Categories
ประวัติศาสตร์

กบฎโพกผ้าเหลือง สงครามประชาชนยุคสามก๊ก

เมื่อข้าวยากหมากแพง ประชาชนจึงลุกฮือ
ผมไม่ได้กำลังกล่าวถึงประเทศนึงแถวตะวันออกเฉียงใต้
แต่พูดถึงเหตุการณ์สำคัญในยุคสามก๊ก
กบฎโพกผ้าเหลือง
เรื่องราวเป็นอย่างไร เราได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์นี้
Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษากัน

กบฎโพกผ้าเหลือง

กบฏโพกผ้าเหลือง เป็นกลุ่มผู้ก่อการกบฏประมาณเกินล้านคนใน ค.ศ. 184–205 ในจักรวรรดิจีน มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างราชวงศ์ฮั่น เหตุที่เรียกว่ากบฏโพกผ้าเหลืองนั้น เพราะกลุ่มผู้ก่อการกบฏเหล่านี้ต่างโพกผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์ทุกคน เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสมาคมผู้ที่นับถือลัทธิเต๋าแบบไท่ผิง (太平道) และเป็นประวัติศาสตร์จุดหนึ่งที่สำคัญในลัทธิเต๋า แม้ศึกปราบกบฏโพกผ้าเหลืองจะมีกองทัพรบโดยใช้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สามก๊กแต่ก็ไม่ติดอันดับ 3 ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊กกลับเป็นเพียงศึกโดยทั่วไปในสามก๊กเท่านั้น

สาเหตุหลักของการเกิดกบฏโพกผ้าเหลืองเนื่องจากวิกฤติการณ์เกษตรกร ซึ่งภาวะข้าวยากหมากแพงทำให้ชาวนาและอดีตทหาร ต้องอพยพจากทางเหนือเพื่อมาหางานทำทางใต้ ที่ซึ่งผู้มีฐานะเอาเปรียบค่าแรงกรรมกรและเกิดการครอบครองสะสมที่ดิน สถานการณ์น้ำท่วมจากแม่น้ำฮวงโหในพื้นที่ลุ่มต่ำ และซ้ำเติมด้วยการเก็บภาษีในอัตราสูงเพื่อการสร้างป้อมปราการและกำแพงป้องกันข้าศึกตามแนวเส้นทางสายไหม จากสถานการณ์เหล่านี้ทำให้ชาวนาและอดีตทหารทั้งมีและไร้แหล่งทำมาหากิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธ (ประมาณ ค.ศ. 170) ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการเอาเปรียบของผู้ที่มีฐานะ

ในขณะนั้น ราชวงศ์ฮั่นเริ่มเสื่อมอำนาจลงจากภายใน แม้อิทธิพลของการครอบครองที่ดินยังคงเป็นปัญหาอยู่อย่างยาวนาน (ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิซินเกาจู่) แต่สิ่งที่นำไปสู่การก่อกบฏโพกผ้าเหลืองคือ ขันทีในพระราชวังที่มักฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อให้ตนเองร่ำรวยขึ้น โดยเฉพาะขันทีที่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิในขณะนั้นคือพระเจ้าเลนเต้ กลุ่มของขันทีที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม 10 คนในชื่อ สิบขันที ซึ่งองค์จักรพรรดิทรงนับถือหนึ่งในนั้น (เตียวเหยียง) ว่าเป็น “พระชนกบุญธรรม” ด้วยเหตุดังนั้น การปกครองโดยจักรพรรดิจึงถูกมองว่าเป็นการปกครองที่เสื่อมทรามและไร้ความสามารถ การเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและสถานการณ์น้ำท่วม กลายเป็นตัวชี้วัดว่า จักรพรรดิได้หมดสิ้นความเป็นสมมติเทพจากสวรรค์แล้ว

หลังทราบข่าวการก่อการกบฏของโจรโพกผ้าเหลือง พระเจ้าเลนเต้ได้ส่งสาส์นไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ให้ช่วยยกทัพมาปราบกบฏโพกผ้าเหลือง และอีกทั้งยังปิดประกาศขอรับสมัครชายผู้ต้องการปกป้องชาติให้เป็นทหารอาสาสมัคร ซึ่งทำให้ เล่าปี่, กวนอู, เตียวหุย ได้มาพบกัน และสาบานเป็นพี่น้องกันในสวนดอกท้อ จากนั้นก็นำกองทหารอาสาจำนวนหนึ่งทำการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองเพื่อราชวงศ์ฮั่น และนอกจากนั้นยังเป็นทางสร้างโอกาสที่ทำให้เหล่าขุนศึกได้ริเริ่มตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินจีน ได้แก่ โจโฉ อ้วนเสี้ยว ตั๋งโต๊ะ เป็นต้น

ถอดรหัส กบฎโพกผ้าเหลือง
รัฐ VS ประชาชน

โจรโพกผ้าเหลือง คือกลุ่มคนจีนหลักล้านที่มีเป้าหมายในการโค่นล้มราชวงศ์ฮั่น ในช่วงปี ค.ศ. 184-205 พวกเขาโพกผ้าสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ มี ‘เตียวก๊ก’ เป็นผู้นำ

        สามก๊ก ทุกฉบับในโลกล้วนเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘โจร’ หรือไม่ก็ ‘กบฏ’ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็คือม็อบของประชาชนรุ่นแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจความอยุติธรรมของราชสำนักจีนยุคนั้น ไม่ต่างจากขบวนการนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย หรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกลุ่มอื่นในรอบ 15 ปีมานี้แต่อย่างใด หากว่าโจรโพกผ้าเหลืองไม่ใช่ฝ่ายพ่ายแพ้ เห็นทีก็คงจะถูกยกย่องสรรเสริญว่าเป็น ‘วีรชนโพกผ้าเหลือง’ กระมัง

        ทว่าก็เป็นธรรมเนียมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะในการเมืองจีนโบราณ ที่นิยมเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้แพ้ให้ต่ำเตี้ยจมลงไปในดิน ดังนั้นขบวนการม็อบโบราณกลุ่มนี้จึงถูกเหยีดหยามว่าเป็นเพียง ‘กบฏ’ หรือ ‘โจร’ ซึ่งแปรผันไปจากเจตจำนงที่ต้องการจะกอบกู้แผ่นดินของพวกเขาไปค่อนข้างมาก

        ต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นที่เค้าลางกลียุคเริ่มก่อตัวตั้งแต่ ‘พระเจ้าฮั่นเต้’ ฮ่องเต้องค์ที่ 3 ก่อนสิ้นราชวงศ์ฮั่นที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหมัน ไม่สามารถมีลูกได้ จึงต้องไปขอลูกชาวบ้านมาเลี้ยงและตั้งให้เป็นอุปราชสืบทอดราชบัลลังก์ ครั้นเมื่อลูกชาวบ้านผู้นั้นขึ้นเสวยราชย์ก็ทรงพระนามว่า ‘พระเจ้าเลนเต้’ ด้วยความที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ที่สืบเชื้อสายจากวงศ์กษัตริย์ จึงไม่ได้รับความรักเป็นพิเศษจากฮั่นเต้ และถูกเลี้ยงโดยเหล่าขันทีเป็นหลัก เมื่อโตขึ้นและเสวยราชสมบัติ ลักษณะนิสัยที่ถูกสร้างสมบ่มเพาะโดยขันทีจึงติดตัวมาด้วย นับว่าเป็นนิมิตหมายอันเลวร้ายยิ่งสำหรับแผ่นดินฮั่น

        ความสนิทสนมของพระเจ้าเลนเต้และเหล่าขันทีกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ราชสำนักตกอยู่ในยุคเสื่อมสลาย เมื่อเหล่าขันทีร่วมมือกันครอบงำอำนาจบริหารของพระองค์ และดำเนินการกำจัดขุนนางที่แสดงอาการให้เห็นว่าไม่เป็นพวก บางคนถูกสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ อำนาจของขันทีก็ล้นฟ้า และในที่สุดขันทกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ‘สิบขันที’ กราบบังคมทูลฮ่องเต้ให้แต่งตั้งคณะสิบขันทีให้เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือคล้ายๆ กับตำแหน่งองคมนตรีในบ้านเรา

        การทุจริตของเหล่าขันทีสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจีนในทุกหย่อมหญ้า เจ้าเมืองตามหัวเมืองต่างๆ ต้องขูดรีดภาษีจากพ่อค้าและชาวนาเพื่อจ่ายส่วยให้ขันที หากผู้ใดไม่นำส่วยมาจ่ายให้ครบตามจำนวน แก๊งขันทีก็จะรวมหัวกันเพ็ดทูลฮ่องเต้ให้ปลดเจ้าเมืองผู้นั้น และเแต่งตั้งคนใหม่ที่พร้อมจะจ่ายส่วยสินบนให้ครบ คล้ายกับการซื้อขายตำแหน่งในบ้านเรา

        ภาพของแผ่นดินฮั่นในเวลานั้นเต็มไปด้วยการทุจริต ข้าราชการท้องถิ่นตั้งตัวเป็นมาเฟียข่มขู่รีดนาทาเร้นทรัพย์สินจากชาวบ้านเพื่อไปจ่ายส่วย ชาวบ้านอดอยากแร้นแค้น เกิดการปล้นชิงวิ่งราว เมื่อบ้านเมืองถึงคราววิกฤต ประชาชนจึงต้องพึ่งพาตัวเอง…

        ‘เตียวก๊ก’ แห่งเมืองกิลกุ๋นเป็นหมอที่มีวิชาความรู้ มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก และยังได้รับการนับหน้าถือตาในหมู่ชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ต่อมาเหล่าลูกศิษย์ของเตียวก๊กที่ได้รับการสั่งสอนให้คิดช่วยเหลือผู้อื่นได้ตั้งกองกำลังป้องกันตัวเองขึ้นมา เป็นกองกำลังอาสาที่ติดอาวุธ ด้านหนึ่งเพื่อต่อสู้กับพวกโจรลักเล็กขโมยน้อยและอาชญากรในพื้นที่ อีกด้านหนึ่งเพื่อต่อสู้กับขุนนางและข้าราชการที่เข้ามากดขี่ข่มเหง

        สิ่งที่กองกำลังป้องกันตัวเองทำนั้นเป็นไปตามความต้องการของราษฎรทั่วหล้า เป็นเหตุให้มีผู้มาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายสาขาออกไปตามหัวเมืองต่างๆ รอบข้างอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า กลุ่มอาสาป้องกันตัวเองก็มีประชาคนเข้าร่วมด้วยนับล้าน

        เมื่อมีคนมาเข้าร่วมด้วยล้นหลามจนตั้งเป็นกองทัพใหญ่ได้ขนาดนี้ ก็เป็นธรรมดาที่บรรดาลูกศิษย์ของเตียวก๊กจะรู้สึกฮึกเหิม ต่อมาจึงยุยงส่งเสริมให้เตียวก๊กเห็นแก่ส่วนรวม กอบกู้แผ่นดิน ฟื้นฟูชาติบ้านเมืองให้ราษฎรได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

        เดิมทีเตียวก๊กก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ ด้วยพื้นเดิมที่ถือคุณธรรม มีนิสัยถ่อมตน ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง แต่อำนาจก็เป็นสิ่งที่เย้ายวนใจ และมีผลต่อวิสัยทัศน์ของคนเป็นอย่างมาก ดังคำที่ว่า “อันศิลาแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสาก็ไหว” นั่นแหละ

        เมื่อเตียวก๊กตั้งตนเป็นใหญ่ คำว่า ‘กลุ่มป้องกันตัวเอง’ ที่มีความหมายในเชิงรับ ถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘กลุ่มต่อต้าน’ ทำให้กองกำลังนี้กลายเป็นกองกำลังที่มีเป้าหมายในเชิงรุกในทันที เกิดเป็นเหตุการณ์กบฏโจรโพกผ้าเหลืองขึ้นตามที่เขียนไว้ข้างต้น

        สำหรับผมแล้ว สิ่งที่โจรโพกผ้าเหลืองทำถือว่ามีความชอบธรรมยิ่ง เพราะราชสำนักฮั่นอ่อนแอ เปิดโอกาสให้คนชั่วเข้ามาปกครองบ้านเมือง ทำให้ประชาชนทุกข์ยาก การป้องกันตัวเองอย่างเดียวคงไม่พอที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลง ยิ่งทำให้ผมไม่เห็นด้วยกับการเรียกคนจำนวนนับล้านนี้เพียงคำว่า ‘โจร’ อย่างที่ปรากฎ

        แต่ก็ต้องเข้าใจครับ ผู้แพ้ไม่ใช่ คนเขียนประวัติศาสตร์  แน่นอนว่ากองทัพโจรโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่ เป็นชาวบ้านที่ไม่ได้รับการฝึกแบบทหาร ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของทหารทางการ นี่ยังไม่ได้พูดถึง อาวุธยุทโธปกรณ์

        แต่ด้วยความที่บ้านเมือง อยู่ในยุคอ่อนแอ กองทัพจากทางการ จึงไม่เข้มแข็งเท่าที่ควรเช่นกัน ราชสำนักจึงต้องป่าวประกาศ ให้มวลชนที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ออกมาต่อต้านกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง โดยจะมีการตบรางวัล ให้อย่างงาม กับ ผู้ที่สร้างผลงานได้โดดเด่น ซึ่งก็มีการตั้งกองกำลังมวลชนมากมาย มาสมทบกับกองทัพฮั่น

        สงครามโจรโพกผ้าเหลือง จึงกลายเป็นสมรภูมิ ที่เปิดโอกาสให้นาย กองทหารรุ่นใหม่อย่างเช่น ‘โจโฉ’ ได้สร้างผลงาน และ ไต่เต้าขึ้นเป็นขุนนาง ในวังในเวลาต่อมา เป็นสมรภูมิที่ทำให้ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์ ฮั่นอย่าง ‘เล่าปี่’ และพี่น้องร่วมสาบาน ‘กวนอู’ และ ‘เตียวหุย’ ได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียง โดยทั้งโจโฉ และ เล่าปี่ก็เป็นตัวละครที่สำคัญ ทางการเมืองในยุคสามก๊ก

        จุดเริ่มต้นของทั้งเล่าปี่ และ โจโฉ คือการขี่ม้าไล่ตัดหัวโจร โพกผ้าเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเพียงต่อสู้ กับ ความอยุติธรรม กับ อำนาจที่กดขี่ข่มเหง ประชาชน สู้เพื่อนำ ผลประโยชน์กลับสู่ประชาชน

        ถ้าพูดกัน ในมุมนี้ ทั้งเล่าปี่ และ โจโฉไม่ใช่คนที่มี ความชอบธรรมใน การจะพูดคำว่า ‘ทำเพื่อแผ่นดิน’ เพราะไม่ได้มองเห็น หัวประชาชน ตั้งแต่เริ่มต้น แต่พวกเขา กลับกลายเป็น ‘รัฐบุรุษ’ ที่ยิ่งใหญ่ และ ถูกพูดถึงมากเกือบที่สุด ในประวัติศาสตร์จีน ในขณะที่โจรโพกผ้าเหลือง ที่สู้เพื่อความถูกต้อง กลับเป็นเพียงแค่ขั้นบันได สำหรับการไต่เต้า ของเหล่านักการเมืองเท่านั้น

        ไม่แน่ใจว่า เรื่องราวของโจรโพกผ้าเหลือง จะได้สะท้อนภาพเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบ้าง หรือไม่…

        แต่ที่แน่ๆ การรวมตัว ของ ประชาชนเพื่อต่อสู้เรียกร้อง ความถูกต้อง กับ ภาครัฐล้วนมีมาตั้งแต่ สมัยโบราณ สำหรับผู้ที่ทำการสำเร็จ ก็จะได้รับการเรียกขานเป็น ‘วีรชน’ , ‘วีรบุรุษ’ แต่สำหรับคนที่ล้มเหลว ก็เป็นได้แค่ ‘กบฏ’ หรือแย่กว่านั้นคือ ‘โจร’ ในหน้า ประวัติศาสตร์

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ดีๆ โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

ยุทธการที่อี้จิง สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ขุนศึกม้าขาว

ยุทธการที่อี้จิง สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ขุนศึกม้าขาว
หลายคนคงสงสัยว่ายุทธการนี้สำคัญอย่างไร
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้กัน

ยุทธการที่อี้จิง

ยุทธการที่อี้จิง การรบที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 198 – มีนาคม ค.ศ. 199 โดยนับเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง กองซุนจ้าน ขุนศึกผู้มีฉายาว่า ขุนศึกม้าขาว กับ อ้วนเสี้ยว อดีตผู้นำกองทัพพันธมิตรในคราวปราบตั๋งโต๊ะ

โดยฝ่ายกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวได้รบพุ่งกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 191 เพื่อแย่งชิงดินแดนทางภาคเหนือโดยในสงครามครั้งนี้ฝ่ายกองซุนจ้านได้ขอความช่วยเหลือจาก โจโฉ แต่โจโฉได้ปฏิเสธไปและหันไปช่วยเหลืออ้วนเสี้ยวทำให้กองซุนจ้านต้องไปขอความช่วยเหลือจาก เตียวเอี๋ยน หัวหน้าโจรป่าแห่งภูเขาดำแทนส่วนอ้วนเสี้ยวได้รับความช่วยเหลือจากชนเผ่านอกด่าน

ซึ่งกองซุนจ้านได้ใช้เมืองอี้จิงเป็นฐานที่มั่นและเก็บเสบียงจำนวนมหาศาลไว้ในเมืองและคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวจะล่าถอยไปเองเพราะขาดแคลนเสบียงแต่กองซุนจ้านคิดผิดเพราะอ้วนเสี้ยวได้ใช้ยุทธวิธีใหม่คือให้ทหารขุดอุโมงค์ใต้กำแพงเมืองจนสามารถบุกเข้าไปในเมืองทำให้กองซุนจ้านต้องฆ่าลูกเมียและฆ่าตัวตายตามใน ค.ศ. 199 ทำให้อ้วนเสี้ยวสามารถยึดครองดินแดนทางภาคเหนือได้เกือบทั้งหมดก่อนจะเสียให้กับโจโฉใน ศึกกัวต๋อ เมื่อ ค.ศ. 200 หรือในปีต่อมา

ปัจจัยที่ทำให้กองซุนจ้านพ่ายแพ้แก่อ้วนเสี้ยว

ตามประวัติศาสตร์ กองซุนจ้านกึ่งๆ เป็นขุนศึกในบังคับบัญชาของหลิวอวี๋ (劉虞 เล่าหงี) เชื้อพระวงศ์ฮั่น ผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจว (幽州 อิวจิ๋ว) ครับ

ในช่วงที่เกิดกบฏในมณฑลเหลียงโจว (凉州 เหลียงจิ๋ว) ราชสำนักได้แต่งตั้งกองซุนจ้านเป็นผู้บัญชาการทหารม้าในโยวโจว  จางฉุน (張純 เตียวซุ่น) เจ้าเมืองจงซาน ซึ่งอยากได้ตำแหน่งไม่พอใจจึงได้ร่วมมือจางจวี่ (張舉 เตียวกี) และชิวลี่จวี (丘力居) หัวหน้าชนเผ่าอูหวฺาน (烏桓 ออหวน) ก่อกบฏขึ้นในภาคเหนือ  ราชสำนักจึงตั้งหลิวอวี๋มาดูแลโยวโจว กองซุนจ้านปราบกบฏจางฉุนได้ชัยชนะ แล้วยกทหารตามตีชิวลี่จวีเข้าไปถึงเมืองเหลียวซี (遼西 เลียวไส) แต่กลับถูกล้อมโจมตีจนเสียหายหนัก

หลิวอวี๋นั้นมีนโยบายสันติกับชนเผ่าอูหฺวาน คือเสนอให้ส่งหัวของจางจวี่และจางฉุนมาให้แลกกับการปูนบำเหน็จ เผ่าอูหฺวานยอมทำตามเหตุการณ์จึงสงบลงด้วยดี แต่กองซุนจ้านไม่พอใจเพราะอยากจะกวาดล้างพวกอูหฺวานให้สิ้นซาก

หลังจากพันธมิตรกวนตงที่รวมตัวกันโค่นตั๋งโต๊ะล่มสลายแล้ว บรรดาขุนศึกก็หันมาตั้งตัวเป็นใหญ่แย่งชิงอำนาจกันเองตั้งแต่ตั๋งโต๊ะยังเดินทางไปไม่ถึงเมืองฉางอานด้วยซ้ำ   ช่วงนั้นอ้วนเสี้ยวซึ่งครองเมืองป๋อไห่ (渤海 ปุดไฮ) ในมณฑลจี้โจว (冀州 กิจิ๋ว) คิดจะยึดครองมณฑลจี้โจวมาจากฮันฮกที่เป็นผู้ว่าราชการ เลยแอบตกลงกับกองซุนจ้านให้ร่วมมือกันบุกจี้โจว  ฝ่ายฮันฮกไม่อยากสู้จึงตกลงยอมมอบเมืองให้อ้วนเสี้ยวก่อน กองซุนจ้านซึ่งไม่ได้อะไรจึงเริ่มขยายอำนาจไปชิงโจว (青州 เฉงจิ๋ว) ด้วยการปราบโจรโพกผ้าเหลืองที่กลับมาก่อความวุ่นวายในละแวกนั้นอีก ได้รับชัยชนะอย่างงดงามจนชื่อเสียงระบือไปทั่ว

หลังจากนั้น พระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระราชโองการให้หลิวเหอ (劉和 เล่าโห) ลูกชายของหลิวอวี๋ซึ่งรับราชการอยู่ในราชสำนัก ลอบนำหนังสือจากฉางอานไปส่งถึงหลิวอวี๋เพื่อขอให้ยกทัพมาช่วยพระองค์จากตั๋งโต๊ะ แต่หลิวเหอถูกอ้วนสุดกักตัวไว้ที่เมืองหนานหยาง (南陽 ลำหยง) เพื่อบีบให้หลิวอวี๋ยอมเป็นพันธมิตรกับอ้วนสุดเพื่อบุกตีตะวันตก  หลิวอวี๋จึงจำยอมต้องส่งทหารมาสนับสนุนอ้วนสุด

ฝ่ายกองซุนจ้านไม่เห็นด้วยพยายามและคัดค้านแต่ไม่เป็นผล กองซุนจ้านกลัวว่าอ้วนสุดจะรู้ว่าตนเองคัดค้านแล้วไม่พอใจ เลยส่งกองซุนอวด (公孫越 กงซุนเยฺวี่ย) ญาติผู้น้องให้นำทหารไปช่วยอ้วนสุด แล้วทำข้อตกลงลับว่าให้อ้วนสุดกักตัวหลิวเหอไว้ต่อไปพร้อมกับยึดกำลังทหารมาเป็นของตนเอง ด้วยเหตุนี้กองซุนจ้านกับหลิวอวี๋เลยผิดใจกัน แต่ต่อมาหลิวเหอหนีไปได้แต่ก็ถูกอ้วนเสี้ยวจับตัวไว้

ในช่วงนั้น กลุ่มขุนศึกที่แย่งชิงอำนาจกันแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มของอ้วนสุด และกลุ่มของอ้วนเสี้ยว พี่น้องที่ไม่ถูกกันมาแต่เดิม  กองซุนจ้านอยู่ข้างอ้วนสุด  ตอนนั้นอ้วนสุดตั้งซุนเกี๋ยนให้เป็นผู้ว่าราชการมณฑลอวี้โจว (豫州 อิจิ๋ว) ฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็ตั้งโจวอวี๋ (周喁) ให้มาครองอวี้โจวแข่งกันแล้วให้ยกทัพมายึดเมืองหยางเฉิง (陽城) ในเขตปกครองของซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนกับกองซุนอวดยกทัพไปตีเมืองคืน แต่กองซุนอวดโดนธนูยิงตายในสนามรบ กองซุนจ้านแค้นมากจึงตั้งตนเป็นศัตรูกับอ้วนเสี้ยว และเริ่มแย่งชิงอำนาจในภาคเหนือกัน

กองซุนจ้านได้ส่งฎีกาฟ้องร้องความผิดของอ้วนเสี้ยวหลายประการไปยังราชสำนัก แล้วยกทัพไปตีอ้วนเสี้ยว ในครั้งนั้นหลายเมืองในจี้โจวก็เป็นกบฏต่ออ้วนเสี้ยวและหันมาเข้ากับกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวกลัวจึงมอบตราประจำตำแหน่งเจ้าเมืองป๋อไห่ให้กงซุนฟาน (公孫範) ญาติของกองซุนจ้านไปขอทหารจากเมืองป๋อไห่มาช่วย แต่กงซุนฟานกลับนำทหารจากป๋อไห่ไปเข้ากับกองซุนจ้านอีกคน

อิทธิพลของกองซุนจ้านเริ่มสูงขึ้น กองซุนจ้านก็แต่งตั้งให้คนของตนเองเข้ามาปกครองมณฑลต่างๆ ให้เหยียนกัง (嚴綱 ยำก๋ง) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลจี้โจว เถียนไข่ (田楷 เต๊งไก๋) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลชิงโจว ซ่านจิง (單經) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลเหยี่ยนโจว (兗州 กุนจิ๋ว) และยังตั้งเจ้าเมืองต่างๆ อีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือเล่าปี่ซึ่งกองซุนจ้านตั้งให้ครองเมืองผิงหยวน (平原 เพงงวนก้วน) ในจี้โจว และให้ติดตามเถียนไข่ไปรบกับอ้วนเสี้ยว

กองซุนจ้านได้ทำสงครามใหญ่ครั้งแรกกับอ้วนเสี้ยวที่สะพานเจี๋ยเฉียว (界橋) แต่ถูกชวีอี้ (麴義 จ๊กยี่) แม่ทัพของอ้วนเสี้ยวโจมตีจนพ่ายแพ้หนัก เหยียนกังถูกชวีอี้ตัดหัวในสนามรบ นอกจากนี้เล่าต้ายผู้ว่าราชการมณฑลเหยี่ยนโจวซึ่งมีไมตรีอยู่กับทั้งฝ่ายกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวก็ตัดสินใจตัดไมตรีกับกองซุนจ้านไปอีก ต่อมาก็แพ้อีกครั้งหนึ่ง กองซุนจ้านต้องล่าถอยไปอยู่ที่โยวโจว

เถียนไข่ทำศึกกับอ้วนเสี้ยวต่อเนื่องสองปีไม่รู้ผล อ้วนเสี้ยวตั้งอ้วนถำลูกชายคนโตเป็นผู้ว่าราชการมณฑลชิงโจวให้มาแย่งชิงอำนาจกับเถียนไข่ แต่ก็เอาชนะเด็ดขาดไม่ได้ ต่อมาทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาสงบศึกเลิกรากันไป

ความสัมพันธ์ระหว่างกองซุนจ้านกับหลิวอวี๋ยิ่งแย่หนัก เพราะหลิวอวี๋คัดค้านการรบกับอ้วนเสี้ยว จึงพยายามตัดกำลังและเสบียงของกองซุนจ้าน กองซุนจ้านโกรธก็เริ่มไม่สนใจกฎหมายและปล้นชิงราษฎรจนหลิวอวี๋ควบคุมไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต่างส่งฎีกาไปราชสำนักกล่าวโทษกันเอง ราชสำนักก็ส่งคนมาช่วยไกล่เกลี่ยแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายก็รบกันเอง กองซุนจ้านเป็นฝ่ายชนะ จับหลิวอวี๋และครอบครัวเป็นเชลย

ในช่วงเวลาเดียวกันมีทูตจากราชสำนักมาถ่ายทอดพระราชโองการเพิ่มศักดินาให้หลิวอวี๋รวมถึงพระราชทานสิทธิให้ปกครองหกหัวเมือง พร้อมกับแต่งตั้งกองซุนจ้านเป็นขุนพลฝ่ายหน้า (前將軍) มีบรรดาศักดิ์เป็นอี้โหว (易侯) กองซุนจ้านยัดข้อหาเท็จกล่าวโทษหลิวอวี๋ว่าสมคบคิดกับอ้วนเสี้ยวหวังแย่งชิงราชสมบัติ และบังคับให้ทูตออกคำสั่งให้ประหารหลิวอวี๋และครอบครัวทั้งหมดต่อหน้าสาธารณชน แล้วเอาหัวหลิวอวี๋ไปเสียบประจาน

เนื่องจากหลิวอวี๋เป็นคนมีคุณธรรมและมีเมตตาจึงเป็นที่รักของราษฎรในโยวโจวมาก กล่าวกันว่าไม่มีใครโยวโจวจะไม่โศกเศร้ากับความตายของหลิวอวี๋ ทำให้กองซุนจ้านกลับกลายเป็นที่เกลียดชังของชาวเมืองแทน

ช่วงนั้นโตเกี๋ยมผู้ว่าราชการมณฑลสวีโจว (徐州 ชีจิ๋ว) ซึ่งเป็นพันธมิตรอยู่กับกองซุนจ้านได้ขอกำลังจากเถียนไข่ไปช่วยป้องกันโจโฉ เถียนไข่กับเล่าปี่จึงยกทหารไปช่วย หลังจากโจโฉถอยไปแล้ว เล่าปี่จึงแยกจากเถียนไข่ไปอยู่กับโตเกี๋ยมแทนและได้ครองสวีโจวต่อมา เล่าปี่ต้องรบกับทั้งอ้วนสุดและลิโป้จึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกองซุนจ้านอีก

ฝ่ายกองซุนจ้านยึดครองดินแดนของหลิวอวี๋ทั้งหมดแล้วตั้งตนเองเป็นผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจว แต่ประวัติศาสตร์ระบุว่ากองซุนจ้านเป็นผู้ปกครองที่ทะเยอทะยานและเลวร้าย ไม่มีความกรุณาต่อราษฎร ทำแต่เรื่องไม่ดี ชำระแค้นเพียงเพราะอารมณ์โกรธ และยังใช้กฎหมายบีบบังคับเหล่าบัณฑิตและนักศึกษารวมถึงคนที่ได้รับความเคารพนับถือมากกว่าตนเอง คนที่มีความสามารถกลับถูกเนรเทศไปแดนไกล  กองซุนจ้านมีคนสนิทเป็นเหล่าพ่อค้าซึ่งได้รับการปฏิบัติเหมือนพี่น้องและเกี่ยวดองกันเป็นญาติด้วยการแต่งงาน คนกลุ่มนี้ก็กดขี่ราษฎรเป็นที่เกลียดชังโดยทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ เซียนอวี๋ฝู่ (鮮於輔) ลูกน้องเก่าของหลิวอวี๋จึงรวบรวมกำลังจะโค่นอำนาจกองซุนจ้าน และยังได้รับกำลังสนับสนุนจากชนเผ่าอูหฺวานนับหมื่น ยกทัพไปตีเมืองอวี๋หยาง (漁陽) สังหารเจ้าเมืองที่กองซุนจ้านตั้งและทหารอีกถึงสี่พันคน  นอกจากนี้ ท่าตุ้น (蹋頓 เป๊กตุ้น) ข่านของชนเผ่าอูหฺวานยังนำทหารม้าอีกเจ็ดพัน ทั้งหมดเข้าร่วมกับหลิวเหอลูกหลิวอวี๋ ชวีอี้แม่ทัพของอ้วนเสี้ยว ยกทัพมาตีกองซุนจ้าน

ด้วยกำลังมากมายมหาศาลทำให้กองซุนจ้านต้านทานไม่ได้พ่ายแพ้ยับเยิน จนมีบันทึกว่าทหารฝ่ายกองซุนจ้านถูกตัดหัวมากกว่าสองหมื่น นอกจากนี้ราษฎรในเมืองไต้ (代) กว่างหยาง (廣陽) ซ่างกู่ (上谷) โย่วเป่ยผิง (右北平) ในมณฑลโยวโจว (ซึ่งเห็นจะไม่พอใจกองซุนจ้านมาแต่เดิม) ต่างลุกฮือขึ้นสังหารเจ้าเมืองที่กองซุนจ้านตั้ง แล้วไปเข้าร่วมกับเซียนอวี๋ฝู่และหลิวเหอแทน กองซุนจ้านพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองซุนจ้านล่าถอยไปเมืองอี้ (易) แล้วสร้างป้อมปราการขึ้นเรียกว่า ป้อมอี้จิง (易京) มีคูเมืองสิบชั้น ตรงกลางสร้างป้อมดินสูงใหญ่ ประตูทำจากเหล็กกล้า ตรงกลางเป็นหอคอยสูงสิบจั้งเป็นที่อยู่ของกองซุนจ้านกับภรรยา กักตุนเสบียงไว้ถึงสามหมื่นหู กองซุนจ้านปลดข้ารับใช้ทั้งหมด ไม่ให้ผู้ชายที่แก่กว่าเจ็ดขวบเข้าไปในหอคอยเด็ดขาด หนังสือสำคัญจะถูกดึงส่งขึ้นไปที่หอคอย กองซุนจ้านไม่ไว้วางใจใครและไม่ยอมเข้าใกล้ลูกน้อง บรรดาขุนนางและแม่ทัพนายกองในสังกัดต่างก็มีใจออกห่าง กองซุนจ้านตั้งมั่นแทบไม่ออกรบ ปล่อยให้ทหารสู้เอาเอง

อ้วนถำก็ขยายอำนาจเข้ามาในชิงโจวมากขึ้น ด้วยการยึดเมืองเป่ยไห่ (北海 ปักไฮ) ของข่งหรง (孔融 ขงหยง) ต่อมาก็ขับไล่เถียนไข่ออกไปได้สำเร็จได้ครองชิงโจวทั้งหมด เถียนไข่ต้องกลับไปอยู่กับกองซุนจ้าน

อย่างไรก็ตามป้อมอี้จิงมีชัยภูมิเป็นต่อจึงสามารถยืนหยัดต่อต้านอ้วนเสี้ยวได้หลายปี อ้วนเสี้ยวจะขอสงบศึก แต่กองซุนจ้านหยิ่งผยองในการป้องกันของตนเอง ไม่เชื่อว่าอ้วนเสี้ยวจะชนะได้ก็ไม่ยอมสงบศึก  แต่กองซุนจ้านเอาแต่ตั้งรับ มีอยู่ครั้งหนึ่งค่ายด้านนอกโดยอ้วนเสี้ยวยึด กองซุนจ้านก็ไม่ช่วยโดยอ้างว่าถ้าช่วยก็จะมีแต่คนคาดหวังให้ช่วย สุดท้ายค่ายด้านนอกต่างก็อ่อนแอ ทหารพากันหมดหวัง บ้างก็ยอมแพ้บ้างก็หลบหนี จนอ้วนเสี้ยวยกทัพมาตั้งประชิดที่ประตูป้อมสำเร็จ

กองซุนจ้านส่งกงซุนซวี่ (公孫續) ลูกชายไปขอความช่วยเหลือจากโจรภูเขาเฮยซาน (黑山賊) ซึ่งมีกำลังกล้าแข็งมาช่วยรบกับอ้วนเสี้ยว โดยวางแผนว่าตนเองจะยกทหารม้าเร็วฝ่าออกทางตะวันตกแล้วให้โจรภูเขายกตีกระหนาบหลังอ้วนเสี้ยว แต่ลูกน้องคัดค้านว่าถ้ากองซุนจ้านทิ้งป้อมทหารจะห่วงแต่ครอบครัวไม่เหลือกำลังใจรักษาป้อมให้ แผนจึงถูกระงับไป

จางเยี่ยน (張燕 เตียวเอี๋ยน) หัวหน้าโจรภูเขาได้นำกำลังนับแสนมาช่วย กองซุนจ้านส่งหนังสือไปให้กงซุนซวี่ว่าให้นำทหารม้าเกราะห้าพันบุกตีทางเหนือแล้วจุดไฟสัญญาณ กองซุนจ้านจะยกออกจากในป้อมไปตีกระหนาบ แต่คนถือหนังสือถูกทหารอ้วนเสี้ยวจับได้จึงซ้อนกลจุดไฟหลอกให้กองซุนจ้านยกออกมาแล้วดักซุ่มโจมตี กองซุนจ้านเสียหายหนักต้องกลับเข้าป้อม

สุดท้ายอ้วนเสี้ยวให้ขุดอุโมงค์เข้าไปถึงฐานหอคอยจึงให้จุดไฟขึ้นจนหอคอยถล่มลงมา ทหารอ้วนเสี้ยวเข้าเมืองได้ กองซุนจ้านตระหนักว่าแพ้ก็ฆ่าลูกเมียแล้วฆ่าตัวตายตาม เถียนไข่ตายในการรบ ส่วนกงซุนซวี่กับจางเยี่ยนมาช่วยไม่ทัน อ้วนเสี้ยวได้ครองอำนาจในภาคเหนือทั้งหมดครับ

ส่วนจูล่งตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏบทบาทที่โดดเด่นตอนอยู่กับกองซุนจ้านเลย เพราะจูล่งได้ติดตามไปเป็นนายกองทหารม้า (主騎) ให้เล่าปี่ตั้งแต่ตอนที่เล่าปี่ติดตามเถียนไข่ไปรบกับอ้วนเสี้ยว ต่อมาพี่ชายจูล่งตาย จูล่งจึงต้องกลับบ้านเกิดไปไว้ทุกข์ (ตามธรรมเนียมจีนต้องอยู่ไว้ทุกข์สามปี) จึงต้องลาจากกองซุนจ้านชั่วคราว เล่าปี่รู้ว่าจูล่งคงไม่กลับไปหากองซุนจ้านอีกจึงได้ร่ำลากัน หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าจูล่งได้กลับไปหากองซุนจ้านอีก แต่มาหาเล่าปี่ตอนที่เล่าปี่มาอาศัยอ้วนเสี้ยวครับ

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

ยุทธการที่กัวต๋อ ชัยชนะของโจโฉต่ออ้วนเสี้ยว

ยุทธการที่กัวต๋อ

หากกล่าวถึง ยุทธการสำคัญไ ใน สามก๊ก
คงไม่อาจไม่พูดถึง ยุทธการที่กัวต๋อ ได้
ซึ่ง Centrovirtual จะนำคุณไปเรียนรู้กัน

ศึกกัวต๋อ เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหในปี ค.ศ. 200 เป็นศึกที่โจโฉได้ชัยชนะต่ออ้วนเสี้ยว จุดตัดสินผลการรบของศึกนี้อยู่ที่การลอบโจมตีทัพขนเสบียงของอ้วนเสี้ยวที่อัวเจ๋า ทำให้ทัพอ้วนเสี้ยวขาดเสบียงและเกิดความระส่ำระสายไปทั้งกองทัพ จากแผนการของเขาฮิว ซึ่งเดิมอยู่กับอ้วนเสี้ยว แต่มาอยู่ข้างโจโฉ เพราะคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวต่อไปจะพ่ายแพ้แน่

ทั้ง ๆ ที่เริ่มต้นกองทัพของอ้วนเสี้ยวมีมากกว่าโจโฉถึง 10ต่อ1 แต่โจโฉนำทัพอย่างใจเย็นค่อย ๆ รุกคืบ และฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็โลเลไม่ยอมทำศึกแตกหัก จึงต้องประสบความพ่ายแพ้ในที่สุด ภายหลังศึกนี้ อ้วนเสี้ยวเสียใจมาก อีกทั้งลูกชาย 2 คน คือ อ้วนซงกับอ้วนถำก็บาดหมางถึงขนาดฆ่ากัน จนต้องกระอักเลือดชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน ศึกนี้นำมาสู่การล่มสลายของตระกูลอ้วน เมื่อบุคคลสำคัญ ๆ ในตระกูลได้ล้มตายหมดสิ้น อีกทั้งเป็นศึกที่โจโฉได้สร้างชื่อเสียงไว้มาก และทำให้ได้ครองอำนาจใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในดินแดนภาคเหนือของจีน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโจโฉใช้เวลาทำศึกครั้งนี้นานถึง 7 ปี

ในสามก๊ก เริ่มแรกจากที่เล่าปี่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ในพระราชวัง จากที่มีความดีความชอบในการปราบตั๋งโต๊ะและลิโป้ พระองค์ทรงให้ตรวจพงศาวลี พบว่าเล่าปี่สืบสายเชื้อสายมาจากตงสานเชงอ๋องจริง จึงให้ความเคารพเล่าปี่และทรงเรียกเล่าปี่ว่า พระเจ้าอา และเชื้อเชิญให้ไปปรึกษาราชการเป็นการส่วนพระองค์ ทำให้โจโฉเกิดความระแวงในตัวเล่าปี่ อีกทั้งในเวลาเดียวกันนั้น ตังสินร่วมมือกับเกียดเป๋งหมายจะลอบฆ่าโจโฉ แต่ไม่สำเร็จ โจโฉยิ่งเพิ่มความระแวงในตัวผู้ที่อยู่ตรงกันข้าม เล่าปี่จึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองไปเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยว เพื่อชักชวนให้ปราบโจโฉ

โจโฉได้ทำการฝังศพอ้วนเสี้ยวอย่างสมเกียรติ และได้ซื้อใจราษฎรด้วยการงดภาษีถึง 1 ปี และต่อมาได้ร่างโคลงถึงการรบในครั้งนี้ด้วย ที่เขาจรดทะเลเช่นเดียวกับฮั่นอู่ตี้ อดีตฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในราชวงศ์ฮั่นเคยกระทำ หลังจากชนะศึกที่นี่เช่นกัน

สำหรับฝ่ายเล่าปี่ นี่เป็นศึกอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ทำให้เล่าปี่แตกหักกับฝ่ายโจโฉอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนับต่อจากนี้ทั้งคู่จะขับเขี่ยวกันไปตลอด

ย้อนรอย ยุทธการที่กัวต๋อ

ศึกกัวต๋อ (Battle of Guandu) เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหในปีค.ศ200 เป็นศึกใหญ่ระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งกองทัพอ้วนเสี้ยวมีกำลังทหารมากกว่าโจโฉถึง 10:1 เเต่อย่างที่เราทราบกันว่าจุดสำคัญของศึกนี้คือทัพอ้วนเสี้ยวถูกโจโฉเผาค่ายเสบียงที่อู่เจ๋า เป็นต้นเหตุให้ทัพอ้วนเสี้ยวพ่ายเเพ้ให้กับโจโฉไปในที่สุดเเละถือว่าศึกนี้ยังเป็นจุดเริ่มสิ่งสำคัญอีก2สิ่งคือ

  1. โจโฉสามารถยึดเเดนเหนือเเละภาคกลางไว้ได้ทั้งหมดก่อนที่จะเดินหน้าบุกลงใต้
  2. เป็นศึกใหญ่ครั้งแรกที่ทำให้เล่าปี่แตกหักกับฝ่ายโจโฉอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนับต่อจากนี้ทั้งคู่จะขับเคี่ยวกันไปตลอด

เเต่ว่าในฉบับหงสานั้นนอกจากจะขยายภาพให้เห็นเด่นชัดเเล้ว ยังเพิ่มอถรรสให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความลึกมากขึ้นด้วยการใส่ การเมืองภายใน,การขับเคี่ยวด้วยกลศึกพิชัยยุทธ์เเละเเอ๊คชั่นของเหล่าขุนพลของทั้งสองฝั่ง เพื่อขับเน้นให้ศึกนี้โดดเด่นในทุกๆด้าน ให้เห็นภาพของสิ่งที่เรียกว่าสงคราม งั้นเรามาลองดูกันว่าศึกกัวต๋อฉบับหงสาจอมราชันย์นี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้างเเละจุดจบของมันเป็นอย่างไร

– ในศึกกัวต๋อนั้นมีเมืองสำคัญๆอยู่ ห้าเมืองได้เเก่ เเป๊ะเบ๊, เอียงบู๊, อู่เจ๋า, เก๋าเซีย เเละยีหลำ

– ตอนนี้เล่าปี่ได้เเยกตัวออกมาจากโจโฉเเล้วเเละเป็นพันธมิตรกับอ้วนเสี้ยว  ส่วนกวนอูก็ไปเข้ากับโจโฉตามประวัติศาสตร์

– เสบียงทั้งหมดของทัพอ้วนเสี้ยวอยู่ที่อู่เจ๋าทั้งหมดตามประวัติศาสตร์ เเต่ในฉบับหงสาเสบียงไม่ได้อยู่ที่อู่เจ๋าทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่เอียงบู๊ก็มีเช่นกัน เสบียงทั้งหมดไม่ได้รวมกันอยู่ทีเดียว เเต่ฐานสนับสนุนอยู่ที่อู่เจ๋านำทัพโดยอ้วนเสี้ยว

– กัวต๋อคือสมรภูมิรบหลักเเละสถานที่ตั้งรับของทัพโจโฉ ส่วนอ้วนเสี้ยวนำทัพบุกลงมาจากเอี๊ยบเสีย(ฮ้อปัก)
ตอนเเรกนั้นทัพโจโฉประจำอยู่ที่เอียงบู๊ ลำปั่นเเละเเป๊ะเบ๊ เเต่ก็ค่อยทยอยถอยๆจนมารวมอยู่ที่กัวต๋อ

– ที่กัวต๋อฝั่งโจโฉจะถูกบัญชาเเนวรบโดยกุยเเกกับซุนฮิวเเละมีขุนพลเก่งๆอย่าง เเฮหัวตุ้นเเละเเฮหัวเอี๋ยนประจำอยู่ คนนำเสบียงก็คือคือโจหอง  ส่วนโจโฉจะเเยกตัวไปที่เก๋าเซียพร้อมกับเตียวเลี้ยวเเละเคาทู ทางด้านฮูโต๋มีซุนฮก เทียหยกเเละโจหยินคอยคุม ส่วนกาเซี่ยงคอยตระเวนไปทั่วศึกเป็นสายสนับสนุนเเผนอีกทาง

-ฝั่งอ้วนปึงมีเเม่ทัพใหญ่คือ้วนปึงเพียงคนเดียว อ้วนถำ,อ้วนฮีเเละอ้วนซงเป็นเพียงทัพที่รอบัญชาทัพจากอ้วนปึกอีกที ขุนพลที่ติดตามอ้วนปึงมีกอหลำกับเตียวคับ เเละผู้สนับสนุนที่วิ่งไปทั่วอย่างต้วนเจี้ยนเเละเอียวเฉง

เเล้วก็มาทำความเข้าใจกันก่อนถึงเรื่องการเมืองภายในของตระกูลอ้วน ซึ่งเหล่าๆลูกของอ้วนเสี้ยวก็พยามเเย่งชิงอำนาจกันเอง โดยที่ตามหลักเเล้วผู้ที่จะต้องสืบทอดจริงๆคืออ้วนถำ เเต่ด้วยสภาวะภายในที่หลายตระกูลที่สนับสนุนอ้วนเสี้ยวนั้นมีความเเตกเเยกเเละบาดหมางกัน เลยเลือกที่จะถือหางไม่ใช่เฉพาะเเค่อ้วนถำเท่านั้น จะเห็นได้ว่านอกจากลูกๆของอ้วนเสี้ยวเเล้วเหล่าผู้สนับสนุนต่างๆก็เปิดศึกภายในกันเองอยู่ร่ำไป

– อ้วนเสี้ยวมีลูกอยู่5คนที่เอ่ยถึงนะ ลูกคนเล็กตายไปเเล้วจากการโดนวางยา

– คนเเรกคือ อ้วนถำ มีตระกูลซินเเละกัวถือหาง คือกัวเต๋าเเละซินเป๋ง

– คนที่สองคือ อ้วนฮี  ไม่ยุ่งกับการเเก่งเเย่งอำนาจ เเต่มีภรรยาคือนางเอียนสี เเต่เเม้จะไม่เข้าร่วมศึกชิงอำนาจ เเต่เขาต้องทำงานภายใต้การบัญชาของอ้วนปึงเเละต้องออกรบ

– คนที่สาม อ้วนซง มีตระกูลสิมถือหางโดยมี สิมโพยเเละฮองกี๋ เป็นที่ปรึกษา

– คนที่ห้าคือ บุตรลับ อ้วนปึง (มีอำนาจทั่วเอียบเสีย เเค้นพ่อตัวเองอย่างหนักหน่วง)

สรุปเหตุการณ์ที่เเป๊ะเบ๊

– เนื่องจากอ้วนเสี้ยวได้นำทัพลงมาหลายสายเเละส่วนนึงคือทางเเป๊ะเบ๊ ทัพโจโฉจำต้องป้องกันไว้เพื่อชะลอไม่ให้ทำอ้วนเสี้ยวลงมาพร้อมกันหมด เลยต้องตั้งรับที่นี้เอาไว้อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาไว้ให้ได้มากที่สุด

– ผู้ที่นำทัพเเรกมาคืองันเหลียง ส่วนทัพรองคือเล่าปี่ ผลคือกุยเเกส่งกวนอูออกมาทำให้เล่าปี่ไม่กล้าลงมือ เป็นเหตุให้งันเหลียงถูกกวนอูปลิดชีพเเละเล่าปี่ก็โดนกักตัวไว้โดยบุนทิว

– ผลของศึกที่นี้คือทัพโจโฉที่นำโดยซุนฮิวเเละกุยเเกถอยออกจากเเป๊ะเบ๊ (หลังจากสังหารงันเหลียงได้ กุยเเกก็ถอยกลับไปทางลำปั่น) ส่วนทัพอ้วนเสี้ยวที่ตามมาโดยบุนทิวสามารถยึดเเป๊ะเบ๊ได้สำเร็จ ทัพโจก็ชะลอการมาของทัพอ้วนเสี้ยวได้ชั่วอึดใจนึง

– เเต่ถึงเเม้จะชะลอทัพโจโฉได้เเต่ ด้วยการเดินทัพอันรวดเร็วของบุนทิวจึงสามารถบุกไปถึงเซ่งจินค่ายใหญ่ของกุยเเก ซึ่งบุนทิวยกพลมาทั้งหมดโดยที่ไม่ทิ้งกองทหารเฝ้ามืองตามทางเลยทำให้บุนทิวยกพลมาเต็มอัตราศึก

– ผลจากศึกนี้เนื่องจากบุนทิวต้องกลของกุยเเกทำให้ทัพบุนทิวเสียกระบวนจนตัวบุนทิวเองก็โดนเตียวเลี้ยวสังหารไปในที่สุด สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ทัพหน้าของอ้วนเสี้ยวรวนไปเลย เพราะขุนพลใหญ่มาดับไปพร้อมๆกันถึง2คน ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ที่ค่ายเซ่งจินด้านโจโฉค่อนข้างผ่อนคลายขึ้นนิดนึง เพราะทัพหน้าของอ้วนเสี้ยวโดนตีเเตกกระจาย ทัพโจโฉสามารถกลับมารวมตัวกันได้อีกรอบ

เเต่ไม่ใช่เเบบนั้นทัพของอ้วนเสี้ยวที่นำโดยเตียวคับกลับสามารถรวมทหารที่เเตกทัพกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เเละทัพหลักของอ้วนเสี้ยวได้มาถึงศึกนี้อย่างเงียบๆ พิสดารอันดับหนึ่งเเห่งสำนักคันฉ่องวารี อ้วนปึงมาถึงสนามรบเรียบร้อย

อ้วนปึง vs กุยเเก

อ้วนปึงนั้นสามารถรวบรวมทหารที่เเตกจากทัพหน้ามาได้จำนวนไม่กี่หมื่น เเต่ไม่ถอยดันกลับตั้งหน้าประจันกับทัพกุยเเกที่เพิ่งรวมพลได้ถึงสามหมื่น ทั้งสองนำทัพบุกเข้าใส่กัน ผลคือกุยเเกโดนอัลติของอ้วนปึง “ราชินิวายุเเปดกระบวนค่าย” โดนไปดอกเดียวทำให้ทัพโจโฉทั้งหมดต้องล่าถอยกลับไปที่เอียงบู๊ จะเห็นได้ว่าการตายของสองขุนพลใหญ่ของอ้วนเสี้ยวเเม้จะทำให้จิตใจระส่ำเเต่ก็ชั่วขณะเท่านั้น นั่นเป้นเพราะผลจากการจัดการของอ้วนปึงล้วนๆ จากนั้นโจจู๋นำทัพไท่ผิงเข้าร่วมกับอ้วนปึง อ้วนปึงเลยจัดการส่งเล่าปี่ไปยังเมืองยีหลำ……(เล่าปี่ก็ตกลงรับคำสั่งเพราะจะได้ตีตัวออกห่างจากอ้วนเสี้ยวได้)

สรุปเหตุการณ์ในเมืองยีหลำ

– อ้วนปึงสั่งให้เล่าปี่ผนวกกับลัทธิไท่ผิงนำกองทัพบางส่วนลงไปคุมเมืองยีหลำที่เล่าเพ็กยึดได้ ทำไมถึงต้องไปยีหลำ ยีหลำสำคัญยังไง? ทุกท่านลองกลับไปดูในเเผนที่ว่ายีหลำนั่นอยู่ตรงไหน ก็จะต้องร้องเหยดดดดดดดดดเปียกกกกก

– ทีนี้นอกจากจะโจโฉะต้องทำศึกกับอ้วนเสี้ยวทางเหนือเเล้ว ทางใต้ก็ยังมีเล่าปี่กับลัทธิไท่ผิงที่กำลังรอโอกาสเข้าตีฮูโต๋ กลายเป็นท่านโจต้องรับศึกสองด้านเน้นๆ

– โชคยังดีที่ทางใต้ของฮูโต๋มีกาเซี่ยงคอยดูทางอยู่

– เเละเล่าเพ็กก็ต้องกลของกาเซี่ยง ถูกล่อออกไปถล่มซะยับ ทำให้ตอนนี้ทางยีหลำทำอะไรไม่ได้เลย ได้เเต่เพียงตั้งรับเท่านั้น เพราะทางนี้มีเเต่กำลังพลของฝ่ายเล่าปี่ที่มีอยู่เพียงน้อยนิด

สรุปเหตุการณ์ในฮูโต๋

– เหล่าขุนนางพยายามชักนำให้ฮ่องเต้ ร่วมมือกับทัพอ้วนเสี้ยว เพราะโจโฉกำลังตกที่นั่งลำบาก

– เเต่ซุนฮกก็เข้ามาเคลียร์ตรงนี้ได้สำเร็จ เเละในที่สุดสถานการณ์ที่ยีหลำถูกคลี่คลายไปได้ เล่าปี่หนีลงใต้ไปเรียบร้อย (เทียหยกไปประจำทียีหลำเเทน)

– ตอนนี้ทัพโจโฉไม่จำเป็นต้องพะวงกับศึกสองด้านอีกต่อไปเเล้ว

ทัพโจโฉถูกตีถอยร่นกลับมาที่เอียงบู๊จนสุดท้ายก็กลับมาตั้งรับที่ค่ายหลักที่กัวต๋อ ซึ่งตอนนั้นขุนพลฝั่งโจโฉที่ประจำอยู่ที่กัวต๋อก็ได้เเก่ เเฮหัวเอี๋ยน,เเฮหัวตุ้น,ฮันเฮ่าเเละกุยเเก เเต่ว่าเสบียงก็เหลือน้อย ต่างกับฝั่งทัพอ้วนเสี้ยวที่สามารถบุกเบิกทางขนส่งเสบียงได้สะดวกโยธิน ทำให้การขนส่งเสบียงไม่มีบกพร่องเเละไม่ขาดสาย เรื่องเสบียงจึงหายห่วงไปเลยสำหรับทัพอ้วนเสี้ยวในตอนนี้ เเต่ในระหว่างที่ทั้งสองทัพกำลังรบกันอย่างหนักหน่วง ทัพซุนที่เพิ่งสูญเสียซุนเซ็กไปก็ได้โอกาสกลับลงใต้ ซุนกวนขึ้นเป็นผู้นำต่อเเต่ด้วยเพราะบารมียังน้อยจึงจำเป็นต้องไปเตรียมความพรั่งพร้อมเเละขยายอิทธิพลในเเดนใต้ให้เเข็งเเกร่ง

ด้านสุมาอี้ ก็รูว่าการลงทุน ของ ทางตระกูลซัน เเละ ตระกูลสุมาอี้ ชักท่าทางไม่ดี เพราะขืนเป็นเเบบนี้ สิ่งที่ลงทุนไป ก็จะสูญเปล่า หากโจโฉพ่ายเเพ้ เพราะงั้นสุมาอี้ จึงต้องเดินทาง ไปยังเอียบเสียเพื่อ ทำการสำคัญ อะไรบางอย่าง

หลายคน ที่อ่านสามก๊ก ชอบพูดกันว่า อ้วนเสี้ยว โง่เขลาอ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้วฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั้น นอกจาก เพลย์เซฟตอนรบ ตั๋งโต๊ะแล้ว ก็แทบจะไม่เคย รบแพ้ใครเลยนะครับ อาณาเขตเดิมของอ้วนเสี้ยว สมัยตั๋งโต๊ะ ก็ไม่ได้คุมทั้งแดนเหนือ ขนาดนั้น แต่เขาอาศัย ศึกตั๋งโต๊ะกินรวบฝั่งเหนือแม่น้ำฮวงโห ได้แบบเรียบวุธ ( ที่ท้ายสุดก็เก็บดินแดนของกองซุนจ้านได้ ) แต่เขามาแพ้จัง ๆ ให้กับโจโฉ ก็ตอนศึกกัวต๋อ และเป็นการแพ้รวดแบบไม่มีโอกาสทำแต้มกลับเลย ซึ่งผมว่ามันเป็นศึกที่ขับเคี่ยวมากนะ ถ้าอ้วนเสี้ยวไม่พลาด (หรือในหงสาอ้วนปึงไม่พลาด) โจโฉก็ไม่รอดแน่ ๆ เหมือนกัน

แต่ก็ต้องชื่นชม ฝั่งโจโฉมากด้วยครับ ที่พยายามทั้งต้าน และ เค้นสรรพกำลัง โต้กลับได้ขนาดนี้

ผมมองว่า ชัยชนะของโจโฉ ในกัวต๋อ ดูยิ่งใหญ่กว่า ชัยชนะของซุนกวน ในเซ็กเพ็กเยอะเลย เพราะเซ็กเพ็ก มีปัจจัยที่เหมือนเป็นการ “ดีบัฟ” ฝั่งโจโฉไปเยอะ ( โรคระบาด / ไม่คุ้นที่ / ชัยภูมิไม่ดี ) ซึ่งอ้วนเสี้ยว ไม่เจอปัญหาแบบนั้น แต่ชัยชนะของซุนกวน นั้นก็ไม่ได้พลิกสถานการณ์ ให้โจโฉล่มจม แบบที่อ้วนเสี้ยวแพ้

ขอขอบคุณบทความนานาสาระ โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

ทรราชตั๋งโต๊ะ ผู้ฉวยโอกาสบนกลียุค ยึดอำนาจราชสำนัก

Centrovirtual พาคุณเจาะเวลาแห่งกลียุคในประวัติศาสตร์สามก๊ก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทำให้เกิดการล่มสลายของราชวงศ์
ทรราชตั๋งโต๊ะ ผู้ฉวยโอกาสริบอำนาจฮ่องเต้น้อย

ทรราชตั๋งโต๊ะ

ทรราชตั๋งโต๊ะ

โฮจิ๋นได้คิดการที่กำจัดเสี้ยนหนามอยู่ตลอดเวลา แล้วส่งสาสน์ไปหัวเมืองทั้งปวงให้ยกทัพมาช่วยกำจัดขันทีทั้งสิบ ฝ่ายตั๋งโต๊ะ ผู้มีใจหยาบช้าเห็นได้ทีฮุบราชสมบัติจึงรีบยกพลเข้าเมืองหลวงหวังเพื่อกำจัด ขันทีทั้งสิบเสีย

ฝ่ายขันทีทั้งสิบเห็นดังนั้นจึงชิงรีบลอบฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อนโดยลวงว่านางโฮ เฮามีเหตุให้เข้าเฝ้า โฮจิ๋นเสียทีจึงถูกรุมฆ่าตาย ฝ่ายอ้วนเสี้ยวและโจโฉผู้ซึ่งเป็นขุนนางในราชสำนักเหมือนกันซึ่งอยู่ฝั่งโฮจิ๋น เห็นดังนั้นจึงบุกเข้าไปฆ่าขันทีทั้งสิบ การโกลาหลยิ่งนักเพลิงไหม้โหมกระหน่ำเข้ามาในวัง ขันทีที่เหลือจึงอุ้มพระราชบุตรทั้งสองคน ลอบหนีออกจากวังหลบหนีเข้าไปในป่า จึงตามพบ ระหว่างทางพบตั๋งโต๊ะตั้งทัพอยู่ จึงเชิญเสด็จเข้าในวัง

ฝ่ายตั๋งโต๊ะ พอเข้ามาในวังแล้วกำเริบเสิบสานเข้าชิงทรัพย์ข่มเหงราษฎรแต่ไม่มีผู้ใดห้าม ปราม ขุนนางทั้งปวงต่างกลัวเกรง วันหนึ่งตั๋งโต๊ะได้ชวนขุนนางใหญ่น้อยเลี้ยงสุรา แล้วว่าจะให้ถอดหองจูเปียนเสีย แล้วให้หองจูเหียบผู้น้องครองบัลลังค์แทน

ฝ่ายเต๊งหงวนพ่อเลี้ยงลิโป้ มิชอบใจตั๋งโต๊ะจึงออกรบพุ่งกันอยู่บ่อยครั้ง ลิยูที่ปรึกษาตั๋งโต๊ะเห็นลิโป้มีท่าทีองอาจจึงเชิญชวนมาไว้เป็นพรรคพวก โดยการส่งลิซกพร้อมกับเครื่องบรรณาการมากมายรวมทั้งม้าเซ็กเธาว์

ฝ่ายลิโป้เห็นแก่ลาภยศจึงบุกเข้าปลอบฆ่าเต๊งหงวนพ่อบุญธรรมเสีย แล้วมาอยู่กับตั๋งโต๊ะเป็นพ่อบุญธรรมคนใหม่ ฝ่ายขุนนางจึงยิ่งกลัวเกรงตั๋งโต๊ะเข้าไปอีก ภายหลังตั๋งโต๊ะได้ถอด หองจูเปียนออกจากราชสมบัติจับไปขังพร้อมนางโฮเฮา แล้วส่งลิยูไปปลงพระชมน์ทั้งคู่ แต่งตั้งหองจูเหียบใช้พระนามว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้วตัวเองเป็นเซียงก๊ก ผู้สำเร็จราชการ

กำเนิดทรราช

ตั๋งโต๊ะ ผู้มียศทหารเป็นขุนพล ฝ่ายหน้า มีบรรดาศักดิ์ขุนนางเป็นพระยาอ้าวเซียวโหว ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองซีหลง ครั้งปราบโจรโพกผ้าเหลืองไม่สำเร็จราชสำนักจะเอาโทษต้องติดสินบนขันทีจึงรอดตัว

ต่อมา กลับตั้งตัวเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นได้ สามารถควบคุมกองทัพใหญ่ทางภาคตะวันตก มีกำลัง 20 หมื่นคน อันตั๋งโต๊ะนั้นมีใจกำเริบไม่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์

ตั๋งโต๊ะยกทัพเข้าเมืองหลวงปลดฮ่องเต้องค์เดิม แต่งตั้งฮองจูเหียบขึ้นมีพระนามว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั๋งโต๊ะตั้งตัวเองเป็นมหาอุปราช วางตัวเป็นใหญ่ที่เสด็จออกดังที่รู้กันว่าพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จออกหรือไม่

พวกขุนนางก็ต้องมารอเฝ้าถวายคำนับ ตั๋งโต๊ะสบายอารมณ์วันไหนจึงจะเข้ามาเหยียบที่เฝ้า และถ้าเข้ามาก็ไม่เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย ถอดดาบออกจากฝักเดินหราเข้ามาในที่เฝ้า จะชี้สิ่งใดแทนที่จะใช้นิ้วก็ใช้ปลายกระบี่ชี้ไม่มีใครกล้าหือ

ขุนนางต่างรู้สึกกันว่าตนจะต้องสู้กับความดุร้ายของหมาบ้ายิ่งกว่าสู้กับคนดุชั้นจอมโจร การที่คนทั้งหลายไม่กล้าหือ ทั้งนี้ ทำให้ตั๋งโต๊ะเคลิ้มไปว่าทั้งแผ่นดินสิ้นที่จะเป็นภัยกับตนแล้ว

ทำอะไรเล่นๆ ก็ได้โดยไม่ต้องกริ่งเกรงอันใด ค่ำคืนรู้สึกว่าที่พำนักของตนยังสบายไม่พอก็ลอยชายเข้าวัง สั่งเปิดพระที่นั่งและที่บรรทมซึ่งเลนเต้จักรพรรดิองค์เคยนอน

นางห้ามที่เคยรองบาทเป็นบริจาริกาพระเจ้าเลนเต้แต่ก่อน คนใดยังแฉล้มแช่มช้อยพอตายวนใจอยู่ ตั๋งโต๋ะก็ให้หานางห้ามนั้นเข้ามาปรนนิบัติตน หากขัดขืนไม่ยอมมา ลางทีก็ออกไล่ไขว่คว้า ในที่สุดถ้าทำใจขัดขืนจริงๆ ก็ฆ่าเสียเลย

แผ่นดินนั้นเดือดร้อนไปแทบทุกหย่อมย่าน ในหัวอกของผู้คนที่นอกจากพรรคพวกซึ่งตั๋งโต๊ะขนเพชรนิลจินดาจากท้องพระคลังไปโปรยปรายให้รางวัลแล้ว ก็พากันปวดร้าวด้วยความระทม

ตั๋งโต๊ะ ทรราชผู้หยาบช้า

ตั๋งโต๊ะยังอยากเบ่งบารมีเพื่อจะตบตาคนทั้งหลายว่า ตัวได้ทำความดีความชอบแก่ราช การแผ่นดินไว้ ตั๋งโต๊ะอันเป็นผู้สำเร็จราชการก็คุมทหารไปเมืองหยงเสีย

เข้าปล้นเอาเมืองนั้นซึ่งโดยแท้แล้วก็คือเมืองในขอบขัณฑเสมา หรือในความบังคับบัญชาของตนนั่นเอง เงินทองข้าวของในคลังประจำเมืองตั๋งโต๊ะเอาเข้ากระเป๋า พวกผู้หญิงเก็บไว้ใช้สอย

แต่พวกผู้ชายตัดหัวหมดแล้วเอาศีรษะบรรทุกเกวียนเข้าไปในเมืองหลวงตระเวนไปตามตลาดอวดอ้างว่าตั๋งโต๊ะสู้กรากกรำไปปราบโจร ตัดเอาศีรษะมาได้เป็นจำนวนมาก ความน่าสาปแช่งของตั๋งโต๊ะมีอยู่ถึงเพียงนี้ นั่นก็คือ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเอง แต่ไปฆ่าผู้คนอันเป็นข้าแผ่นดิน แล้วมาป่าวร้องหาความดีความชอบใส่ตัวเอง

ตามจดหมายเหตุได้บันทึกไว้ว่า ระหว่างนั้นตั๋งโต๊ะได้นำกองทัพจากเมืองเสเหลียงเข้ามายึดอำนาจในเมืองหลวงได้เบ็ดเสร็จแล้วก็ได้ปรับโครงสร้างการปกครอง โยกย้ายถอดถอนและมีการแต่งตั้งขุนนางท้องถิ่นแต่ละตำแหน่งเสียใหม่

ซุนฮกได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองคังฝู แต่ปฏิเสธแล้วขอลาออกจากราชการกลับไปอยู่บ้านเกิด ไม่ว่าซุนฮก ไม่ว่าโจโฉ ไม่ว่าอ้วนเสี้ยว ไม่ว่ากุยแก ล้วนได้รับผลสะเทือนจาก สถานการณ์ที่ตั๋งโต๊ะยกทัพใหญ่จากเสเหลียงเข้ามายึดครองลั่วหยางทั้งสิ้น

ทรราชที่อ้างตัวมาชุบเลี้ยงพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ไม่อยู่ในจริยธรรม ฆ่าคนอย่างสนุกสนาน แผ่นดินเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า มีทหารเอกคู่ใจ คือ ลิโป้ ไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย ภายหลังตายพราะผู้หญิง โดยเป็นแผนของอองอุ้นใช้กลยุทธ์ที่เลื่องลือ โดยมีแม่นางเตียวเสี้ยน หว่านล้อมเสน่ห์ ให้ ตั๋งโต๊ะ กับลิโป้ ผิดใจกัน

นึกไม่ออกว่าทำไมตั๋งโต๊ะจะไม่โดนล้ม คือยังไงมันก็โดนแน่ๆ บทเนียนในประวัติศาสตร์มันฟ้องมาก

ถ้าตั๊งโตํะไม่โดนล้มแล้วครองอำนาจต่อมาได้ ผมเกรงว่าจะไม่มีใครไปช่วยฮ่องเต้ครับ คงปล่อยราชวงศ์ฮั่นให้ล่มสลายไปเลย หรือเป็นได้อีกทางหนึ่งคือ ซุนเกี๋ยนจะก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาทางใต้(ถ้าไม่โดนสังหารไปก่อน ซุนเกี๋ยนเวลานั้นคือขุนศึกที่รบเก่งที่สุด ด้านผลงานไม่แพ้ลิโป้)แล้วจะนำทัพรุกขึ้นมาชิงอำนาจทางเหนือ

ส่วนโจโฉถึงจะมีกุนซือเก่งๆมาก แต่ถ้าตั๋งโต๊ะไม่โดนล้มขั้วอำนาจทางเหนือและภาคกลางก็จะยังเข้มแข็งจนเขาแทรกได้ลำบาก ทีนี้จุดสำคัญคือโจโฉจะยังเคลื่อนไหวก่อการได้อิสระจนสามารถสร้างฐานกำลังที่กุนจิ๋วได้สำเร็จไหม เพราะเชื่อว่าถ้าตั๋งโต๊ะยังอยู่ จะไม่ปล่อยให้ขุนศึกสร้างฐานกำลังขึ้นใกล้เมืองหลวงแน่

การต่อสู้ด้วยกำลังทหารกับใครบางคน ไม่เกิดประโยชน์ และอาจจะทำให้ทำลายได้ยากขึ้นด้วยซ้ำ บางที การจารกรรม การลอบสังหาร ตลอดไปถึงการยุยงให้แตกแยก แตกความสามัคคีกัน อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า สำหรับข้าศึกที่เข้มแข็งเกินไป เช่น ตั๋งโต๊ะ+ลิโป้ ซุนเกี๋ยน+ซุนเซ็ก อ้วนเสี้ยว+อ้วนสุด (ถ้ามี) เป็นต้น

เมื่อเกิดภาวะสามก๊กขึ้น ต่างก็ทำอะไรกันด้วยกำลังทหารได้ยากยิ่งขึ้น แต่กลับไม่มีการจารกรรมให้พบเห็น เลยปล่อยให้ ขงเบ้ง สุมาอี้ ลกซุน ยันกันอยู่ไปมาได้เป็นสิบปี จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน แต่สุดท้าย เมื่อเกิดการลอบโจมตี หรือ บ่อนทำลายจากภายในขึ้นมา จึงเกิดเป็นช่องว่างในการรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ

จ๊กก๊ก ก๊กที่เล็กที่สุด พ่ายแพ้เพราะโดนตลบหลัง เจาะถึงเมืองหลวงได้ กองทัพจึงค่อยล่มสลาย ส่วนง่อก๊ก ที่มีปราการน่านน้ำที่เข้มแข็ง เหลือแค่ก๊กเดียว ยังต้องอาศัยเวลานับสิบปี จนคนมีสติปัญญาหายไปหมด และราษฎรเบื่อหน่ายกษัตริย์แย่ๆ จึงค่อยนำกำลังเข้าบุกโจมตีได้ในที่สุด ซึ่งส่วนนี้ ผมก็ยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมสุมาเอี๋ยนจึงใจเย็น รอซะนานขนาดนั้น ไม่กลัวว่า ตัวเองจะตายก่อนหรือยังไง ทำไมไม่สร้าง “จงโฮย-เตงงาย 2” ไปเก็บง่อก๊กให้เร็วกว่านี้

โฮจิ๋นชักศึกเข้าบ้าน

การที่โฮจิ๋นคิดยืมมือขุนศึกอื่นๆ เพื่อกำจัดสิบขันที เป็นการชักศึกเข้าบ้านอย่างแท้จริง

ขุนศึกหัวเมืองเริ่มมีอำนาจมากขึ้นเพราะเหตุการโจรโพกผ้าเหลืองกับกบฎมณฆลเหลียงโจวครับ ใน ค.ศ.188 หลิวเยียน(พ่อหลิวจาง-เล่าเจี้ยง)ได้ทูลหลิงตี้ว่าเจ้าเมืองมีอำนาจน้อยเกินไปไม่สามารถเตรียมการป้องกันเหตุร้ายได้ทันท่วงที ทำให้บรรดาเจ้าเมืองได้รับอำนาจสั่งสมกำลังทหารของตนเองได้เพื่อเตรียมพร้อมกับความวุ่นวายทำให้ส่วนกลางมีอำนาจแทรกแซงได้น้อยลงครับ พอต่งจั๋ว(ตั๋งโต๊ะ)ยึดอำนาจ เจ้าเมือง ผู้ว่ามณฑลพวกนี้ก็เปลี่ยนสถานะเป็นขุนศึก พากันแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับส่วนกลาง บางคนก็เป็นพันธมิตรกันร่วมตีคนอื่น แย่งกันไปมาสุดท้ายก็กลายเป็นสามก๊ก

ต่งจั๋วนั้นเคยเป็นแม่ทัพที่เข้าร่วมในการปราบปรามทั้งกบฏหลังจากนั้นก็มีความชอบได้เลื่อนเป็นผู้ว่ามณฑลปิ้งโจวแต่ต่งจั๋วไม่ยอมไป กลับขอประจำอยู่ในซีเหลียงซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของตนแล้วค่อยๆสั่งสมอำนาจไปเรื่อย ราชสำนักในเวลานั้นก็เน่าเฟะคาดว่าคงไม่มีใครจะมาเอาใจใส่ต่งจั๋ว ต่งจั๋วจะอ้างว่าเตรียมทัพไว้ป้องกันกบฏคนอื่นก็คงจะเชื่อ

มีอยู่คนเดียวที่เคยเตือนราชสำนักไม่ให้ไว้ใจต่งจั๋วคือซุนเจียน(ซุนเกี๋ยน)ซึ่งไปร่วมปราบกบฏที่เหลียงโจวเหมือนกัน ซุนเจียนเคยเตือนราชสำนักว่าต่งจั๋วไว้ใจไม่ได้ควรกำจัดทิ้งแต่ก็ไม่มีใครใส่ใจ พอเหอจิ้นเรียกก็สบโอกาส เตรียมการยกเข้าเมืืองหลวง เจตนาของเหอจิ้นอาจเป็นเพราะต้องการนำกองกำลังขนาดใหญ่ที่ตนเองคงคิดว่ากำจัดขันทีได้ชัวร์ๆทั้งๆที่มันเกินความจำเป็น

สงครามปราบตั๋งโต๊ะ ก่อเกิดยุคสามก๊ก

สงครามครั้งนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อจอมทรราชตั๋งโต๊ะได้สร้างความวุ่นวายในราชสำนักด้วยการปลดห้องจูเปียนออกจากราชสมบัติและตั้งห้องจูเหียบ พระราชอนุชาขึ้นเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้และขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนทำให้มีอำนาจบาตรใหญ่ในราชสำนัก เหล่าขุนนางต่างหวั่นเกรงกลัวอำนาจของตั๋งโต๊ะ แต่โจโฉได้อาสาที่จะลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จจึงหนีไปยังบ้านเกิดขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตนเป็นทุนเพื่อรับทหารอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง จากนั้นไปสมทบกับอ้วนเสี้ยวและส่งสาส์นไปยังเมืองต่างๆให้มาช่วยรบเพื่อโค่นล้มอำนาจของตั๋งโต๊ะ ปรากฏว่า มีหัวเมืองทั้งหมดสิบแปดหัวเมืองได้เข้าร่วมรบในศึกครั้งนี้

ผลลัพธ์ ปรากฏว่ากองทัพ ผสม สิบแปดหัว เมืองสามารถเอาชนะ กองทัพตั๊งโต๊ะ ได้ในด่านเฮาโลก๋วน และ กำลังจะบุกตีเมืองลกเอี๋ยง อันเป็นราชธานี แต่ตั๊งโต๊ะ ได้อัญเชิญ พระเจ้าเหี้ยนเต้ ไปยังเมืองเตียงอัน และ สั่งให้ทหาร ของตน ไปปล้นฆ่าราษฏร ในเมือง และ ริบทรัพย์สินมาทั้งหมด เผาลกเอี๋ยง ให้ราบ จากนั้นก็ได้สร้างเตียงฮัน เป็นราชธานี ใหม่โดยนำเงินที่ปล้นมา เป็นทุน ส่วนกองทัพ ของ สิบแปดหัวเมืองไม่ได้ คิดตามไปตีเตียงอัน แต่ก็ได้มีแตกแยก กันทำให้ กองทัพพากันสลายตัว ในที่สุด

โจโฉ เริ่มต้นชีวิต รับราชการ และ ประสบความสำเร็จ ค่อนข้างมาก แต่ตัดสินใจ เป็นผู้ลอบฆ่าตั๋งโต๊ะ แต่ไม่สำเร็จ จนต้องหนี จากเมืองหลวง กลับบ้านเกิดขอทุนพ่อ และ เศรษฐีแถวบ้าน ตั้งกลุ่มอำนาจของตนเอง แล้วขยายอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ จนยิ่งใหญ่ครอบคลุม 2 ใน 3 ของแผ่นดินจีน ตอนเริ่มตัดสินใจลอบ ฆ่าตั๋งโต๊ะ คือ การออกจากราชการ ไม่สร้างอำนาจ ของตนเอง ตอนนั้นอายุประมาณ 34 ปีเท่านั้น ถือเป็นเหตุการณ์ ที่ผลักดันให้โจโฉ เข้าสู่เส้นทางอำนาจ

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์อันโด่งดัง โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

การแปรปรวนในราชสำนัก อีกจุดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสามก๊ก

Centrovirtual จะพาคุณผ่าช่วงเวลาสำคัญ
เหตุการณ์ที่จะส่งผลให้เข้าสู่สมัยสามก๊ก
การแปรปรวนในราชสำนัก

การแปรปรวนในราชสำนัก

การแปรปรวนในราชสำนัก

เดิมแผ่นดินจีนเป็นสุขมาช้านานแล้วจึงเป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข เป็นวัฎจักรวนเวียนมาถึงจวบจนสมัยพระเจ้าเลนเต้ ครองราชย์มิได้ตามอยู่โบราณราชประเพณี ทำให้ราชการแผ่นดินที่มีมาได้แปรผันไป เกิดการก่อขบถ ปล้นสะดมทั่วทุกหัวระแห่ง เตียวก๊ก เตียวโป้ เตียวเหลียง ปลุกระดมไพร่พลก่อขบถโจรโพกผ้าเหลือง สุดที่ทหารแผ่นดินจะต้านทานไหว จึงติดประกาศทุกหัวมุมเมือง รับอาสาสมัครผู้กล้าจับโจรให้จงได้

ฝ่ายเล่าปี่ยืนดูประกาศจากทางการแล้วทอดหายใจอยากช่วยเหลือแต่ติดทางกำลัง ทรัพย์ ด้วยเดิมเป็นชาวบ้านยากจน อาศัยทอเสื่อขายยังชีพ แต่ได้มีเชื้อราชวงศ์ฮั่นติดตัวมา ทันใดนั้นเตียวหุยได้พบเล่าปี่คิดช่วยเหลือ ทั้งสองจึงยินดีเป็นอันมาก ในร้านสุราเล่าปี่ และเตียวหุย ได้พบกับกวนอูซึ่งหลบหนีการตามล่าจากทางการด้วยไปฆ่าคนมา

เห็นว่าทั้งสามมีความเห็นพ้องต้องกันช่วยเหลือการแผ่นดิน จึงทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันใต้ต้นดอกท้อ โดยเรียงจากอาวุโส เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ตามลำดับออกรวบรวมรี้พล ปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ได้พบกับตั๋งโต๊ะซึ่งทางการได้แต่งตั้งมาให้ปราบปรามแต่ไร้ความสามารถ เล่าปี่จึงเข้าช่วยเหลือ ภายหลังปราบขบถสิ้นซาก พระเจ้าเลนเต้ได้ปูนบำเหน็จนายทหารใหญ่น้อย แต่ตัวเล่าปี่ซึ่งเป็นเพียงอาสาสมัครยังมิได้บำเหน็จ จึงรอคอยอยู่เป็นเวลานาน

ภายหลังเล่าปี่ถูกแต่งตั้งไปปกครองเมืองอันห้อก้วนซึ่งเป็นเมืองขึ้นเล็กๆ ราษฎรสรรเสริญเป็นอันมาก ต่อมมาขุนนางต๊กอิ๊ว ได้เรียกส่วยจากเล่าปี่ พาให้เตียวหุยเดือดดาลเป็นอันมาก โบยตีต๊กอิ๊วแล้วทั้งสามก็หนีออกจากเมืองไป ต่อมาได้รับไปประจำตำแหน่งที่เมืองเพงงวนก๋วน ขันทีทั้งสิบได้เป่าหูพระเจ้าเลนเต้ ทำให้ราชการแผ่นดินฟั่นเฟือนไป

ต่อมาพระเจ้าเลนเต้ประชวรหนักจึงสวรรคต มีปัญหาเรื่องการสืบรัชทายาทระหว่างหองจูเหียบผู้น้อง กับหองจูเปียนผู้พี่ โฮจิ๋นผู้เป็นพี่ของพระนางโฮเฮาอัครมเหสีผู้เป็นแม่หองจูเปียน ได้คิดแต่งตั้งให้หองจูเปียนสืบรัชทายาท แต่ขันทีทั้งสิบได้ทำการคิดยกหองจูเปียนผู้น้องขึ้นครองราษฎร์แทน และคิดการลอบฆ่าโฮจิ๋น แต่การรั่วไหลโฮจิ๋นได้บุกเข้าวังหวังกำจัดขันทีทั้งสิบให้ซิ้นซาก แต่ขันทีทั้งสิบได้หลบหนีแล้วไปอ้อนวอนต่อนางโฮเฮาให้ไว้ชีวิต โฮจิ๋นผู้พี่จึงมิอาจทำอะไรได้ แต่โฮจิ๋นได้คิดการที่กำจัดเสี้ยนหนามอยู่ตลอดเวลา แล้วส่งสาสน์ไปหัวเมืองทั้งปวงให้ยกทัพมาช่วยกำจัดขันทีทั้งสิบ

โฮจิ๋น

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ขุนนางผู้ใหญ่สมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย เป็นบุตรคนโตของนางบูยงกุ๋น เป็นพี่ชายของพระนางโฮเฮา ซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าเลนเต้ 

เป็นผู้นำกองทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองตอนปลายรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ เมื่อพระเจ้าเลนเต้สวรรคต โฮจิ๋นได้ตั้งหองจูเปียนโอรสองค์โตของพระเจ้าเลนเต้และนางโฮเฮาขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน และคิดกำจัด 10 ขันที และพวกขันทีรู้ตัวก่อนจึงลวงโฮจิ๋นไปฆ่า

เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตั๋งโต๊ะ เขามามีบทบาทในยุคต่อมา จากการที่เค้าใช้ตั๋งโต๊ะในการปราบสิบขันที

โฮจิ๋น เดิมทีเป็นเพียงพ่อค้าร้านตลาดขายเนื้อ ที่ได้มาเป็นต้าเจียงจวินคุมเหล่าทัพ ก็เพราะน้องสาวตัวเองเป็นถึงพระมเหสีของพระเจ้าเลนเต้ พระนางจึงกราบทูลขอให้ฮ่องเต้ยกโฮจิ๋นและน้องชายอีกคนให้มียศถาบันดาศักทำงานในราชสำนัก มีลูกน้องมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นคือโจโฉกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่เป็นกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กำลังคนมีไม่เยอะเท่าไร แต่ที่จริงก็เพียงพอกับการบั่นคอสิบขันที คิดดูละกันว่าสองตระกูลใหญ่ทั้งโจและอ้วน ต้องมารับคำสั่งจากอดีตพ่อค้าเนื้อที่พุ่งจากดินกลายเป็นดาวในพริบตา

ที่โฮจิ๋นเรียกทหารเสเหลียงให้มากำจัดสิบขันที เพราะเขาใช้งานใครไม่เป็น ไม่มีภูมิความรู้ และไม่มีความสามารถในการจัดการเลยแม้แต่น้อย คิดออกทางเดียวคือเรียกคนอื่นมาช่วยเราดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องผิดใจกับน้องสาว เพราะพวกขันทีอาศัยเป่าหูฮองเฮาว่าโดนโฮจิ๋นปองร้าย เรียกคะแนนสงสาร ฮองเฮาจึงปกป้องขันที โฮจิ๋นคงคิดเสร็จสรรพว่าจบเรื่องแล้วจะโยนทุกอย่างให้ตั๋งโต๊ะรับไปแทน

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตั่งโต๊ะสามารถพาทหารชายแดนเข้าเมืองหลวงได้สบายๆ เพราะมีคนคุมประตูเป็นอดีตพ่อค้าเนื้อนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะวัดกันที่อาชีพเก่าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเตียวหุยยังเคยขายหมู เล่าปี่ยังเคยขายเสื่อ ขงเบ้งยังเคยทำไร่ไถนา

สิบขันทีมีอิทธิพลสูงมากจากการฉ้อราขบังหลวง อำนาจในตำแหน่งไม่สามารถทำงานบางอย่างได้เลย ด้วยระบอบการบริหารทำให้ทหารจากบางพื้นที่ทำงานได้สะดวกกว่า

ลองดูหนังเรื่องคังซีตอนปราบกบฎ อ้าวป้าย อำนาจการทหารช่วงนั้นเหมือนเล่นหมากล้อม ต้องใช้ทหารจากมลฑลอื่นมาทำงาน

อีกประเด็นเป็นเรื่องของการบริหารแผ่นดินสมัยก่อนไม่มีหลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรม กฎหมายรัฐธรรมของจีนฉบับแรกสมัยต้าชิงมีอยู่ 7 ประการเอง จังหวะทุกอย่างลงมือเหมือนะเป็นสิ้นสุดของราชวงศ์ฮั่น  พอโฮจิ๋นตาย อ้วนเสี้ยวกับโจโฉ ก็เล่นล้างบางขันทีซะเรียบเลย เป็นจังหวะเดียวกับตั๊งโต๊ะได้ตัวองค์ชายทั้งสองไป จึงใช้มาต่อรองเอาอำนาจไปควบคุมเอง

โฮจิ๋นประเมินตั้งโต๊ะเกินไปต่ำเกินไป

ตั๋งโต๊ะ.เตียวหุย.โจโฉ.ลิโป้ เหมือนสีสรรค์คั่นเวลางิ้ว ที่ฉากอื่นคนดูเครียดจากเรื่องโหดร้าย โฮจิ๋นเลือกตั๋งโต๊ะ เพราะจอมโฉดไม่คิดอะไรซับซ้อน ไม่เคยใช้ความรู้ ใช้สัญชาติญานและกำลังเป็นที่ตั้ง เข้าวังมาก็ไล่ต้อนสนม เห็นว่าเข้าท่าก็คิดเป็นฮ่องเต้เอง

คนแบบนี้โฮจิ๋นคงคิดว่าจะควบคุมบงการได้ง่ายกว่าแซ่อ้วนตระกูลขุนนางเก่าหรือโจโฉที่อยู่ในราชวังก็เป็นลูกโจโก๋ลูกขันทีใหญ่ทรัพย์สินมากมายมีพวกเป็นโจรภูเขา

โฮจิ๋นจะทำการชักศึกเข้าบ้าน หลังจากโฮจิ๋น ประกาศเรียกขุนศึกหัวเมืองมาปราบ 10 ขันที ตัวเองก็ถูกลอบสังหาร ตั๋งโต๊ะจึงถือข้ออ้างที่โฮจิ๋นถูกฆ่าตาย นำกองกำลังบุกเมืองหลวงทำการปฏิวัติปราบ 10 ขันที  ควบคุมตัวห้องเต้น้อยไว้ในกำมือ แล้วตั้งตัวเองเป็นอุปราช บ้านเมืองย่อยยับวุ่นวาย ส่วนอ้วนเสี้ยวคงจะลงคิดจะลงมือเหมือนกันแต่ไม่ทันตั๋งโต๊ะ จึงรอดูเหตุการณ์มากกว่า  ส่วนโจโฉยังเป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ยังไม่มีบทบาทใดในตอนนี้มาก แต่จะเริ่มมีบทบาท ตอนอาสาไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะในภายหลัง

ขันที

ขันทีพวกนี้อาศัยอยู่ในระบอบการเมืองของราชวงศ์ฮั่นเป็นเวลานาน ย่อมได้สร้างเครือข่ายอิทธิพลของตนไว้อย่างมั่นคง พอถึงเวลาก็สามารถใช้เอาตัวรอดได้ โดยเฉพาะจางร่าง(เตียวเหยียง-ผู้ที่หลิงตี้เรียกพ่อ)

แม้เหอจิ้น(โฮจิ๋น)จะมีตำแหน่งใหญ่โตกุมอำนาจทหารทั้งหมด แต่โดยพฤตินัยแล้วทั้งพระเจ้าหลิงตี้(เลนเต้) กับสิบขันทีมีความพยายามที่จะริดรอนอำนาจของเหอจิ้นอยู่เหมือนกันครับ โดยเห็นว่าเหอจิ้นมีอิทธิพลทางทหารมากเกินไปโดยใน ค.ศ.188 หลิงตี้ (กับขันที) จึงได้ตั้ง ‘กองทัพอุทยานตะวันตก(ซีหยวนจวิน-西園軍)’ ขึ้นมาโดยหลิงตี้เป็น แม่ทัพสูงสุด(無上將軍) ในกองทัพแบ่งเป็นแปดกองย่อย มีผู้บังคับบัญชาคือ

นายกองทัพบน เจี่ยนสั้ว(เกียดสิด/เกนหวน) ขันทีคนสนิท ผู้เป็นเสี่ยวหวงเหมิน
นายกองทัพกลาง หยวนเส้า(อ้วนเสี้ยว) ผู้เป็นหู่เปินจงหลางเจี้ยง(นายทหารรักษาพระองค์)
นายกองทัพล่าง เป้าหง ผู้เป็นนายกองทหารม้ารักษาการณ์
นายกองจัดการทัพ เฉาเชา(โจโฉ) ผู้เคยเป็นอี้หลาง(ที่ปรึกษา)
นายกองทัพหนุนซ้าย จ้าวหรง
นายกองทัพหนุนขวา เฝิงฟาง
นายกองซ้าย เซี่ยโหมว ผู้เป็นเจี้ยนอี้ต้าฟู(เสนาบดีฝ่ายค้าน)
นายกองขวา ฉุนอวี๋ฉยง(อิเขง)

โดยมีผู้บังคับบัญชา ใหญ่คือ เจี่ยนสั้ว นี่จึงเท่ากับ เป็นการตั้งกองทัพ มาคานอำนาจ ของ เหอจิ้นอย่างชัดเจน แต่เอาเข้าจริง ตั้งกองทัพแค่ปีเดียว พอหลิงตี้สวรรคต เหอจิ้นก็กำจัดเจี่ยนสั้วได้ง่ายๆ แถมหยวนเส้า กับ เฉาเชาก็เป็นพวกเหอจิ้น ฉุนอวี๋ฉยง ก็เป็พวกหยวนเส้า กองกำลังนี้จึงไม่ค่อยมีอะไร คุกคามเหอจิ้นเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่า เหอจิ้นอาจคิดว่าขันที ที่เป็นหอกข้างแคร่ของตนมีแค่เจี่ยนสั้ว ต่อมาขันทีพยายาม เอาต่งโท่โฮ่ว (ตังไทฮอ) มาหนุนหลังพวกตน พระนางตั้งน้องชายขึ้นเป็น เพียวจี้เจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้าเร็ว) นายทหารขั้นสอง มาคาน กับ เหอเหมี่ยวน้องเหอจิ้น ที่เป็นเชอจี้เจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้า และ รถศึก) แต่พระนาง ก็โดนเหอจิ้น เก็บไปอีกคนขันทีจึง เหลือที่พึ่งอยู่ที่เดียว คือเหอโฮ่ว (โฮเฮา)

เมื่อตอน ที่เหอโฮ่ว (โฮเฮา) วางยาพิษ หวังเหม่ยเหริน (อองบีหยิน) หลิงตี้เคยมี ความคิดจะปลดเหอโฮ่ว รวมถึงหลิวเปี้ยน (เล่าเปียน – หองจูเปียน) แต่สิบขันทีขอไว้ นี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เหอโฮ่วรู้สึกว่า สิบขันทีมีบุญคุณอยู่

เอาจริงๆ ในตอนนั้น อำนาจทหาร ก็อยู่ในมือเหอจิ้น หมดด้วยฐานะ ที่เป็นต้าเจียงจวิน (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) เหอเหมี่ยวน้องชาย ก็เป็นเชอจี้เจียงจวิน  ถ้าเหอจิ้นไม่แคร์ ใช้กำลังบุกเข้าวังหลวงเลย ก็สามารถกำจัดขันที ได้ไม่ยาก ดูอย่างตอนที่ เหอจิ้นตาย หยวนเส้า หยวนสู้ (อ้วนสุด) นำกำลังแค่ใน ส่วนพระนคร ก็บุกเข้าวังหลวง อย่างง่ายดาย กล่าวกันว่า วันนั้นขันทีถูกฆ่า ไปกว่าสองพัน (ไม่รวมที่ฆ่าผิดตัว) แต่กลับไม่ทำ ทั้งนี้หลักใหญ่ คือเหอโฮ่วขอ

จะเห็นได้ว่า ส่วนหนึ่งเอง เป็นเพราะเหอจิ้น ไม่กล้าที่จะลงมือ หวังอาศัย ทหารหัวเมืองมาเป็นกำลังแทน

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษา โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

คำสาบานในสวนดอกท้อ จุดกำเนิดของจ๊กก๊ก

Centrovirtual จะนำคุณย้อนไปสู่ช่วงเวลาสำคัญ ในประวัติศาสตร์สามก๊ก
คำสาบานในสวนดอกท้อ พันธะที่จะเป็นพี่น้องกันชั่วชีวิต
ของสามตำนานแห่งจ๊กก๊ก

คำสาบานในสวนดอกท้อ

คำสาบานในสวนดอกท้อ

 เมื่อหัวเมืองต่าง ๆ ได้รับตราพระบรมราชโองการของพระเจ้าเลนเต้ที่ว่า “ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง” แล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญเข้าเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลืองต่อไป

เมืองตุ้นก้วนเป็นเมืองหนึ่งที่ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญตามพระบรม ราชโองการนั้น เมื่อประกาศรับอาสาสมัครติดตามที่สาธารณะทั่วไปแล้ว ชาวเมืองก็พากันไปห้อมล้อมมุงดูประกาศนั้นทั่วทุกแห่ง

ในจำนวนนั้นมีชายผู้หนึ่ง “ลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก สีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู” ได้ยืนในฝูงจีนมุงดูประกาศดังกล่าวด้วย ดูไปแล้วก็ถอนใจใหญ่

บุรุษนี้นาม “เล่าปี่” เป็น บุตรเล่าเหง แลเล่าเหงนั้นเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจ เล่าปี่จึงนับเนื่องเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระราชวงศ์ฮั่น เมื่อน้อยนั้นเล่าปี่มีชื่อว่า “เหี้ยนเต็ก” มี สติปัญญาและน้ำใจงาม ความโกรธ ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก มีความเอื้ออารี มีเพื่อนฝูงมาก จิตใจกว้างขวาง เล่าเหงตายเสียตั้งแต่เล่าปี่ยังเล็ก เหลือแต่ภรรยา

เล่าปี่มีใจกตัญญู เลี้ยงดูมารดามิให้อนาทร แต่เป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิต เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ได้สำนักเรียนวิชากับอาจารย์มีชื่อในถิ่นนั้น  ชื่อว่า “เต้เหี้ยน” มีเพื่อนสนิทสองคน คนหนึ่งชื่อ “โลติด” ซึ่งต่อมาพระเจ้าเลนเต้โปรดให้เป็นแม่ทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า “กองซุนจ้าน” ต่อมาได้รับราชการเป็นขุนนางและเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ อีกเมืองหนึ่ง

คิดใหญ่โตแต่เด็กๆ

เล่าปี่ในวัยเด็กไม่ค่อยสนใจการศึกษาเล่าเรียน เพราะมัวเอาแต่คบหาเพื่อนฝูง และประพฤติตนเป็นหัวหน้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำการสิ่งใดก็จะได้รับการยกย่องจากเพื่อนฝูงให้เป็นหัวหน้าตลอดมา

บ้านของเล่าปี่อยู่ที่หมู่บ้าน “เล่าซองฉุน” ข้างบ้านมีต้นหม่อนใหญ่สูงประมาณ 8 วา มีกิ่งเป็นพุ่มคล้ายดังฉัตร ซินแสคนหนึ่งผ่านมาเห็นภูมิทำเลที่ตั้งบ้านของเล่าปี่และต้นหม่อนนี้แล้ว ทำนายว่าบ้านนี้มีผู้มีบุญอยู่ ต่อไปจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

อยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่เล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ก็ได้กล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า “วันใดที่กูได้เป็นเจ้า กูจะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำเศวตฉัตรกั้น”

สามก๊กฉบับของจีนแปลว่าถ้าวันใดที่เล่าปี่ได้เป็นกษัตริย์ จะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำคันร่มกั้นรถศึกประจำตัว แต่สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์แปลว่าวันใดที่เล่าปี่ได้เป็นกษัตริย์ จะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำงอนรถศึก

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นการแปลโดยความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจตามคติของ แต่ละชาติ โดยคติของจีนนั้นคันร่มกั้นรถศึกเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่งอนรถศึกของฝรั่งเป็นสัญลักษณ์ของขุนศึกผู้เรืองนาม แต่สำหรับของไทยเศวตฉัตรคือ เครื่องสูงสำคัญกางกั้นพระราชบัลลังก์พระมหา กษัตริยาธิราช

เล่าอ้วนกีผู้เป็นอาได้ยินคำกล่าวของเล่าปี่ที่กล่าวกับเพื่อนแล้ว เห็นประหลาดนักที่เด็กในวัยนั้นจะกล่าวความใหญ่ถึงเพียงนี้ จึงเกิดความเชื่อว่าเล่าปี่จะเป็นผู้มีบุญใหญ่เป็นมั่นคง จึงได้ตั้งใจทำนุบำรุงให้เงินทองแก่เล่าปี่เนือง ๆ

ลักษณะ ของต้นหม่อนที่ว่านี้จะผิดไปจากพุ่มของต้นหม่อนตามปกติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นพุ่มคล้ายกับต้นลำไย แต่ต้นหม่อนที่บ้านเล่าปี่กลับมีลักษณะคล้ายกับพุ่มต้นตะขบ คือเป็นพุ่มดังฉัตรเป็นชั้น ๆ เหตุนี้เมื่อประกอบเข้ากับฮวงจุ้ยหรือภูมิสถาปัตย์บ้านของเล่าปี่แล้ว ซินแสจึงทำนายว่าเป็นบ้านของผู้มีบุญสถิตอยู่

สิ้นเสียงถอนหายใจของเล่าปี่ก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังมาจากข้างหลังว่า “เป็นผู้ชายไม่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้ว สิมาทอดใจใหญ่”

พบเตียวหุย

เล่าปี่หันหลังเหลียวไปดู เห็นผู้นั้น “สูงประมาณห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ จักษุกลมใหญ่ คางพองโต เสียงดั่งฟ้าร้อง กิริยาดั่งม้าควบ เห็นผิดประหลาด” จึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ “เตียวหุย” บ้านอยู่ตุ้นก้วน มีทรัพย์สินเงินทอง ไร่นาเป็นอันมาก มีร้านขายสุกร สุรา และอาหาร “เราพอใจคบเพื่อนฝูงซึ่งมีสติปัญญา” เห็นท่านดูประกาศรับอาสาสมัครแล้วทอดใจใหญ่ จึงทักเพื่อจะได้รู้ความในใจ

เล่าปี่ตอบว่าเราเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ เห็นประกาศข่าวโจรโพกผ้าเหลืองมาทำอันตรายแผ่นดินจึงคิดจะอาสาแผ่นดินไปปราบ โจร แต่ขัดสนด้วยกำลังทรัพย์น้อย คิดการไม่ตลอด จึงทอดใจใหญ่ เตียวหุยจึงว่าเรื่องเพียงเท่านี้จะร้อนใจไปใย เพราะใจเราเองนั้นก็ต้องการอาสาชาติบ้านเมืองตรงกัน ว่าแล้วก็เชิญเล่าปี่ไปนั่งดื่มสุราด้วยกัน คิดอ่านร่วมกันเพื่อจะเชิญชาวเมืองที่มีฝีมือกล้าหาญมาเข้าร่วมเพื่อไปปราบ โจร

พบกวนอู

ในขณะที่เล่าปี่ เตียวหุย นั่งดื่มสุราด้วยกันนั้น ก็มีชายอีกคนหนึ่งขับเกวียนมาถึงหน้าร้านสุรา เร่งให้เจ้าของร้านรีบเอาสุรามาเสิร์ฟ บอกว่ากินแล้วจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เล่าปี่เห็นชายผู้นี้มีลักษณะดึงดูดใจ “สูงประมาณหกศอก หนวดยาวประมาณศอกเศษ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหม จักษุยาวดังนกการเวก”  จึงเชิญชายผู้นั้นร่วมวงดื่มสุราด้วยแล้วถามว่าท่านนี้ชื่อใด

ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ “กวนอู” บ้านอยู่ เมืองไก่เหลียง ที่หมู่บ้านของเรามีนายทุนท้องถิ่นร้ายกาจข่มเหงคนทั้งปวงจึงฆ่าเสีย แล้วหลบหนีทางการไปเที่ยวอยู่หลายหัวเมือง บัดนี้ได้ข่าวบ้านเมืองรับอาสาสมัครไปปราบโจร จึงหวังมาอาสาแผ่นดิน

เล่าปี่จึงแนะนำให้กวนอูรู้จักกับเตียวหุย แล้วว่าเรากับเตียวหุยนั้นมีใจตรงกัน เดือดร้อนด้วยอาณาประชาราษฎรที่ถูกโจรโพกผ้าเหลืองทำร้ายแผ่นดิน จึงตกลงกันว่าจะร่วมกันไปปราบโจร ดังนั้นเมื่อท่านกับเรามีน้ำใจต่อบ้านเมืองตรงกันฉะนี้แล้ว จงมาร่วมมือกันช่วยชาติ เพื่อให้เกิดความสงบสุขสืบไป

กวนอูได้ฟังคำเชิญก็ดีใจ เตียวหุยซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อน และมีร้านค้าอยู่ใกล้ตลาดจึงกล่าวว่า เราทั้งสามคนมีความคิดต้องกัน ขอเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้าน เพราะที่บ้านของเรานั้นมีสวนท้อ เป็นที่สงบสงัด ดอกยี่โถก็บานสวยงามเป็นอันมาก หากไม่รังเกียจเราจะสาบานเป็นพี่น้องร่วมกันต่อหน้าเทพยดาเพื่อจะได้ทำการ ใหญ่สืบไป

เล่าปี่ กวนอู มีน้ำใจยินดีที่จะร่วมสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเตียวหุย จึงพากันไปที่บ้านของเตียวหุย ดื่มสุราอาหารกันเป็นที่สำราญใจตลอดคืน

วาระแห่งพันธะ

ครั้นรุ่งขึ้นเตียวหุยจึงสั่งให้พ่อบ้านจัดเตรียมพิธีบูชาเทพยดาฟ้าดินเพื่อสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเล่าปี่ และกวนอู ให้ “จัดม้าขาว กระบือดำ แลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวง” ตั้งการพิธีขึ้นในสวนท้อด้านหลังบ้าน  

หลังจากจุดธูปเทียนบูชาเทพยดาฟ้าดินแล้ว ทั้งสามคนจึงได้ตั้งสัตย์สาบานต่อกันเบื้องหน้าเทพยดาฟ้าดินว่า “ข้าพเจ้า เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำใจเดียว ซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใด แลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพยดาทั้งปวงจงเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพยดาสังหารผลาญชีวิตให้ประจักษ์แก่ตาโลก

เสร็จพิธีร่วมน้ำสาบานเป็นพี่น้องเดียวกันแล้ว ทั้งสามคนจึงนับอายุไล่เรียงกันดูปรากฏว่าเล่าปี่มีอายุ 25 ปี มากกว่าเพื่อน กวนอูมีอายุเป็นรอง และเตียวหุยอายุน้อยที่สุด จึงเรียกเล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นน้องกลาง และเตียวหุยเป็นน้องเล็ก

เตียวหุยได้จัดเลี้ยงฉลอง “คำสาบานแห่งสวนท้อ” โดยเชิญเพื่อนบ้านและชายฉกรรจ์จำนวนมากมาร่วมงานเลี้ยงในเย็นวันนั้น และได้เกลี้ยกล่อมชาวบ้านซึ่งกล้าหาญเพื่อร่วมกันไปปราบโจรได้ถึง 300 คน จัดเตรียมเครื่องศาสตราวุธพร้อม 

ได้รับการสนับสนุน

ขณะนั้นมีพ่อค้าม้าชื่อ “เตียวสิเผง” และ “เล่าสง” ต้อน ม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านแนะนำให้รู้จักกับเล่าปี่ พ่อค้าม้าทั้งสองได้ทราบเจตนารมย์ของเล่าปี่ก็มีความยินดี สนับสนุนการอาสาปราบโจรของคณะเล่าปี่ และกล่าวว่าเราเป็นพ่อค้าม้ามาหลายปี บัดนี้ไปมาค้าขายไม่ได้ เพราะพบโจรเที่ยวตีชิงวิ่งราว จึงต้องนำม้ากลับเข้ามาในหมู่บ้าน เล่า ปี่จึงแจ้งแก่พ่อค้าม้าทั้งสองว่าเราสามคนสาบานเป็นพี่น้องกัน เพื่อจะทำการใหญ่ให้ปรากฎไว้ในแผ่นดิน และได้เกลี้ยกล่อมผู้กล้าหาญได้แล้วถึง 300 คน ตั้งใจจะไปปราบโจร เพื่อสร้างความสงบสุขสันติ ให้ราษฎรได้ทำมาค้าขายได้เป็นปกติ

พ่อค้าม้าทั้งสองก็มีความยินดีแล้วกล่าวว่าความคิดของท่านต้องด้วยความคิดของ เรา เราจะสนับสนุนตามกำลังของเราอย่างเต็มที่ ว่าแล้วก็จัดม้า 50 ตัว กับเงิน 500 ตำลึง เหล็ก 100 หาบ มอบให้แก่เล่าปี่  เล่า ปี่ได้ทุนก้อนแรกในการตั้งตัวจึงขอบคุณพ่อค้าม้าทั้งสองเป็นอันมาก เพราะคณะอาสาของเล่าปี่แม้มีอาวุธพร้อมแล้ว แต่ยังขาดม้าและเงินทุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการปราบโจร การสนับสนุนของพ่อค้าม้าทั้งสองจึงทำให้คณะอาสาของเล่าปี่มีความพร้อมรบมาก ขึ้น

 คณะอาสาของเล่าปี่เห็นว่าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มีบุคลิกลักษณะประหลาดกว่าคนทั้งปวง สมควรจะมีอาวุธคู่กายเป็นพิเศษ เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงได้จัดให้ช่างเหล็กฝีมือดีมาตีเป็นกระบี่สองเล่ม สำหรับตัว ส่วนของกวนอูนั้นให้ช่างเหล็กตีเป็นง้าวยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง ส่วนของเตียวหุยให้ตีเป็นทวนยาว 10 ศอก หนัก 85 ชั่ง แล้วให้ทำเครื่องเกราะแลอานม้าสำหรับรบครบทั้งสามคน

 สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์ได้กล่าวถึงง้าวของกวนอูว่าทำด้วยเหล็กพิเศษสีดำสนิทดังนิล และมีชื่อเฉพาะว่า “ง้าวนิลนาคะ” แต่ฉบับของไทยไม่ปรากฏชื่อ

ดูน้ำหนักง้าว 82 ชั่ง หรือประมาณ 49 กิโลกรัม และน้ำหนักทวนหนัก 85 ชั่งหรือประมาณ 51 กิโลกรัม แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่ามีน้ำหนักมากเหลือประมาณ หากเทียบกับคนรูปร่างขนาดในปัจจุบันแล้ว คงจะแบกน้ำหนักอาวุธนี้ไม่ได้ แต่สำหรับกวนอูนั้น สูงถึงหกศอก หรือสองเมตรครึ่ง ในขณะที่เตียวหุยสูงห้าศอก หรือสองเมตรเศษ จัดเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้คนจีนโบราณจะมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนในยุคปัจจุบัน แต่กวนอู เตียวหุย ก็ยังคงมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนอื่นในยุคเดียวกัน

 ดังนั้นโดยขนาดรูปร่างของกวนอู เตียวหุย และขนาดของอาวุธที่ใช้แล้ว จึงได้เปรียบข้าศึกเป็นอันมาก “คำสาบานแห่งสวนท้อ” เป็น คำสาบานที่ศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์ของจีน เป็นแบบอย่างของการคบหาสหายร่วมน้ำมิตรในทุกยุคทุกสมัย และเป็นพันธะสำคัญของสามพี่น้องที่ดำเนินไปตลอดเรื่องราวในสามก๊ก แม้ในที่สุดเพื่อธำรงไว้ซึ่ง “คำสาบานแห่งสวนท้อ” เล่าปี่ก็ยอมพลีได้แม้กระทั่งราชบัลลังก์ 

 หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว เล่าปี่ยังได้เกลี้ยกล่อมชายฉกรรจ์เข้าร่วมขบวนการเพิ่มขึ้นอีก ทำให้กองกำลังอาสาของเล่าปี่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน แล้วพากันไปหา “เล่าเอี๋ยน” เจ้าเมืองตุ้นก้วน ซึ่งแซ่เดียวกับเล่าปี่ เพื่ออาสาไปรบกับโจร

 เล่าเอี๋ยนได้ยินว่าเป็นแซ่เดียวกันก็ยินดีนัก รับเล่าปี่เป็นหลานชาย แล้วจัดที่พักอาศัยให้คณะอาสาของเล่าปี่เพื่อเตรียมการไปปราบโจรต่อไป     

เล่าปี่ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจเป็นครั้งแรกด้วยประการฉะนี้

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ สามก๊ก โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

โรมัน อาณาจักรรุ่งเรืองและเสื่อมสลาย ทิ้งไว้เพียงตำนาน

“โรมัน” อาณาจักรอันรุ่งเรือง
Centrovirtual จะพาคุณย้อนกลับไป

จักรวรรดิโรมันได้สืบต่อการปกครองมาจากสาธารณรัฐโรมัน (510 ปีก่อนคริสตกาล – ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตาล) รุ่งเรืองในยุคเสื่อมถอยของอาณาจักรกรีกโบราณ ซึ่งได้อ่อนแอลงหลังจากความขัดแย้งระหว่างไกอุส มาริอุสและซุลลา และสงครามกลางเมืองระหว่างจูเลียส ซีซาร์และปอมปีย์

โรมัน
จูเลียส ซีซาร์
รัฐบุรุษโรมัน

สังเกตได้ว่าโรมันจะเน้นการตกแต่งอย่างพิถีพิถันไม่เน้นประโยชน์ทางโครงสร้างเท่าไรนัก สถาปัตยกรรมที่สำคัญต่างๆเช่น ซุ้มประตู สะพานที่ใช้ส่งน้ำจากภูเขา สิ่งก่อสร้างต่างๆของโรมันได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของโรมันอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงพ.ศ.600-873 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งและอำนาจของอาณาจักรโรมันอาคารสถาปัตยกรรมมขนาดกว้างใหญ่และมีการตกแต่งอย่างฟุ่มเฟือยและมีการควบคุมทำเลที่ตั้งการจัดภูมิทัศน์อย่างพิถีพิถันมีการสร้างโรงชุมนุม โรงมหรสพหรือสนามกีฬาโรงอาบน้ำสาธารณะและอาคารที่พักอาศัยมากมาย ส่วนใหญ่ประดับด้วยหินสีหินอ่อนและประติมากรรมแกะสลักตกแต่งอย่างสวยงาม

จักรวรรดิโรมันเคยมีดินแดนอยู่ในการครอบครองมากมาย ได้แก่ อังกฤษและเวลส์ ยุโรปส่วนใหญ่ (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไรน์และทางใต้ของเทือกเขาแอลป์) ชายฝั่งของแอฟริกาเหนือ บริเวณมณฑลใกล้เคียงของอียิปต์ แถบบอลข่าน ทะเลดำ เอเชียไมเนอร์ และส่วนใหญ่ของบริเวณลีแวนท์ ซึ่งดินแดนเหล่านี้ จากตะวันตกสู่ตะวันออกในปัจจุบันได้แก่ โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แอลเบเนียและกรีซ แถบบอลข่าน ตุรกี ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของเยอรมนี ทางภาคใต้จักรวรรดิโรมันได้รวบรวมตะวันออกกลางไว้ ซี่งในปัจจุบันก็ได้แก่ซีเรีย เลบานอน อิสราเอล จอร์แดน จากนั้นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ จักรวรรดิได้รวบรวมอียิปต์โบราณไว้ทั้งหมด และได้ทำการยึดครองต่อไปทางตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณชายฝั่งทะเลซี่งในปัจจุบันคือประเทศลิเบีย ตูนิเซีย แอลจีเรียและโมร็อกโก จนถึงตะวันตกของยิบรอลตาร์ ประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิโรมันเรียกว่าชาวโรมัน และดำเนินชีวิตภายใต้กฎหมายโรมัน การขยายอำนาจของโรมันได้เริ่มมานานตั้งแต่ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเรืองอำนาจสูงสุดในสมัยจักรพรรดิทราจัน ด้วยชัยชนะเหนือดาเซีย (ปัจจุบันคือประเทศโรมาเนียและมอลโดวา และส่วนหนึ่งของประเทศฮังการี บัลแกเรียและยูเครน) ในปี ค.ศ. 106 และเมโสโปเตเมียในปี ค.ศ. 116 (ซึ่งภายหลังสูญเสียดินแดนนี้ไปในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียน) ถึงจุดนี้ จักรวรรดิโรมันได้ครอบครองแผ่นดินประมาณ 5,900,000 ตร.กม. (2,300,000 ตร.ไมล์) และห้อมล้อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งชาวโรมันเรียกทะเลนี้ว่า mare nostrum “ทะเลของเรา” อิทธิพลของโรมันได้ส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านภาษา ศาสนา สถาปัตยกรรม ปรัชญา กฎหมายและระบบการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

จักรวรรดิถูกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกในสมัยของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน และถือว่าจักรวรรดิโรมันล่มสลายลงในช่วงเวลาประมาณวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 476 เมื่อจักรพรรดิโรมิวลุส ออกุสตุส จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกถูกขับไล่และเกิดการจลาจลขึ้นในโรม อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิโรมันตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อจักรวรรดิไบแซนไทน์ ก็ได้รักษากฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบกรีก-โรมัน รวมถึงศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ไว้ได้ในอีกสหัสวรรษต่อมา จนถึงการล่มสลายเมื่อเสียกรุงคอนแสตนติโนเปิลให้กับจักรวรรดิออตโตมัน ในปีค.ศ. 1453

ชาวโรมันเป็นชนเผ่าลาตินซึ่งมีเชื้อสายอินโด-ยูเปียน เช่นเดียวกันกับกรีก อพยพมาทางเหนือของแหลมอิตาลีนับพันปีก่อนคริสตร์กาล ราว 509 BC โรมันสามารถเอาชนะอีทรัสกันได้ และเริ่มต้นของอาณาจักรโรมันตามนักประวัติศาสตร์โบราณ สาธารณรัฐโรมันได้ถูกตั้งขึ้นในภายหลังได้มีการขยายและแข็งแกร่งขึ้นโดยการรวบรวมอาณาเขตแว่นแคว้นของดินแดนต่างๆให้อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ทหารโรมันได้กวาดไปทางตะวันออกผ่ากรีกไปสู่เมโสโปรเตเมียตะวันตกไปถึงอังกฤษข้ามทะเลไปถึงอียิปต์ตลอดไปถึงริมอาฟริกาทางตอนเหนือ ใน 27 BC เมื่อและอ็อคตาเวียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น Augustus Caesar (ซีซาร์เป็นตำแหน่งทางการเมือง)กรุง Rome ได้กลายเป็นจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ

โรมันมีความเชื่อว่าตนเองมีบรรพบุรุษจากเจ้าชายชาวทรอย มีบทบาทปรากฏใน Illiad ของ Homer’s คือ Aeneas ผู้ซึ่งหลบหนีหลังจากที่เมืองทรอยถูกปล้น และตั้งบ้านเรือนและมีการปกครองในบริเวณนี้ ต่อมามีลูกหลานจนถึงสมัยของสองพี่น้องคือ Numiter และ Amulus เกิดแย่งชิงสมบัติกัน อามิวรุสสามารถแย่งชิงสมบัติจากพี่ได้แล้วประหารโอรสของพี่ชายจนหมด เหลือไว้เพียงธิดาองค์หนึ่ง Rhea Sylvia ซึ่งต่อมาได้มีลูกฝาแฝดขึ้นตามตำนานว่าลูกนี้เกิดจากเทพมาร์ส เทพแห่งสงคราม เนื่องจากนางเกรงลูกจะถูกประหารจึงนำเด็กใส่ตระกร้าลอยน้ำไปแม่หมาป่ามาพบจึงนำไปเลี้ยง ต่อมาชาวบ้านเลี้ยงแกะมาพบจึงตั้งชื่อว่า โรมิวรุส(Romulus)และ เรมุส(Remus) เมื่อเติบใหญ่ได้กลับมาฆ่าอามิวรุสและชิงสมบัติคืน จากนั้นจึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ใช้ชื่อว่าโรมตามชื่อโรมิวรุสนั่นเอง เมืองโรมถูกตั้งตอนแรกในยุค Etruscan ใน 753 BC ตำนานนี้ปรากฏในภาพ She-Wolf สำหรับภาพ Romulus และ Remus ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในสมัย Renaissance เพื่อให้รูปหมาป่า Bronze นี้มีความสมบูรณ์ ภาพนี้ทำหน้าที่ในฐานะสัตว์ที่เคารพ ของโรม เป็นไปได้ว่าเคยตั้งอยู่บน Capitoline Hill ในโรมในช่วงปี 296 BC She-Wolf ทำให้ระลึกถึง Roman ในเรื่องความจงรักภักดี การรักชาติและแผ่นดินของแม่

กรีกถูกพิชิตโดยโรมัน แต่กลับนำศิลปะและวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาชนะใจชาวโรมันทำให้ชาวโรมันยอมรับในศิลปะกรีก BC)เหมือนกับ Philip ของ Macedon และ Alexander ซึ่งเขาทั้งหลายได้พิจารณาแล้วว่า วัฒนธรรมและศิลปะกรีกนั้นเหนือกว่าวัฒนธรรมอื่นใดแต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ้างให้สอดคล้องกับอุปนิสัย ธรรมเนียมประเพณีและความคิด ทำให้งานทั้งสองชาติต่างกันบ้างโดยกรีกเน้นความเรียบง่ายสง่างาม เพื่อแสดงพุทธิปัญญาและความเป็นปราชญ์ แต่โรมันเน้นความหรูหรา สง่างาม อำนาจ ศิลปกรรมสนองความต้องการทางกายและความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์ เหมือนกันกับจักรวรรดิ์ Hellenistic ที่เกิดก่อน จักรวรรดิ์โรมันได้ยึดเอารูปแบบลักษณะ(character) ของกรีกอย่างชัดเจน จักรวรรดิ์โรมันได้ขนเอางานศิลปะของกรีกจำนวนนับพันรวมถึงการ Copy อีกจำนวนมหาศาล จริงๆแล้วจำนวนไม่น้อยของงานศิลปะกรีกในปัจจุบันเรารู้จักผ่านการ Copy ของโรมันแทบทั้งนั้น(ของกรีกแท้เหลือน้อยศิลปะกรีกส่วนใหญ่คือศิลปะกรีกที่โรมันทำจำลองขึ้น) เทพของกรีก ถูก Adapted สู่ศาสนาของโรมัน Jupiter จากภาษากรีกเป็นภาษาละติน กลายเป็น Zeus เทพ Venus กลายเป็น Aphrodite และอื่นๆอีกมาก

ในช่วงแรกๆโรมันใช้แบบแผนสถาปัตยกรรมของกรีก ในการก่อสร้างอาคารและวิหารของตน ชอบเป็นพิเศษในเรื่องของการประดับตกแต่งอย่างมากมายตามแบบแผนของ Corinthian จำนวนมาก(หากไม่ใช่ทั้งหมด)ของศิลปินโรมันคือคนเชื้อชาติกรีกจนกระทั่งเขาทั้งหลายได้กลายเป็นคนโรมัน( Romanized)ไป ในที่สุด ในช่วงหลังโรมันมีการพัฒนาด้านศิลปกรรมมากขึ้นโดยเฉพาะเห็นได้อย่างชัดเจนด้านสถาปตยกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและเทคนิคที่มีความโดดเด่น แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันสถาปัตยกรรมจำนวนมากก็ได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบและวิธีการมาจากโรมัน

รมันได้ผสมผสานความรู้ด้านสถาปัตยกรรมจากกรีกและอีทรัสกันและนำความรู้นั้นมาสนองความต้องการของตนเองซึ่งคำนึงถึงด้านประโยชน์ใช้สอยมากกว่าฉพาะเพียงด้านความงาม นอกจากจะนำรูปแบบหัวเสาของกรีกมาใช้ โดยเฉพาะนิยมนำแบบคอรินเธียนมาใช้แล้ว ยังมีการคิดประดิษฐ์หัวเสาที่เรียกว่าคอมโพไซท์(Composite)โดยมีลักษณะผสมผสานระหว่างไอโอนิคกับคอรินเธียน มีการนำระบบก่อสร้างแบบ Arch กับ Vault ซึ่งพวกอีทรัสกันเคยใช้มาพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้น เช่นนำ Vault มาทำโครงสร้างหลังคาสร้างเป็นรูปโดม ด้านวัสดุก่อสร้างนอกเหนือจากหินอ่อนมีการนำหินลาวาและดินบางชนิดจากภูเขาไฟมาใช้ วัสดุเหล่านี้มีความทนทานเหมาะที่จะทำถนน นอกจากนี้ในยุคหลังๆยังมีการค้นพบซีเมนต์ จากการผสมทราย ปูนขาว หินซิลิกา หินจากเถ้าภูเขาไฟและน้ำมาผสมกัน ซึ่งทำให้การก่อสร่างมีความรวดเร็ว คงทนและประหยัด

โรมันเน้นประโยชน์ทางด้านการปฏิบัติ(Pracmatic)และหลักความจริงมากกว่าอุดมคติดังเช่นกรีก ดังนั้นสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นอาคาร สิ่งก่อสร้าง ถนน สาธารณะมากกว่าวิหารเทพเจ้า สถาปัตยกรรมของโรมันจึงนิยมสร้างงวิหารและสุสาน

โรมัน
สถาปัตยกรรมโรมัน
ที่ยังคงเก็บรักษามาจนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณสาระดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

อิสราเอล 1948 กับการตั้งประเทศใหม่ที่ไม่ธรรมดา

ในปี 1948 ได้มีการก่อตั้งประเทศใหม่ในตะวันออกกลาง
“อิสราเอล” ผู้เป็นศัตรูกับโลกมุสลิม
แต่ตั้งอยู่ท่ามกลางแผ่นดินอาหรับ
Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษาที่มาที่ไป

อิสราเอล
ธงชาติประเทศอิสราเอล
ที่มาที่ไป

วันที่ 14 พฤษภาคม 1948 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความเปรมปรีดิ์ของชาวยิวทั่วโลก และเกิดขึ้นหลังจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวผ่านพ้นไป 3 ปี ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับของอิสราเอลไม่ยอมรับการประกาศเอกราชนี้ และกองทัพของ 5 ประเทศก็โจมตีรัฐเกิดใหม่นี้ในวันถัดมา คือที่มาของประเทศ “อิสราเอล”

อิสราเอล
ตราแผ่นดินอิสราเอล
ก่อตั้งบนสงคราม

ชาวอาหรับปาเลสไตน์หลายแสนคนอพยพ หรือต้องละทิ้งบ้านเรือนในช่วงที่เกิดสงครามหลังจากการตั้งรัฐอิสราเอล ถือเป็นการเริ่มต้นของปัญหาผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ผู้ลี้ภัยชาวยิวราว 600,000 คนจากประเทศอาหรับหลายประเทศ และผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปอีกราว 250,000 คน ได้เข้ามาตั้งรกรากในอิสราเอลในช่วง 2-3 ปีแรกของการตั้งรัฐอิสราเอล ทำให้ประชากรชาวยิวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่า

ล้างเผ่าพันธุ์ยิว เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

ในปี 1961 อิสราเอลได้เริ่มการไต่สวน อดอล์ฟ ไอชมันน์ ผู้นำระดับสูงของนาซี ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้น สายลับของอิสราเอลจับตัวเขาได้ในอาร์เจนตินา และลักลอบนำตัวเขาออกนอกประเทศ ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หลายคนต้องมาให้การในชั้นศาลเผชิญหน้ากับนายไอชมันน์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกแขวนคอในปี 196

สงคราม 6 วัน

สงคราม 6 วัน ในปี 1967 ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของตะวันออกกลาง อิสราเอลได้ชิงโจมตีอียิปต์ ซึ่งผู้นำอียิปต์ในสมัยได้ขู่ว่าจะกำจัดรัฐยิว ความขัดแย้งที่ตามมากับอียิปต์, จอร์แดน และซีเรีย ยุติลงด้วยการที่อิสราเอลยึดครองแหลมไซนาย, กาซา, เยรูซาเลมตะวันออก, เขตเวสต์แบงก์ และที่ราบสูงโกลัน อิสราเอลยังได้นำกำแพงตะวันตกในเขตเมืองเก่าของนครเยรูซาเลม ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์ที่สุดของศาสนายูดาย มาอยู่ในมือของชาวยิวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2,000 ปี

ต่อสู้กับการก่อการร้าย

ช่วงเวลาที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของอิสราเอลเกิดขึ้นในปี 1976 เมื่อคอมมานโดอิสราเอลบุกช่วยชีวิตตัวประกันกว่า 100 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล หรือ ชาวยิว ที่ถูกชาวปาเลสไตน์และผู้ที่สนับสนุนปาเลสไตน์จี้เครื่องบินและจับตัวไว้ที่สนามบินเอนเทบเบ ในประเทศยูกันดา ตัวประกันที่ได้รับการช่วยเหลือถูกส่งตัวไปยังอิสราเอล โยนี เนทันยาฮู หัวหน้าของกองกำลังคอมมานโด ซึ่งเป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบัน ถูกสังหารในปฏิบัติการนี้

ไซออนนิสต์ องค์กรสร้างชาติ

นับแต่มีชุมชนยิวพลัดมาตุภูมิแรกสุด ยิวจำนวนมากหวังคืนสู่ “ไซออน” (ชื่อเรียกดินแดนแห่งพันธสัญญาของชาวยิว) และ “แผ่นดินอิสราเอล” แม้ปริมาณความพยายามที่ควรใช้ไปเพื่อเป้าหมายนี้เป็นหัวข้อพิพาท ความหวังและความปรารถนาของยิวที่อาศัยอยู่นอกมาตุภูมิเป็นแก่นสำคัญของระบบความเชื่อของยิว หลังยิวถูกขับไล่ออกจากสเปนในปี 1492 บางชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่ในปาเลสไตน์ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชุมชนยิวตั้งรกรากในสี่นครศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ เยรูซาเลม ไทเบียเรียส ฮีบรอนและซาเฟ็ด และในปี 1697 แรบไบเยฮูดา ฮาชาซิด (Yehuda Hachasid) นำกลุ่มยิว 1,500 คนไปเยรูซาเลม ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้คัดค้านลัทธิฮาซิดิมชาวยุโรปตะวันออก ที่เรียก เปรูชิม (Perushim) ตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์

การย้ายถิ่นของยิวสมัยใหม่ระลอกแรกไปปาเลสไตน์ในปกครองของออตโตมัน ที่เรียก อะลียาครั้งแรก (First Aliyah) เริ่มขึ้นในปี 1881 เมื่อยิวหนีโพกรมในยุโรปตะวันออก แม้มีขบวนการไซออนิสต์แล้ว นักหนังสือพิมพ์ชาวออสเตรีย-ฮังการี ทีโอดอร์ เฮิซ (Theodor Herzl) ได้รับความชอบว่าเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการการเมืองไซออนิสต์ เป็นขบวนการซึ่งมุ่งสถาปนารัฐยิวในแผ่นดินอิสราเอล ฉะนั้นจึงเสนอทางออกแก่ปัญหาชาวยิวในรัฐยุโรป ร่วมกับเป้าหมายและความสำเร็จของโครงการระดับชาติอื่นในเวลานั้น ในปี 1896 เฮิซจัดพิมพ์หนังสือ รัฐยิว เสนอวิสัยทัศน์รัฐยิวในอนาคต ปีต่อมาเขาเป็นประธานสภาไซออนิสต์ครั้งที่หนึ่ง

อะลียาครั้งที่สอง (ปี 1904–14) เริ่มขึ้นหลังโพกรมคีชีเนฟ (Kishinev pogrom) มียิวประมาณ 40,000 คนตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ แม้เกือบครึ่งออกจากที่นั้นในที่สุด ผู้เข้าเมืองทั้งสองระลอกแรกเป็นยิวออร์ทอด็อกซ์เสียส่วนใหญ่ แม้อะลียาครั้งที่สองมีกลุ่มสังคมนิยมซึ่งสถาปนาขบวนการคิบบุตส์ (kibbutz) อยู่ด้วย 

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบริเตน อาร์เธอร์ แบลเฟอร์ (Arthur Balfour) ส่งปฏิญญาแบลเฟอร์ปี 1917 แก่บารอนรอทส์ไชลด์ (วัลเทอร์ รอทส์ไชลด์ บารอนที่ 2 แห่งรอทส์ไชลด์) ผู้นำชุมชนยิวบริเตน ซึ่งแถลงว่าบริเตนตั้งใจสถาปนา “บ้านชาติ” ของยิวในอาณัติปาเลสไตน์ พิธีโอนเยรูซาเลมให้อยู่ในการปกครองของบริเตนหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในปี 1918 ลีจันยิว กลุ่มซึ่งประกอบด้วยอาสาสมัครไซออนิสต์เป็นหลัก สนับสนุนการพิชิตปาเลสไตน์ของบริเตน การคัดค้านการปกครองของบริเตนและการเข้าเมืองของยิวนำไปสู่เหตุจลาจลในปาเลสไตน์ปี 1920 และการสถาปนาทหารอาสาสมัครยิวที่เรียก ฮาฆอนาฮ์ (Haganah) ซึ่งต่อมาแยกออกมาเป็นกลุ่มกึ่งทหารออกัน (Irgan) และเลฮี (Lehi) ในปี 1922 สันนิบาตชาติให้อาณัติเหนือปาเลสไตน์แก่บริเตนภายใต้เงื่อนไขซึ่งรวมปฏิญญาแบลเฟอร์และคำมั่นแก่ยิว และบทบัญญัติคล้ายกันว่าด้วยชาวปาเลสไตน์เชื้อสายอาหรับ ประชากรของพื้นที่ในเวลานั้นเป็นอาหรับและมุสลิมเป็นหลัก โดยมียิวคิดเป็นประมาณร้อยละ 11 และคริสต์ศาสนิกชนเชื้อสายอาหรับประมาณร้อยละ 9.5 ของประชากร

อะลียาครั้งที่สาม (1919–23) และครั้งที่สี่ (1924–29) นำชาวยิวอีก 100,000 คนมายังปาเลสไตน์ ความรุ่งเรืองของลัทธินาซีและการเบียดเบียนยิวที่เพิ่มขึ้นในทวีปยุโรปคริสต์ทศวรรษ 1930 นำไปสู่อะลียาครั้งที่ห้า โดยมีการไหลบ่าของชาวยิวกว่า 250,000 คน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกบฏอาหรับปี 1936–39

ระหว่างนั้นทางการอาณัติบริติชร่วมกับทหารอาสาสมัครอาฆอนาห์และออกันฆ่าอาหรับ 5,032 คนและทำให้มีผู้บาดเจ็บ 14,760 คน ทำให้ประชากรอาหรับปาเลสไตน์ชายผู้ใหญ่กว่าร้อยละ 10 ถูกฆ่า ได้รับบาดเจ็บ ถูกจำคุกหรือถูกเนรเทศ บริเตนริเริ่มการจำกัดการเข้าเมืองปาเลสไตน์ของยิวด้วยกระดาษขาวปี 1939 เมื่อประเทศทั่วโลกไม่รับผู้ลี้ภัยยิวที่หนีฮอโลคอสต์ จึงมีการจัดระเบียบขบวนการลับที่เรียก เข็มขัดอะลียา เพื่อนำยิวไปปาเลสไตน์ เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรยิวของปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 33 ของประชากรทั้งหมด

วันที่ 14 พฤษภาคม 1948 หนึ่งวันก่อนอาณัติบริติชหมดอายุ เดวิด เบนกูเรียน หัวหน้าหน่วยงานยิว ประกาศ “การสถาปนารัฐยิวในแผ่นดินอิสราเอล เรียก รัฐอิสราเอล” การพาดพิงเดียวในข้อความของประกาศฯ ถึงเขตแดนของรัฐใหม่คือการใช้คำว่าแผ่นดินอิสราเอล (Eretz-Israel) วันรุ่งขึ้น กองทัพประเทศอาหรับสี่ประเทศ คือ อียิปต์ ซีเรีย ทรานส์จอร์แดนและอิรัก ยาตราเข้าอดีตปาเลสไตน์ในอาณัติบริเตน เปิดฉากสงครามอาหรับ–อิสราเอล ค.ศ. 1948 ทหารสมทบจากประเทศเยเมน โมร็อกโก ซาอุดีอาระเบียและซูดานเข้าร่วมสงครามด้วย ความมุ่งหมายปรากฏของการบุกครองคือการป้องกันการถสาปนารัฐยิวตั้งแต่เริ่มบังคับและผู้นำอาหรับบางคนพูดถึงการผลักดันยิวตกทะเล เบนนี มอร์ริสว่า ยิวรู้สึกว่ากองทัพอาหรับที่กำลังบุกครองมุ่งฆ่าล้างบางยิว สันนิบาตอาหรับแถลงว่าการบุกครองเป็นไปเพื่อฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและป้องกันการนองเลือดเพิ่มอีก

หลังการสู้รบนานหนึ่งปี มีการประกาศการหยุดยิงและมีการสถาปนาพรมแดนชั่วคราว เรียก เส้นเขียว (Green Line) จอร์แดนผนวกดินแดนที่เรียก เวสต์แบงก์ รวมทั้งเยรูซาเลมตะวันออก และอียิปต์ควบคุมฉนวนกาซา สหประชาชาติประมาณว่าชาวปาเลสไตน์กว่า 700,000 คนถูกขับไล่หรือหลบหนีจากกำลังอิสราเอลที่กำลังรุกคืบระหว่างความขัดแย้งนั้น ซึ่งภาษาอารบิกเรียก นัคบา (“หายนะ”) ส่วน 156,000 คนยังอยู่และกลายเป็นพลเมืองอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ

ขอขอบคุณเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

กรีก ดินแดนแห่งเทพ อารยะชน ผู้สร้างอารายธรรม

“กรีก” ปัจจุบันคือประเทศ กรีซ
อาณาจักรที่เต็มไปด้วยเทพและตำนาน
Centrovirtual จะพาคุณย้อนอดีตไปเรียนรู้กัน

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ากรีกโบราณนั้นมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอยู่ตำแหน่งใด โดยทั่วไปแล้วจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์กรีกก่อนหน้าจักรวรรดิโรมัน แต่นักประวัติศาสตร์ต้องการความแม่นยำมากกว่า ผู้เขียนบางคนรวมยุคของอารยธรรมไมนวน และไมซีนีเข้าไปด้วย (ตั้งแต่ประมาณ 1600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง 1100 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

กรีก
หลักฐานอารยธรรมกรีกโบราณ

กรีกเป็นคำที่ชาวโรมันเรียกชาวกรีก หรือกรีซในปัจจุบัน แต่ชาวกรีกเองเรียกตนเองว่า “เฮลลีนส์” และเรียกความเจริญอารยธรรมที่ตนสร้างสรรค์ว่า “เฮเลนนิค” (Hellenic) ประเทศต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันออกคือ อินเดียและจีนส่วนต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกก็คือกรีกชาวตะวันตกทุกชาติไม่ว่าสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี ฯลฯ ใช้อารยธรรมที่ล้วนแล้วแต่มีรากดั้งเดิมมาจากกรีกทั้งนั้น

กรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณรอบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ติดต่อกับอารยธรรมยุคเก่าซึ่งมีอำนาจในการปกครองดินแดนแถบนี้ 2 แห่งของโลก คือ อียิปต์และตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย และที่สำคัญอีกอย่างคือ ดินแดนรอบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นแหล่งเชื่อม 3 ทวีป คือ อาฟริกา เอเซียและยุโรป และเป็นชุมทางการเคลื่อนตัวของมนุษย์สมัยโบราณในยุคหินเก่าและหินใหม่ เนื่องจากกรีกเป็นเมืองค้าขายจึงมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความคิดอันหลากหลายจากพ่อค้าจากต่างถิ่นที่แวะเข้ามาทำการค้าขาย

เมืองส่วนใหญ่ของกรีกเป็นเมืองค้าขายมีที่ราบเล็กๆ ในหุบเขาที่จะผลิตอาหารได้จำนวนจำกัด กรีกจึงมีแนวโน้มจัดตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่รวมศูนย์ การเป็นเมืองค้าขายเปิดโอกาสให้ได้รับการถ่ายทอดความคิดจากพ่อค้าที่แวะเข้ามาจากการเดินทางออกไปยังอียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย เป็นต้น ทำให้กรีกสามารถตั้งคำถาม วิเคราะห์ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้มาก จากการที่กรีกปกครองเป็นนครรัฐ (Polis) จึงทำให้กรีกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้านั้นหรือในยุคเดียวกัน คือ ไม่มีระบบความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดหรือสมบูรณ์ตายตัว จากจุดนี้จึงเป็นสาเหตุให้กรีกกลายเป็นนักวิเคราะห์ และนักเหตุผลนิยมได้ดีกว่าอารยธรรมอื่นที่ผ่านๆ มา และในที่สุดกรีกก็เป็นหนึ่งในอารยธรรมแรกๆ ที่สร้างระบบคิดแบบเปิด คือ ระบบปรัชญาที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเน้นการถกเถียงระหว่างปัญญาชนที่หลายหลายขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในกรีก อินเดีย และจีน

ชาวกรีกให้การเทพเจ้าหลายองค์ เทพส่วนมากมีความเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ เช่น Zeus ควบคุมท้องฟ้า พายุและฝน เทพ Poseidon ควบคุมทะเล เทพ Aphrodite เป็นเทพแห่งความรัก และเทพ เป็นต้น แต่การนับถือเทพของชาวกรีกมีความแตกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ คือ แต่ละบุคคลสามารถบนบานต่อเทพได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพระนักบวช และเทพในอารยธรรมกรีกนั้นมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา

ความคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าของกรีกโบราณสื่อออกมาในรูปลักษณะแบบมนุษย์และคุณลักษณะบางประการของมนุษย์ เช่น ยังมีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง มีการทะเลาะวิวาท อิจริษยา กันและกัน แต่มีความแตกต่างจากมนุษย์ตรงที่มีอาหารทิพย์ และมีความเป็นอมตะ แต่ละองค์ล้วนมีอานุภาพ และได้รับการกำหนดให้คุ้มครองธรรมชาติที่มีความสำคัญ เช่น ท้องทะเล ได้แก่ เทพเจ้าโพไวดอน (Poseidon) พื้นแผ่นดินได้แก่ เทพเจ้าซีรีส (Ceres) ความงาม ความรัก ได้แก่ เทพเจ้าอโพรไดท์ (Aphrodite) หรือที่ชาวโรมัน เรียกว่า วีนัส (Venus) ความฉลาด ได้แก่ เทพเจ้าอธีนา (Athena) แสงสว่างและการทำนาย ได้แก่ เทพเจ้าอพอลโล (Apollo) เป็นต้น

ส่วนเรื่องของความตายนั้น กรีกโบราณมีความคิดที่แตกต่างไปจากอียิปต์ คือ ชาวกรีกจะไม่สนใจความเป็นไปภายหลังความตาย ไม่สนใจต่อร่างกายที่ และเมื่อคนตายลงก็จะใช้วิธีเผาศพ และมีความคิดว่า เงาหรือผีจะอยู่ชั่วระยะหนึ่งหลังจากที่ตายไปทุกคนจะไปยังอาณาจักรแห่งความตาย ซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมของเทพเจ้าใต้บาดาล คือ เฮเดส (Hades) แต่อาณาจักรแห่งความตายนี้มิใช่นรก หรือสวรรค์ ไม่มีการรับรางวัลแห่งความดี หรือการถูกลงโทษจากการกระทำผิด แต่จะอยู่ในลักษณะเดียวกันเหมือนกับการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์

กิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวกรีกก็คือ การรื่นเริงถวายเทพเจ้าที่ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับศาสนปฏิบัติ ซึ่งแสดงออกโดยที่นครรัฐทุกแห่งจะมีงานรื่นเริงประจำนครรัฐของตนและมีการแข่งกีฬา การแข่งขันกีฬาถวายเทพเจ้าที่สำคัญที่สุด คือ ที่โอลิมเบีย (Olympia) ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มในแคว้นเอลิส (Elis) ได้เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ 776 ปีก่อนคริสตกาล ณที่นี้มีวิหารของเทพเจ้าสูงสุด คือเทพเจ้าซีอุส (Zeus) และการแข่งขันกีฬาที่โอลิมเปียนี้เรียกว่า กีฬาโอลิมปิก (Olympic Game)

กิจกรรมต่างๆ ของชาวกรีกโบราณที่กล่าวมาแล้วนี้ นับเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความสอดคล้องผสมผสานระหว่างความคิดทางศาสนากับอารยธรรมของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนและมีความหมายที่ซ้อนเร้นอยู่ตามสถาปัตยกรรมต่างๆ

ส่วนในสมัยโรมัน ปรากกว่าระยะแรกๆ ชาวโรมันมีชีวิตความเป็นอยู่แบบง่ายๆ มีการเลี้ยงสัตว์และทำการเพาะปลูก พวกเขานับถือผีวิญญาณ เชื่อว่ามีวิญญาณในทุกสิ่ง ไม่ว่าต้นไม้ ก้อนหิน สัตว์ในทุงหญ้า ท้องนา วิญญาณเหล่านี้อาจช่วยเหลือ หรือเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่อวิญญาณเหล่านี้ จึงเป็นหน้าที่ของทางศาสนาที่จะหาวิธีปฏิบัติให้วิญญาณทั้งหลายนั้นมาเอื้อประโยชน์ต่อมนุษย์

ความคิดเรื่องวิญญาณที่สำคัญของชาวโรมันในระยะแรกได้แก่ เวสตา (Vesta) ซึ่งดูแลเตาไฟ แลรีส (Lares) ดูแลบ้านและขอบเขตที่นาของครอบครัว พิเนตีส (Penates) ดูแลที่เก็บเสบียงอาหาร และยังมีวิญญาณประจำตัวมนุษย์ได้แก่ จีเนียส (Genius) ซึ่งบำบัดรักษาครอบครัวโดยผ่านหัวหน้าครอบครัว จึงถือว่า จีเนียสเป็นวิญญาณประจำตัวผู้ชาย วิญญาณเหล่านี้จะต้องได้รับการกราบไหว้อย่างเหมาะสม

ufabet.com

ในยุคโบราณ ตะวันตกถือว่ากรีกเป็นบ่อเกิดของความคิดแบบต่างๆ และถือว่าเป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรมทั้งทางด้านความคิด การเมือง สถาปัตยกรรม เป็นต้นมีความก้าวหน้าแห่งหนึ่งในยุคโบราณ แต่ในยุคนี้ความคิดที่เด็นชัดและมีอิทธิพลต่อวิธีการคิดและการดำเนินชีวิตของคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในตะวันตก ก็คือความคิดทางปรัชญา ซึ่งมีนักคิดที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น 3 ท่าน ก็คือ อริสโตเติล พลาโต้ และโสเครตีส แต่ตามประวัติศาสตร์แล้วนักคิดที่ถือว่ามีแนวคิดทางปรัชญาท่านแรกของกรีกโบราณก็คือ ธาเลส ซึ่งเป็นผู้ให้มุมมองเกี่ยวกับโลก จักรวาล และมนุษย์ที่แตกต่างออกไปจากมุมมองแบบยุคก่อนประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นผู้จุดประกายให้มีนักคิดท่านอื่นๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย

เกร็ดประวัติศาสตร์

โยโย่ที่เก่าแก่ที่สุดมาจากกรีก

ของเล่นที่มีการเล่นคล้ายกับโยโย่นั้น มีการพูดถึงเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์บนแจกันของกรีก ซึ่งเชื่อกันว่าผลิตขึ้นใน 440 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว

รูปปั้นชายกรีกส่วนใหญ่จะมีขนาดอวัยวะเพศที่เล็ก

เนื่องจากในสมัยนั้นเชื่อว่ามีเพียงชายที่จิตหมกมุ่นในกามราคะเท่านั้นที่จะมีอวัยวะเพศขนาดใหญ่ ส่วนชายที่มีขนาดเล็กคือคนฉลาด

ผู้หญิงในกรีกจะต้องแต่งงานเมื่อเป็นสาวพรหมจรรย์เท่านั้น

โดยผู้เป็นพ่อจะเลือกคู่แต่งงานให้ตั้งแต่อายุ 13-14 ปีเลยทีเดียว

ชาวกรีกกลัวซอมบี้กันอย่างจริงจังเลย

เหล่าศพที่ถูกกลัวว่าจะลุกกลับขึ้นมาจะได้รับการฝังแบบพิเศษ โดยมักจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ หรือทับไว้ด้วยหินหนักๆ ก่อนฝังนั่นเอง

ชาวกรีกมองรักร่วมเพศและความใคร่เด็กเป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากนี้พ่อของเด็กผู้ชาย ยังสามารถเลือกชายหนุ่มที่อายุมากกว่าให้เป็นคู่ชีวิตของลูกชายได้อีกด้วย

ชาวกรีกใช้ก้อนหิน และเศษเครื่องเซรามิกเช็ดก้น

แถมดูเหมือนว่าจะเป็นการใช้ก้อนหินเช็ดก้น จะเป็นที่นิยมยาวนานไปถึงสมัยโรมันรุ่งเรืองเลยด้วย

แม้ว่ากีฬาโอลิมปิกจะมีที่มาจากชาวกรีก แต่การวิ่งคบเพลิงไม่ใช่

การวิ่งคบเพลิงมาจากโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 โดยนาซีเยอรมนีต่างหาก

การผิดประเวณีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากของกรีก

สำหรับชาวกรีกแล้วการผิดประเวณีถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าการข่มขืนเสียอีก โดยโทษของการผิดประเวณีนั้นมีตั้งแต่การเผาขนรอบรูทวาร เอาหัวไช้เท้ายัดก้น เรื่อยไปยันทุบตีจนตายเลย

คุณคงรู้สึกดีที่ไม่ใช่ชาวกรีกโบราณ

Categories
ประวัติศาสตร์

อียิปต์ วัฒนธรรมยาวนาน ดินแดนแห่งอารยชนโบราณ

“อียิปต์” หากเอ่ยชื่อนี้ คุณคงนึกถึง พีระมิด ฟาโรห์ มัมมี่
และอารยธรรมที่เกิดขึ้นในอดีตหลายพันปี
Centrovirtual จะนำคุณไปรู้จักกับ “อียิปต์”

อียิปต์ในอดีต

ชาวอียิปต์เป็นหนึ่งในกลุ่มชนโบราณพวกแรกๆที่ประสบความสำเร็จในการสร้างและพัฒนาอารยธรรมของตน เนื่องจากมีปราการธรรมชาติอย่างทะเลทรายซาฮารา ทำให้อียิปต์ปราศจากการคุกคามจากศัตรูทางบกและความสมบูรณ์ของแม่น้ำไนล์ก็ทำให้ปัญหาความอดอยากแทบไม่ปรากฏด้วย เหตุนี้พวกเขาจึงสามารถ พัฒนาอารยธรรมได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

นักประวัติศาสตร์แบ่งช่วงเวลาสามพันปีของอียิปต์ออกเป็นช่วงต่างๆ โดยเริ่มจาก
– ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค.ศ.) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร
– ยุคอาณาจักรเก่า (เริ่มตั้งแต่ 2950 – 2150 ปีก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด
– ยุครอยต่อของอาณาจักร (2125 – 1975 ปี ก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่เก้าถึงสิบเอ็ด
– ยุคอาณาจักรกลาง (เริ่มตั้งแต่ 1975 – 1520 ปีก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบสองถึงสิบเจ็ด
– ยุคอาณาจักรใหม่ (เริ่มตั้งแต่ 1539 – 1075 ปี ก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบแปดถึงยี่สิบ
– ยุคปลายของอาณาจักร (เริ่มตั้งแต่ 1075 – 332ปี ก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์ที่ยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบเอ็ด ยุคนี้อียิปต์ถูกปกครองโดยชาวต่างชาติ ตั้งแต่พวกลิเบีย นูเบีย และพวกเปอร์เซีย (ปีที่ 332 ก่อนคริสตกาล) อียิปต์ถูกปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี อดีตขุนศึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จนมาถึงความพ่ายแพ้ของพระนางคลีโอพัตราที่แอคติอุม (Actium) ในราวก่อนคริสตกาล อียิปต์ก็สิ้นสุดความเป็นอาณาจักรโดยสิ้นเชิง

อียิปต์
หน้ากากฟาโรห์
เครื่องประดับของมัมมี่อียิปต์ที่คุ้นตา

ก่อนอาณาจักร

ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค.ศ.) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร

เมื่อราวเจ็ดพันปีก่อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้ซาฮาราค่อยๆแห้งแล้ง และกลายเป็นทะเลทราย เหลือแต่เพียงพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำไนล์ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ และเนื่องจากทุกปีแม่น้ำไนล์จะพัดเอาตะกอนหน้าดินมาถมฝั่ง ทำให้พื้นดินแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ผู้คนเริ่มอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและเริ่มมีการเพาะปลูกขึ้น แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เรียกว่าโนมส์

ในแต่ละโนมส์จะปกครองโดยกลุ่มนักบวชหรือหมอผี ต่อมามีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ การจัดระบบชลประทาน ชุมชนก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาเป็นนครรัฐขนาดเล็กๆกระจัดกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำดินแดนของแม่น้ำไนล์

ดินแดนของแม่น้ำไนล์ถูกแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์เป็นอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง เนื่องจากแม่น้ำไนล์ไหลจากทางใต้ขึ้นสู่ทางเหนือ ดังนั้นอียิปต์บนจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำไนล์ พื้นที่ส่วนนี้มีทุ่งหญ้าและเขตป่าละเมาะที่เหมาะแก่การล่าสัตว์และทำปศุสัตว์ ส่วนอียิปต์ล่างจะตั้งบริเวณทิศเหนือซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำไหลลงทะเลและมีพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การค้าขายและศูนย์กลางที่สำคัญชื่อว่า บูโท ส่วนทางอียิปต์บนพลเมืองจะอาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณเมืองนากาดาและเฮียราคอนโพลิส ในราวสี่พันปีก่อนคริสตกาลชาวอียิปต์เริ่มพัฒนารูปแบบอักษรจากรูปภาพ และกลายเป็นอักษรเฮียโรกลิฟฟิคในเวลาต่อมา

ufabet.com
ตัวอย่างเฮโรกริฟฟิก

อาณาจักรอียิปต์โบราณ

กำเนิดแห่งอาณาจักร ในราว 3200 ปีก่อนคริสตกาล ราชาแมงป่อง (Scorpion king) ผู้ครองนครธีส (This) อันตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งลุ่มน้ำไนล์ได้กรีฑาทัพ เข้ายึดครองนครรัฐต่างๆในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน ราชาแมงป่องปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน โอรสของพระองค์(ข้อนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักแต่จากหลักฐานที่มีแสดงว่าทั้งสองพระองค์น่าจะเกี่ยวดองกัน) นามว่า นาเมอร์ (Namer)ได้สานต่อนโยบายและกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ล่าง จนกระทั่งมาถึงสมัยของฟาโรห์เมเนส(Menese) พระองค์สามารถผนวกทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จและสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส (Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของอียิปต์โบราณ

ยุคอาณาจักรเก่า (เริ่มตั้งแต่ 2950 – 2150 ปีก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด

ยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือ นครเมมฟิส (Memphis) โดยมีพระเจ้าเมเนส (Menes) เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอียิปต์ทั้งหมด ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า องค์ฟาโรห์คือร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาปกครองมนุษย์

การเมืองการปกครอง : ในสังคมอียิปต์มีการแบ่งออกเป็นสามชนชั้น คือ ชนชั้นสูงได้แก่ เชื้อพระวงศ์ นักบวช ขุนนาง ชนชั้นกลางได้แก่ พ่อค้า เสมียน ช่างฝีมือ และชนชั้นล่างคือพวกชาวนาและผู้ใช้แรงงาน นอกจากฟาโรห์แล้ว บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดคือหัวหน้านักบวชของสุริยเทพ รา ซึ่งเป็นจอมเทพสูงสุด ในการบริหารงาน ฟาโรห์จะมีคณะเสนาบดีที่นำโดย วิเซียร์ (Vizier) ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางสำคัญ เป็นผู้ช่วย และส่งข้าหลวง (Nomarch) ไปทำหน้าที่ปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยขึ้นตรงต่อองค์กษัตริย์ ในยุคอาณาจักรเก่านี้ อียิปต์ไม่มีกองทหารประจำการ แต่จะเกณฑ์พลเมืองเข้ากองทัพเมื่อเกิดสงคราม

ความเชื่อ : เดิมทีก่อนการรวมแผ่นดิน หัวเมืองต่างๆทั้งในอียิปต์บน และ ล่าง ต่างนับถือเทพต่างๆกันต่อมาเมื่อรวมแผ่นดินแล้วก็ยังคงความเชื่อแบบพหุเทวนิยม อยู่ โดยมี เทพเจ้ารา (RA) เป็นเทพสูงสุด ชาวอียิปต์เชื่อว่าพระองค์เป็นผู้สร้างโลกและสวรรค์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง นอกจากเทพเจ้าราแล้ว เทพที่ชาวอียิปต์นับถือกันมากได้แก่ เทพเจ้าโอซิริส เทพแห่งยมโลกผู้มีหน้าที่ตัดสินดวงวิญญาณ, เทพีไอซิสเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์, เทพเจ้าเซ็ท เทพแห่งสงคราม, เทพีฮาธอร์เทพีแห่งความรัก และเทพเจ้าฮอรัส เทพผู้เป็นตัวแทนของฟาโรห์ทุกพระองค์ นอกจากนี้ยังมีเทพอื่นๆที่ถือเป็นเทพเจ้าประจำแต่ละเมือง

วิถีชีวิต : ชาวอียิปต์โบราณดำรงค์ชีวิตด้วยการกสิกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำท่วมถึงหรือที่เรียกว่าเขตดินสีดำที่ชื่อว่า เคเมต เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกได้ผลดี พืชผลที่ได้จะถือเป็นสมบัติของฟาโรห์และจะมีการแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม พืชที่นิยมปลูกกันคือข้าวสาลีและข้าวบาเล่ย์ โดยพวกเขาจะใช้ข้าวสาลีทำขนมปังและทำเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารหลัก ของชาวอียิปต์โบราณ และพืชผลเหล่านี้ยังใช้เป็นสินค้าส่งออกไปยังดินแดนอื่นๆอีกด้วยนอกจากการเพาะปลูกแล้วชาวอียิปต์ยังทำการจับปลา ล่านกน้ำและฮิปโปโปเตมัสในแม่น้ำไนล์โดยใช้เรือที่ผูกจากต้นกก ส่วนในเขตดินสีแดงที่เรียกว่า เชเครต ซึ่ง อยู่ในเขตอียิปต์บนพวกเขาจะทำการล่าสัตว์ป่าอย่าง แอนทีโลป และแพะป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย บ้านเรือนของชาวอียิปต์สร้างจากอิฐตากแห้งและใช้ไม้ทำส่วนประกอบอย่างกรอบประตูเนื่องจากในอียิปต์ไม้ค่อนข้างหายาก บ้านแต่ละหลังจะมีบันไดขึ้นดาดฟ้าเนื่องจากชาวอียิปต์จะใช้ดาดฟ้าเป็นที่ทำงานต่างๆเช่นการทำขนมปัง หรือแม้แต่เป็นที่พักผ่อนนั่งคุย

อักษรอียิปต์ : ชาวอียิปต์ใช้อักษรภาพที่เรียก ว่าเฮียโรกลิฟฟิค (Hieroglyphic) ซึ่งมีทั้งแบบที่เป็นรูปภาพและแบบที่เป็นสัญลักษณ์ประกอบเป็นคำ โดยจะบันทึกลงในแผ่นหินและม้วนกระดาษปาปิรัสซึ่งทำจากต้นกก ตัวอักษรอียิปต์มีประมาณ 1000 ตัว ในสมัยก่อน ผู้ที่สามารถอ่านเขียนอักษรเฮียโรกลิฟฟิคได้คล่องแคล่วจะมีโอกาสได้ทำงานเป็นอาลักษณ์ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่จะเลื่อนขึ้นเป็นขุนนาง หรือนักบวชสำคัญได้ สำหรับอักษรของอียิปต์นั้น นับแต่อารยธรรมล่มสลายลงไปก็ไม่มีใครสามารถตีความได้ จนกระทั่งได้มีการค้นพบ ศิลาจารึก โรเซทต้า (ROSETTA) ในปี ค.ศ. 1799 ที่มีจารึกอักษรเฮียโรกลิฟฟิคกับอักษรกรีกโบราณเอาไว้ ฟรองซัวส์ ชองโพลียอง ใช้วิธีการค้นคว้าโดยอ่านเทียบกับอักษรกรีกโบราณ และสามารถตีความได้สำเร็จในปี 1822

การทำมัมมี่ : ถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่4 และมีเรื่อยมาจนถึงค.ศ.641 ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลังจากที่มนุษย์ ตายไปแล้วดวงวิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมจึงต้องเก็บร่างเอาไว้เพื่อรอรับการเกิดใหม่ในยุค อาณาจักรเก่าเชื่อว่ามีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่จะกลับมาคืน ร่างเดิมแต่ในสมัยต่อมาการทำมัมมี่ได้แพร่หลายสู่ขุนนางและสามัญชนแม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นสัญลักณ์ ของเทพเจ้าในการทำมัมมี่ชาวอียิปต์จะนำสมองและอวัยวะภายในออกจากศพและนำศพไปชำระล้างใน แม่น้ำไนล์จากนั้นจะนำไปแช่ในน้ำยานาตรอน(Natron)ซึ่งเป็นสารพวกsodium Carbonate โดยเปลี่ยนน้ำยาทุกสามวันและแช่ประมาณหกสิบวันจนศพแห้งและนำมาพันด้วยผ้าลินิน ส่วนอวัยวะภายในและสมองจะนำไปผสมกับเครื่องหอมและทำให้แห้งด้วยสมุนไพรจากนั้น จึงนำไปดองในน้ำยานาตรอนประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะนำมาเก็บในโถคาโนปิก (Canopic) สี่ใบและนำไปเก็บรวมกับหีบศพในสุสานพร้อมข้าวของเครื่องใช้และสมบัติเพื่อรอการกลับมาของวิญญาณ


พีระมิดยักษ์ : เป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุด เดิมทีฟาโรห์จะสร้างห้องเก็บพระศพขนาดใหญ่เป็นสุสาน ต่อมาในสมัยของฟาโรห์โซเซอร์ แห่งราชวงศ์ที่สาม (2650ปีก่อน ค.ศ.) อิมโฮเทปที่ปรึกษาของฟาโรห์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และสถาปนิกที่มีความสามารถ ได้ทำการออกแบบ พีระมิดขั้นบันไดที่เรียกว่า มาสตาบา (Mastaba) ที่เมืองซักคาร่าขึ้น นอกจากเป็นผู้ออกแบบพีระมิดแล้ว อิมโฮเทปยังมีผลงานประพันธ์ต่างๆมากมายทั้งวรรณคดีและตำราเภสัชศาสตร์ ชาวอียิปต์รุ่นหลังนับถือเขาในฐานะเทพแห่งความรู้ หลังจากยุคของฟาโรห์โซเซอร์ ก็ได้มีการสร้างพีระมิดขั้นบันไดต่อมาและค่อยๆพัฒนากลายเป็นแบบสามเหลี่ยม โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ พีระมิดยักษ์ของฟาโรห์คูฟูที่เมืองกีซา ซึ่งมีความสูงถึง 147 เมตรและได้ชื่อว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การต่างประเทศ :ในยุคอาณาจักรเก่าอียิปต์มีการค้าขายกับเพื่อนบ้านทั้งในเมโสโปเตเมีย (อยู่ในตะวันออกกลาง)และอาณาจักรนูเบียทางภาคใต้(ปัจจุบันคือซูดาน)ในยุคนี้ไม่มีการใช้เงิน การค้าจะทำในแบบของแลกของ โดยสินค้าออกสำคัญของอียิปต์คือพืชผลทางการเกษตร แลกกับสินค้าพวกไม้หอม งาช้าง เครื่องแกะสลัก เป็นต้น แทบไม่มีหลักฐานของการสงครามขนาดใหญ่ในยุคนี้นอกจากหลักฐานการรบกับพวกเรร่อนเบดูอิน ในพรมแดนปาเลสไตน์สมัยฟาโรห์เปปิที่1 แห่งราชวงศ์ที่6 กล่าวได้ว่าสงครามใหญ่เพียงครั้งเดียวของยุคนี้คือสงครามรวมชาติตอนต้นราชวงศ์ที่หนึ่งเท่านั้น

อียิปต์ ยังมีวัฒนธรรมยาวนานให้ศึกษาอีกมากมาย