฏหมายของพระศาสนาจักร

แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้พูดถึงนิยาม “ศีลล้างบาป” โดยคุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม  ว่าเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์สำคัญประการหนึ่งของศาสนาคริสต์ที่ต้องมี สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายภายนอกที่สำคัญ  คือ การเทน้ำบนศีรษะของผู้รับศีล และประกอบกับบทภาวนาว่า “ข้าพระเจ้าล้างท่าน เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิต”  การกระทำดังกล่าว เป็นเครื่องหมายของการชำระล้าง เพราะน้ำ คือ สิ่งที่ใช้ชำระล้างความสกปรกให้หมดไป นั่นหมายถึง การชำระชีวิตทั้งกายและวิญญาณทำให้ผู้รับศีลปราศจากบาปและความผิดต่างๆ ที่จะทำให้มีชีวิตรอดพ้นความตายจากฝ่ายวิญญาณ

พิธีศีลล้างบาปนี้ประกอบไปด้วย

  • ผู้โปรดศีลล้างบาป คือ บาทหลวง
  • ผู้รับศีลล้างบาป คือ ผู้ที่มาขอรับศีลล้างบาป โดยแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ เด็กทารก และผู้ใหญ่ ซึ่งในชาวคาทอลิกจะเรียกกันว่า “คริสตังนอน” และ “คริสตังยืน” เพราะนำเอาลักษณะ ช่วงวัยของการรับศีลล้างบาปมาเรียก
  • พ่อ-แม่อุปถัมภ์ (พ่อแม่ทูนหัว) จะเป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน มีเพศเดียวกับผู้รับศีลล้างบาป อายุมากกว่าผู้รับศีลล้างบาปพอสมควร เพราะพระศาสนจักรกำหนดให้มีพ่อแม่ทูนหัวเพื่อจะได้ช่วยอบรมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกทูนหัวได้
  • ชื่อนักบุญประจำตัว เพื่อการนำนักบุญเป็นแบบอย่างในชีวิต พระศาสนาจักรได้กำหนดให้เลือกชื่อนักบุญที่สนใจ โดยต้องทราบประวัติของนักบุญองค์นี้พอสมควร ก่อนจะเลือกนำมาเป็นชื่อนักบุญประจำตัว
  • ทะเบียนล้างบาป คือ ทะเบียนที่ใช้บันทึกการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงวัยต่างๆ ของศาสนาศริสต์
  • พิธีอื่นๆ ที่แทนศีลล้างบาป คือ สามารถแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1) การล้างบาปด้วยเลือด เป็นการยืนยันความเชื่อของบรรดามรณสักขี ที่ถูกทำร้ายและตายด้วยการยืนยันความเชื่อ และ 2) การล้างบาปด้วยความปรารถนา คือ ยืนยันความเชื่อด้วยความรักและความศรัทธา อย่างมั่นคง ซึ่งยังไม่มีโอกาสล้างบาป แต่อยู่ในสถานะกำลังจะตาย โดยในขณะนั้นหาผู้มาโปรดศีลล้างบาปให้ไม่ได้

ศีลล้างบาป เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นศริสตชน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นทางเข้าเพื่อมาพบเจอกับศีลศักดิ์สิทธิ์ประการอื่นๆ และได้รับพระพรจากพระเป็นเจ้าอย่างมากมาย โดยอาศัยความเชื่อและความศรัทธาที่มีอยู่ในตนเอง

ศีลล้างบาป (Baptism) เป็นเครื่องหมายภายนอกที่มาจากความเชื่อ เพื่อเป็นการชำระหรือลบล้างบาปกำเนิด อาศัยการช่วยให้รอดขององค์พระเยซูคริสตเจ้า

พิธีการรับศีลล้างบาปนี้ มีเครื่องหมายที่สำคัญคือการใช้น้ำ และการชำระล้างพร้อมกับคำกล่าวว่า ข้าพเจ้าล้างท่าน ในพระนามของ พระบิดา และพระบุตร และพระจิต ผลของศีลล้างบาปมีความเชื่อว่าทำให้ได้รับพระหรรษทานได้กลับเป็นลูกของพระเจ้า มีเกียรติและศักดิ์ศรีสมบูรณ์แบบ เพื่อดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายของความศักดิ์สิทธิ์ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตนิรันดรในสวรรค์

ผู้รับศีลล้างบาปอาจกระทำได้ตั้งแต่เริ่มเกิดใหม่หรือกระทำตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะดีกว่า เพราะเป็นการกระทำด้วยความศรัทธาของตนอย่างแท้จริง ผู้ทำพิธีคืออธิการโบสถ์หรือผู้ที่คุณพ่ออธิการได้มอบหมาย แต่ในยามวิกฤตใกล้ตายก็โปรดศีลล้างบาปให้ได้ทั้งนั้น ผู้โปรดศีลล้างบาปจะต้องทำให้ถูกวิธี มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ

ผู้รับศีลล้างบาปแล้วตามปกติจะมีพ่อแม่ทูนหัวซึ่งไม่ใช่พ่อแม่ของตนเอง พ่อแม่ ทูนหัวนี้ คือ ผู้ประคองศีรษะผู้รับศีลล้างบาปขณะที่ผู้โปรดศีลล้างบาปจะเทน้ำลงบนศีรษะ ผู้ได้รับเกียรติเป็นพ่อแม่ทูนหัวนี้จะต้องดูแลลูกทูนหัวทางฝ่ายวิญญาณไปจนกระทั่งลูกทูนหัวสามารถช่วย ตนเองได้ และพ่อแม่ทูนหัวนี้จะแต่งงานกับลูกทูนหัวของตนไม่ได้เด็ดขาด การทำพิธีล้างบาปนี้อาจกระทำในวันคืนวันปาสกา หรือวันอาทิตย์ หรือวันที่เหมาะสม

ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีรับศีลนี้ก่อน เพื่อแสดงว่าตนเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของศาสนจักรแล้ว จึงจะสามารถรับศีลอื่น ๆ ต่อไปได้อีก การรับศีลล้างบาปนี้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แต่ถ้ากลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลนี้ เพราะถือได้ว่าทำการล้างบาปแล้ว ทั้งนี้เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่ามนุษย์มีบาปกำเนิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดสืบมาแต่บรรพบุรุษ ซึ่งตามพันธสัญญาเดิม ในศาสนาคริสต์บอกว่าบาบกำเนิดนี้มาจากมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและเอวา

พิธีล้างบาปสืบเนื่องมาจากความเชื่อของพวกอิสราเอลนับตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิมที่เชื่อกันว่าการชำระล้างด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายของการชำระทางจิตใจ เริ่มมาจากพระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดนและพระเยซูเคยมีคำสั่งให้ผู้ที่จะเป็นสาวกนั้นต้องรับศีลล้างบาปในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต ชาวคริสต์นับตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันนี้จึงได้ถือปฏิบัติตามกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาป ยืนยันความเชื่อในพระคริสต์เจ้าผู้ทรงคืนชีพ

ศีลล้างบาปเป็นศีลแรกที่ทุกคนต้องรับเพื่อที่จะเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร ตามที่พระเยซูเจ้าได้อธิบายให้นิโคเดมุสฟังว่า..”ผู้ที่จะเป็นประชากรของอาณาจักรพระเจ้าจะต้องเกิดใหม่จากน้ำและพระจิต” (ยน.3:1-8)

คนที่จะรับศีลนี้ต้องแน่ใจว่า จะละทิ้งหนทางที่ไร้ความรัก ความเมตตาต่อมนุษยชาติ และหันมารับเอาหนทางของพระเยซูคริสต์ ตามที่ยอห์นได้ประกาศเป็นแนวทางว่า “จงกลับใจเสียใหม่…ใครมีเสื้อสองตัว จงเอาตัวหนึ่งให้คนที่ไม่มี และคนมีอาหาร จงแบ่งให้คนอดอยาก…ส่วนคนเก็บภาษีอย่าเก็บเกินพิกัด และพวกทหารอย่าบังคับขู่เข็ญเอาเงินจากผู้ใดหรือใส่ร้ายเขา จงพอใจกับค่าจ้างที่ตนได้รับ…” (ลก.3:7-17)

ศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ยังทำให้เขาเป็นสาวกของพระเยซู มีส่วนร่วมในบุญบารมีและศักดิ์ศรีของพระองค์คือการเป็นปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ และกษัตริย์ (ผู้นำ) ในชีวิตประจำวันของเขา

  1. หน้าที่ปุโรหิตคือ ภาวนา และร่วมถวายบูชามิสซา
  2. หน้าที่ประกาศกคือ สั่งสอนด้วยคำพูดและตัวอย่างที่ดี
  3. หน้าที่ของผู้นำคือ ต้องรักและช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก

ขอขอบคุณบทความความรู้รอบโลก โดย sagaming66

Categories
ประวัติศาสตร์

ศีลอภัยบาป ความบริสุทธิ์จำเพาะพระพักต์พระเจ้า

ศีลอภัยบาป หรือ การสารภาพบาป ที่เรามักเห็นในภาพยนตร์
หนึ่งในเหตุเข้าใจผิดที่ต่างศาสนิก ที่มองว่าเป็นเสมือนใบอนุญาตในการทำบาป… ทั้งที่จริงแล้วนั้น การทำบาปเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ใบอนุญาต แต่การจะบริสุทธิ์จำเพาะพระพักต์พระเจ้าได้นั้น ต้องใช้ศีลอภัยบาป
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณมารู้จักกับศีลอภัยบาปกัน

ศีลอภัยบาป

ศีลอภัยบาป

หรือศีลสารภาพบาป (Confession) เป็นการคืนดีกับพระและเพื่อนพี่น้อง มีความเสียใจ และตั้งใจที่จะกลับคืนดี เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระหรรษทานของพระเจ้า

ศีลในข้อนี้เป็นการยกบาปที่ได้กระทำแล้ว หลังจากที่ทำการรับศีลล้างบาปมาแล้ว ผู้ที่มีอำนาจยกบาปให้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีตำแหน่งระดับมุขนายก (Bishop) หรือบาทหลวงที่ได้รับมอบอำนาจจากมุขนายก ถ้ายังชำระหรือชดใช้ไม่หมดก็ต้องไปใช้ในโลกหน้าในแดนชำระ

ผู้ที่จะเข้ารับศีลมหาสนิทหากมีบาปอยู่ต้องแก้บาปก่อน จึงจะเข้ารับศีลมหาสนิทได้ โดยการบอกบาปของตนแก่บาทหลวงเพื่อว่าท่านจะได้ยกบาปให้ ในการสารภาพบาปนี้นิยมกระทำในห้องเล็ก ๆ ซึ่งจัดไว้ด้านข้างของโบสถ์ ภายในห้องเล็กมีม่านหรือฉากกั้นกลาง บางแห่งทำเป็นฝาปรุไว้เพื่อให้ได้ยินเสียงโดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าผู้สารภาพบาป ผู้สารภาพบาปและบาทหลวงจะเข้ามาคนละด้านของห้อง เมื่อสารภาพแล้วบาทหลวงคาทอลิค จะกล่าวว่า “พระจิตได้รับบาปของท่านแล้ว บาปที่ท่านทำให้แก่ผู้อื่นก็ได้ยกโทษให้แล้ว” หลังจากนั้นผู้สารภาพแล้วจะต้องพยายามไม่ทำบาปที่ตนทำไว้ และจะต้องตั้งใจมั่นที่จะไม่กระทำผิดต่อพระเจ้าอีกต่อไป

การชดใช้บาปนั้น อาจารย์กีรติ บุญเจือ (2530 : 97) ได้กล่าวว่า เป็นการเสริมแต่งคุณภาพชีวิตเพื่อให้ชีวิตพระเจ้าพัฒนายิ่งขึ้นตามลำดับทั้งในตนเองและผู้อื่น กิจการชดใช้บาปที่บาทหลวง กำหนดนั้น อาจเป็นการสวดบทบางบท หรือให้ทำดีอะไรบางอย่างตามแต่สะดวกและใจรัก แต่ถ้าเป็นการชดใช้ความเสียหายแก่เพื่อนมนุษย์จะต้องชดใช้ให้อย่างยุติธรรม มิฉะนั้นจะไม่พ้นบาปได้ การชดใช้บาป จึงเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ชีวิตใหม่ที่ตนเองจะต้องวางแผนชีวิตโดยอาศัยคำแนะนำจากผู้รู้ เพื่อให้ชีวิตของตนนั้น สามารถพัฒนาก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง

ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่อาจสารภาพบาปเป็นส่วนตัวได้ เช่น คนไข้ พูดไม่ได้ เครื่องบินกำลังตก เรือกำลังล่ม หรือกำลังติดอยู่ในตึกที่ไฟไหม้ บาทหลวงจะอภัยบาปให้ทันที คนที่อยู่ในสภาพจำเป็นนี้หากมีบาปแม้แต่นิดเดียวก็ได้รับการอภัยบาปทันทีโดยไม่ต้องมีพิธีอะไรเพิ่ม แต่ถ้ารอดชีวิตไปได้และมีโอกาสสารภาพบาปได้เมื่อใด จะต้องสารภาพทันทีกับบาทหลวงรูปใดก็ได้ทั้งนั้น

ผลของศีลอภัยบาปคือ ทำให้ผู้รับได้กลับคืนดีกับพระ และอยู่ในชีวิตพระหรรษทาน สำนึกถึงความรักของพระ และตั้งใจที่จะปรับปรุงแก้ไข เริ่มต้นใหม่ให้สมกับความเป็นลูกของพระในความครบครัน เป็นอิสระจากบาป มีความบริสุทธิ์ และมีสันติในจิต

พิธีสารภาพบาปนี้ ได้แบบอย่างมาจากพระจริยวัตรของพระเยซูเมื่อครั้งไปรักษาโรคให้แก่คนเป็นโรคเรื้อน และคนตาบอด คนเหล่านี้เมื่อได้รับการอภัยโทษจากพระเยซูแล้วก็หายจากโรคร้ายและคนตาบอดได้กลายเป็นคนตาดี การรักษาโรคของพระเยซู ก็คือ การใช้อำนาจจิตที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตาอันยิ่งใหญ่แก่คนทุกข์ยากเหล่านั้น เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่มีบาปอันกระทำไว้แล้ว จึงถูกพระเจ้าลงโทษ และพระเยซูซึ่งเป็นพระเจ้าตามความเชื่อของชาวคริสต์สามารถยกบาปให้ได้เพียงกล่าวแก่คนบาปเหล่านั้นว่า บาปของเจ้า เราได้ยกโทษให้แล้ว นับแต่นั้นมาการสารภาพบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญยิ่ง

ศีลอภัยบาป เป็นศีลที่อภัยบาปของมนุษย์ เมื่อได้ทำผิดพลาดไป ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามที่สัญญาไว้ในตอนรับศีลล้างบาป พระศาสนจักรได้รับอำนาจยกบาปจากพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสกับนักบุญเปโตรว่า “เปโตร ท่านคือศิลา บนศิลานี้เราจะสร้างศาสนจักรของเราไว้ แม้แต่ความตายก็ไม่อาจจะเอาชนะศาสนจักรของเราได้ เราจะมอบกุญแจเข้าอาณาของพระเจ้าให้ท่านไว้ สิ่งใดที่ท่านห้ามในโลกนี้ก็จะถูกห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านอนุญาตในโลกนี้ก็จะได้รับอนุญาตบนสวรรค์ด้วย” (มธ.16:16-20 , ยน.20:19-23)

ในศีลอภัยบาปนี้เราได้พบกับพระเยซูเจ้าในตัวพระสงฆ์ ซึ่งพร้อมที่จะช่วยเราให้ฟื้นกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เสริมสร้างความสัมพันะ์ของเรากับพระบิดาเจ้า และพระศาสนจักร ทำให้เราเติบโตฝ่ายจิต และมีพลังในการหลีกเลี่ยงการกระทำบาปอีกด้วย
ข้อปฎิบัติ 5 ประการ เพื่อการรับศีลอภัยบาปอย่างดี

  1. สวดภาวนาขอให้รับศีลอภัยบาปอย่างดี
  2. พิจารณาบาป
  3. เป็นทุกข์ถึงบาป
  4. สารภาพบาป
  5. ขอบพระคุณพระเป็นเจ้า และสวดทำกิจใช้โทษบาป

แล้วโปรเตสแตนต์มีการอภัยบาปรึเปล่า?

มีครับ ซึ่งโปรเตสแตนต์สามารถของการอภัยบาปผ่านการอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้าโดยไม่ต้องผ่านนักบวช เพราะโปรเตสแตนต์เชื่อกันว่า เราสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางใดๆ เพราะเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้โดยผ่านองค์พระเยซูคริสต์ โปรเตสแตนต์เลยจะอธิษฐานกับพระเจ้าโดยอาศัยพระนามพระเยซู

” เกิดอะไรขึ้นถ้าฉันทำบาป และจากนั้นฉันตายก่อนที่ฉันจะมีโอกาสสารภาพบาปกับพระเจ้า” อีกคำถามที่พบบ่อย คือ “เกิดอะไรขึ้น ถ้าฉันกระทำบาปแต่แล้วก็ลืมมันซะ และไม่เคยจำได้ว่าจะต้องสารภาพต่อพระเจ้า”

ทั้งสองคำถามนี้ ตั้งบนสมมติฐานที่มีข้อตำหนิ ความรอดไม่ได้เป็นเรื่องของผู้เชื่อที่พยายามจะสารภาพ และสำนึกผิดจากบาปที่พวกเขา กระทำก่อนที่จะ ตาย

ความรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คริสเตียนได้สารภาพและสำนึกผิดบาปทุกอย่าง

ใช่แล้ว เรา ควรจะสารภาพบาปของเรากับพระเจ้าทันทีที่เราทราบว่าเราได้ทำบาป

อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องทูลขอให้พระเจ้าทรงให้อภัยเสมอ

เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ที่ทรงช่วยให้รอด ความบาปทั้งสิ้นของเราได้รับการอภัยแล้ว ซึ่งรวมถึง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

ผู้เชื่อไม่ต้องเฝ้าทูลขอให้ทรงยกโทษ หรือสำนึกผิดเพื่อขอรับการอภัยโทษบาปที่กระทำ

พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และได้ทรงชำระค่าไถ่บาปของเรา และเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับการอภัยแล้ว พวกเขาก็ได้รับการอภัยทั้งหมด โคโลสี 1:14 “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” กิจการ 10:43 “ ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายย่อมเป็นพยานถึงพระองค์ว่า ทุกๆคนที่เชื่อถือในพระองค์นั้น พระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของเขา เพราะพระนามของพระองค์”

สิ่งที่เราต้องทำคือสารภาพบาปของเรา: “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9) สิ่งที่ข้อพระคัมภีร์นี้บอกเราคือ “สารภาพ” บาปของเราต่อพระเจ้า

คำว่า “สารภาพ” หมายถึง ” เห็นด้วยกับ . ” เมื่อเรา สารภาพบาป ต่อพระเจ้าของเรา เรามีความ เห็นพ้องกับพระเจ้าว่าเราผิดที่ได้กระทำบาป พระเจ้าทรงให้อภัยเราอย่างไม่มีวันสิ้นสุดโดยผ่านการสารภาพของเรา เพราะความจริงที่ว่าพระองค์ทรง “สัตย์ซื่อ และยุติธรรม” พระเจ้าทรง “สัตย์ซื่อ และยุติธรรม” อย่างไร พระองค์ทรงสัตย์โดยทรงให้อภัยบาป ซึ่ง พระองค์ได้ ทรงสัญญาว่าจะทำเพื่อทุกคนที่ได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เพียงแค่โดยวิธีที่พระคริสต์ทรงยอมชดใช้เพราะความผิดบาปของเรา เราก็ได้รับการยอมรับว่าบาปของเราได้รับการชดใช้แล้วแน่นอน

ในเวลาเดียวกัน 1 ยอห์น 1:9 ได้ระบุว่าบางครั้ง การให้อภัยขึ้นอยู่กับการที่เราพึ่งพาพระองค์ ยอมสารภาพความผิดบาปของเรากับพระเจ้า มีวิธีการยังไง ถ้าบาปของเราทั้งสิ้นได้รับการอภัยทันทีที่เราได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ดูเหมือนว่าสิ่งที่อัครทูตยอห์นอธิบายตรงนี้คือ การให้อภัย “ที่เกี่ยวโยงกัน” บาปของเราทั้งหมดได้รับการอภัย “แบบที่ตั้งไว้” ในขณะที่เราได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด การให้อภัยแบบที่ตั้งไว้ รับประกันความรอดและพระสัญญาที่เราจะได้มีบ้านนิจนิรันดร์ในสวรรค์ เมื่อเรายืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าหลังจากความตาย พระเจ้าจะไม่ทรงปฏิเสธเราเข้าสู่สวรรค์ เพราะบาปของเรา นั่นคือการให้อภัยแบบที่ตั้งไว้ แนวคิดของการให้อภัยแบบที่เกี่ยวโยงกัน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ว่า เมื่อเราทำบาป เราทำให้พระเจ้าทรงขัดเคืองพระทัย และทำให้พระวิญญาณของพระองค์เศร้าเสียใจ เอเฟซัส4:30 “และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้ เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด” ในขณะที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยต่อบาปที่เราได้ทำโดยสิ้นเชิง ความบาปของเราส่งผลปิดกั้นความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า

เด็กหนุ่มที่ทำบาปต่อพ่อของเขาไม่ได้ถูกโยนออกมาจากครอบครัว

พระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมจะทรงยกโทษให้ลูก ๆ ของพระองค์โดยไม่มีเงื่อนไข

ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อและลูกชายไม่สามารถเหมือนเดิมได้จนกว่าความสัมพันธ์ได้กลับคืนสู่สภาพเดิม นี้สามารถเกิดขึ้นเมื่อเด็กสารภาพความบาปของเขาต่อคุณพ่อและขอโทษ นั่นคือเหตุผลที่เราสารภาพบาปของเราต่อพระเจ้า ไม่ใช่จะรักษาความรอดของเรา แต่ที่จะนำตัวเองกลับเข้ามาติดสนิทกับพระเจ้าผู้ทรงรักเราและได้ทรงยกโทษให้เราแล้ว

ขอขอบคุณบทความสาระศาสนาดีๆ โดย ufa168

Categories
ประวัติศาสตร์

โปรเตสแตนต์ ขบวนการปฏิรูปศาสนา จนกลายมาเป็นนิกาย

โปรเตสแตนต์ Protestantism แปลตรงตัวคือ ผู้ประท้วง เป็นนิกายที่แต่ละคริสตจักรเป็นอิสระต่อกัน มีเพียงหลักข้อเชื่อร่วมกัน ไม่มีนักบวช ทุกคนเป็นสาวกของพระเจ้าเท่าเทียมกัน ผู้สอนเราจะเรียกว่าอาจารย์ เกิดขึ้นเพราะความล้มเหลวในยุคตกต่ำของนิกายโรมันคาทอลิค
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักนิกายนี้กัน

โปรเตสแตนต์

โปรเตสแตนต์

นิกายโปรเตสแตนต์มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและการใช้ชีวิตของคริสตชน โดยคำว่า “โปรเตสแตนต์” (Protestant) แปลว่า “ผู้ประท้วง” หรือ “ผู้คัดค้าน” แยกตัวออกมาจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในปี ค.ศ. 1529 โดย มาร์ติน ลูเทอร์ และผู้สนับสนุน ในช่วงที่คริสตจักรคาทอลิกเกิดปัญหาขึ้นมากมาย

มาร์ติน ลูเทอร์ (10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1483-1546) เกิดที่เมืองไอสเลเบน รัฐซัคเซิน ประเทศเยอรมนี บิดามารดาเป็นคนยากจนและไม่ได้รับศึกษา เมื่อเติบโตขึ้นก็ไม่มีเงินจะให้ลูเทอร์เข้าโรงเรียน ลูเทอร์ต้องเที่ยวร้องเพลงขอทานตามบ้านต่าง ๆ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนในโรงเรียน เผอิญมีหญิงมั่งคั่งคนหนึ่งเกิดความเมตตาได้ช่วยเหลือให้เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อ ค.ศ. 1500

ลูเทอร์ได้ศึกษาเทววิทยา วรรณคดี ดนตรี และที่เอาใจใส่มากที่สุดคือกฎหมาย บิดาของลูเทอร์ก็ปรารถนาให้ลูเทอร์เป็นนักกฎหมาย แต่เมื่ออายุ 22 ปีเกิดเหตุการณ์หนึ่งคือเพื่อนของลูเทอร์ถูกฆ่าตายในระหว่างดวลต่อสู้กับบุคคลหนึ่ง ทำให้ลูเทอร์กลายเป็นคนกลัวผี ขี้ขลาด ต่อมาอีก 2-3 วันลูเทอร์จะเข้าประตูมหาวิทยาลัย ก็เกิดฝนตกฟ้าร้อง ฟ้าผ่ามาใกล้ ๆ ลูเทอร์ได้อธิษฐานว่า ถ้ารอดพ้นไปได้จะบวชเป็นพระ

ต่อมาในไม่ช้าในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1505 ลูเทอร์ก็เข้าไปอยู่ในอารามคณะออกัสติเนียนในมหาวิทยาลัยวิทเทนแบร์ก ตั้งหน้าศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอย่างเอาใจใส่ เป็นคนเฉลียวฉลาด พูดเก่ง จนในที่สุดก็ได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น

ในปี ค.ศ. 1511 ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาราม ลูเทอร์ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่โรม และได้พบเห็นชีวิตของพระสันตะปาปาโอ่โถงหรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดสู้ได้ และเห็นว่านักบวชไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น

จนในปี ค.ศ. 1515 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 อยากจะสร้างโบสถ์ให้งดงามสมตำแหน่งจึงได้ตั้งบัญญัติใหม่ว่า ถึงแม้จะทำความผิดเป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษเพียงไร ก็สามารถล้างบาปได้โดยซื้อใบยกโทษบาป และบรรดานายธนาคารทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ก็ตกลงเป็นเอเยนต์รับฝากเงินที่คนทั้งหลายจะชำระล้างบาปโดยไม่ต้องส่งไปกรุงโรม ลูเทอร์ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลายมาปรึกษา โต้เถียงกับบัญญัติใหม่

จนเดือนตุลาคม ค.ศ. 1517 ลูเทอร์ได้นำประกาศที่เรียกว่า ”ญัตติ 95 เรื่อง” (The 95 Theses) ไปปิดไว้ที่ประตู้หน้าโบสถ์เมืองวิทเทนแบร์ก ซึ่งมีเนื้อหาประณามการขายใบไถ่บาปของสมเด็จพระสันตะปาปา และการกระทำที่เหลวแหลกอื่น ๆ ความคิดของลูเทอร์ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก แล้วแพร่หลายออกไปทั่วทวีปยุโรป

การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาและฝ่ายมุขนายกไม่พอใจ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1520 ลูเทอร์ได้รับหมายขับออกจากศาสนจักร (Excommunication) ทำให้ลูเทอร์ต้องออกจากเขตปกครองของจักรพรรดิ ไปหลบที่วอร์มส์พร้อมกับผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ที่นั่นท่านได้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนงานเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งมิสซาและพิธีศักดิ์สิทธิ์ (Sacraments) ซึ่งลูเทอร์ตั้งใจที่จะให้ชาวบ้านซึ่งไม่เข้าใจภาษาละติน สามารถเข้าถึงหลักคำสอนและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ได้

นิกายใหม่

นิกายลูเทอแรนเกิดขึ้นโดยมีหลักความเชื่อดังนี้

  1. ผู้ชอบธรรมจะต้องดำรงชีวิตด้วยความเชื่อเท่านั้น (The Just shall live by Faith alone) คือยืนยันว่าชีวิตนิรันดร์และความรอด เป็นรางวัลที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์ และการไถ่บาปได้มาจากพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งเป็นการต่อต้านความเชื่อของสถาบันสันตะปาปา เกี่ยวกับความจำเป็นของพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความรอดและการไถ่บาป
  2. ผู้ที่เชื่อทุกคนคือผู้รับใช้พระเจ้า (Priesthood of all Believers) คือการยกเลิกนักบวชในศาสนาว่าเป็นผู้กุมกรรมสิทธิ์ในการติดต่อกับพระเจ้า ตามการกล่าวอ้างของศาสนจักร แต่เน้นสิทธิของแต่ละบุคคลที่จะสามารถมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพระเจ้าได้
  3. เชื่อในคำตรัสของพระเยซูในการรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ถือว่ามีความหมายยิ่งของศาสนาเพราะเป็นการสื่อสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูและมนุษย์
  4. สิทธิอำนาจสูงสุดมีสิ่งเดียวคือ ”พระวจนะของพระเจ้า” (Word of God) นั่นคือพระวจนะที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล, พระวจนะที่ได้ยินจากคำเทศน์บนธรรมมาสน์ และพระวจนะที่อยู่ในพิธีบัพติสมาและศีลมหาสนิท ดังนั้นจึงเป็นการยกเลิกการยอมรับตามสถาบันสันตะปาปาที่ว่าที่มาแห่งสิทธิอำนาจในศาสนาประกอบด้วยพระคัมภีร์ พิธีกรรม และศาสนจักรคือเป็นการประกาศยกเลิกอำนาจของสันตะปาปานั่นเอง
  5. เชื่อในพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจพระองค์ ทำให้มนุษย์ไร้ความหมายที่จะกระทำสิ่งใดด้วยใจอิสระของตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงพระประสงค์ และน้ำพระทัยของพระเจ้าได้

โดยข้อคิดทั้งหมดนี้ถือเป็นหลักของ ”กลุ่มคริสตจักรปฏิรูป” (Reformed Church) ซึ่งประกาศเป็นทางการในปี ค.ศ. 1530 ณ การประชุมที่เอาก์สบูร์ก (The Diet of Augsburg) ที่แบ่งแยกผู้ติดตามลูเทอร์เป็นนิกายใหม่แยกจากคริสตจักรที่โรม เอกสารรวมความเชื่อนี้เรียกว่าเอกสาร ”การสารภาพแห่งเมืองเอาก์สบูร์ก” (The Confession of Augsburg) ซึ่งเรียกรวมขบวนการปฏิรูปศาสนาที่แยกตัวจากโรมนี้เรียกว่า พวกโปรเตสแตนต์ (The Protestants)

หลังจากการประท้วงดังกล่าวได้ทำให้เกิดคลื่นกระแสการปฏิรูปศาสนาในยุโรปขยายออกไป เริ่มจากในเยอรมนีโดยลูเทอร์ ไปสวิสเซอร์แลนด์โดยฮุลดริช ซวิงลี (Huldrych Zwingli ค.ศ. 1484-1531), ในฝรั่งเศสโดยจอห์น คาลวิน (John Calvin ค.ศ. 1509-1564) และกลายเป็นลัทธิคาลวิน (Calvinism) ซึ่งแพร่หลายอย่างรวดเร็วไปยังเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฮังการี สกอตแลนด์ และโปแลนด์ 

ในประเทศอังกฤษ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 (ค.ศ. 1509-1547) ซึ่งประสงค์จะหย่าจากพระมเหสีเพื่อจะอภิเษกสมรสกับคนใหม่ เพราะคนเดิมไม่สามารถมีพระโอรสเพื่อสืบราชบัลลังก์ แต่พระสันตะปาปาไม่อนุญาตให้หย่า อังกฤษจึงแยกจากโรมนับแต่นั้นโดยตั้งองค์การขึ้นมาใหม่เรียกว่า ”คริสตจักรแห่งอังกฤษ” (Church of England) ซึ่งพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขเสียเอง ซึ่งนิกายแองกลิคันนี้ยังคงรักษาหลักสำคัญบางประการของคาทอลิกไว้เพียงแต่ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของสันตะปาปาเท่านั้น

ขอขอบคุณบทความสาระความรู้ โดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ คริสตจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Church)

นักบวชชาวคริสต์ที่ใส่ครุยสีดำ หนวดเครายาว และบรรยากาศอึมครึม
นี่คือภาพจำของ อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ นิกาย 1 ใน 3 ที่ใหญ่ที่สุดของคริสตศาสนา ผู้เคลมตัวเองว่าเป็นศาสนจักรแท้จริง ดั้งเดิม ศักดิ์สิทธิ์ สากล มีหลักคำสอนที่แท้จริงและดั้งเดิม มาตั้งแต่ศาสนาคริสต์ยุคแรก
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณพาไปรู้จักนิกายนี้กัน

อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์

อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์

ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากนัก เพราะในประเทศไทยมีศาสนสถานเพียง 10 แห่งเท่านั้น วันนี้ผมจะพามาทำความรู้จักกับนิกายออร์โธดอกซ์ และจัดอันดับผู้นับถือนิกายนี้จากทั่วโลกกัน

“ศาสนจักรอีสเทิร์นออร์โธดอกซ์ (อังกฤษ: Eastern Orthodox Church)” หรือเรียกย่อว่า “ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ (Orthodox Church)” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า”คริสตจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Church)” โดยศาสนจักรนี้ปฏิบัติตามหลักการทางเทววิทยาอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยศาสนาคริสต์ยุคแรก ศาสนจักรนี้เชื่อว่าคริสตจักรออร์โธด็อกซ์เป็นคริสตจักรที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวที่ก่อตั้งโดยพระเยซูคริสต์เจ้า โดยสืบเนื่องมาจากอัครสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้า

คำว่า “ออร์โธด็อกซ์ (Orthodox)” มีความหมายตามตัวอักษรมาจากภาษากรีก หลักคำสอนที่ถูกต้อง คือ orthos แปลว่าถูกต้อง และ doxa แปลว่าคำสอน เนื่องจากในช่วงยุคต้นของศาสนาคริสต์ มีการเผยแพร่คำสอนที่ผิด ทำให้เกิดความคลุมเครือและเป็นภัยต่ออัตลักษณ์ของศาสนจักร จึงมีการนำคำว่าออร์โธด็อกซ์มาใช้เพื่อระบุถึงศาสนจักรดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความจริง ต่อต้านการสอนที่ผิดและความแตกแยก มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องชาวคริสต์และสรรเสริญพระเยชูผู้ทรงเป็นหลักของศาสนา

ชาวออร์โธดอกซ์ถือว่าศาสนจักรออร์โธดอกซ์เป็นศาสนจักรแท้จริง ดั้งเดิม ศักดิ์สิทธิ์ สากล มีหลักคำสอนที่แท้จริงและดั้งเดิม มาตั้งแต่ศาสนาคริสต์ยุคแรกโดยไม่เคยเปลี่ยนหลักคำสอนใดๆ ศาสนจักรออร์โธดอกซ์จะมีความเชื่อเพียงหนึ่งเดียวกัน โดยจะมีอำนาจอิสระการปกครองของแต่ละสังฆมณฑล โดยจะมีสมเด็จพระสังฆราช (Patriarch) เป็นประมุข ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้นำสูงสุด ผู้พิทักษ์ประเพณีของศาสนจักร และสามารถสืบสายกลับไปได้ถึงอัครสาวกของพระเยซูโดยเฉพาะนักบุญอันดรูว์อัครสาวก

ศาสนจักรอีสเทิร์นออร์โธดอกซ์มักจะไม่เรียกตนเองว่า “อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์” แต่จะใช้ชื่อเฉพาะเพื่อบอกที่ตั้งของแต่ละสังฆมณฑลเช่น คริสตจักรรัสเซียนออร์โธดอกซ์ , คริสตจักรกรีกออร์ทอดอกซ์ , คริสตจักรเซอเบียร์ออร์ทอดอกซ์ , คริสตจักรโรมาเนียออร์โธดอกซ์ , คริสตจักรกรีกออร์โธด็อกซ์แห่งเยรูซาเล็ม และสังฆมณฆลอื่นๆฯลฯ

นิกายออร์โธดอกซ์ ในปัจจุบันมีอำนาจปกครองประกอบด้วย 14 สังฆมณฑล  มี สมเด็จพระสังฆราช  (Patriarch) 9 พระองค์ โดยปกครองตนเองที่เป็นอิสระของแต่สังฆมณฑล ซึ่งมีหลักคำสอนและจุดประสงค์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราช  (Patriarch) ของศาสนจักรออร์โธดอกซ์แต่ละประเทศนั้น สามารถตัดสินใจที่จะกระทำการในพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ แต่จะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนหลักคำสอนของนิกายออร์โธดอกซ์ทั้งสิ้นที่มีมาแต่ดั้งเดิม เนื่องด้วยแต่ละประมุขของนิกายออร์โธดอกซ์ของแต่ละประเทศนั้นอยู่ในวัตถุประสงค์เดียวกัน คือรักษาหลักคำสอนของนิกายออร์โธดอกซ์ดั้งเดิม ซึ่งต้องปฏิบัติตามเหมือนกันอย่างเคร่งครัด  ในปัจจุบันผู้นับถือนิกายออร์โธดอกซ์มีราว 350 ล้านคนทั่วโลก (ข้อมูลปีพุทธศักราช 2560)

การแบ่งมณฑล

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ ปกครองโดยมี 9 อัครสังฆมณฑล และ 5 สังฆมณฑล รวมเป็น 14 แห่งดังนี้

(1.) เขตอัครสังฆมณฑลสากลแห่งคอนสแตนติโนเปิล (เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี)

ก่อตั้งโดยนักบุญแอนดรูว์อัครสาวก อัครสังฆมณฑลนี้ได้รับเกียรติให้เป็นศูนย์กลางของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ทั้งหมด  โดยมีสังฆมณฑลย่อย คือ สังฆมณฑลแห่งฟินแลนด์ เขตอัครสังฆมณฑลสากลแห่งคอนสแตนติโนเปิลนี้ ปกครองคริสตจักรออร์โธดอกซ์ใน ประเทศตุรกี , เกาะครีต , ภูเขาแอทอส , เกาหลีใต้ , สหราชอาณาจักร , อิตาลี , ออสเตรเลีย , ฟิลิปปินส์ และประเทศในยุโรปตะวันตกทั้งหมด โดยจะใช้ภาษากรีกและภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆประกอบพิธีกรรม

(2.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งอะเล็กซานเดรีย (ประเทศอียิปต์)

สังฆมณฑลนี้ก่อตั้งโดยนักบุญมาระโกอัครสาวก เป็นคริสตจักรที่ปกครองชาวออร์โธดอกซ์นับล้านคนจากอียิปต์ รวมถึงแอฟริกากลางแลพแอฟริกาใต้ โดยใช้ภาษากรีกในการทำพิธีกรรม

(3.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งแอนติโอกและตะวันออกทั้งมวล

ก่อตั้งโดยนักบุญเปาโลอัครสาวก  โดยจะปกครองคริสตจักรออร์โธดอกซ์ใน ประเทศซีเรีย ตุรกีตะวันออก เลบานอน อิรัก และประเทศอาหรับต่างๆ สังฆมณฑลนี้จะใช้ภาษากรีกกับภาษาอาหรับในการประกอบพิธีกรรม

(4.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งเยรูซาเลม (ประเทศอิสราเอล)

สังฆมณฑลนี้ถือเป็นมารดาของสังฆมณฑลทั้งหลาย ก่อตั้งโดยนักบุญเปโตรและนักบุญยากอบอัครสาวก โดยมีสังฆมณฑลย่อยคือ สังฑมลฑลแห่งภูเขาซีนาย โดยเขตอัครสังฆมณฑลนี้ปกครองคริสตจักรในเยรูซาเล็มและประเทศอิสราเอลทั้งหมด และ ปาเลสไตน์ , จอร์แดน และปกครองดูแลสถานที่เก่าแก่ทางศาสนาในอิสราเอล  โดยจะใช้ภาษากรีก,ภาษาฮิบรู,ภาษาอาราเมค และภาษาอาหรับในการประกอบพิธีกรรม

(5.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งมอสโกและรัสเซียทั้งมวล (ประเทศรัสเซีย)

สังฆมณฑลรัสเซียแห่งนี้เป็นสังฆมณฑลที่ใหญ่ที่สุด และชาวคริสตชนออร์โธด็อกซ์มากที่สุดในโลก โดยมีสังฆมณฑลย่อยอยู่ 6 สังฆมณฑล ที่ขึ้นตรงกับขตอัครสังฆมณฑลแห่งรัสเซียมีดังนี้ คือ

  1. สังฆมณฑลแห่งยูเครน
  2. สังฆมณฑลแห่งญี่ปุ่น
  3. สังฆทณฑลแห่งประเทศจีน
  4. สังฆมณฑลแห่งมอลโดวา
  5. สังฆมณฑลแห่งเบลารุส
  6. สังฆมณฑลแห่งลัตเวีย

รัสเซียเป็นสังฆมณฑลที่มีจำนวนชาวคริสตชนออร์โธดอกซ์มากที่สุดในโลก โดยปกครองดูแลคริสตจักรใน ประเทศรัสเซีย, ยูเครน, เบลารุส, มอลโดวา, คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, คีร์กิซสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ทาจิกิสถาน, อาเซอร์ไบจาน, อาเมเนีย, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, จีน, รวมถึง”ประเทศไทย”ด้วย สังฆมณฑลนี้จะใช้ภาษารัสเซีย,ภาษาสลาฟ,ภาษากรีก และภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆทำพิธีกรรม

(6.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งเซอร์เบีย (ประเทศเซอร์เบีย)

ปกครองดูแลคริสตจักรในประเทศเซอร์เบีย

(7.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งโรมาเนีย (ประเทศโรมาเนีย)

ปกครองดูแลคริสตจักรในประเทศโรมาเนีย ประเทศนี้เต็มไปด้วยความคับคั่งไปด้วยโบสถ์ที่มีมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยประเทศเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยโบสถ์กว่า 30,000 แห่ง

(8.) เขตอัครสังฆมณฑลแห่งบัลกาเรีย (ประเทศบัลกาเรีย)

ปกครองดูแลคริสตจักรในประเทศบัลแกเรีย

(9.) เขตสังฆมณฑลบิดรแห่งจอร์เจีย (ประเทศจอร์เจีย)

ปกครองดูแลคริสตจักรในประเทศจอร์เจีย

(10.) สังฆมณฑลแห่งไซปรัส (ประเทศไซปรัส)

สังฆมณฑลนี้จัดตั้งขึ้นโดยนักบุญเปาโลอัครสาวกและนักบุญบารนาบัส โดยได้รับความเห็นชอบให้เป็นอิสระเมื่อครั้งประชุมสภาสมัชชาสงฆ์สากลครั้งที่สาม โดยปกครองดูแลคริสตจักรในประเทศไซปรัส

(11.) สังฆมณฑลแห่งกรีซ (ประเทศกรีซ)

สังฆมณฑลแห่งนี้เป็นสถานที่เก่าแก่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวคริสต์ โดยปกครองดูแลชาวกรีกออร์โธด็อกซ์ และคริสตจักรในประเทศกรีซ โดยจะใช้ภาษากรีกในการทำพิธีกรรม

(12.) สังฆมณฑลแห่งโปลิช (ประเทศโปแลนด์)

ปกครองดูแลคริสตจักรใน ประเทศโปร์แลนด์ , โปรตุเกส และบลาซิล

(13.) สังฆมณฑลแห่งสาธารณรัฐเชคและสโลวาเกีย (ประเทศสาธารณรัฐเชค)

ปกครองดูแลคริสตจักรในสาธารณรัฐเชคและสโลวาเกีย

(14.) สังฆมณฑลแห่งอเมริกา (สหรัฐอเมริกา)

มีอาจปกครองดูแลคริสตจักรในสหรัฐอเมริกา , แคนาดา และ เม็กซิโก

 ศาสนจักรออร์โธดอกซ์นั้นจะไม่มีประมุขสูงสุดที่ชี้ขาดได้เพียงหนึ่งเดียวได้ในศาสนจักร แต่จะมีสมเด็จพระสังฆราช อยู่ 9 พระองค์ เป็นประมุขสูงสุดประจำของ 9 เขตอัครสังฆมณฑลใหญ่ โดยอำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ที่สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่จะขึ้นอยู่กับสภาศาสนจักรออร์โธดอกซ์เท่านั้น ”นิกายออร์โธดอกซ์จะปฏิเสธรูปปั้น รูปเคารพสลักทุกชนิด  แต่จะใช้เพียงรูปวาดไอคอนเท่านั้น โดยจะใช้สำหรับการระลึกถึงเท่านั้น ไม่ใช้ในการกราบไหว้ เคารพบูชา”

20 อันดับประเทศที่มีชาวออร์โธด็อกซ์มากที่สุดโลก

  1. รัสเซียเป็นประเทศที่มีชาวออร์โธดอกซ์มากที่สุดในโลกโดยมีผู้นับถือกว่า 110 ล้านคน (และติดอันดับที่ 4 ประเทศที่มีชาวคริสต์มากที่สุดในโลก)
  2. ยูเครน มีชาวออร์โธดอกซ์ 34,850,000 คน (76.6%) ของประชากรทั้งประเทศ
  3. โรมาเนีย มีชาวออร์โธดอกซ์ประมาณ 18,750,000 คน คิดเป็น 87.1% ของประชากรทั้งประเทศ
  4. กรีซเป็นเมืองที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของศาสนาคริสต์แห่งหนึ่ง และเป็นประเทศที่มีผู้นับถือออร์โธดอกซ์หนาแน่นที่สุด โดยมีชาวกรีกออร์โธดอกซ์ 10,270,000 คนคิดเป็น 95% ของประชากรทั้งหมด
  5. เซอร์เบียผู้นับถือออร์โธดอกซ์หนาแน่นราว 6.8 ล้านคน คิดเป็น 88.5% ของประชากร
  6. สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้นับถือออร์โธดอกซ์ราว 6 ล้านคน
  7. ประเทศเบลารุส มีผู้นับถือออร์โธดอกซ์ 5.7 ล้านคน
  8. บัลแกเรีย มีชาวออร์โธดอกซ์กว่า 5 ล้านคน
  9. คาซัคสถานมีชาวออร์โธด็อกซ์ 4.3 ล้านคน
  10. จอร์เจียมีชาวออร์โธดอกซ์ 3.5 ล้านคน ราว 85.5% ของประชากร และมอลโดวา มีชาวออร์โธดอกซ์ 3.5 ล้านคน คิดเป็น 95.3% ของประชากรทั้งประเทศ โดยคริสตจักรแห่งมอลโดวา จะขึ้นตรงกับ เขตอัครสังฆมณฑลแห่งรัสเซีย มีสมเด็จพระสังฆราชคีริล เป็นประมุข
  11. เยอรมนี มีชาวออร์โธดอกซ์ราว 2 ล้านคน
  12. สเปน 1.5 ล้านคน
  13. มาซิโดเนีย 1.31 ล้านคน
  14. บอสเนียและซีเรีย มีผู้นับถือออร์โธดอกซ์เท่ากันราว 1.2 ล้านคน
  15. คีร์กีซสถาน 1.1 ล้านคน
  16. อุซเบกีสถาน 1 ล้านคน
  17. อิตาลี 9 แสนคน
  18. ไซปรัส 7.81 แสนคน
  19. โปแลนด์ 6 แสนคนแสนคน
  20. ออสเตรเลียและแคนาดา 5.6 แสนคน

ขอขอบคุณบทความสาระความรู้โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

Edmund Husserl กับสำนักปรากฏการณ์วิทยา

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษาชีวิตของ Edmund Husserl
ผู้ก่อตั้งสำนักทางปรัชญาที่เน้นการหาความจริงในปรากฏการณ์

Edmund Husserl

Edmund Husserl

เอ็ทมุนท์ กุสทัฟ อัลเบร็ชท์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Gustav Albrecht Husserl) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันเชื้อสายออสเตรีย เขาเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปรากฏการณ์วิทยา ทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยาที่ฮุสเซิร์ลคิดขึ้นมาถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่ที่แยกออกจากปฏิฐานนิยม (positivism), ธรรมชาตินิยม (naturalism) และวัตถุนิยม (materialism) อย่างสิ้นเชิง

ฮุสเซิร์ลเห็นว่าแทนที่มนุษย์จะอธิบายบรรดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นในโลกแห่งชีวิตของเราโดยอาศัยกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ทั่วไป มนุษย์ควรจะพยายามทำความเข้าใจโครงสร้างความหมายของโลกแห่งชีวิตว่ามันประกอบขึ้นได้อย่างไร

โดยทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเซิร์ลนี้ การค้นหาความจริงที่ปรากฏอยู่โดยไม่มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ผู้ศึกษาเป็นอิสระจากกรอบแนวคิดหรือทฤษฎี โดยให้บุคคลอธิบายเรื่องราวและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเองประสบพบเจอโดยตัดอคติและตัดความเอนเอียงในเรื่องที่ศึกษา รวมทั้งขจัดความคิดเห็นของตนออกจากสิ่งที่ตนเองกำลังศึกษา (bracketing) เน้นที่จุดมุ่งหมาย (intentionality) และสาระสำคัญ (essences) ที่บุคคลนั้นรับรู้มา

ปรากฏการณ์วิทยา

(อังกฤษ: Phenomenology; กรีก: φαινόμενον (phainómenon) “สิ่งที่ปรากฏ” กับ กรีก: λόγος (lógos) “การพูด, การศึกษา”) เป็นวิธีการทางปรัชญาที่มีเป้าประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างเชิงอุตระของสำนึก และสาระของสัต โดยการย้อนกลับไปที่ข้อมูลที่มีอยู่ในสำนึก ปรากฏการณ์วิทยาพยายามค้นหาความจริง แต่ความจริงที่ปรากฏการณ์วิทยาแสวงหานั้นอยู่ใน “โลกที่ปรากฏต่อหน้า” (immanence) หาใช่การมุ่งก้าวพ้นผ่านประสบการณ์ ไปสู่โลกของแบบ หรือแม้แต่พระเจ้า อันเป็นความจริงสูงสุดที่รองรับยืนยันโลกปรากฏแต่อย่างใดไม่

ดังชื่อของปรัชญาของสำนักนี้ได้ระบุไว้ว่า จุดยืนในการหาความจริงวางอยู่บนฐานที่เรียกว่า “ประสบการณ์” ในความหมายที่กว้างที่สุด ในแง่นี้ ปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) คือสำนักทางปรัชญาที่เน้นการหาความจริงในปรากฏการณ์ (phenomena)

การให้คำนิยามที่ชัดเจนกับคำว่า ปรากฏการณ์วิทยา เป็นเรื่องยาก เพราะปรากฏการณ์วิทยาเป็นแนวคิด หรือ คอนเซปต์ที่แตกออกไปได้หลากหลายแขนง และนักปรัชญาในสายความคิดนี้มีวิธีการมองและวิธีการเข้าหาปัญหาแตกต่างกัน แต่เราสามารถเข้าใจจุดร่วมที่นักปรัชญาแต่ละท่านมีร่วมกันได้ จุดร่วมนี้คือการมองว่าปรากฏการณ์วิทยาคือ การศึกษาสำนึกจากแง่มุมของมนุษย์ในฐานะประธานบุรุษที่หนึ่ง

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ปรากฏการณ์วิทยาปฏิเสธการค้นคว้าในเชิงภาวะวิสัย (objective research) เหมือนอย่างการศึกษาทางจิตวิทยา ซึ่งเน้นการศึกษาธรรมชาติของจิตที่เป็นสากล และเป็นกลาง ดังนั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของสำนักความคิดนี้ จึงหลีกเลี่ยงการศึกษาสำนึกอย่างเป็นเอกเทศ หรืออย่างเดี่ยวๆ แต่เน้นว่าเราต้องศึกษาสำนึกในฐานะที่สำนึกต้องพุ่งไปสู่อะไรบางอย่าง ดังที่ฮุสเซิร์ลกล่าวไว้ว่า การสำนึกคือการสำนึกถึงอะไรบางอย่าง เราเรียกกระบวนการที่สำนึกพุ่งไปสู่อะไรบางอย่างนี้ว่า “การพุ่งไปของเจตสำนึก” (intentionality) และเรียกวัตถุหรือสิ่งที่เราสำนึกว่า “วัตถุของการพุ่งไปของเจตสำนึก” (intentional object)

ทฤษฎีปรากฎการณ์นิยม
(Phenomenology)

ปรากฏการณ์นิยมทางปรัชญามีต้นความคิดมาจากนักปรัชญาชื่อ Edmund Husserl โดยมีนักปรัชญาอีกคนหนึ่ง คือ Alfred Schultz เป็นผู้ถ่ายทอดมาอีกต่อหนึ่ง หากใครคุ้นเคยกับความคิดของ Max Waber และทฤษฎีการกระทำระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์แล้ว จะเห็นว่าปรากฏการณ์นิยมมีความคล้ายคลึงกับแนวความคิดทั้งสอง

ตามแนวความคิดของพวกปรากฏการณ์นิยมนั้น มนุษย์จะเป็นผู้สร้างบริบทหรือสภาวะการณ์ขึ้น โดยที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะการณ์หรือระเบียบสังคม เมื่อเป็นดังนั้น มนุษย์จึงเป็นผู้สร้างสังคมขึ้น แล้วกำหนดความหมายสิ่งต่างๆในสังคมนั้นตามที่ตนเห็นสมควร (Social Order) ขึ้นได้อย่างไร นักปรากฏการณ์นิยมเน้นการศึกษากระบวนการเหล่านี้ ภายหลังในสังคมหรือจากความรู้สึกนึกคิดของสมาชิกสังคมที่เขาศึกษานั้น ส่วนใหญ่มักจะอาศัยเทคนิคการให้สมาชิกได้หยุดดำเนินชีวิตตามปกติชั่วคราว แล้วให้คิดว่าความจริงนี้ควรเป็นอย่างไร เช่น กำลังรับประทานอาหารอยู่ มีคนแปลกหน้ามาหยิบแก้วน้ำของท่านไปดื่มหน้าตาเฉย กรณีเช่นนี้จะทำให้ผู้ที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ฉุกคิดขึ้นมาว่าความเป็นจริงระเบียบการกินอาหารนี้เป็นอย่างไร ควรหรือถูกต้องหรือไม่ ที่คนไม่รู้จักกันจะมาหยิบแก้วน้ำดื่มเฉยๆ ดังนี้ก็จะทำให้ได้ความจริงเกี่ยวกับระเบียบนั้นขึ้น

สาระสำคัญของปรากฏการณ์นิยม ที่เน้นเฉพาะการที่มนุษย์แต่ละคนและกลุ่มสร้างหรือแสดงพฤติกรรมประจำวัน โดยวิธีให้การหยุดชะงักการดำเนินชีวิตสังคมไปชั่วคราว เรียกว่า Ethnomethodology (มานุษยวิธี)

เพื่อให้ทราบเนื้อหาสาระของทฤษฎีนี้ พิจารณาหัวข้อต่อไปนี้ว่าปรากฏการณ์นิยม ได้กล่าวไว้อย่างไร คือ ธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของสังคม หน้าที่ของสังคมวิทยา และระเบียบวิธีวิจัยที่สังคมวิทยาควรใช้

ธรรมชาติของมนุษย์

ต่อปัญหาที่ว่า มนุษย์มีลักษณะสำคัญอย่างไร นักปรากฏการณ์นิยมตอบว่า มนุษย์เป็นนักสร้างสรรค์หรือเป็นผู้สร้าง คือ เป็นผู้มีความคิดความอ่าน เป็นผู้กระทำการสร้างสรรค์งานต่างๆขึ้นมา แล้วจึงใช้สิ่งต่างๆเหล่านี้ร่วมกัน ในหนังสือ The Social Construction ผู้เขียน คือ Berger และ Luckmann ได้ยืนยันว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างความจริง (Reality) ขึ้นขณะที่เขาดำเนินชีวิตประจำวันอยู่นั่นเอง เช่น บางบ้านจะมีกฎไว้ว่า ถ้ามีถ้วยแก้วและหม้อไหใช้แล้วอยู่ด้วยกัน จะต้องล้างถ้วยแก้วก่อนแล้วจึงถึงเป็นหม้อไห ที่เกิดกฎนั้นขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะว่าถ้าล้างหม้อก่อนแล้วน้ำจะสกปรก ล้างแก้วไม่สะอาดก็เป็นได้ จากความจริงเช่นนี้กฎเกณฑ์ต่างๆก็จะเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆไปถึงเรื่องใหญ่ รวมกันเข้าเป็นความแท้จริงทางสังคม คนรุ่นหลังก็ทำตามกฎของตนรุ่นก่อน โดยไม่ได้สงสัยว่าทำไมต้องเป็นเช่นนี้

ธรรมชาติของสังคม

สังคมมนุษย์เกิดขึ้นอย่างไร และทำไมจึงดำรงอยู่ได้ ปัญหานี้นักปรากฏการณ์นิยมตอบว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างสังคมขึ้น โดยการที่มนุษย์มีการกระทำระหว่างกันในชีวิตประจำวัน สังคมเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คิดหรือจินตนาการว่า มีสังคมให้คำจำกัดความหรือความหมายต่างๆ แก่สิ่งที่ประกอบกันเป็นสังคมมนุษย์ ทุกคนยอมรับและเข้าใจความหมายเหล่านี้รวมกันแล้วใช้ความหมายร่วมกัน สังคมก็เกิดขึ้นกล่าวอีกนัยคือ การกระทำปกติประจำวันจะค่อยๆกลายเป็นความเคยชินแล้วกลายเป็นสถาบันในที่สุด เมื่อมาถึงคนชั่วอายุต่อไป ดังนั้น ในแง่หนึ่ง (ปรากฏการณ์นิยม) สังคมมนุษย์ก็คือกลุ่มสถาบันที่มนุษย์ที่มีการกระทำระหว่างกันให้ความหมายและสร้างสรรค์ขึ้น

หน้าที่ของสังคมวิทยา

ปัญหาว่าในแง่ของปรากฏการณ์นิยม สังคมวิทยาคือวิชาที่ศึกษาอะไร หรือมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ในเรื่องนี้นักปรากฏการณ์นิยมแจ้งว่า วัตถุประสงค์ของสังคมวิทยา คือ การศึกษาดูว่ามนุษย์เขาสร้างสังคมอันเป็นระเบียบและบำรุงสังคมนั้นไว้ได้อย่างไร เป้าหมายของการวิจัย คือ การตรวจสอบสถานการณ์การกระทำระหว่างกันของมนุษย์เพื่อที่จะทราบว่า มนุษย์เขาสร้างระเบียบสังคมหรือระเบียบชีวิตของเขาอย่างไร แนวการศึกษาเช่นนี้เป็นแนวการศึกษาทำนองเดียวกับของ Max Waber คือ ต้องการทราบความหมายภายใน คือ ความรู้สึกนึกคิดของผู้กระทำนั้นเองว่าเขารู้สึกอย่างไร จึงได้ทำลงไป พูดไป เช่นนั้น

ระเบียบวิธีวิจัย

ตามความคิดของนักปรากฏการณ์นิยม สังคมวิทยาควรใช้วิธีการค้นคว้าที่ เรียกว่า มานุษยวิธี (Ethnomethodology) ซึ่งเป็นวิธีใหม่ทางสังคมวิทยา เทคนิคพื้นฐานที่ใช้ในวิธีนี้คือ การก่อให้เกิดการหยุดชะงักขึ้นในการดำเนินชีวิตปกติของกลุ่มหรือชุมชนที่ศึกษา แล้เปรียบเทียบเรื่องราวของชีวิตก่อนหน้านั้นกับหลังเหตุการณ์ สิ่งที่คาดหวังจะได้จากการกระทำเช่นนี้คือ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการชะงักงันในการดำเนินชีวิตจะเป็นเหตุใหผู้อยู่ในเหตุการณ์ ต้องหยุดแล้วคิดพิจารณาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆของสังคมที่ควบคุมชีวิตอยู่ ผลของการศึกษาจะทำให้ได้ทราบความเป็นจริงของชีวิตที่ว่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร ทำไมเขาจึงดำเนินชีวิตไปเช่นนั้น

ประการแรก มานุษย์วิธีใช้การศึกษาแนวการศึกษาโดยไม่มีส่วนร่วม (Participant Observation) ที่นักมานุษย์วิทยาใช้กันอยู่โดยทั่วไป ประการที่สอง วิธีการศึกษาแบบนี้ไม่ได้อาศัยกรอบทฤษฎีอย่างหนึ่งอย่างใดนำทางเหมือนกับการศึกษาด้วยวิธีอื่นของสังคมวิทยาโดยทั่วไป การวิจัยวิธีนี้นักวิจัยเข้าสู่สนามด้วยมือเปล่า ไม่ต้องมีกรอบความคิดอะไรอยู่ในหัว วิธีนี้มีข้อดีจะได้ศึกษาอย่างกว้างขวางไม่ถูกจำกัดโดยทฤษฎี แต่มีข้อเสียที่อาจทำให้นักวิจัยหลงเข้าไปตามหลัก หรือหากไม่มีความชำนาญเพียงพอ ข้อติดังกล่าวมานี้ทำให้วิธีการศึกษาแบบมานุษย์วิธี รวมทั้งตัวทฤษฎีปรากฏการณ์นิยมน่าสนใจเลื่อมใสอย่างน้อยก็มีอะไรต่างไปจากทฟษฎีอื่นเห็นได้ชัด

ฉันทามติ (Consensus)

ในอดีต ขบวนการการตัดสินใจโดยใช้ฉันทามติ (Consensus) ต้องอาศัยความเห็นพ้องต้องกันจากสมาชิกทุกคนในกลุ่ม หากมีบุคคลที่มีอำนาจภายในกลุ่มแสดงความคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับฉันทามติของกลุ่ม กลุ่มจะต้องพิจารณาหาฉันทามคติใหม่อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามฉันทามติตามหลักดังกล่าวมีการนำไปใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากจุดเน้นของการตัดสินใจโดยใช้ฉันทามติ คือ การพิจารณารับฟังแนวคิดและข้อเสนอของทุกคนเพื่อให้แนวคิดที่ได้มาจากการยอมรับจากกลุ่มสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่ม

ตามทัศนะของออกัสท์ คอมท์ (August Comte 1790-1857) ระเบียบทางสังคมจะมีขั้นมาได้ก็โดยอาศัยกฎธรรมชาติ สิ่งที่เป็นพื้นฐานของระเบียบทางสังคม คือ Consensus Universals อันได้แก่ ความเห็นร่วมกันทางการเมือง ความเห็นร่วมกันระหว่างเศรษฐกิจกับศิลปะ ระหว่างสังคมพลเมืองกับสังคมทหาร ระหว่างกฎศีลธรรมกับความนึกคิดต่างๆ

Avery, Auvien, Streibal and Weiss (1981) กล่าวคือ ฉันทามติถูกนำไปใช้มากที่สุดในหมู่นักบวชทางศาสนา (Religios Society of Friends) ซึ่งเรียกว่า เควเคอร์ (Quakers) นักบวชเหล่านี้ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาและนำฉันทามติไปใช้มากกว่า 300 ปี และมีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ช่วงต่างๆว่า ฉันทามติได้เคยถูกนำมาใช้โดยกลุ่มประเทศแอฟริกา (Africa) สเปน (Spain) และรัสเซีย (Russia) รวมถึงชาวอเมริกาโดยกำเนิด (Native American) ฉันทามติได้รับความนิยมมากในการนำมาใช้เปลี่ยนแปลงกระบวนการกลุ่มทางสังคม

สถานการณ์กลุ่มที่เหมาะสมในการใช้ฉันทามติ

  1. เมื่อมีจุดประสงค์เพื่อต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่ม (Unity of Purpose) โดยปกติแล้วความคิดของสมาชิกในกลุ่มเมื่อจะตัดสินว่าสิ่งใดดีที่สุดย่อมแตกต่างกันแต่จะต้องมีแนวคิดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่สมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มให้การยอมรับ
  2. เมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีอำนาจเท่าเทียมกัน (Equal access to Power for all member) ในการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แม้ว่าสมาชิกในกลุ่มจะมีความแตกต่างกันในด้านความอาวุโส และบุคลิกภาพ
  3. เมื่อกลุ่มมีความเป็นอิสระจากโครงสร้างของชนชั้นภายนอก (Autonomy of the group from external hierarchical strutures) เพราะ เป็นเรื่องยากสำหรับกลุ่มที่จะใช้ฉันทามติภายในระบบของตน เมื่อกลุ่มต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า
  4. เวลา (Time) ของกลุ่ม กระบวนการที่จะพัฒนาฉันทามติของกลุ่มให้ได้ผลนั้นต้องอาศัยเวลาสำหรับใช้ในกิจกรรมและการตัดสินใจของกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่การตัดสินใจค่อนข้างยุ่งยากและไม่สามารถทำได้อย่างเร่งด่วน ถ้าสมาชิกในกลุ่มไม่สามารถเสียสละเวลาไม่มีความอดทนก็ไม่สามารถหาฉันทามติจากกลุ่มได้
  5. เมื่อกลุ่มมีความตั้งใจที่จะร่วมในกระบวนการ (A willingness in the group to attend to process) การที่สมาชิกในกลุ่มจะทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยการเอาใจใส่ต่อกระบวนการ ความตั้งใจที่จะให้เวลากลุ่มในการที่จะอภิปรายเกี่ยวกับการกระบวนการหรือเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการ และการเอาใจใส่ต่องานและการตัดสินใจนั้นๆ
  6. เมื่อกลุ่มมีความตั้งใจที่จะสนใจต่อทัศนคติ (A willingness in the group to attend to attiudes) การที่กลุ่มจะมีฉันทามติที่ดีได้ สมาชิกในกลุ่มต้องมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกันและรู้จักไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  7. เมื่อกลุ่มมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และฝึกฝนทักษะ (A willingness in the group to attend to learn and pratic skills) การประชุม การมีส่วนร่วม การประสานงาน การติดต่อสื่อสาร ระหว่างสมาชิกในกลุ่มจะกระตุ้นและช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มให้เกิดการพัฒนาทักษะ

ประโยชน์ของการตัดสินใจโดยใช้ฉันทามติ

  1. คุณภาพของการตัดสินใจ (Quality of decision) เมื่อการตัดสินใจมาจากการยอมรับของคนจำนวนมาก จึงนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ ความตรง ความรบถ้วน และมาตรฐานในการทำงาน
  2. ความสร้างสรรค์ (Creativity) ข้อเสนอที่หลากหลายที่มาจากจินตนาการและความต้องการของทุกคน ที่ร่วมกันคิดพิจารณา นำมาสู่แนวทางการตัดสินใจที่สร้างสรรค์
  3. ข้อตกลงและความพึงพอใจ (Commitment and satisfaction) การตัดสินใจที่ได้จากฉันทามติเป็นการตัดสินใจที่ได้จากความพึงพอใจของสมาชิกในกลุ่ม
  4. ส่งเสริมคุณค่าและทักษะ (Fostering of values and skill) ฉันทามติต้องการผู้คนที่จะพิจารณาและแสดงความเคารพในความคิดเห็นของสมาชิกคนอื่นๆ (Avery, Auvien, Streibal and Weiss ; 1981)

ความหมายฉันทามติ คือ ความคิดเห็นที่รวมกันจำนวนหนึ่งของกลุ่มที่ผสมผสานกันหรือของสาธารณะอย่างหนึ่ง ซึ่งรวมเอาความคิดเห็นของมวลสมาชิกแล้วผนึกเข้าไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่จำเป็นจะต้อง (โดยทั่วไปก็จะไม่เป็นอย่างนั้น) เป็นความคิดเห็นที่ลงรอบกันเป็นเอกฉันท์ แต่เป็นความคิดที่มวลสมาชิกถือเป็นฐานในการปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ในคราวหนึ่ง

ขอขอบคุณบทความชีวประวัติบุคคลดีๆ โดย ufa168