Categories
ประวัติศาสตร์

โรมัน อาณาจักรรุ่งเรืองและเสื่อมสลาย ทิ้งไว้เพียงตำนาน

“โรมัน” อาณาจักรอันรุ่งเรือง
Centrovirtual จะพาคุณย้อนกลับไป

จักรวรรดิโรมันได้สืบต่อการปกครองมาจากสาธารณรัฐโรมัน (510 ปีก่อนคริสตกาล – ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตาล) รุ่งเรืองในยุคเสื่อมถอยของอาณาจักรกรีกโบราณ ซึ่งได้อ่อนแอลงหลังจากความขัดแย้งระหว่างไกอุส มาริอุสและซุลลา และสงครามกลางเมืองระหว่างจูเลียส ซีซาร์และปอมปีย์

โรมัน
จูเลียส ซีซาร์
รัฐบุรุษโรมัน

สังเกตได้ว่าโรมันจะเน้นการตกแต่งอย่างพิถีพิถันไม่เน้นประโยชน์ทางโครงสร้างเท่าไรนัก สถาปัตยกรรมที่สำคัญต่างๆเช่น ซุ้มประตู สะพานที่ใช้ส่งน้ำจากภูเขา สิ่งก่อสร้างต่างๆของโรมันได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของโรมันอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงพ.ศ.600-873 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งและอำนาจของอาณาจักรโรมันอาคารสถาปัตยกรรมมขนาดกว้างใหญ่และมีการตกแต่งอย่างฟุ่มเฟือยและมีการควบคุมทำเลที่ตั้งการจัดภูมิทัศน์อย่างพิถีพิถันมีการสร้างโรงชุมนุม โรงมหรสพหรือสนามกีฬาโรงอาบน้ำสาธารณะและอาคารที่พักอาศัยมากมาย ส่วนใหญ่ประดับด้วยหินสีหินอ่อนและประติมากรรมแกะสลักตกแต่งอย่างสวยงาม

จักรวรรดิโรมันเคยมีดินแดนอยู่ในการครอบครองมากมาย ได้แก่ อังกฤษและเวลส์ ยุโรปส่วนใหญ่ (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไรน์และทางใต้ของเทือกเขาแอลป์) ชายฝั่งของแอฟริกาเหนือ บริเวณมณฑลใกล้เคียงของอียิปต์ แถบบอลข่าน ทะเลดำ เอเชียไมเนอร์ และส่วนใหญ่ของบริเวณลีแวนท์ ซึ่งดินแดนเหล่านี้ จากตะวันตกสู่ตะวันออกในปัจจุบันได้แก่ โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แอลเบเนียและกรีซ แถบบอลข่าน ตุรกี ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของเยอรมนี ทางภาคใต้จักรวรรดิโรมันได้รวบรวมตะวันออกกลางไว้ ซี่งในปัจจุบันก็ได้แก่ซีเรีย เลบานอน อิสราเอล จอร์แดน จากนั้นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ จักรวรรดิได้รวบรวมอียิปต์โบราณไว้ทั้งหมด และได้ทำการยึดครองต่อไปทางตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณชายฝั่งทะเลซี่งในปัจจุบันคือประเทศลิเบีย ตูนิเซีย แอลจีเรียและโมร็อกโก จนถึงตะวันตกของยิบรอลตาร์ ประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิโรมันเรียกว่าชาวโรมัน และดำเนินชีวิตภายใต้กฎหมายโรมัน การขยายอำนาจของโรมันได้เริ่มมานานตั้งแต่ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเรืองอำนาจสูงสุดในสมัยจักรพรรดิทราจัน ด้วยชัยชนะเหนือดาเซีย (ปัจจุบันคือประเทศโรมาเนียและมอลโดวา และส่วนหนึ่งของประเทศฮังการี บัลแกเรียและยูเครน) ในปี ค.ศ. 106 และเมโสโปเตเมียในปี ค.ศ. 116 (ซึ่งภายหลังสูญเสียดินแดนนี้ไปในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียน) ถึงจุดนี้ จักรวรรดิโรมันได้ครอบครองแผ่นดินประมาณ 5,900,000 ตร.กม. (2,300,000 ตร.ไมล์) และห้อมล้อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งชาวโรมันเรียกทะเลนี้ว่า mare nostrum “ทะเลของเรา” อิทธิพลของโรมันได้ส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านภาษา ศาสนา สถาปัตยกรรม ปรัชญา กฎหมายและระบบการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

จักรวรรดิถูกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกในสมัยของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน และถือว่าจักรวรรดิโรมันล่มสลายลงในช่วงเวลาประมาณวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 476 เมื่อจักรพรรดิโรมิวลุส ออกุสตุส จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกถูกขับไล่และเกิดการจลาจลขึ้นในโรม อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิโรมันตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อจักรวรรดิไบแซนไทน์ ก็ได้รักษากฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบกรีก-โรมัน รวมถึงศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ไว้ได้ในอีกสหัสวรรษต่อมา จนถึงการล่มสลายเมื่อเสียกรุงคอนแสตนติโนเปิลให้กับจักรวรรดิออตโตมัน ในปีค.ศ. 1453

ชาวโรมันเป็นชนเผ่าลาตินซึ่งมีเชื้อสายอินโด-ยูเปียน เช่นเดียวกันกับกรีก อพยพมาทางเหนือของแหลมอิตาลีนับพันปีก่อนคริสตร์กาล ราว 509 BC โรมันสามารถเอาชนะอีทรัสกันได้ และเริ่มต้นของอาณาจักรโรมันตามนักประวัติศาสตร์โบราณ สาธารณรัฐโรมันได้ถูกตั้งขึ้นในภายหลังได้มีการขยายและแข็งแกร่งขึ้นโดยการรวบรวมอาณาเขตแว่นแคว้นของดินแดนต่างๆให้อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ทหารโรมันได้กวาดไปทางตะวันออกผ่ากรีกไปสู่เมโสโปรเตเมียตะวันตกไปถึงอังกฤษข้ามทะเลไปถึงอียิปต์ตลอดไปถึงริมอาฟริกาทางตอนเหนือ ใน 27 BC เมื่อและอ็อคตาเวียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น Augustus Caesar (ซีซาร์เป็นตำแหน่งทางการเมือง)กรุง Rome ได้กลายเป็นจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ

โรมันมีความเชื่อว่าตนเองมีบรรพบุรุษจากเจ้าชายชาวทรอย มีบทบาทปรากฏใน Illiad ของ Homer’s คือ Aeneas ผู้ซึ่งหลบหนีหลังจากที่เมืองทรอยถูกปล้น และตั้งบ้านเรือนและมีการปกครองในบริเวณนี้ ต่อมามีลูกหลานจนถึงสมัยของสองพี่น้องคือ Numiter และ Amulus เกิดแย่งชิงสมบัติกัน อามิวรุสสามารถแย่งชิงสมบัติจากพี่ได้แล้วประหารโอรสของพี่ชายจนหมด เหลือไว้เพียงธิดาองค์หนึ่ง Rhea Sylvia ซึ่งต่อมาได้มีลูกฝาแฝดขึ้นตามตำนานว่าลูกนี้เกิดจากเทพมาร์ส เทพแห่งสงคราม เนื่องจากนางเกรงลูกจะถูกประหารจึงนำเด็กใส่ตระกร้าลอยน้ำไปแม่หมาป่ามาพบจึงนำไปเลี้ยง ต่อมาชาวบ้านเลี้ยงแกะมาพบจึงตั้งชื่อว่า โรมิวรุส(Romulus)และ เรมุส(Remus) เมื่อเติบใหญ่ได้กลับมาฆ่าอามิวรุสและชิงสมบัติคืน จากนั้นจึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ใช้ชื่อว่าโรมตามชื่อโรมิวรุสนั่นเอง เมืองโรมถูกตั้งตอนแรกในยุค Etruscan ใน 753 BC ตำนานนี้ปรากฏในภาพ She-Wolf สำหรับภาพ Romulus และ Remus ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในสมัย Renaissance เพื่อให้รูปหมาป่า Bronze นี้มีความสมบูรณ์ ภาพนี้ทำหน้าที่ในฐานะสัตว์ที่เคารพ ของโรม เป็นไปได้ว่าเคยตั้งอยู่บน Capitoline Hill ในโรมในช่วงปี 296 BC She-Wolf ทำให้ระลึกถึง Roman ในเรื่องความจงรักภักดี การรักชาติและแผ่นดินของแม่

กรีกถูกพิชิตโดยโรมัน แต่กลับนำศิลปะและวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาชนะใจชาวโรมันทำให้ชาวโรมันยอมรับในศิลปะกรีก BC)เหมือนกับ Philip ของ Macedon และ Alexander ซึ่งเขาทั้งหลายได้พิจารณาแล้วว่า วัฒนธรรมและศิลปะกรีกนั้นเหนือกว่าวัฒนธรรมอื่นใดแต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ้างให้สอดคล้องกับอุปนิสัย ธรรมเนียมประเพณีและความคิด ทำให้งานทั้งสองชาติต่างกันบ้างโดยกรีกเน้นความเรียบง่ายสง่างาม เพื่อแสดงพุทธิปัญญาและความเป็นปราชญ์ แต่โรมันเน้นความหรูหรา สง่างาม อำนาจ ศิลปกรรมสนองความต้องการทางกายและความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์ เหมือนกันกับจักรวรรดิ์ Hellenistic ที่เกิดก่อน จักรวรรดิ์โรมันได้ยึดเอารูปแบบลักษณะ(character) ของกรีกอย่างชัดเจน จักรวรรดิ์โรมันได้ขนเอางานศิลปะของกรีกจำนวนนับพันรวมถึงการ Copy อีกจำนวนมหาศาล จริงๆแล้วจำนวนไม่น้อยของงานศิลปะกรีกในปัจจุบันเรารู้จักผ่านการ Copy ของโรมันแทบทั้งนั้น(ของกรีกแท้เหลือน้อยศิลปะกรีกส่วนใหญ่คือศิลปะกรีกที่โรมันทำจำลองขึ้น) เทพของกรีก ถูก Adapted สู่ศาสนาของโรมัน Jupiter จากภาษากรีกเป็นภาษาละติน กลายเป็น Zeus เทพ Venus กลายเป็น Aphrodite และอื่นๆอีกมาก

ในช่วงแรกๆโรมันใช้แบบแผนสถาปัตยกรรมของกรีก ในการก่อสร้างอาคารและวิหารของตน ชอบเป็นพิเศษในเรื่องของการประดับตกแต่งอย่างมากมายตามแบบแผนของ Corinthian จำนวนมาก(หากไม่ใช่ทั้งหมด)ของศิลปินโรมันคือคนเชื้อชาติกรีกจนกระทั่งเขาทั้งหลายได้กลายเป็นคนโรมัน( Romanized)ไป ในที่สุด ในช่วงหลังโรมันมีการพัฒนาด้านศิลปกรรมมากขึ้นโดยเฉพาะเห็นได้อย่างชัดเจนด้านสถาปตยกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและเทคนิคที่มีความโดดเด่น แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันสถาปัตยกรรมจำนวนมากก็ได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบและวิธีการมาจากโรมัน

รมันได้ผสมผสานความรู้ด้านสถาปัตยกรรมจากกรีกและอีทรัสกันและนำความรู้นั้นมาสนองความต้องการของตนเองซึ่งคำนึงถึงด้านประโยชน์ใช้สอยมากกว่าฉพาะเพียงด้านความงาม นอกจากจะนำรูปแบบหัวเสาของกรีกมาใช้ โดยเฉพาะนิยมนำแบบคอรินเธียนมาใช้แล้ว ยังมีการคิดประดิษฐ์หัวเสาที่เรียกว่าคอมโพไซท์(Composite)โดยมีลักษณะผสมผสานระหว่างไอโอนิคกับคอรินเธียน มีการนำระบบก่อสร้างแบบ Arch กับ Vault ซึ่งพวกอีทรัสกันเคยใช้มาพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้น เช่นนำ Vault มาทำโครงสร้างหลังคาสร้างเป็นรูปโดม ด้านวัสดุก่อสร้างนอกเหนือจากหินอ่อนมีการนำหินลาวาและดินบางชนิดจากภูเขาไฟมาใช้ วัสดุเหล่านี้มีความทนทานเหมาะที่จะทำถนน นอกจากนี้ในยุคหลังๆยังมีการค้นพบซีเมนต์ จากการผสมทราย ปูนขาว หินซิลิกา หินจากเถ้าภูเขาไฟและน้ำมาผสมกัน ซึ่งทำให้การก่อสร่างมีความรวดเร็ว คงทนและประหยัด

โรมันเน้นประโยชน์ทางด้านการปฏิบัติ(Pracmatic)และหลักความจริงมากกว่าอุดมคติดังเช่นกรีก ดังนั้นสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นอาคาร สิ่งก่อสร้าง ถนน สาธารณะมากกว่าวิหารเทพเจ้า สถาปัตยกรรมของโรมันจึงนิยมสร้างงวิหารและสุสาน

โรมัน
สถาปัตยกรรมโรมัน
ที่ยังคงเก็บรักษามาจนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณสาระดีๆ จาก ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/

Categories
ประวัติศาสตร์

อิสราเอล 1948 กับการตั้งประเทศใหม่ที่ไม่ธรรมดา

ในปี 1948 ได้มีการก่อตั้งประเทศใหม่ในตะวันออกกลาง
“อิสราเอล” ผู้เป็นศัตรูกับโลกมุสลิม
แต่ตั้งอยู่ท่ามกลางแผ่นดินอาหรับ
Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษาที่มาที่ไป

อิสราเอล
ธงชาติประเทศอิสราเอล
ที่มาที่ไป

วันที่ 14 พฤษภาคม 1948 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความเปรมปรีดิ์ของชาวยิวทั่วโลก และเกิดขึ้นหลังจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวผ่านพ้นไป 3 ปี ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับของอิสราเอลไม่ยอมรับการประกาศเอกราชนี้ และกองทัพของ 5 ประเทศก็โจมตีรัฐเกิดใหม่นี้ในวันถัดมา คือที่มาของประเทศ “อิสราเอล”

อิสราเอล
ตราแผ่นดินอิสราเอล
ก่อตั้งบนสงคราม

ชาวอาหรับปาเลสไตน์หลายแสนคนอพยพ หรือต้องละทิ้งบ้านเรือนในช่วงที่เกิดสงครามหลังจากการตั้งรัฐอิสราเอล ถือเป็นการเริ่มต้นของปัญหาผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ผู้ลี้ภัยชาวยิวราว 600,000 คนจากประเทศอาหรับหลายประเทศ และผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปอีกราว 250,000 คน ได้เข้ามาตั้งรกรากในอิสราเอลในช่วง 2-3 ปีแรกของการตั้งรัฐอิสราเอล ทำให้ประชากรชาวยิวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่า

ล้างเผ่าพันธุ์ยิว เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

ในปี 1961 อิสราเอลได้เริ่มการไต่สวน อดอล์ฟ ไอชมันน์ ผู้นำระดับสูงของนาซี ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้น สายลับของอิสราเอลจับตัวเขาได้ในอาร์เจนตินา และลักลอบนำตัวเขาออกนอกประเทศ ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หลายคนต้องมาให้การในชั้นศาลเผชิญหน้ากับนายไอชมันน์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกแขวนคอในปี 196

สงคราม 6 วัน

สงคราม 6 วัน ในปี 1967 ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของตะวันออกกลาง อิสราเอลได้ชิงโจมตีอียิปต์ ซึ่งผู้นำอียิปต์ในสมัยได้ขู่ว่าจะกำจัดรัฐยิว ความขัดแย้งที่ตามมากับอียิปต์, จอร์แดน และซีเรีย ยุติลงด้วยการที่อิสราเอลยึดครองแหลมไซนาย, กาซา, เยรูซาเลมตะวันออก, เขตเวสต์แบงก์ และที่ราบสูงโกลัน อิสราเอลยังได้นำกำแพงตะวันตกในเขตเมืองเก่าของนครเยรูซาเลม ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์ที่สุดของศาสนายูดาย มาอยู่ในมือของชาวยิวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2,000 ปี

ต่อสู้กับการก่อการร้าย

ช่วงเวลาที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของอิสราเอลเกิดขึ้นในปี 1976 เมื่อคอมมานโดอิสราเอลบุกช่วยชีวิตตัวประกันกว่า 100 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล หรือ ชาวยิว ที่ถูกชาวปาเลสไตน์และผู้ที่สนับสนุนปาเลสไตน์จี้เครื่องบินและจับตัวไว้ที่สนามบินเอนเทบเบ ในประเทศยูกันดา ตัวประกันที่ได้รับการช่วยเหลือถูกส่งตัวไปยังอิสราเอล โยนี เนทันยาฮู หัวหน้าของกองกำลังคอมมานโด ซึ่งเป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบัน ถูกสังหารในปฏิบัติการนี้

ไซออนนิสต์ องค์กรสร้างชาติ

นับแต่มีชุมชนยิวพลัดมาตุภูมิแรกสุด ยิวจำนวนมากหวังคืนสู่ “ไซออน” (ชื่อเรียกดินแดนแห่งพันธสัญญาของชาวยิว) และ “แผ่นดินอิสราเอล” แม้ปริมาณความพยายามที่ควรใช้ไปเพื่อเป้าหมายนี้เป็นหัวข้อพิพาท ความหวังและความปรารถนาของยิวที่อาศัยอยู่นอกมาตุภูมิเป็นแก่นสำคัญของระบบความเชื่อของยิว หลังยิวถูกขับไล่ออกจากสเปนในปี 1492 บางชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่ในปาเลสไตน์ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชุมชนยิวตั้งรกรากในสี่นครศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ เยรูซาเลม ไทเบียเรียส ฮีบรอนและซาเฟ็ด และในปี 1697 แรบไบเยฮูดา ฮาชาซิด (Yehuda Hachasid) นำกลุ่มยิว 1,500 คนไปเยรูซาเลม ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้คัดค้านลัทธิฮาซิดิมชาวยุโรปตะวันออก ที่เรียก เปรูชิม (Perushim) ตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์

การย้ายถิ่นของยิวสมัยใหม่ระลอกแรกไปปาเลสไตน์ในปกครองของออตโตมัน ที่เรียก อะลียาครั้งแรก (First Aliyah) เริ่มขึ้นในปี 1881 เมื่อยิวหนีโพกรมในยุโรปตะวันออก แม้มีขบวนการไซออนิสต์แล้ว นักหนังสือพิมพ์ชาวออสเตรีย-ฮังการี ทีโอดอร์ เฮิซ (Theodor Herzl) ได้รับความชอบว่าเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการการเมืองไซออนิสต์ เป็นขบวนการซึ่งมุ่งสถาปนารัฐยิวในแผ่นดินอิสราเอล ฉะนั้นจึงเสนอทางออกแก่ปัญหาชาวยิวในรัฐยุโรป ร่วมกับเป้าหมายและความสำเร็จของโครงการระดับชาติอื่นในเวลานั้น ในปี 1896 เฮิซจัดพิมพ์หนังสือ รัฐยิว เสนอวิสัยทัศน์รัฐยิวในอนาคต ปีต่อมาเขาเป็นประธานสภาไซออนิสต์ครั้งที่หนึ่ง

อะลียาครั้งที่สอง (ปี 1904–14) เริ่มขึ้นหลังโพกรมคีชีเนฟ (Kishinev pogrom) มียิวประมาณ 40,000 คนตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ แม้เกือบครึ่งออกจากที่นั้นในที่สุด ผู้เข้าเมืองทั้งสองระลอกแรกเป็นยิวออร์ทอด็อกซ์เสียส่วนใหญ่ แม้อะลียาครั้งที่สองมีกลุ่มสังคมนิยมซึ่งสถาปนาขบวนการคิบบุตส์ (kibbutz) อยู่ด้วย 

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบริเตน อาร์เธอร์ แบลเฟอร์ (Arthur Balfour) ส่งปฏิญญาแบลเฟอร์ปี 1917 แก่บารอนรอทส์ไชลด์ (วัลเทอร์ รอทส์ไชลด์ บารอนที่ 2 แห่งรอทส์ไชลด์) ผู้นำชุมชนยิวบริเตน ซึ่งแถลงว่าบริเตนตั้งใจสถาปนา “บ้านชาติ” ของยิวในอาณัติปาเลสไตน์ พิธีโอนเยรูซาเลมให้อยู่ในการปกครองของบริเตนหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในปี 1918 ลีจันยิว กลุ่มซึ่งประกอบด้วยอาสาสมัครไซออนิสต์เป็นหลัก สนับสนุนการพิชิตปาเลสไตน์ของบริเตน การคัดค้านการปกครองของบริเตนและการเข้าเมืองของยิวนำไปสู่เหตุจลาจลในปาเลสไตน์ปี 1920 และการสถาปนาทหารอาสาสมัครยิวที่เรียก ฮาฆอนาฮ์ (Haganah) ซึ่งต่อมาแยกออกมาเป็นกลุ่มกึ่งทหารออกัน (Irgan) และเลฮี (Lehi) ในปี 1922 สันนิบาตชาติให้อาณัติเหนือปาเลสไตน์แก่บริเตนภายใต้เงื่อนไขซึ่งรวมปฏิญญาแบลเฟอร์และคำมั่นแก่ยิว และบทบัญญัติคล้ายกันว่าด้วยชาวปาเลสไตน์เชื้อสายอาหรับ ประชากรของพื้นที่ในเวลานั้นเป็นอาหรับและมุสลิมเป็นหลัก โดยมียิวคิดเป็นประมาณร้อยละ 11 และคริสต์ศาสนิกชนเชื้อสายอาหรับประมาณร้อยละ 9.5 ของประชากร

อะลียาครั้งที่สาม (1919–23) และครั้งที่สี่ (1924–29) นำชาวยิวอีก 100,000 คนมายังปาเลสไตน์ ความรุ่งเรืองของลัทธินาซีและการเบียดเบียนยิวที่เพิ่มขึ้นในทวีปยุโรปคริสต์ทศวรรษ 1930 นำไปสู่อะลียาครั้งที่ห้า โดยมีการไหลบ่าของชาวยิวกว่า 250,000 คน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกบฏอาหรับปี 1936–39

ระหว่างนั้นทางการอาณัติบริติชร่วมกับทหารอาสาสมัครอาฆอนาห์และออกันฆ่าอาหรับ 5,032 คนและทำให้มีผู้บาดเจ็บ 14,760 คน ทำให้ประชากรอาหรับปาเลสไตน์ชายผู้ใหญ่กว่าร้อยละ 10 ถูกฆ่า ได้รับบาดเจ็บ ถูกจำคุกหรือถูกเนรเทศ บริเตนริเริ่มการจำกัดการเข้าเมืองปาเลสไตน์ของยิวด้วยกระดาษขาวปี 1939 เมื่อประเทศทั่วโลกไม่รับผู้ลี้ภัยยิวที่หนีฮอโลคอสต์ จึงมีการจัดระเบียบขบวนการลับที่เรียก เข็มขัดอะลียา เพื่อนำยิวไปปาเลสไตน์ เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรยิวของปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 33 ของประชากรทั้งหมด

วันที่ 14 พฤษภาคม 1948 หนึ่งวันก่อนอาณัติบริติชหมดอายุ เดวิด เบนกูเรียน หัวหน้าหน่วยงานยิว ประกาศ “การสถาปนารัฐยิวในแผ่นดินอิสราเอล เรียก รัฐอิสราเอล” การพาดพิงเดียวในข้อความของประกาศฯ ถึงเขตแดนของรัฐใหม่คือการใช้คำว่าแผ่นดินอิสราเอล (Eretz-Israel) วันรุ่งขึ้น กองทัพประเทศอาหรับสี่ประเทศ คือ อียิปต์ ซีเรีย ทรานส์จอร์แดนและอิรัก ยาตราเข้าอดีตปาเลสไตน์ในอาณัติบริเตน เปิดฉากสงครามอาหรับ–อิสราเอล ค.ศ. 1948 ทหารสมทบจากประเทศเยเมน โมร็อกโก ซาอุดีอาระเบียและซูดานเข้าร่วมสงครามด้วย ความมุ่งหมายปรากฏของการบุกครองคือการป้องกันการถสาปนารัฐยิวตั้งแต่เริ่มบังคับและผู้นำอาหรับบางคนพูดถึงการผลักดันยิวตกทะเล เบนนี มอร์ริสว่า ยิวรู้สึกว่ากองทัพอาหรับที่กำลังบุกครองมุ่งฆ่าล้างบางยิว สันนิบาตอาหรับแถลงว่าการบุกครองเป็นไปเพื่อฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและป้องกันการนองเลือดเพิ่มอีก

หลังการสู้รบนานหนึ่งปี มีการประกาศการหยุดยิงและมีการสถาปนาพรมแดนชั่วคราว เรียก เส้นเขียว (Green Line) จอร์แดนผนวกดินแดนที่เรียก เวสต์แบงก์ รวมทั้งเยรูซาเลมตะวันออก และอียิปต์ควบคุมฉนวนกาซา สหประชาชาติประมาณว่าชาวปาเลสไตน์กว่า 700,000 คนถูกขับไล่หรือหลบหนีจากกำลังอิสราเอลที่กำลังรุกคืบระหว่างความขัดแย้งนั้น ซึ่งภาษาอารบิกเรียก นัคบา (“หายนะ”) ส่วน 156,000 คนยังอยู่และกลายเป็นพลเมืองอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ

ขอขอบคุณเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

โดย ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

กรีก ดินแดนแห่งเทพ อารยะชน ผู้สร้างอารายธรรม

“กรีก” ปัจจุบันคือประเทศ กรีซ
อาณาจักรที่เต็มไปด้วยเทพและตำนาน
Centrovirtual จะพาคุณย้อนอดีตไปเรียนรู้กัน

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ากรีกโบราณนั้นมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอยู่ตำแหน่งใด โดยทั่วไปแล้วจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์กรีกก่อนหน้าจักรวรรดิโรมัน แต่นักประวัติศาสตร์ต้องการความแม่นยำมากกว่า ผู้เขียนบางคนรวมยุคของอารยธรรมไมนวน และไมซีนีเข้าไปด้วย (ตั้งแต่ประมาณ 1600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง 1100 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

กรีก
หลักฐานอารยธรรมกรีกโบราณ

กรีกเป็นคำที่ชาวโรมันเรียกชาวกรีก หรือกรีซในปัจจุบัน แต่ชาวกรีกเองเรียกตนเองว่า “เฮลลีนส์” และเรียกความเจริญอารยธรรมที่ตนสร้างสรรค์ว่า “เฮเลนนิค” (Hellenic) ประเทศต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันออกคือ อินเดียและจีนส่วนต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกก็คือกรีกชาวตะวันตกทุกชาติไม่ว่าสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี ฯลฯ ใช้อารยธรรมที่ล้วนแล้วแต่มีรากดั้งเดิมมาจากกรีกทั้งนั้น

กรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณรอบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ติดต่อกับอารยธรรมยุคเก่าซึ่งมีอำนาจในการปกครองดินแดนแถบนี้ 2 แห่งของโลก คือ อียิปต์และตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย และที่สำคัญอีกอย่างคือ ดินแดนรอบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นแหล่งเชื่อม 3 ทวีป คือ อาฟริกา เอเซียและยุโรป และเป็นชุมทางการเคลื่อนตัวของมนุษย์สมัยโบราณในยุคหินเก่าและหินใหม่ เนื่องจากกรีกเป็นเมืองค้าขายจึงมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความคิดอันหลากหลายจากพ่อค้าจากต่างถิ่นที่แวะเข้ามาทำการค้าขาย

เมืองส่วนใหญ่ของกรีกเป็นเมืองค้าขายมีที่ราบเล็กๆ ในหุบเขาที่จะผลิตอาหารได้จำนวนจำกัด กรีกจึงมีแนวโน้มจัดตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่รวมศูนย์ การเป็นเมืองค้าขายเปิดโอกาสให้ได้รับการถ่ายทอดความคิดจากพ่อค้าที่แวะเข้ามาจากการเดินทางออกไปยังอียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย เป็นต้น ทำให้กรีกสามารถตั้งคำถาม วิเคราะห์ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้มาก จากการที่กรีกปกครองเป็นนครรัฐ (Polis) จึงทำให้กรีกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้านั้นหรือในยุคเดียวกัน คือ ไม่มีระบบความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดหรือสมบูรณ์ตายตัว จากจุดนี้จึงเป็นสาเหตุให้กรีกกลายเป็นนักวิเคราะห์ และนักเหตุผลนิยมได้ดีกว่าอารยธรรมอื่นที่ผ่านๆ มา และในที่สุดกรีกก็เป็นหนึ่งในอารยธรรมแรกๆ ที่สร้างระบบคิดแบบเปิด คือ ระบบปรัชญาที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเน้นการถกเถียงระหว่างปัญญาชนที่หลายหลายขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในกรีก อินเดีย และจีน

ชาวกรีกให้การเทพเจ้าหลายองค์ เทพส่วนมากมีความเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ เช่น Zeus ควบคุมท้องฟ้า พายุและฝน เทพ Poseidon ควบคุมทะเล เทพ Aphrodite เป็นเทพแห่งความรัก และเทพ เป็นต้น แต่การนับถือเทพของชาวกรีกมีความแตกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ คือ แต่ละบุคคลสามารถบนบานต่อเทพได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพระนักบวช และเทพในอารยธรรมกรีกนั้นมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา

ความคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าของกรีกโบราณสื่อออกมาในรูปลักษณะแบบมนุษย์และคุณลักษณะบางประการของมนุษย์ เช่น ยังมีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง มีการทะเลาะวิวาท อิจริษยา กันและกัน แต่มีความแตกต่างจากมนุษย์ตรงที่มีอาหารทิพย์ และมีความเป็นอมตะ แต่ละองค์ล้วนมีอานุภาพ และได้รับการกำหนดให้คุ้มครองธรรมชาติที่มีความสำคัญ เช่น ท้องทะเล ได้แก่ เทพเจ้าโพไวดอน (Poseidon) พื้นแผ่นดินได้แก่ เทพเจ้าซีรีส (Ceres) ความงาม ความรัก ได้แก่ เทพเจ้าอโพรไดท์ (Aphrodite) หรือที่ชาวโรมัน เรียกว่า วีนัส (Venus) ความฉลาด ได้แก่ เทพเจ้าอธีนา (Athena) แสงสว่างและการทำนาย ได้แก่ เทพเจ้าอพอลโล (Apollo) เป็นต้น

ส่วนเรื่องของความตายนั้น กรีกโบราณมีความคิดที่แตกต่างไปจากอียิปต์ คือ ชาวกรีกจะไม่สนใจความเป็นไปภายหลังความตาย ไม่สนใจต่อร่างกายที่ และเมื่อคนตายลงก็จะใช้วิธีเผาศพ และมีความคิดว่า เงาหรือผีจะอยู่ชั่วระยะหนึ่งหลังจากที่ตายไปทุกคนจะไปยังอาณาจักรแห่งความตาย ซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมของเทพเจ้าใต้บาดาล คือ เฮเดส (Hades) แต่อาณาจักรแห่งความตายนี้มิใช่นรก หรือสวรรค์ ไม่มีการรับรางวัลแห่งความดี หรือการถูกลงโทษจากการกระทำผิด แต่จะอยู่ในลักษณะเดียวกันเหมือนกับการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์

กิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวกรีกก็คือ การรื่นเริงถวายเทพเจ้าที่ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับศาสนปฏิบัติ ซึ่งแสดงออกโดยที่นครรัฐทุกแห่งจะมีงานรื่นเริงประจำนครรัฐของตนและมีการแข่งกีฬา การแข่งขันกีฬาถวายเทพเจ้าที่สำคัญที่สุด คือ ที่โอลิมเบีย (Olympia) ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มในแคว้นเอลิส (Elis) ได้เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ 776 ปีก่อนคริสตกาล ณที่นี้มีวิหารของเทพเจ้าสูงสุด คือเทพเจ้าซีอุส (Zeus) และการแข่งขันกีฬาที่โอลิมเปียนี้เรียกว่า กีฬาโอลิมปิก (Olympic Game)

กิจกรรมต่างๆ ของชาวกรีกโบราณที่กล่าวมาแล้วนี้ นับเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความสอดคล้องผสมผสานระหว่างความคิดทางศาสนากับอารยธรรมของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนและมีความหมายที่ซ้อนเร้นอยู่ตามสถาปัตยกรรมต่างๆ

ส่วนในสมัยโรมัน ปรากกว่าระยะแรกๆ ชาวโรมันมีชีวิตความเป็นอยู่แบบง่ายๆ มีการเลี้ยงสัตว์และทำการเพาะปลูก พวกเขานับถือผีวิญญาณ เชื่อว่ามีวิญญาณในทุกสิ่ง ไม่ว่าต้นไม้ ก้อนหิน สัตว์ในทุงหญ้า ท้องนา วิญญาณเหล่านี้อาจช่วยเหลือ หรือเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่อวิญญาณเหล่านี้ จึงเป็นหน้าที่ของทางศาสนาที่จะหาวิธีปฏิบัติให้วิญญาณทั้งหลายนั้นมาเอื้อประโยชน์ต่อมนุษย์

ความคิดเรื่องวิญญาณที่สำคัญของชาวโรมันในระยะแรกได้แก่ เวสตา (Vesta) ซึ่งดูแลเตาไฟ แลรีส (Lares) ดูแลบ้านและขอบเขตที่นาของครอบครัว พิเนตีส (Penates) ดูแลที่เก็บเสบียงอาหาร และยังมีวิญญาณประจำตัวมนุษย์ได้แก่ จีเนียส (Genius) ซึ่งบำบัดรักษาครอบครัวโดยผ่านหัวหน้าครอบครัว จึงถือว่า จีเนียสเป็นวิญญาณประจำตัวผู้ชาย วิญญาณเหล่านี้จะต้องได้รับการกราบไหว้อย่างเหมาะสม

ufabet.com

ในยุคโบราณ ตะวันตกถือว่ากรีกเป็นบ่อเกิดของความคิดแบบต่างๆ และถือว่าเป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรมทั้งทางด้านความคิด การเมือง สถาปัตยกรรม เป็นต้นมีความก้าวหน้าแห่งหนึ่งในยุคโบราณ แต่ในยุคนี้ความคิดที่เด็นชัดและมีอิทธิพลต่อวิธีการคิดและการดำเนินชีวิตของคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในตะวันตก ก็คือความคิดทางปรัชญา ซึ่งมีนักคิดที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น 3 ท่าน ก็คือ อริสโตเติล พลาโต้ และโสเครตีส แต่ตามประวัติศาสตร์แล้วนักคิดที่ถือว่ามีแนวคิดทางปรัชญาท่านแรกของกรีกโบราณก็คือ ธาเลส ซึ่งเป็นผู้ให้มุมมองเกี่ยวกับโลก จักรวาล และมนุษย์ที่แตกต่างออกไปจากมุมมองแบบยุคก่อนประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นผู้จุดประกายให้มีนักคิดท่านอื่นๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย

เกร็ดประวัติศาสตร์

โยโย่ที่เก่าแก่ที่สุดมาจากกรีก

ของเล่นที่มีการเล่นคล้ายกับโยโย่นั้น มีการพูดถึงเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์บนแจกันของกรีก ซึ่งเชื่อกันว่าผลิตขึ้นใน 440 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว

รูปปั้นชายกรีกส่วนใหญ่จะมีขนาดอวัยวะเพศที่เล็ก

เนื่องจากในสมัยนั้นเชื่อว่ามีเพียงชายที่จิตหมกมุ่นในกามราคะเท่านั้นที่จะมีอวัยวะเพศขนาดใหญ่ ส่วนชายที่มีขนาดเล็กคือคนฉลาด

ผู้หญิงในกรีกจะต้องแต่งงานเมื่อเป็นสาวพรหมจรรย์เท่านั้น

โดยผู้เป็นพ่อจะเลือกคู่แต่งงานให้ตั้งแต่อายุ 13-14 ปีเลยทีเดียว

ชาวกรีกกลัวซอมบี้กันอย่างจริงจังเลย

เหล่าศพที่ถูกกลัวว่าจะลุกกลับขึ้นมาจะได้รับการฝังแบบพิเศษ โดยมักจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ หรือทับไว้ด้วยหินหนักๆ ก่อนฝังนั่นเอง

ชาวกรีกมองรักร่วมเพศและความใคร่เด็กเป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากนี้พ่อของเด็กผู้ชาย ยังสามารถเลือกชายหนุ่มที่อายุมากกว่าให้เป็นคู่ชีวิตของลูกชายได้อีกด้วย

ชาวกรีกใช้ก้อนหิน และเศษเครื่องเซรามิกเช็ดก้น

แถมดูเหมือนว่าจะเป็นการใช้ก้อนหินเช็ดก้น จะเป็นที่นิยมยาวนานไปถึงสมัยโรมันรุ่งเรืองเลยด้วย

แม้ว่ากีฬาโอลิมปิกจะมีที่มาจากชาวกรีก แต่การวิ่งคบเพลิงไม่ใช่

การวิ่งคบเพลิงมาจากโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 โดยนาซีเยอรมนีต่างหาก

การผิดประเวณีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากของกรีก

สำหรับชาวกรีกแล้วการผิดประเวณีถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าการข่มขืนเสียอีก โดยโทษของการผิดประเวณีนั้นมีตั้งแต่การเผาขนรอบรูทวาร เอาหัวไช้เท้ายัดก้น เรื่อยไปยันทุบตีจนตายเลย

คุณคงรู้สึกดีที่ไม่ใช่ชาวกรีกโบราณ

Categories
ประวัติศาสตร์

อียิปต์ วัฒนธรรมยาวนาน ดินแดนแห่งอารยชนโบราณ

“อียิปต์” หากเอ่ยชื่อนี้ คุณคงนึกถึง พีระมิด ฟาโรห์ มัมมี่
และอารยธรรมที่เกิดขึ้นในอดีตหลายพันปี
Centrovirtual จะนำคุณไปรู้จักกับ “อียิปต์”

อียิปต์ในอดีต

ชาวอียิปต์เป็นหนึ่งในกลุ่มชนโบราณพวกแรกๆที่ประสบความสำเร็จในการสร้างและพัฒนาอารยธรรมของตน เนื่องจากมีปราการธรรมชาติอย่างทะเลทรายซาฮารา ทำให้อียิปต์ปราศจากการคุกคามจากศัตรูทางบกและความสมบูรณ์ของแม่น้ำไนล์ก็ทำให้ปัญหาความอดอยากแทบไม่ปรากฏด้วย เหตุนี้พวกเขาจึงสามารถ พัฒนาอารยธรรมได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

นักประวัติศาสตร์แบ่งช่วงเวลาสามพันปีของอียิปต์ออกเป็นช่วงต่างๆ โดยเริ่มจาก
– ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค.ศ.) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร
– ยุคอาณาจักรเก่า (เริ่มตั้งแต่ 2950 – 2150 ปีก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด
– ยุครอยต่อของอาณาจักร (2125 – 1975 ปี ก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่เก้าถึงสิบเอ็ด
– ยุคอาณาจักรกลาง (เริ่มตั้งแต่ 1975 – 1520 ปีก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบสองถึงสิบเจ็ด
– ยุคอาณาจักรใหม่ (เริ่มตั้งแต่ 1539 – 1075 ปี ก่อน ค.ศ.) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบแปดถึงยี่สิบ
– ยุคปลายของอาณาจักร (เริ่มตั้งแต่ 1075 – 332ปี ก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์ที่ยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบเอ็ด ยุคนี้อียิปต์ถูกปกครองโดยชาวต่างชาติ ตั้งแต่พวกลิเบีย นูเบีย และพวกเปอร์เซีย (ปีที่ 332 ก่อนคริสตกาล) อียิปต์ถูกปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี อดีตขุนศึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จนมาถึงความพ่ายแพ้ของพระนางคลีโอพัตราที่แอคติอุม (Actium) ในราวก่อนคริสตกาล อียิปต์ก็สิ้นสุดความเป็นอาณาจักรโดยสิ้นเชิง

อียิปต์
หน้ากากฟาโรห์
เครื่องประดับของมัมมี่อียิปต์ที่คุ้นตา

ก่อนอาณาจักร

ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค.ศ.) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร

เมื่อราวเจ็ดพันปีก่อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้ซาฮาราค่อยๆแห้งแล้ง และกลายเป็นทะเลทราย เหลือแต่เพียงพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำไนล์ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ และเนื่องจากทุกปีแม่น้ำไนล์จะพัดเอาตะกอนหน้าดินมาถมฝั่ง ทำให้พื้นดินแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ผู้คนเริ่มอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและเริ่มมีการเพาะปลูกขึ้น แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เรียกว่าโนมส์

ในแต่ละโนมส์จะปกครองโดยกลุ่มนักบวชหรือหมอผี ต่อมามีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ การจัดระบบชลประทาน ชุมชนก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาเป็นนครรัฐขนาดเล็กๆกระจัดกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำดินแดนของแม่น้ำไนล์

ดินแดนของแม่น้ำไนล์ถูกแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์เป็นอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง เนื่องจากแม่น้ำไนล์ไหลจากทางใต้ขึ้นสู่ทางเหนือ ดังนั้นอียิปต์บนจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำไนล์ พื้นที่ส่วนนี้มีทุ่งหญ้าและเขตป่าละเมาะที่เหมาะแก่การล่าสัตว์และทำปศุสัตว์ ส่วนอียิปต์ล่างจะตั้งบริเวณทิศเหนือซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำไหลลงทะเลและมีพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การค้าขายและศูนย์กลางที่สำคัญชื่อว่า บูโท ส่วนทางอียิปต์บนพลเมืองจะอาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณเมืองนากาดาและเฮียราคอนโพลิส ในราวสี่พันปีก่อนคริสตกาลชาวอียิปต์เริ่มพัฒนารูปแบบอักษรจากรูปภาพ และกลายเป็นอักษรเฮียโรกลิฟฟิคในเวลาต่อมา

ufabet.com
ตัวอย่างเฮโรกริฟฟิก

อาณาจักรอียิปต์โบราณ

กำเนิดแห่งอาณาจักร ในราว 3200 ปีก่อนคริสตกาล ราชาแมงป่อง (Scorpion king) ผู้ครองนครธีส (This) อันตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งลุ่มน้ำไนล์ได้กรีฑาทัพ เข้ายึดครองนครรัฐต่างๆในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน ราชาแมงป่องปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน โอรสของพระองค์(ข้อนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักแต่จากหลักฐานที่มีแสดงว่าทั้งสองพระองค์น่าจะเกี่ยวดองกัน) นามว่า นาเมอร์ (Namer)ได้สานต่อนโยบายและกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ล่าง จนกระทั่งมาถึงสมัยของฟาโรห์เมเนส(Menese) พระองค์สามารถผนวกทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จและสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส (Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของอียิปต์โบราณ

ยุคอาณาจักรเก่า (เริ่มตั้งแต่ 2950 – 2150 ปีก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด

ยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือ นครเมมฟิส (Memphis) โดยมีพระเจ้าเมเนส (Menes) เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอียิปต์ทั้งหมด ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า องค์ฟาโรห์คือร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาปกครองมนุษย์

การเมืองการปกครอง : ในสังคมอียิปต์มีการแบ่งออกเป็นสามชนชั้น คือ ชนชั้นสูงได้แก่ เชื้อพระวงศ์ นักบวช ขุนนาง ชนชั้นกลางได้แก่ พ่อค้า เสมียน ช่างฝีมือ และชนชั้นล่างคือพวกชาวนาและผู้ใช้แรงงาน นอกจากฟาโรห์แล้ว บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดคือหัวหน้านักบวชของสุริยเทพ รา ซึ่งเป็นจอมเทพสูงสุด ในการบริหารงาน ฟาโรห์จะมีคณะเสนาบดีที่นำโดย วิเซียร์ (Vizier) ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางสำคัญ เป็นผู้ช่วย และส่งข้าหลวง (Nomarch) ไปทำหน้าที่ปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยขึ้นตรงต่อองค์กษัตริย์ ในยุคอาณาจักรเก่านี้ อียิปต์ไม่มีกองทหารประจำการ แต่จะเกณฑ์พลเมืองเข้ากองทัพเมื่อเกิดสงคราม

ความเชื่อ : เดิมทีก่อนการรวมแผ่นดิน หัวเมืองต่างๆทั้งในอียิปต์บน และ ล่าง ต่างนับถือเทพต่างๆกันต่อมาเมื่อรวมแผ่นดินแล้วก็ยังคงความเชื่อแบบพหุเทวนิยม อยู่ โดยมี เทพเจ้ารา (RA) เป็นเทพสูงสุด ชาวอียิปต์เชื่อว่าพระองค์เป็นผู้สร้างโลกและสวรรค์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง นอกจากเทพเจ้าราแล้ว เทพที่ชาวอียิปต์นับถือกันมากได้แก่ เทพเจ้าโอซิริส เทพแห่งยมโลกผู้มีหน้าที่ตัดสินดวงวิญญาณ, เทพีไอซิสเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์, เทพเจ้าเซ็ท เทพแห่งสงคราม, เทพีฮาธอร์เทพีแห่งความรัก และเทพเจ้าฮอรัส เทพผู้เป็นตัวแทนของฟาโรห์ทุกพระองค์ นอกจากนี้ยังมีเทพอื่นๆที่ถือเป็นเทพเจ้าประจำแต่ละเมือง

วิถีชีวิต : ชาวอียิปต์โบราณดำรงค์ชีวิตด้วยการกสิกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำท่วมถึงหรือที่เรียกว่าเขตดินสีดำที่ชื่อว่า เคเมต เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกได้ผลดี พืชผลที่ได้จะถือเป็นสมบัติของฟาโรห์และจะมีการแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม พืชที่นิยมปลูกกันคือข้าวสาลีและข้าวบาเล่ย์ โดยพวกเขาจะใช้ข้าวสาลีทำขนมปังและทำเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารหลัก ของชาวอียิปต์โบราณ และพืชผลเหล่านี้ยังใช้เป็นสินค้าส่งออกไปยังดินแดนอื่นๆอีกด้วยนอกจากการเพาะปลูกแล้วชาวอียิปต์ยังทำการจับปลา ล่านกน้ำและฮิปโปโปเตมัสในแม่น้ำไนล์โดยใช้เรือที่ผูกจากต้นกก ส่วนในเขตดินสีแดงที่เรียกว่า เชเครต ซึ่ง อยู่ในเขตอียิปต์บนพวกเขาจะทำการล่าสัตว์ป่าอย่าง แอนทีโลป และแพะป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย บ้านเรือนของชาวอียิปต์สร้างจากอิฐตากแห้งและใช้ไม้ทำส่วนประกอบอย่างกรอบประตูเนื่องจากในอียิปต์ไม้ค่อนข้างหายาก บ้านแต่ละหลังจะมีบันไดขึ้นดาดฟ้าเนื่องจากชาวอียิปต์จะใช้ดาดฟ้าเป็นที่ทำงานต่างๆเช่นการทำขนมปัง หรือแม้แต่เป็นที่พักผ่อนนั่งคุย

อักษรอียิปต์ : ชาวอียิปต์ใช้อักษรภาพที่เรียก ว่าเฮียโรกลิฟฟิค (Hieroglyphic) ซึ่งมีทั้งแบบที่เป็นรูปภาพและแบบที่เป็นสัญลักษณ์ประกอบเป็นคำ โดยจะบันทึกลงในแผ่นหินและม้วนกระดาษปาปิรัสซึ่งทำจากต้นกก ตัวอักษรอียิปต์มีประมาณ 1000 ตัว ในสมัยก่อน ผู้ที่สามารถอ่านเขียนอักษรเฮียโรกลิฟฟิคได้คล่องแคล่วจะมีโอกาสได้ทำงานเป็นอาลักษณ์ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่จะเลื่อนขึ้นเป็นขุนนาง หรือนักบวชสำคัญได้ สำหรับอักษรของอียิปต์นั้น นับแต่อารยธรรมล่มสลายลงไปก็ไม่มีใครสามารถตีความได้ จนกระทั่งได้มีการค้นพบ ศิลาจารึก โรเซทต้า (ROSETTA) ในปี ค.ศ. 1799 ที่มีจารึกอักษรเฮียโรกลิฟฟิคกับอักษรกรีกโบราณเอาไว้ ฟรองซัวส์ ชองโพลียอง ใช้วิธีการค้นคว้าโดยอ่านเทียบกับอักษรกรีกโบราณ และสามารถตีความได้สำเร็จในปี 1822

การทำมัมมี่ : ถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่4 และมีเรื่อยมาจนถึงค.ศ.641 ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลังจากที่มนุษย์ ตายไปแล้วดวงวิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมจึงต้องเก็บร่างเอาไว้เพื่อรอรับการเกิดใหม่ในยุค อาณาจักรเก่าเชื่อว่ามีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่จะกลับมาคืน ร่างเดิมแต่ในสมัยต่อมาการทำมัมมี่ได้แพร่หลายสู่ขุนนางและสามัญชนแม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นสัญลักณ์ ของเทพเจ้าในการทำมัมมี่ชาวอียิปต์จะนำสมองและอวัยวะภายในออกจากศพและนำศพไปชำระล้างใน แม่น้ำไนล์จากนั้นจะนำไปแช่ในน้ำยานาตรอน(Natron)ซึ่งเป็นสารพวกsodium Carbonate โดยเปลี่ยนน้ำยาทุกสามวันและแช่ประมาณหกสิบวันจนศพแห้งและนำมาพันด้วยผ้าลินิน ส่วนอวัยวะภายในและสมองจะนำไปผสมกับเครื่องหอมและทำให้แห้งด้วยสมุนไพรจากนั้น จึงนำไปดองในน้ำยานาตรอนประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะนำมาเก็บในโถคาโนปิก (Canopic) สี่ใบและนำไปเก็บรวมกับหีบศพในสุสานพร้อมข้าวของเครื่องใช้และสมบัติเพื่อรอการกลับมาของวิญญาณ


พีระมิดยักษ์ : เป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุด เดิมทีฟาโรห์จะสร้างห้องเก็บพระศพขนาดใหญ่เป็นสุสาน ต่อมาในสมัยของฟาโรห์โซเซอร์ แห่งราชวงศ์ที่สาม (2650ปีก่อน ค.ศ.) อิมโฮเทปที่ปรึกษาของฟาโรห์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และสถาปนิกที่มีความสามารถ ได้ทำการออกแบบ พีระมิดขั้นบันไดที่เรียกว่า มาสตาบา (Mastaba) ที่เมืองซักคาร่าขึ้น นอกจากเป็นผู้ออกแบบพีระมิดแล้ว อิมโฮเทปยังมีผลงานประพันธ์ต่างๆมากมายทั้งวรรณคดีและตำราเภสัชศาสตร์ ชาวอียิปต์รุ่นหลังนับถือเขาในฐานะเทพแห่งความรู้ หลังจากยุคของฟาโรห์โซเซอร์ ก็ได้มีการสร้างพีระมิดขั้นบันไดต่อมาและค่อยๆพัฒนากลายเป็นแบบสามเหลี่ยม โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ พีระมิดยักษ์ของฟาโรห์คูฟูที่เมืองกีซา ซึ่งมีความสูงถึง 147 เมตรและได้ชื่อว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การต่างประเทศ :ในยุคอาณาจักรเก่าอียิปต์มีการค้าขายกับเพื่อนบ้านทั้งในเมโสโปเตเมีย (อยู่ในตะวันออกกลาง)และอาณาจักรนูเบียทางภาคใต้(ปัจจุบันคือซูดาน)ในยุคนี้ไม่มีการใช้เงิน การค้าจะทำในแบบของแลกของ โดยสินค้าออกสำคัญของอียิปต์คือพืชผลทางการเกษตร แลกกับสินค้าพวกไม้หอม งาช้าง เครื่องแกะสลัก เป็นต้น แทบไม่มีหลักฐานของการสงครามขนาดใหญ่ในยุคนี้นอกจากหลักฐานการรบกับพวกเรร่อนเบดูอิน ในพรมแดนปาเลสไตน์สมัยฟาโรห์เปปิที่1 แห่งราชวงศ์ที่6 กล่าวได้ว่าสงครามใหญ่เพียงครั้งเดียวของยุคนี้คือสงครามรวมชาติตอนต้นราชวงศ์ที่หนึ่งเท่านั้น

อียิปต์ ยังมีวัฒนธรรมยาวนานให้ศึกษาอีกมากมาย

Categories
ประวัติศาสตร์

เมโสโปเตเมีย ดินแดนในตำนาน และการก่อตั้งประเทศอิรัก

เมโสโปเตเมีย เกี่ยวอะไรกับ สาธารณรัฐอิรัก
Centrovirtual จะพาคุณไปชมกัน

 เมโสโปเตเมีย เป็นคำภาษากรีก แปลว่า ที่ระหว่างแม่น้ำ ดินแดนที่ชาวกรีกเรียกว่า เมโสโปเตเมียนี้ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำไทกรีสและยูเฟรตีสเป็นส่วนหนึ่งของ “ดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นดินแดนรูปครึ่งวงกลมผืนใหญ่ ที่ทอดโค้งขึ้นไปจากฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย

เมโสโปเตเมีย
เมโสโปเตเมีย คือดินแดนดังกล่าว

แผ่นดินบรืเวณเมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำจากแม่น้ำที่มาจากหิมะละลาย ในฤดูร้อนบนเทือกเขาในอาร์เมเนีย น้ำจะพัดพา เอาโคลนตม ตะกอนมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำในแม่น้ำอันเกิดจากหิมะละลายไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งก็สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สินและชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ

                    ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำเป็นเครื่องดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาทำมาหากินในบริเวณนี้ แต่ความร้อนของอากาศก็เป็นเครื่องบั่นทอนกำลังของผู้คนที่อาศัยอยู่ทำให้คนเหล่านั้นขาดความกระตือรือร้น เมื่อมีพวกอื่นเข้ารุกรานจึงต้องหลีกทางให้ผู้ที่เข้ามาใหม่ ซึ่งเมื่ออยู่ไปนานๆเข้าก็ประสบภาวะเดียวกันต้องหลีกให้ผู้อื่นต่อไป

พวกที่เข้ามารุกรานส่วนใหญ่มักจะมาจากบริเวณหุบเขาที่ราบสูงทางภาคเหนือและตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเขตลุ่มแม่น้ำ และยังมีพวกที่มาจากทะเลทรายซีเรียและอารเบีย เรื่องราวของดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอารยธรรมของคนกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่มมิได้เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สืบต่อกันเป็นเวลายาวนานดังเช่นอารยธรรมอียิปต์

                    เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซียมีความอุดมสมบูรณ์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย (Assyria) บริเวณทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ เมื่อชนชาติใดมีอำนาจ ก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน

                    นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ไม่มีแห่งหนตำบลใดจะมีชาติพันธุ์มนุษย์ผสมปนเปกันมากมายเหมือนที่นี่และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตกกับตะวันออกตลอดสมัยประวัติศาสตร์

เมโสโปเตเมีย
อารายธรรมจากดินแดนเมโสโปเตเมีย

ดินแดนแห่งความผสมผสาน

ดินแดนนี้มีชนชาติมากถึง 6 ชนชาติ ได้แก่ สุเมเรียน (Sumerians) อัคคาเดียน (Akkadians) อะมอไรท์ (Amorites) คัสไซท์ (Kassites) อัสซีเรียน (Assyrians) แคลเดียน (Chaldeans) ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นอาณษจักรต่างๆ ผลัดกันรุ่งเรืองขึ้นตามยุคและสมัย

แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ทำให้เมโสโปเตเมียชุ่มชื้นเกิดการรวมตัวของกลุ่มชนและกำเนิดอารยธรรมเฉพาะขึ้น

พรมแดนธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยเป็นกำแพงป้องกันศัตรูภายนอก แม้ไม่ดีเท่าแถบลุ่มน้ำไนล์ก็ตาม แต่ก็เอื้ออำนวยให้กลุ่มชนซึ่งผลัดกันขึ้นมีบทบาทในเมโสโปเตเมียสามารถใช้ประโยชน์ของพรมแดนธรรมชาตินี้กำเนิดอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น กล่าวคือทิศเหนือจรดเทือกเขาอเมเนียทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกจรดแนวเทือกเขายาว ทิศตะวันตกจรดทะเลทรายอารเบียน

ร่องรอยอารยธรรม

พัฒนาการวัฒนธรรมสุเมเรียน 2 ระยะ คือ

1. ระยะวัฒนธรรมอูเบด (Ubaid) ประมาณ 4250-3750 B.C. เป็นสมัยเริ่มอารยธรรมคนเมือง (Urban life)

 2. ระยะวัฒนธรรมอูรุค (Uruk) ประมาณ 3750-3000 B.C.

การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่มบนแผ่นดินเหนียวส่วนใหญ่ใช้ต้นกกหรือไม้เขียนลงบนแผ่นดินเหนียวกดเป็นรูปลิ่มอักษร จึงถูกเรียกชื่อว่า “คูนิฟอร์ม”แล้วนำไปผึ่งแดด   หรือเผาไฟให้แห้งแข็ง

การสร้างผลงานสถาปัตยกรรมเรียกว่า “ซิกกูแรท” เป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายพิรามิดสร้างบนฐานที่ยกระดับจากพื้นดินข้างบนทำเป็นวิหาร ใช้บูชาเทพเจ้า

เมโสโปเตเมีย
ตัวอย่างวัตถุแสดงอารยธรรมจากเมโสโปเตเมีย

มีการใช้อิฐในก่อสร้างและความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ ชาวสุเมเรียนได้สร้างผลงานกรก่อสร้างอื่นๆและทำปฏิทินจันทรคติ วันหนึ่งแบ่งเป็นกลางวัน 6 ชั่วโมง กลางคืน 6                     ชั่วโมง การนับในหน่วย 60 ซึ่งตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่นการนับ 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที วงกลมมี 360 องศา (60 หกครั้ง)

ประมวลกฏหมายฮัมบูราบีเป็นบทบัญญัติที่รวบรวมกฎหมายต่าง ๆ และพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ฮัมมูราบี ราชาแห่งบาบิโลเนีย และเป็นประมวลกฎหมายที่เก่าแก่ที่สุด                     ประมวลกฎหมายนี้ถูกคัดลอกไว้โดยการแกะสลักลงบนหินบะซอลต์สีดำสูง 2.25 เมตร ซึ่งต่อมาทีมนักโบราณคดีฝรั่งเศสขุดพบที่ประเทศอิรัก ในช่วงฤดูหนาวปี 1901 ถึง 1902                 หินสลักนี้แตกเป็น 3 ชิ้น และได้รับการบูรณะ

มหากาพย์กิลกาเมชเป็นตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ของบาบิโลน เล่าเรื่องกษัตริย์กิลกาเมชกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ปรากฏในจารึก 12 แท่งด้วยกัน (นักโบราณคดีส่วนมากเชื่อ                ว่าจารึกแท่งที่ 12 นี้ถูกแต่งเพิ่มขึ้นในภายหลัง) ซึ่งสอดคล้องกับตำนานของชาวซูเมอร์ มหากาพย์เรื่องนี้จารึกไว้ในแผ่นดินเหนียวในหอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย                             เมื่อราว ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล

สวนลอยแห่งบาบิโลนตำนานกล่าวไว้ว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่9 ก่อนคริสตกาล โดยคำบัญชาของกษัตริย์”เนบูคัสเนซซาร์”เพื่อเป็นของขวัญแก่                        นางอามิธีส ราชินีชาวเปอร์เซียของพระองค์

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน มีลักษณะคล้ายปิรามิด โดยสร้างซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ นักประวัติศาสตร์จากซิซิลีที่ชื่อ”ดิโอโดโรส” กล่าวว่า ชาวบาบิโลนใช้อิฐและน้ำมันดินเป็นส่วนประกอบสำคัญในการก่อสร้างและเพื่อให้กันน้ำได้ดีนั้น ชาวเมืองจะใช้หญ้าประเภทอ้อหรือกกผสมน้ำมันดิบปูพื้นชั้นแรก แล้วปูทับด้วยอิฐเผาที่เตรียมไว้ ก่อนจะวางตะกั่วทับลงไปบนชั้นบนสุด หลังจากนั้นจึงลงดินที่มีปริมาณมากพอที่จะปลูกต้นไม้ทุกประเภท นับแต่ไม้พุ่มไปจนถึงไม้ยืนต้น น้ำที่ใช้เลี้ยงต้นไม้ในสวนลอยสูบขึ้นมาจากแม่น้ำยูเฟรติสเบื้องล่างมาตามท่อที่ฝังซ่อนไว้อย่างมิดชิดในแต่ละส่วนของระเบียง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกที่นี่เขียวชอุ่ม ให้ดอกและผลได้เป็นอย่างดีแม้ในช่ว ที่แล้งที่สุดกลางฤดูร้อนในทะเลทราย

กว่าจะเป็น “อิรัก”

ภูมิภาคระหว่างแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีสมักเรยกว่า เมโสโปเตเมีย และคาดว่าเป็นบ่อเกิดของการเขียนและอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดของโลก พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของอารยธรรมที่สืบทอดต่อกันมานับแต่ 6 สหัสวรรษก่อนคริสตกาล ในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ อิรักเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอัคคาเดีย ซูเมเรีย อัสซีเรีย และบาบิโลเนีย นอกจากนี้ยังเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมีเดีย อะคีเมนิด เฮลเลนนิสติก พาร์เธีย แซสซานิด โรมัน รอชิดีน อุมัยยะฮ์ อับบาซียะห์ มองโกล ซาฟาวิด อาฟชาริยะห์และออตโตมัน และเคยเป็นอาณาเขตในอาณัติสันนิบาตชาติภายใต้การควบคุมของอังกฤษ

พรมแดนสมัยใหม่ของประเทศอิรักส่วนใหญ่ปักใน ค.ศ. 1920 โดยสันนิบาตชาติ เมื่อจักรวรรดิออตโตมันถูกแบ่งตามสนธิสัญญาแซฟวร์ ประเทศอิรักถูกกำหนดให้อยู่ในอำนาจของสหราชอาณาจักรเป็นอาณาเขตในอาณัติเมโสโปเตเมียของอังกฤษ พระมหากษัตริย์สถาปนาขึ้นใน ค.ศ. 1921 และราชอาณาจักรอิรักได้รับเอกราชจากอังกฤษใน ค.ศ. 1932 ใน ค.ศ. 1958 พระมหากษัตริย์ถูกล้มล้างและมีการสถาปนาสาธารณรัฐอิรัก ประเทศอิรักถูกควบคุมโดยพรรคบะอัธสังคมนิยมอาหรับตั้งแต่ ค.ศ. 1968 ถึง 2003 หลังการบุกครองโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร พรรคบะอัธของซัดดัม ฮุสเซนถูกโค่นจากอำนาจและมีการจัดการเลือกตั้งรัฐสภาหลายพรรคขึ้น ทหารสหรัฐออกจากอิรักทั้งหมดใน ค.ศ. 2011 แต่การก่อการกำเริบอิรักยังดำเนินต่อไปและทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อนักรบจากสงครามกลางเมืองซีเรียไหลบ่าเข้าประเทศ

ในแง่ของประวัติศาสตร์แล้ว ประเทศอิรักเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ 6,000 กว่าปีของเมโสโปเตเมีย โดย 4,000 ปีแรกเกี่ยวพันกับพวกสุเมเรียน อัคคาเดียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาณีเทียน และกรีกตามลำดับของเวลา

วามเป็นอาหรับเป็นมุสลิมนั้น มาเกี่ยวพันกับอิรักเมื่อ 1,300 กว่าปีที่แล้ว ต่อจากนั้นก็ถูกพวกมองโกลเข้ามาปล้นสะดมเมื่อ พ.ศ. 1801 โดยฮูลากุ ลูกหลานของเจงกิสข่าน และอีกครั้งโดยทาเมอร์เลนข่าน (ขาเป๋) เมื่อ พ.ศ. 1944 (ฆ่าคนนับหมื่นๆ และเผาเมืองนับร้อยๆ เมือง) จากนั้นก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน (เติร์ก) เมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๘ ภายใต้การนำของ “กษัตริย์สุไลมาน” (หรือสุลต่าน Suleyman the Magnificient) มาจนกระทั่งสิ้นอาณาจักรออตโตมานตอนสงครามโลกครั้งที่ 1

ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้จึงทับซ้อนกันของอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดของโลกในสมัยโบราณ และความเจริญโอ่อ่ามั่งคั่งของโลกอาหรับตลอดสมัยกลาง ถ้านับจากกรุงแบกแดดลงไปทางใต้ จะมีเมืองประวัติศาสตร์ทั้งเก่า และเก่ามากหลายเมืองด้วยกัน เช่น ซเตซิฟอน (30 กิโลเมตร บนแม่น้ำสายเดียวกัน คือไทกรีส) คาร์บาลา และบาบิโลน (120 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรตีส) นาจาฟ (150 กิโลเมตร บนแม่น้ำยูเฟรตีส) นาสิริยาห์ (303 กิโลเมตร) เมืองอูร์อยู่ฝั่งตรงข้ามกันบนแม่น้ำยูเฟรตีส เมื่อลงไปสู่เกือบปลายน้ำก็จะถึงเมืองบัสราฮ์

แต่หากเดินทางไปในทิศตรงกันข้าม คือขึ้นเหนือไป จะถึงเมืองสมาร์รา (120 กิโลเมตรบนแม่น้ำไทกรีส) กีรกุก และชามเชมาล ตั้งอยู่บนกิ่งของแม่น้ำไทกรีสเช่นเดียวกับเมืองฮัตรา ทั้งสามเมืองนี้ห่างประมาณ 230 กิโลเมตรจากแบกแดด ขึ้นเหนือต่อไปอีกก็จะถึงเมืองโมซูล (280 กิโลเมตร) โดยมีนิมรุด และนิเนเวห์เป็นบริวารห่างกัน 20-40 กิโลเมตร

ขอขอบคุณเนื้อหาสาระทางประวัติศาสตร์จาก ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

เปอร์เซีย ก่อนจะเป็น สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

“เปอร์เซีย” จักรวรรดิ์ที่เคยรุ่งเรื่องในอดีต
จากจุดเริ่มต้น ขึ้นมาเป็น ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน
เป็นมาอย่างไร Centrovirtual จะพาคุณไปชมกัน

เปอร์เซีย
ภาพจำลองรถศึกของอาณาจักรเปอร์เซีย

จักรวรรดิเปอร์เชีย (Persian Empire) คือจักรวรรดิและอาณาจักรต่างในประวัติศาสตร์ของเปอร์เชียที่ปกครองต่อเนื่องกันมาในบริเวณที่ราบสูงอิหร่าน, ถิ่นกำเนิดของเปอร์เชีย และไกลไปทางเอเชียตะวันตก, เอเชียใต้, เอเชียกลาง และ บริเวณคอเคซัส

จักรวรรดิเปอร์เชียจักรวรรดิแรกก่อตั้งภายใต้จักรวรรดิมีเดีย (728–559 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หลังจากการโค่นจักรวรรดิอัสซีเรียด้วยความช่วยเหลือของบาบิโลเนีย

จักรวรรดิเปอร์เชียอคีเมนียะห์ (550–330 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ และมารุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าดาไรอัสมหาราช และ พระเจ้าเซอร์ซีสมหาราช  ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นศัตรูคนสำคัญองรัฐกรีกโบราณ บริเวณที่ตั้งเดิมอยู่ในบริเวณที่ในปัจจุบันรู้จักกันว่าจังหวัดพาร์ส (จังหวัดฟาร์ส) ในประเทศอิหร่านปัจจุบัน

จักรวรรดิเปอร์เชียก่อตั้งภายใต้พระเจ้าไซรัสมหาราชผู้ทรงยึดจักรวรรดิจากชนมีดีส (Medes) และทรงขยายดินแดนออกไปทางตะวันออกกลางที่รวมทั้งดินแดนของบาบิโลเนีย, อัสซีเรีย, ฟินิเซีย และ ลิเดีย หลังจากนั้นพระเจ้าแคมไบซีสที่ 2 แห่งเปอร์เชีย (Cambyses II of Persia) พระราชโอรสในพระเจ้าไซรัสก็ทรงดำเนินนโยบายการขยายดินแดนต่อไปยังอียิปต์

จักรวรรดิอคีเมนียะห์มาสิ้นสุดลงระหว่างสงครามอเล็กซานเดอร์มหาราช แต่ก็มาฟื้นตัวอีกครั้งในรูปของจักรวรรดิพาร์เธียน และ จักรวรรดิซาสซานิยะห์ แห่ง อิหร่าน ที่ตามมาด้วยยุคประวัติศาสตร์หลังศาสนาอิสลามของจักรวรรดิต่างๆ เช่นจักรวรรดิทาฮิริยะห์, จักรวรรดิซาฟาริยะห์, จักรวรรดิไบอิยะห์, จักรวรรดิซามานิยะห์, จักรวรรดิกาสนาวิยะห์, จักรวรรดิเซลจุค และ จักรวรรดิควาเรซเมีย มาจนถึงอิหร่านปัจจุบัน

จักรวรรดิต่างๆ ที่รุ่งเรืองต่อเนื่องกันมาในเกรตเตอร์อิหร่าน ก่อนเดือนมีนาคม ค.ศ. 1935 เรียกรวมกันว่า “จักรวรรดิเปอร์เชีย” โดยนักประวัติศาสตร์ตะวันตก จักรวรรดิต่างๆ เหล่านี้เกือบทุกจักรวรรดิเป็นจักรวรรดิมหาอำนาจในบริเวณที่ปกครอง และบางจักรวรรดิก็เป็นมหาอำนาจของโลกในสมัยที่รุ่งเรือง

ตรากษัตริย์เปอร์เซีย

อารยธรรม

อารยธรรมเปอร์เซีย อยู่ในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช หลังจากที่อาณาจักรแอสสิเรียได้เสื่อมลง ชาวเปอร์เซียซึ่งเป็นชนชาติอินโดยูโรเปียนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ได้สร้างอาณาจักรอยู่ทางตอนเหนือเทือกเขาตะวันออก กษัตริย์ราชวงศ์อะเคเมเนียนของเปอร์เซียได้แผ่ขยายอำนาจเข้าปกครองดินแดน ต่างๆ ด้วยความบ้าคลั่ง แต่ในยุคนี้ได้มีพัฒนาการที่ทันสมัยมากขึ้น มีการผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้ นอกจากนั้นยังได้มีการดัดแปลงตัวอักษรคูนิฟอร์มเป็นตัวอักษรของเปอร์เซีย จัด ระบบการปกครอง โดยแบ่งเป็นจังหวัด หรือมณฑล เรียกว่า แซแทรปปี (Satrapy) นอกจากในด้านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว ชาวเปอร์เซียยังได้สร้างถนนใช้คมนาคมและถือว่าเป็นถนนที่ดีที่สุดในยุค โบราณ และนอกจากนั้นยังมีไปรษณีย์ติดต่อสื่อสารทางราชการอีกด้วย 

สถาปัตยกรรม – สถาปัตยกรรมของชาวเปอร์เซียได้รับอิทธิพลมาจากอียิปต์ และกรีก การก่อสร้างได้นำเอาวัสดุหลายชนิดมาใช้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้หินเป็นพื้น ผนังใช้อิฐและนำเอาเสาไม้มาใช้ตกแต่ง ทำโครงเพดาน มีการตกแต่งหัวเสาและแกะเสาเป็นร่องคล้ายของกรีก

ประติมากรรม – งานประติมากรรมที่สำคัญของเปอร์เซีย คือ การแกะสลักหัวเสาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มีความสวยงามและประณีตนอกจากนั้นยังรู้จักนำทองแดงและโลหะต่างๆ มาประดับแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร

ประติมากรรมที่นิยมคือแบบนูนต่ำโดยเฉพาะการแกะสลักฐานบันไดกำแพง หรือฝาผนัง เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นภาพกษัตริย์ ขุนนาง และข้าทาสบริพารหรือพิธีกรรมต่างๆ ผลงานที่โดดเด่นมักจะเป็นผลงานประเภทประณีตศิลป์ ซึ่งจะนำสัตว์มาดัดแปลงประยุกต์เป็นสิ่งของเครื่องใช้

จิตรกรรม – ผลงานด้านจิตรกรรมของเปอร์เซียมีไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นการนำไปประยุกต์ ใช้กับการตกแต่งผนังภายในงานสถาปัตยกรรม รูปแบบจะมีลักษณะคล้ายกับแอสสิเรีย ศิลปกรรมเปอร์เซียเริ่มเสื่อมลงเมื่อพวกมุสลิมหรืออาหรับเข้ามามีอำนาจ ลักษณะงานศิลปะจึงได้เปลี่ยนแปลงไป

ไซรัส มหาราชผู้ขยายแผ่นดิน

ufabet.com
พระเจ้าไซรัสมหาราช

เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าเปอร์เซีย ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ใช้ภาษาอินโด-ยุโรเปียน
มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณทางเหนือของทะเลดำ ได้ก่อตัวและขยายอำนาจครอบครองอารยธรรม
โบราณอื่นๆ และได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทเป็นศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองของโลกยุคโบราณ

ภายใต้การปกครองของพระเจ้าไซรัสมหาราช พระองค์ได้ดำเนินนโยบายขยายดินแดนของเปอร์เซียออกไปอย่างกว้างขวาง มีอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลกลายเป็นจุดศูนย์กลาง
ของการเชื่อมโยงดินแดนทั้งเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง อินเดีย อียิปต์และดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนทำให้เปอร์เซียกลายเป็นจักรพรรดิใหญ่แห่งแรกหลังการล่มสลายของอาณาจักรยุคโบราณ

พัฒนาศาสนา

ความเชื่อของชาวเปอร์เซียไม่ได้ต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ มากนัก คือมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า แต่อารยธรรมเปอร์เซียได้พัฒนาความคิดความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าขึ้นได้เป็นระบบศาสนาขึ้นมา คือ “ศาสนาโซโรอัสเตอร์” (Zoroaster) เป็นศาสนาที่สอนให้นับถือบูชาเทพเจ้าสูงสุด ชื่อว่า “อหุระ มาสดา” (Ahura Mazda) เป็นเทพแห่งปัญญา รวมถึงเป็นเทพเจ้าผู้สร้าง ดังคาถาที่ปรากฏในคัมภีร์อเวสตะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ว่า “อหุระ มาสดา ผู้ทรงสร้าง มีรัศมีรุ่งโรจน์ ยิ่งใหญ่ที่สุด ดีที่สุด งามที่สุด มั่งคงที่สุด ฉลาดที่สุด เป็นวิญญาณที่มีมหากรุณาที่สุด”

โซโรอัสเตอร์

ศาสนาโซโรอัสเตอร์นี้บางครั้งเรียกว่า “ลัทธิบูชาไฟ” ในวิหารจะมีพระคอยจุดไฟศักดิ์สิทธิ์ให้ลุกช่วงอยู่ตลอดเวลา “เป็นการจำเป็นที่จะต้องระวังรักษาอาคารบูชาไฟไว้ให้ดีและคอยระวังมิให้ไฟดับได้ สิ่งที่ไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์อย่าเอาใส่เข้าไปในไฟ และจะต้องให้สตรีมีระดูอยู่ห่างจากที่บูชาไฟ 3 ก้าว” (แหล่งเดิม, อ้างแล้ว) ชาวเปอร์เซียได้รับอิทธิจากคำสอนของศาสนาโวโรอัสเอตร์ว่า โลกประกอบด้วยสิ่งสองด้าน คือ ดีและชั่ว เทพเจ้าอหุระ มาสดา คือ ตัวแทนของความดี และเทพอาห์ริมัน (Ahriman) คือตัวแทนของความชั่วร้าย ต่อสู้กันในที่สุดฝ่ายดีจะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือฝ่ายชั่ว

ชะตากรรมของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับการเลือกว่าจะทำดีหรือชั่ว แนวความคิดนี้มีอิทธิพลต่อศาสนายูดายหรือยิวและคริสต์ศาสนา รวมทั้งความเชื่อในเรื่องเทวดา นางฟ้า วันสิ้นโลก การตัดสิ้นครั้งสุดท้ายและการไปสู่สวรรค์และนรกในเวลาต่อมา และประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 7 มุสลิมได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาครอบครองดินแดนเปอร์เซีย อาณาจักรแห่งนี้จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของศาสนาอิสลาม และแนวความคิดจากศาสนาโซโรอัสเตอร์ก็มีผลต่อการพัฒนาแนวความคิดและหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลาม ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรม “เปอร์เซีย” ทั้งสิ้น

สิ้นสุดเพราะสงคราม

จักรวรรดิเปอร์เซียได้พัฒนาเทคโนโลยีการทหารจนก้าวหน้า โดยมีทหารแม่นธนูและกองทัพม้าที่ดีที่สุดในแห่งหนึ่งของโลกยุคโบราณ โดยในรัชสมัยกษัตริย์ดาริอัสที่ 1 พระองค์ทรงขยายอำนาจไปถึงกรีกและเริ่มทำสงครามกับชาวกรีก ที่เรียกว่าสงครามเปอร์เซีย- กรีก

ซึ่งสงครามดังกล่าว สืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยกษัตริย์เซอร์ซิส ที่ 1 (Xerxes the Great) ผู้เป็นพระราชโอรส โดยพระองค์ทรงสืบต่อภารกิจจากดาริอัสที่ 1 ผู้เป็นพ่อในการทำสงครามกับกรีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนสุดท้าย เปอร์เซียก็หมดความพยายามที่จะยึดครองดินแดนกรีก

ส่วนทางกรีกนั้น หลังจากได้รับชัยชนะจากสงครามเปอร์เซียแล้ว ก็เกิดสงครามภายในระหว่างรัฐของกรีกอีกหลายครั้ง จนในที่สุดกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย(359– 336 ปีก่อนคริสตกาล) (คนนี้เป็นพ่อของอเล็กซานเดอร์มหาราช) ซึ่งเป็นอาณาจักรทางภาคเหนือของกรีก ได้ใช้กำลังผสมระหว่างทหารม้าของขุนนางกับทหารราบฟาลังห์ (เป็นทหารที่ใช้โล่กับหอกยาวเวลารบจะเรียงแถวหน้ากระดาน)เข้ามาแทรกแซงและครอบครองดินแดนกรีกทั้งหมด

ต่อมา พระราชโอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 ปีก่อนคริสตกาล) ได้ทรงนำทัพมาสิโดเนีย และ กรีกเข้าทำสงคราม กับ พระเจ้าดาริอุสที่สามแห่งเปอร์เซีย แม้จะมีไพร่พลมากกว่าหลายเท่า ทว่ากองทัพเปอร์เซียกลับตก เป็นฝ่ายพ่ายแพ้หลายครั้งและเสียดินแดนให้กับมาสิโดเนีย จนในที่สุด หลังพ่ายสงคราม ครั้งใหญ่ที่กัวกาเมลา พระเจ้าดาริอุสที่สามเสด็จหนีจากสนามรบ และ สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ได้กวาดล้างเชื้อพระวงศ์ และ ขุนนางเปอร์เซีย ที่แข็งข้อจนราบคาบพร้อมกับทำลายนครหลวง ของเปอร์เซียจนเป็นเถ้าถ่าน และจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณก็ล่มสลายลง

อย่างไรก็ตาม ได้มีชน เผ่าปาร์เธียน ที่สืบทอด อารยธรรม จาก เปอร์เซียโบราณ และ ก่อตั้งเป็นอาณาจักรสืบต่อมา ในชื่อจักรวรรดิปาเธียน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในศัตรูสำคัญของจักรวรรดิโรมัน ก่อนที่ชาวมุสลิมจะเข้ามายึดครองและเปลี่ยนเป็นจักรวรรดิเปอร์เซียของมุสลิมและประเทศอิหร่านในเวลาต่อมาในที่สุด

Categories
ประวัติศาสตร์

นาซี ชาตินิยมตัวร้าย เผด็จการทำลายโลก

นาซีเยอรมัน พรรคนาซี ฮิตเลอร์ นาซี ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว สงครามโลก เหล่านี้คือภาพจำของ “นาซี”
แท้จริงคืออะไร Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกัน

นาซี
ตราแผ่นดินอาณาจักรไรซ์

ฮิตเลอร์คือตัวแทนของระบอบ นาซี ระบอบที่ปฏิบัติกับคนด้วยกันอย่างโหดร้ายเกินคำบรรยายจนโลกไม่อยากให้ซ้ำรอย แต่น่าแปลกที่ประเทศไทยยังมีการเสนอข่าวการนำสัญลักษณ์ต่างๆ ของนาซีมาใช้อย่างไม่รู้ที่มา หลายคนยกย่องชายผู้นี้ประหนึ่งฮีโร่ในดวงใจ

นาซี
อดอร์ฟ ฮิตเลอร์

เผด็จการแบบฮิตเลอร์ต่างจากเผด็จการอื่นๆ หรือไม่ ทำไมสาธารณรัฐไวมาร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยถึงล่มสลาย แล้วได้ระบอบปีศาจที่กวาดชีวิตผู้คนไป 11 ล้านคนขึ้นมาแทน ฮิตเลอร์ชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากแบบแลนด์สไลด์ถล่มทลายอย่างที่ใครๆ พูดกันจริงไหม แล้วในยุคนาซีเรืองอำนาจ ผู้ที่ต่อต้านอยู่ในสภาพเช่นไร

นอกจากประเด็นเผด็จการ เรายังได้เรียนรู้วิธีจัดการกับอดีตและประวัติศาสตร์บาดแผลของเยอรมนี และมากไปกว่านั้น คือคุณค่าของการมีชีวิต ที่ชาวเยอรมันยุคหลังสงครามพยายามพร่ำบอกกับชาวโลกเรื่อยมา

นาซี
ธงชาตินาซีเยอรมัน

ก่อนหน้าฮิตเลอร์จะขึ้นมามีอำนาจ เยอรมนีมีสาธารณรัฐไวมาร์ ซึ่งเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งแรก อสาเหตุแท้จริงที่สาธารณรัฐไวมาร์ล่มสลาย การที่ชาวเยอรมันยุคนั้นเอือมระอากับประชาธิปไตยมีส่วนมากน้อยเพียงใด

สาธารณรัฐไวมาร์ตั้งขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 1918) แล้วเกิดความไม่มีเสถียรภาพอย่างมาก แต่ถึงจะมีความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองอยู่มาก ก็ไม่ได้หมายความว่า สาธารณรัฐไวมาร์นั้นแย่ 

ประเด็นคำถามที่คุณถามว่า คุณจะศึกษาระบอบฮิตเลอร์ เพราะฉะนั้นจึงต้องตั้งต้นที่สาธารณรัฐไวมาร์ มันไม่ผิดในทางวิชาการ แต่มันบอกอะไรเรา มันบอกว่าคนจำนวนมากเชื่อว่าความไม่มีประสิทธิภาพของสาธารณรัฐไวมาร์ นำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (inevitable) ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในวิธีคิดที่ผิดจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ 

เหตุผลคือ แม้สาธารณรัฐไวมาร์จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งแรกของเยอรมนี แม้ว่าจะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง คือมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล รวมถึงการตั้งคำถามต่อผู้นำรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง 

ถ้านับอายุของสาธารณรัฐไวมาร์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1918 จนกระทั่งก่อนฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจอย่างเป็นทางการ 30 มกราคม 1933 จะได้ 14 ปี ถือว่านานกว่าอาณาจักรที่สาม (The Third Reich) ของฮิตเลอร์สองปี เพราะฮิตเลอร์ครองอำนาจระหว่างปี 1933-1945 ซึ่งก็คือ 12 ปี 

เพราะฉะนั้น เราจะสรุปว่า ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของสาธารณรัฐไวมาร์นำไปสู่เผด็จการไม่ได้ เพราะอย่างน้อยอายุการใช้งานของสาธารณรัฐไวมาร์ยาวนานกว่าฮิตเลอร์อย่างน้อยสองปี 

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุคสาธารณรัฐไวมาร์

เศรษฐกิจของสาธารณรัฐไวมาร์ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่หลายคนเข้าใจ ในทางตรงกันข้าม นักประวัติศาสตร์ที่ทำงานเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) หลายคน เช่น ดอริส แบร์เกิน (Doris Bergen) ได้สรุปไว้ในหนังสือ The Holocaust: A New History (2009) ในบทแรกๆ เลยว่า นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจที่ผิด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ เมื่อเปรียบเทียบแล้วเยอรมนีเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดและเร็วที่สุด ประเด็นสำคัญที่คนอาจจะลืมก็คือ สมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่ในยุโรปตะวันออก และแถบเบลเยียมและฝรั่งเศสเป็นหลัก เยอรมนีจึงได้รับผลกระทบน้อยมาก โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ท่อประปา โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้ถูกทำลายมากนัก เศรษฐกิจจึงฟื้นตัวได้เร็ว

และเนื่องจากสมรภูมิส่วนใหญ่อยู่ในเขตฟลานเดอร์ส (Flanders) ก็คือดินแดนต่ำ พวกเบลเยียม เบเนลักซ์ แล้วก็ยุโรปตะวันออก อย่างโปแลนด์ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ในยุโรปตะวันออกเอง มีภาวะล้าหลังทางอุตสาหกรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงต้องพึ่งสาธารณรัฐไวมาร์

นี่เป็นปัจจัยให้โรงงานอุตสาหกรรมในสาธารณรัฐไวมาร์เร่งสร้างตัวเองให้เร็วขึ้นอีก เพื่อที่จะส่งสินค้าออกขายในภาวะที่ประเทศรอบข้างต้องการสินค้าในปริมาณมาก เพราะฉะนั้นฟันเฟืองทางด้านเศรษฐกิจจึงเติบโตไปได้

มีสองวิกฤติที่ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคสาธารณรัฐไวมาร์ หนึ่ง-คือภาวะเงินเฟ้อ แต่เฉพาะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 1923 กระทั่งถึงตอนที่ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ มันคือ 10 ปีหลังภาวะเงินเฟ้อครั้งใหญ่แล้ว ทุกอย่างมันแก้ปัญหาไปแล้ว และสอง-ที่คนเคลมกันมากคือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำปี 1929 ซึ่งตกต่ำกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นการที่เราจะอ้างว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนำไปสู่เผด็จการ จึงเป็นคำกล่าวที่ผิด

เหตุผลง่ายๆ คุณลองดูตัวอย่างใกล้ตัว การปฏิวัติ 1932 หรือ 2475 ในเมืองไทย ช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการสถาปนารัฐประชาธิปไตยครั้งแรกของสังคมไทย ซึ่งตรงข้ามกับกรณีของฮิตเลอร์

เพราะฉะนั้น วิกฤติทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะต้องนำไปสู่ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ นี่คือความเข้าใจที่ผิด

สำคัญที่ทำให้ฮิตเลอร์หรือพรรคนาซีขึ้นมามีอำนาจ

ถ้าอ่านบันทึกของคนร่วมสมัย ยกตัวอย่างคนหนึ่งเลยก็คือ เซบาสเตียน ฮาฟฟ์เนอร์ (Sebastian Haffner) เป็นนักข่าวในสมัยฮิตเลอร์ แล้วต่อมาก็มีการตีพิมพ์บันทึกของเขา

ความน่าสนใจของบันทึกนี้คือ ฮาฟฟ์เนอร์เขียนไว้ว่า “จะให้ทำอย่างไรเล่า ถ้าประชาธิปไตยหยุดที่จะฟังก์ชั่น*” คำพูดนี้น่าสนใจ ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ เวลาเจอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง ต้องถามก่อนว่า ใครเป็นคนเขียน คำตอบก็คือ เซบาสเตียน ฮาฟฟ์เนอร์ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์การเมืองเป็นหลัก และเป็นสื่อมวลชน ฉะนั้นคำวิเคราะห์ของสื่อมวลชนที่มีคุณภาพอย่าง เซบาสเตียน ฮาฟฟ์เนอร์ ซึ่งต้องทำงานวิเคราะห์ และเฝ้าสังเกตการณ์บรรยากาศทางการเมืองอยู่เป็นประจำ จึงมีน้ำหนักและน่าสนใจ

บรรยากาศหรือสาเหตุประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ปี 1933 ก็คือ คนในช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ผ่านการเลือกตั้งมาแทบจะหลับตาเดินเข้าคูหาได้แล้ว คือชินกับการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็เอือมระอากับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ฝ่ายบริหารที่อ่อนแอ รวมไปถึงไม่สามารถคาดการณ์นโยบายต่างๆ ได้

เนื่องจากด้านหนึ่งเศรษฐกิจในไวมาร์กำลังโต แล้วต้องการใช้ประโยชน์จากความมีเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อจะเร่งผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไปขายยังประเทศข้างเคียง แต่ในเมื่อนโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนบ่อยๆ ภาวะอย่างนี้เป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่ปลื้ม ฉะนั้นคนจึงเอือมระอากับระบอบประชาธิปไตย

* ข้อความจริงๆ คือ Denn dieser Stimmungsumschwung bildete die eigentliche Machtgrundlage für den kommenden Führerstaat. Es war – man kann es nicht anders nennen – ein sehr weit verbreitetes Gefühl der Erlösung und Befreiung von der Demokratie. Was macht eine Demokratie, wenn eine Mehrheit des Volkes sie nicht mehr will?

แปลได้ว่า “ การเปลี่ยนบรรยากาศ อารมณ์ และทัศนคติของผู้คนนี้เองที่เป็นฐานที่แท้จริงให้กับการเถลิงอำนาจของรัฐผู้นำ และไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความรู้สึกที่ว่านี้แพร่กระจายไปทั่ว เป็นความรู้สึกที่อยากจะออกไปจากระบอบประชาธิปไตย แล้วจะให้ประชาธิปไตย ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการจะเห็นมันอีกต่อไป”

นโยบายหาเสียงของพรรคนาซี

ประเด็นหลักๆ ที่ฮิตเลอร์เสนอก่อนการเลือกตั้ง คือ หนึ่ง-ฮิตเลอร์เสนอความมั่นคงทางการเมือง (security) นี่คือประเด็นหนึ่งในโครงการ (program) 25 ข้อที่ฮิตเลอร์เสนอ

สอง-ฮิตเลอร์ต้องการจะกู้เสถียรภาพความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเยอรมันกลับมา และสาม-คือการกำจัดยิวออกไป นี่เป็นสามข้อหลักๆ ที่สรุปจากโครงการของฮิตเลอร์ สิ่งที่ฮิตเลอร์เสนอให้จึงเป็นสิ่งที่คนต้องการเห็น นั่นก็คือเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคง

มีข้อหนึ่งในโครงการ 25 ข้อบอกว่า เราจะรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อที่เราจะได้มีถิ่นอาศัย (Lebensraum – living space) ที่มากขึ้น เราจะได้กินดีอยู่ดีมากขึ้น แต่นั่นเป็นการอ้างที่ไม่มีฐานทางเศรษฐศาสตร์รองรับ

นอกจากนั้น อีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเถลิงอำนาจของฮิตเลอร์ในวันที่ 30 มกราคม 1933 ก็คือ ในช่วงทศวรรษ 1920 และต้นทศวรรษ 1930 เป็นช่วงที่รัฐบาวาเรียทางใต้ของเยอรมนีมีกบฏพรรคคอมมิวนิสต์ คือพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับคะแนนเสียงค่อนข้างมาก แล้วมีความพยายามก่อกบฏขึ้น

ในฮังการี พรรคคอมมิวนิสต์ชนะการเลือกตั้งในหลายๆ เขต และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวได้ด้วยในทศวรรษ 1920 และในปี 1917 ยังเกิดการปฏิวัติรัสเซียเป็นคอมมิวนิสต์ บรรยากาศการเติบโตของคอมมิวนิสต์ในยุโรปมันสูง แล้วคอมมิวนิสต์ท้าทายการมีอยู่ของโลกประชาธิปไตยหรือระบอบการปกครองแบบทุนนิยมโดยเนื้อแท้ของมัน

กลุ่มชนชั้นนำ (elite) และกลุ่มนายทุนจึงตกใจ เพราะนายทุนอยู่ได้เพราะทุนนิยม แต่คอมมิวนิสต์บอกว่าไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องการให้เกิดการรุกคืบของพรรคคอมมิวนิสต์ในเยอรมนี

เขาจึงร่วมมือกันในหมู่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมว่า ถ้าอย่างนั้นเราสนับสนุนให้ฮิตเลอร์ขึ้นดำรงตำแหน่ง โดยที่มีอดีตนักการเมืองสาธารณัฐไวมาร์คนหนึ่งก็คือ ฟรานซ์ ฟอน พาเพน (Franz Von Papen) บอกว่า เราสามารถทำให้ฮิตเลอร์ ‘เชื่อง’ (tame) ได้ ฉะนั้นก็เลยยอมจัดให้มีการเลือกตั้ง เดือนกรกฎาคม 1932 มีการเลือกตั้งรัฐสภา คราวนี้ฮิตเลอร์หรือพรรคนาซีได้คะแนนเสียงเยอะที่สุดจริง แต่ก็ไม่ได้ท่วมท้น จะเห็นว่าตัวเลขไม่ได้แลนด์สไลด์ แล้วคะแนนเสียงของพรรครองลงมาก็คือพรรคสังคมนิยม (Sozialdemokratische Partei Deutschlands: SPD) และพรรคคอมมิวนิสต์ (Kommunistische Partei Deutschlands: KPD)

ถึงแม้สังคมนิยมกับคอมมิวนิสต์จะเป็นซ้ายคนละพวก แต่ก็ถือว่าเป็นการเติบโตของฝ่ายซ้ายในยุโรป เพราะฉะนั้น ชนชั้นนำตกใจมาก เกรงว่าจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือจะมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ถึงกับปฏิวัติก็เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มชนชั้นล่าง แล้วจะทำให้กลุ่มตัวเองและชนชั้นกลาง (bourgeoisie) สูญเสียอำนาจหรือสูญเสียผลประโยชน์บางอย่าง

ฉะนั้นจะต้องหยุดยั้งไม่ให้ฝ่ายซ้ายขึ้นมามีอำนาจได้มาก หรือได้เข้าไปถือครองคะแนนเสียงในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างน้อยเอาฮิตเลอร์ ซึ่งชัดเจนว่าเขาเป็นขวา เขาต้องการความยิ่งใหญ่ของเยอรมันกลับคืนมา เขาต้องการความเป็นอนุรักษนิยม ต้องการกองทัพอันยิ่งใหญ่ ต่อต้านชาวต่างชาติคือยิว ที่เชื่อในตอนนั้นว่าจะเข้ามาแย่งธุรกิจของเยอรมัน เพราะฉะนั้น อนุรักษนิยมทั้งหลายจึงร่วมกันสนับสนุนฮิตเลอร์

และครั้งที่สาม ในการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ก็คือ เดือนพฤศจิกายน 1932 ฮิตเลอร์ได้คะแนนเสียงลดลง จำนวนที่นั่งลดลง แล้วไปเพิ่มให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นก็ไม่แลนด์สไลด์ แต่การที่ได้รับจัดตั้ง ก็คือพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ ก็มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล เรียกกันว่า รัฐบาลขุนนาง (Baron Cabinet)

อกาสจะเปลี่ยนนโยบายเอียงซ้ายมันก็มี แล้วจะเป็นการสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจเดิมทั้งของฝ่ายเสรีนิยมกับอนุรักษนิยมในรัฐบาลไวมาร์ พูดง่ายๆ ก็คือความกลัวภัยสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ทำให้ชนชั้นนำทั้งหลายร่วมมือกันในการสนับสนุนค้ำจุนฮิตเลอร์ให้ขึ้นมามีอำนาจ

นาซีต้องการกำจัดยิวเป็นหลัก แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นมากกว่านั้น

ก็มากกว่านั้น…ใช่ แล้วก็เป็นประเด็นน่าสนใจซึ่งสะท้อนถึงอีกข้อถกเถียงหนึ่งในทางประวัติศาสตร์เรื่องระบอบนาซีว่า จริงๆ แล้ว Holocaust เป็นโครงการมรณะ (the death plan) มาตั้งแต่ต้น หรือเป็นพลวัตปีศาจ (evil dynamic) กันแน่

ความน่าสนใจของกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็คือ ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ 30 มกราคม 1933 ต้นเดือนมีนาคม 1933 ฮิตเลอร์เปิดค่ายกักกันค่ายแรก และเป็นโมเดลให้ค่ายกักกันอื่นๆ ในยุโรป นั่นคือ ค่ายกักกันที่เมืองดาเคา (Dachau) ศัตรูทางการเมืองกลุ่มแรกที่ถูกนำเข้าค่ายกักกันคือกลุ่มคอมมิวนิสต์และพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย SPD

ไร้คู่แข่ง

เนื่องจากฮิตเลอร์ออกกฎหมายห้ามมีพรรคการเมือง ก็จบ จะให้ทำอะไร ณ จุดนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว สมมุติคุณตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ กฎหมายอะไรก็ไม่รองรับสถานภาพคุณ เพราะเขาห้ามมีพรรคการเมืองแล้ว คุณก็ต้องเป็นแก๊งเถื่อน อยู่ในรัฐ เพราะนาซีเขาถูกกฎหมาย

รัฐซ้อนรัฐ ตำรวจรัฐ – ตำรวจนาซี

ตอนฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจใหม่ๆ และหลังจากนั้น จะมีกองตำรวจของรัฐบาลกลางเยอรมัน ซึ่งกุมอำนาจโดยพรรคนาซีอยู่แล้ว เดินตรวจตราความเรียบร้อยในเมือง แต่จะมีอีกคนหนึ่งเดินคู่ไปด้วย เป็นตำรวจของพรรคนาซีเอง ที่เรียกว่าหน่วย SA (Sturmabteilung)

ในตอนแรกเป็น SA ต่อมาแข่งอำนาจกันกับฮิตเลอร์ หาว่าฮิตเลอร์ไม่สามารถปฏิวัติเยอรมนีเป็นนาซีได้แท้จริง พวก SA จะก่อกบฏ ฮิตเลอร์เลยสนับสนุนอีกคนให้ตั้ง SS (Schutzstaffel) ขึ้นมา แล้วจัดการผู้นำกลุ่ม SA จนเหลือแต่ SS ก็เป็นตำรวจเปิดเผย ไม่ใช่ตำรวจลับ แล้วเดินมาคู่กันเลยระหว่างตำรวจรัฐบาลกลางกับตำรวจของพรรคนาซี คือมีพรรคการเมืองไหนไหมที่มีตำรวจเป็นของตัวเอง แต่ฮิตเลอร์ทำได้

เราเรียกภาวะอย่างนี้ว่าเป็นรัฐซ้อนรัฐ แล้วพวกนี้จะพกหมาไปเดินด้วย เป็นหมาฝรั่งตัวใหญ่ๆ เอาไว้กัดศัตรูทางการเมือง บางทีก็กัดต่อหน้าสาธารณชน จุดประสงค์คือ ไม่ใช่ว่าหมากัดแล้วเจ็บกว่าลูกปืน แต่เป็นเพราะต้องการทำให้คนนั้นรู้สึกถึงความอับอายอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นยิว เหตุผลเพื่อทำลายความเป็นมนุษย์

นี่คือที่มาความร้ายกาจชองพรรคนาซี ซึ่งยังมีอีกมากมาย เราจะเลี่ยงความสูญเสียในอนาคตได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์…เมื่อวาน สอนให้มีวันนี้ สวัสดีครับ

ขอขอบคุณเนื้อหาสาระดีๆจาก ufabet.com ที่ค่อยหาบทความสำหรับการเรียนรู้ มาเผยแพร่ให้กับ ผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์

Categories
ประวัติศาสตร์

โซเวียต การปฏิวัติสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์

วันนี้ Centrovirtual พาคุณย้อนกลับไป
ถึงที่มาของตำนานประเทศคอมมิวนิสต์โลก
โซเวียต (สหภาพโซเวียต)

โซเวียต
ตราสัญลักษณ์สหภาพโซเวียต

เรารู้กันดีว่าอดีตนั้นก่อนมาเป็น สหภาพโซเวียต นั้น ประเทศรัสเซียอยู่ภายใต้ระบบซาร์ จนกระทั่งคณะบอลเชวิกได้ทำการโค่นล้มอำนาจและเป็นประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต มันเกิดขึ้นอย่างไร ไปดูกัน

ธงชาติ สหภาพโซเวียต

การปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ตามปฏิทินเก่า (ช้ากว่าปฏิทินเกเกอเรียนหรือปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองของซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Tsar Nicholas II of Russia) และการปฏิวัติครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม (ประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในการสืบทอดเจตนารมณ์แห่งการปฏิวัติตามทฤษฎีมาร์กซ์

การปฏิวัติครั้งที่ 1

การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เป็นผลสืบเนื่องจากความยืดเยื้อของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วง ค.ศ. 1914-1918 ซึ่งรัสเซียต้องต่อสู้กับฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี และตุรกี แม้รัสเซียจะมีกองทหารจำนวนมากแต่มีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การรบแนวหน้าไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการขนส่งกำลังสนับสนุนทั้งเสบียงอาหารและอาวุธ ทำให้รัสเซียต้องเพลี่ยงพล้ำจนเกิดความสิ้นหวังในกองทัพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้เป็นคู่แข่งขันทางทหารที่สำคัญของฝ่ายเยอรมนีอีกต่อไป

สงครามส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายรัสเซียถดถอย เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาอาหารและสินค้าถีบตัวสูงขึ้น และจํานวนคนว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นตาม จึงก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลและต่อต้านการดื้อดึงจะทำสงครามต่อไป อย่างไรก็ตาม ซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงยืนยันที่จะทำสงครามต่อไปและเสด็จไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เองในกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1915

ซารีนา อะเล็กซานดรา (Tsarina Alexandra) ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ซารีนาทรงเชื่อคําแนะนําของรัสปูติน (Rasputin) ในการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดของเขาที่ไร้ความสามารถให้ดํารงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทำให้การปกครองยิ่งไร้เสถียรภาพ จึงเริ่มเกิดเสียงเรียกร้องจากสภาดูมาให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายก็เคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก นอกจากนั้นยังปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้รัสเซียรอดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ระชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยเดินขบวนชุมนุมประท้วงและก่อจลาจลตามเมืองต่าง ๆ เพราะไม่สามารถอดทนกับสภาวะตกงานและอดอยากได้อีกต่อไป กรรมกรกว่า 142,000 ในกรุงเปโตรกราด (Petrograd) จัดชุมนุมในวาระครบรอบเหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sundayค.ศ. 1905 อ่านเพิ่มเติม ที่นี่) ไม่นานการชุมนุมเดินขบวนก็ขยายตัวไปตามเมืองต่าง ๆ ฝ่ายปฏิวัติจึงปลุกระดมทางการเมืองและนําไปสู่การเกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (February Revolution) ค.ศ. 1917

ระชาชนชาวรัสเซียไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ทหาร ตำรวจ กรรมกร นักศึกษา ปัญาชน รวมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาลได้ในที่สุด ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ (27 กุมภาพันธ์ตามปฏิทินสากล) เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่าพบนายทหารแทรกซึมปะปนกับฝูงชนที่ประท้วงต่อต้านสงคราม ในการนี้อะเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี (Alexander Kerensky) นักกฎหมายและหนึ่งในนักวิชาการที่อยู่ข้างประชาชนได้ฉวยโอกาสในการโจมตีและชี้ให้เห็นโทษของระบอบซาร์

การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์เริ่มต้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (3 มีนาคมตามปฏิทินสากล) จากการนัดหยุดงานและชุมนุมใหญ่ของกรรมกรโรงงานพติลอฟ (Puitoy) ซึ่งไม่เพียงเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเปโตรกราด ตามมาด้วยการเดินขบวนของกรรมกรหญิง ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ (8 มีนาคม ตามปฏิทินสากล) จากนั้นก็ตามมาด้วยการนัดหยุดงานจากทุกอาชีพทั่วทั้งประเทศ คนงานหลายพันคนหลั่งไหลไปตามถนนในกรุงเปโตรกราดเพื่อแสดงความไม่พอใจรัฐบาล

ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียเริ่มใช้มาตรการปันส่วนอาหาร โดยเฉพาะแป้งและขนมปัง ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องการขาดแคลนอาหารจึงยิ่งทำให้เกิดการจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเปโตรกราด แรงงานจากหลายแห่งเริ่ม “สไตร์ค” เพื่อมาร่วมประท้วงกับผู้ชุมนุม ประชาชนชาวรัสเซียทั้งชายหญิงเดินขบวนชุมนุมเรียกร้องให้ยุติภาวะขาดแคลนอาหาร เรียกร้องให้ยุติสงคราม ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ (9 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ก็มีประชาชนมาร่วมชุมนุมกว่า 200,000 คน

รัฐบาลพยายามใช้กองกําลังเพื่อแยกสลายการชุมนุมแต่ยิ่งกลับทำให้เหตุการณ์ปานปลาย มีการชูคําขวัญ “ชาร์จงพินาศ” “สงครามจงพินาศ” และ “ขนมปัง” ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ (11 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ทหารบางส่วนเริ่มขัดคำสั่งผู้บัญชาการและเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน

ในคืนนั้นซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงมีพระราชบัญชาให้รีบสลายการชุมนุมประท้วง ฝ่ายรัฐบาลได้จับกุมสมาชิกพรรคบอลเชวิค ทางพรรคบอลเชวิคจึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านระบอบซาร์และเรียกร้องให้สถาปนารัฐบาลปฏิวัติ

การปฏิวัติครั้งที่ 2

ภายหลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 (ครั้งแรก) อันเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบซาร์แห่งรัสเซีย อำนาจรัฐถูกโอนย้ายมาสู่ “คณะกรรมาธิการเฉพาะกาล” ของสภาดูมา กับ “สภาโซเวียตเปโตกราด” (แห่งผู้แทนกรรมกรและทหาร) ที่จัดตั้งขึ้นโดยพรรคเมนเชวิค พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่เข้มแข็งที่สุดในขณะนั้น กลายเป็นสององค์กรที่แก่งแย่งอำนาจกันจนนำมาสู่การปฏิวัติเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน อันเปลี่ยนประวัติศาสตร์รัสเซียเข้าสู่ยุคแห่งลัทธิมาร์กซ์อย่างเต็มตัว

คณะกรรมาธิการเฉพาะกาลและสภาโซเวียตเปโตรกราด เป็นองค์กรการเมืองที่กลายเป็นรัฐบาลของรัสเซียโดยพฤตินัย ภายใต้การปกครองแบบทวิอำนาจ (Dual Power) นี้ กลับยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองของรัสเซียไม่ได้สงบลงถึงแม้จะโค่นล้มระบอบซาร์ไปแล้วก็ตาม องค์กรทั้งสองได้ประกาศสิ้นสุดอำนาจซาร์เมื่อ 1 มีนาคม ค.ศ. 1917 และคณะกรรมาธิการเฉพาะกาลจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาล” ขึ้นบริหารประเทศ

ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังคงดำเนินต่อไปอย่างหนักหน่วง รัสเซียเสียทหารนับล้านคนแต่ยังคงสู้รบต่อไป ภายหลังจากเลนิน (Vladimir Lenin) เดินทางกลับสู่รัสเซีย เขามีแนวคิดยึดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาลโดยใช้สภาโซเวียตเป็นแกนหลักในการยึดอำนาจ พร้อมทั้งเผยแพร่นิพนธ์ที่มีแนวคิดยุติสงคราม กำจัดนายทุน เพื่อการปฏิวัติแห่งชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาตามลัทธิมาร์กซ์

พรรคบอลเชวิคยังไม่มีอำนาจที่เข้มแข็งมากพอ และลำพังเลนินเพียงคนเดียวก็ไม่อาจทำการปฏิวัติได้สำเร็จหากขาดเลออน ตรอสกี (Leon Trotsky) ผู้ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานสภาโซเวียต ซึ่งทั้งสองคนจะมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติเดือนตุลาคม

ต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 อเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี (Alexander Kerensky) นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลเฉพาะกาลประกาศย้ายรัฐบาลจากนครเปโตรกราดไปมอสโก เนื่องจากกองทัพเยอรมนีรุกเข้ามาใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลเฉพาะกาล ตรอสกีจึงปลุกระดมประชาชนและทหารให้ต่อสู้ป้องกันนครเปโตรกราด และได้ติดอาวุธให้กับทหารเรดการ์ดของสภาโซเวียต

กระทั่งเลนินได้จัดประชุมแกนนำพรรคบอลเชวิค 12 คน เมื่อ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1917 ที่ประชุมเห็นควรให้ปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาลเพราะถึงเวลาสุกงอมแล้ว แต่สมาชิก 2 คนในที่ประชุมไม่เห็นด้วย คิดว่าพรรคบอลเชวิคไม่เข็มแข็งพอ ทั้งสองทำจดหมายเปิดผนึกเปิดเผยแผนการยึดอำนาจเผยแพร่ลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งได้สร้างความแตกตื่นไปทั่ว

ตรอสกีจึงสั่งให้ถอนกำลังจากแนวหน้ามาป้องกันนครเปโตรกราด วางกำลังป้องกัน และวางแผนกวาดล้างพรรคบอลเชวิค ท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่น สภาโซเวียตปฏิเสธข่าวลือการยึดอำนาจ แต่ข่าวลือและความตึงเครียดทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์​วันใด ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน ต่างก็ตกอยู่ในความสับสน

ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1917 (6 พฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) รัฐบาลเฉพาะกาลเริ่มปฏิบัติการก่อน โดยการบุกยึดโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์สองฉบับของพรรคบอลเชวิค ตัดเส้นทางคมนาคมระหว่างเขตเมืองกับเขตที่พักอาศัยของกรรมกร และสั่งกวาดล้างพรรคบอลเชวิค อย่างไรก็ตาม พรรคบอลเชวิคสามารถยึดโรงพิมพ์กลับคืนได้ ในช่วงเย็นก็สามารถยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้หลายที่ ทั้งที่ทำการโทรเลขกลาง ไปรษณีย์ และโทรศัพท์ สะพานหลายแห่ง รวมถึงปิดล้อมพระราชวังฤดูหนาวซึ่งเป็นที่ทำการของรัฐบาลเฉพาะกาล

วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1917 (7 พฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ฝ่ายปฏิวัติออกแถลงการณ์ยึดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาล เคเรนสกีพยายามสั่งให้ต่อสู้โดยใช้กำลังทหารนอกนครเปรโตรกราดมาสมทบกับกำลังทหารที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลเฉพาะกาล แต่เขาประเมินกำลังของฝ่ายปฏิวัติผิดพลาด และการตัดสินใจที่ล่าช้าทำให้เขาพ่ายแพ้และต้องหลบหนีออกจากรัสเซียในวันนั้น

กลางดึกวันนั้น ฝ่ายปฏิวัติได้เข้ายึดพระราชวังฤดูหนาวสำเร็จ เป็นอันสิ้นสุดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาล รัสเซียจึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งการปฏิวัติตามลัทธิมาร์กซ์ด้วยพลังการปฏิวัติของพรรคบอลเชวิค ที่มีเลนินและตรอสกีเป็นแกนนำสำคัญ การปกครองสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ “โซเวียต” จึงถือกำเนิดขึ้นนับแต่นั้น

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com

Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ เกาหลี ประชาธิปไตย และ คอมมิวนิสต์

ที่มาของเกาหลีเหนือ และเกาหลีได้ เป็นมาอย่างไร?
Centrovirtual จะพาท่านไปพบกับสาเหตุของการฉีกประเทศ
ใน ประวัติศาสตร์ “เกาหลี”

ประวัติศาสตร์ เกาหลี
เกาหลี เหนือ – ใต้

จีน กับญี่ปุ่น

ว่ากันตาม ประวัติศาสตร์ คนไทยเรียกแผ่นดินตรงนี้สะดวกปาก ออกเสียงง่ายๆ ว่า “เกาหลี” ฝรั่งเรียกว่า Korea เป็นพื้นที่เก่าแก่มีลักษณะเหมือนแหลมขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล (เรียกเป็นทางการว่า คาบสมุทรเกาหลี) แผ่นดินเกาหลีเป็นทางผ่านให้จีนและโซเวียตสามารถบุกไปโจมตีญี่ปุ่นได้ ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นสามารถใช้เกาหลีเป็นเส้นทางบุกไปโจมตีจีนและโซเวียตได้เช่นกัน

จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ต่างจ้องจะยึดเอาดินแดน สร้างอิทธิพลเหนือแผ่นดินเกาหลี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 100 ปี ประชาชนเกาหลีผู้บริสุทธิ์บนดินแดนแห่งนี้ ประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส พลัดพราก ถูกสังหารแบบเหี้ยมโหดจากการประลองกำลังกันของมหาอำนาจ

ราว 1 ศตวรรษที่แล้ว เกาหลีดินแดนแห่งความงดงาม มีประชากรจากจีน ญี่ปุ่น และโซเวียต อพยพหลั่งไหลเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นการถาวรจำนวนมหาศาล ปลายเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2437 ชาวเกาหลีกลุ่มหนึ่งลุกฮือขึ้นเพื่อแสดงพลังต่อต้านชาวต่างชาติในกรุงโซล จีนรีบส่งทหารราว 5,500 นาย เข้าไปควบคุมความไม่สงบ ญี่ปุ่นรู้เท่าทันจีน จึงเคลื่อนกำลังทหารราว 8,000 นาย ไปขึ้นบกที่เมืองอินชอน เพื่อแสดงศักยภาพเหนือจีน

1 สิงหาคม 2437 ทหารญี่ปุ่นรบกับทหารจีนบนแผ่นดินเกาหลี กองทัพลูกพระอาทิตย์รบชนะกองทัพจีน ในที่สุด 17 เมษายน 2438 มีการลงนามสัญญาสันติภาพชื่อ ชิโมโนเซกิ (Treaty of Shimonoseki) จีนต้องยอมรับว่าเกาหลีเป็นเอกราชและจีนยังเสียดินแดนหลายแห่งให้ญี่ปุ่นเป็นค่าปฏิกรรมสงคราม

ญี่ปุ่นฮึกเหิมขยายผลแห่งความสำเร็จต่อไปอีก กองทัพซามูไรสั่งให้โซเวียตถอนทหารออกจากแมนจูเรีย และให้โซเวียตยอมรับว่าเกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น โซเวียตไม่ทำตามคำสั่ง

8 กุมภาพันธ์ 2447 กองทัพญี่ปุ่นบุกโจมตีกองทัพหมีขาวที่เรียกว่า Russo-Japanese War ในที่สุด ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ของสหรัฐยื่นมือเข้าไกล่เกลี่ย 5 กันยายน 2448 ญี่ปุ่น-โซเวียตไปทำสัญญาสันติภาพกันที่เมืองปอร์ตสมัธ (Portsmouth) ผู้แพ้คือ โซเวียตต้องถอนทหารออกจากแมนจูเรีย

ถึงตอนนี้ ญี่ปุ่นคือมหาอำนาจเดี่ยวที่ครอบครองแผ่นดินเกาหลี กองทัพญี่ปุ่นห้าวหาญ เกรียงไกรไร้เทียมทาน

ญี่ปุ่นตีเนียน

29 สิงหาคม พ.ศ.2453 กองทัพลูกพระอาทิตย์บังคับให้เกาหลีลงนามในสัญญาผนวกดินแดน (The Korea-Japan Treaty of Annexation) เกาหลีเลยกลายเป็นดินแดนในการปกครองของญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์ ถูกต้องตั้งแต่นั้นมา

ญี่ปุ่นต้องการลบเกาหลีออกจากแผนที่โลก จึงเปลี่ยนชื่อประเทศนี้ให้ใหม่ว่า “โชเซน” (Chosen) ญี่ปุ่นยึดครองดินแดนนี้ไว้ราว 35 ปี ระหว่างยึดครองญี่ปุ่นห้ามชาวเกาหลีใช้ภาษาเกาหลี กองทัพญี่ปุ่นจะปราบปรามขั้นเด็ดขาดหากพบการต่อต้าน ความป่าเถื่อนของกองทัพญี่ปุ่นยังเป็นแผลในหัวใจของชาวเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน

1 มีนาคม พ.ศ.2462 ชาวเกาหลีกลุ่มหนึ่งนำโดย นายซิงมัน รี (Syngman Rhee) นัดชาวเกาหลีออกมาแสดงพลังบนถนนเพื่อเรียกร้องให้สังคมโลกยื่นมือเข้ามาช่วยชาวเกาหลีออกจากกรงเล็บของญี่ปุ่น ผลคือ ประชาชนเกาหลีถูกทหารญี่ปุ่นสังหาร ไม่มีต่างชาติหน้าไหนเข้ามาช่วย

การเรียกร้องล้มเหลว ผู้นำขบวนการหนีออกนอกประเทศไป “ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเกาหลี” ขึ้นในประเทศจีน มีนายซิงมัน รี เป็นประธานาธิบดี กลุ่มรัฐบาลพลัดถิ่นทำงานด้วยกันได้ไม่นานแตกคอกันเป็นเสี่ยงเป็นเสี้ยว กลุ่มที่นิยมโซเวียตชื่นชอบระบอบคอมมิวนิสต์ หันไปจัดตั้งกองโจรเข้าไปโจมตีทหารญี่ปุ่นแถวพรมแดนเกาหลี-แมนจูเรีย

ส่วนกลุ่มที่เกลียดคอมมิวนิสต์ นำโดย นายกิมกู เป็นหัวหน้าก็จัดตั้งกองกำลังแล้วไปจับมือกับกองทัพจีนคณะชาติของ เจียง ไคเชค
ต่อมา นายซิงมัน รี ประธานาธิบดีพลัดถิ่น ไปตั้งหลักพักอาศัยอยู่ในวอชิงตันเพื่อแสวงหามาตรการทางการทูตเพื่อขับไล่ญี่ปุ่น

กอบกู้เอกราช

ในยุคสมัยนั้น กองทัพญี่ปุ่นแข็งแรง กล้ามใหญ่ สร้างเขี้ยวเล็บแหลมคมแบบที่ไม่มีชาติใดกล้าขัดใจ เป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในเอเชีย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ออกล่าอาณานิคม แย่งยึดดินแดน ตักตวงทรัพยากรจากดินแดนหลากหลายเพื่อเข้าไปหล่อเลี้ยงประชาชนของตนบนเกาะญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นบุกไปทั่วสารทิศ ปราบกองทัพโซเวียต บุกจีนแผ่นดินใหญ่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวจีนตายราว 3 แสนคน ที่เรียกว่า การสังหารหมู่นานกิง (Nanking Massacre)

กองทัพญี่ปุ่นปราบคู่ต่อสู้ในทวีปเอเชียเหี้ยนเตียน เหิมเกริมถึงขนาดส่งฝูงเครื่องบินรบไปถล่มกองทัพเรือสหรัฐ ที่ฮาวายเมื่อ 7 ธันวาคม 2484 จนทำให้อเมริกาต้องประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในวันต่อมา

สงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมรภูมิเอเชียและแปซิฟิก กำลังรบอันหฤโหดของญี่ปุ่นปราบกองทัพอังกฤษที่เข้ามายึดสิงคโปร์ มาลายู จับทหารฝรั่งอังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นเชลยได้นับหมื่นคนนำตัวไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรี (ญี่ปุ่นมายกพลขึ้นบกจังหวัดแถบอ่าวไทยตอนรุ่งสางของวันที่ 8 ธันวาคม 2484) สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติเมื่อ 2 กันยายน พ.ศ.2488 เมื่อวอชิงตันเอาระบิดปรมาณูไปทิ้ง 2 ลูก ใน 2 เมืองของญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นทรงประกาศให้ทหารญี่ปุ่นที่ออกไปทำสงครามในทุกพื้นที่ยอมแพ้

กองทัพญี่ปุ่นรบจนขาดใจ บ้างก็ฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้องบ้างกลายเป็นเชลยศึก แม่ทัพนายกองญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งถูกนำไปขึ้นศาลประหารชีวิตฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ สหรัฐส่งนายพลแมคอาเธอร์เข้าปกครองแผ่นดินญี่ปุ่น สลายโครงสร้างกองทัพญี่ปุ่นแทบไม่เหลือซาก สหรัฐเขียนรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่นใหม่ กองทัพที่เกรียงไกรหายวับไปกับตา ไม่มีเขี้ยวเล็บให้เหลือ

ชาวเกาหลีปลื้มสุดสุด เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ชนะสงครามคือฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐ คือ ผู้กำหนดกติกา ผู้ชนะจะทำอะไรก็ได้ สัมพันธมิตรประกาศให้เกาหลีเป็นเอกราช พ้นจากการปกครองของญี่ปุ่น

นาทีทองของการทำสงคราม คือ ผู้ชนะจะต้องรีบเข้าครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างของผู้แพ้ โดยเฉพาะดินแดน เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลโซเวียตรีบส่งกำลังทหารเข้าปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในพื้นที่ตอนเหนือของเกาหลี ในขณะที่สหรัฐเข้าไปปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลีทางภาคใต้

สหรัฐตกลงกับโซเวียตว่าเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งเขตการทำงานเพื่อรีบปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่ยึดครองเกาหลี

เส้นขนานที่ 38

กองทัพโซเวียตเคลื่อนกำลังเข้ายึดพื้นที่เกาหลีตอนบนของเส้นขนานที่ 38 ส่วนสหรัฐเข้ายึดพื้นที่ใต้เส้นขนานที่ 38 ลงมา

(แวะหน่อย – สยามประเทศในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีกองทัพญี่ปุ่นตั้งอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว กาญจนบุรี กองทัพอังกฤษโดย ลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตตัน รีบนำกำลังทหารอังกฤษเข้ามาสยามในทันที โดยอ้างว่าจะเข้ามาจัดการปลดอาวุธญี่ปุ่น ช่วงนั้น สยามประเทศเกือบเอาตัวไม่รอด เพราะแท้ที่จริงแล้ว คือ อังกฤษต้องการเข้ายึดครองดินแดนสยามแบบเนียนๆ นั่นเอง)

โซเวียตต้องการดินแดนเกาหลีตอนเหนือ เพราะต้องการเมืองท่าออกสู่ทะเล จึงรีบชิงจัดตั้งรัฐบาลให้เกาหลีทางตอนเหนือ ส่วนสหรัฐรู้เท่าทันรัฐบาลหมีขาว ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการแบ่งเป็นเกาหลีเหนือ-ใต้

มาถึงตอนนี้ เท่ากับว่าสหรัฐและโซเวียตเริ่มแตกคอกัน

กันยายน พ.ศ.2490 สหรัฐนำเรื่องเกาหลีไปเข้าที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งมีมติให้จัดการเลือกตั้งในเกาหลีภายใต้การควบคุมของสหประชาชาติ

10 พฤษภาคม พ.ศ.2491 มีการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่ในการปกครองของสหรัฐเท่านั้น เพราะโซเวียตไม่ให้ความร่วมมือ ผลการเลือกตั้งทำให้มีสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเพื่อเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญของเกาหลีทางตอนใต้ ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ประกาศใช้ใน 17 กรกฎาคม พ.ศ.2491 ทุกอย่างรวดเร็วทันใจ สมัชชาแห่งชาติเกาหลีประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเกาหลีอย่างเป็นทางการ โดยมีนายซิงมัน รี เป็นประธานาธิบดีคนแรก ปกครองด้วยแนวทางประชาธิปไตย

โซเวียตที่ปกครองดินแดนเกาหลีตอนเหนือเส้นขนานที่ 38 ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง กลัวเสียหน้าสหรัฐ จึงจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวให้ปกครองดินแดน และแต่งตั้งนายคิม อิล-ซุง เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลปกครองเกาหลีตอนเหนือด้วยระบอบคอมมิวนิสต์

17 กรกฎาคม พ.ศ.2491 สหรัฐประกาศจัดตั้งประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) คือ เกาหลีใต้ ในพื้นที่ใต้เส้นขนานที่ 38

ต่อมา 9 กันยายน 2491 โซเวียตประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (Democratic Republic of Korea: DPRK) คือ เกาหลีเหนือ ในพื้นที่ตอนเหนือเส้นขนานที่ 38 และตั้งนายคิม อิล-ซุง เป็นผู้นำรัฐบาล

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คลื่นมนุษย์ฝั่งเกาหลีเหนืออุ้มลูกจูงหลานมืดฟ้ามัวดินแห่กันเสี่ยงชีวิตข้ามเส้นขนานที่ 38 เพื่อขอไปอยู่ฝั่งเกาหลีใต้

นี่เป็นตำนานที่มาของการแบ่งเป็น เกาหลีเหนือเกาหลีใต้ ที่ต้องนำมาเปิดเผยต่อสังคมไทย เพื่อความเข้าใจในสถานการณ์ที่คาบสมุทรเกาหลี

นี่เป็นผลผลิตของ 2 มหาอำนาจที่ประลองกำลังกัน ระหว่างค่ายประชาธิปไตย และค่ายคอมมิวนิสต์

ชาวเกาหลีที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันเพื่อต่อสู้ขับไล่ญี่ปุ่น และเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม กลับต้องมาแบ่งเป็นฝ่ายเหนือ-ใต้ เป็นศัตรูกันต่อไปอีก อันที่จริงประชาชนชาวเกาหลีเองก็มิได้จองล้างจองผลาญกัน

แต่เมื่อผู้นำ “ยัดเยียด-แบ่งฝ่าย” ความคิดทางการเมืองให้เสร็จสรรพ ประชาชนเกาหลีคือ ผู้รับเคราะห์กรรมประจักษ์ชัดมาจนถึงปัจจุบัน

Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ อเมริกา จากอาณานิคมสู่มหาอำนาจโลก

“ประวัติศาสตร์” การสร้างชาติ “อเมริกา”
จากอาณานิคมของอังกฤษ สู่มหาอำนาจโลก
มีที่มาที่ไปอย่างไร Centrovirtual จะพาคุณไปหาคำตอบกัน

ประวัติศาสตร์ อเมริกา
อเมริกา มหาอำนาจโลก

ทวีปใหม่

ช่วงแรกเริ่มนั้นหลังจากการฟื้นฟูศิลปวิทยากรในยุโรปทำให้ความเชื่อเรื่องศาสนจักรเอย เรื่องโลกแบน ก็ถูกท้าทาย ทำให้ในยุโรปช่วงนั้นเกิดเป็นยุคสว่างทางปัญญา อีกทั้งก็เกิดการปฏิรูปศาสนา นำโดยมาร์ติน ลูเธอร์ นอกจากนี้ในอังกฤษเอง ในสมัยของโอลิเวอร์ คอมเวลล์ก็ลดทอนอำนาจและเสรีภาพทางการเมือง รวมไปจนถึงพวกพูริแทนท์หรือพรีลกริมที่ไม่มีเสรีภาพในการนับถือศานาพวกนี้เป็นพวกโปรแตสแตนท์ในอังกฤษที่ถูกกีดกัน ขณะเดียวกัน ในช่วงนั้นก็เกิดการท้าทายความเชื่อเรื่องโลกที่ผมได้บอกไปข้างต้น ว่าถ้านักเดินเรือ เดินเรือไปทางทิศตะวันตกต่อไป จะทำให้ตกโลก เพราะว่าโลกแบน แต่โคลัมบัสผู้ซึ่งได้รับแนวความคิดมาจากกาลิเลโลท้าทายความเชื่อนี้ซึ่งนำไปสู่การค้นคว้า พิสูจน์ความเชื่อเดิม และคิดว่าการเดินทางไปทางทิศตะวันตกนั้นจะทำให้พบกับอินเดียได้

เขาก็ล่องเรือ 3 ลำ ไปจนพบกับแผ่นดินในปี 1492 แต่แผ่นดินที่ค้นพบนี้ คือ บริเวณหมู่เกาะบาฮามาส ปัจจุบันคือ เกาะ Watlings และแล่นเรือต่อไปจนถึงคิวบาและพบกับชนพื้นเมือง คิดว่าเป็นพวกอินเดียนนั่นเอง

หลังจากนั้นก็มีนักเดินเรือที่ชื่อ อเมริโก เวสปุสซี่ เขายืนยันว่าสิ่งที่โคลัมบัสเจอไม่ใช่อินเดีย แต่เป็นทวีปใหม่ลำดับที่ 4 ทำให้เกิดกระแสการเดินทางมาของพวกอพยพเรื่องเสรีภาพทางการเมือง การนับถือศาสนา พวกพรีลกริมหรือพูรีแตนท์นั่นเอง พวกนี้อพยพมาสร้างถิ่นฐานที่เมืองบอสตันในปัจจุบัน

คือพอมาสร้างเมืองเสร็จ อังกฤษก็เห็นว่าจะหาประโยชน์จากชาวอาณานิคมที่อพยพมาได้ เลยเรียกเก็บภาษีต่างๆนานา ทำให้ชาวอาณานิคมไม่พอใจ จนเกิดการเรียกร้องอิสระภาพจากอังกฤษ และก็สามารถรบเอาชนะอังกฤษได้ที่เมืองยอร์กทาวน์ เวอร์จิเนีย ซึ่งในช่วงนั้นชาวอาณานิคมที่อพยพมาได้ตั้งถิ่นฐานทั้งสิ้น 13 เขตหรือรัฐ ประกอบไปด้วย
1.นิวอิงแลนด์ : แมสซาซูเซตส์ โรดไอแลนด์ นิวแฮมเชียร์ คอนเนตติกัต
2.ภาคกลาง : นิวยอร์ค นิวเจอร์ซี เดลลาแวร์ เพนซิวาเนีย
3.ภาคใต้ : แมรีแลนด์ นอร์ต-เซาต์ แคโลไรน่า จอร์เจีย และเวอร์จิเนีย

ทั้งหมด 13 รัฐ เป็นรัฐดั้งเดิมและรัฐเริ่มแรกของอเมริกา ในส่วนของการผนวกดินแดนเพิ่มเข้ามาก็มีทั้งการรบชนะสเปน แม็กซิโก และก็ซื้อดินแดนหลุยส์เซียน่าจากฝรั่งเศสทำให้อเมริกาได้ดินแดนเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราจะมาดูรายละเอียดสำคัญๆ ดังกล่าวกัน

ประวัติศาสตร์ อเมริกา
อินทรีย์หัวขาว หรืออินทรีย์หัวล้าน
สัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

สงครามกลางเมือง

ประวัติศาสตร์ “อเมริกา “ในช่วงสงครามทาสนั้นก็ได้แบ่งออกเป็นรัฐเหนือกับใต้ต่อสู้กัน โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยนั้น อับบราฮัม ลินคอร์น ซึ่งมาจากพรรครีพลับรีกันก็ชนะการเลือกตั้ง จุดยืนเดิมของเขา คือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้แรงงานทาส ต้องมีเสรีภาพ แต่ว่ารัฐภาคใต้ไม่ยอม พอลินคอร์นขึ้นมามีอำนาจจริง

รัฐภาคใต้ก็กลัวว่าสถาบันทาสจะถูกทำลาย ก็เลยประกาศแยกประเทศออกมา โดยตั้ง Jefferson Devis เป็นประธานาธิบดี ส่วนใหญ่เป็นรัฐภาคใต้

ส่วนรัฐภาคเหนือกับรัฐทางตะวันตกนั้นไม่ยอมให้แบ่งแยก เลยเกิดสงครามกัน แต่ว่ารัฐภาคใต้สู้ไม่ได้ แม้ว่าจะมีแม่ทัพที่มีความสามารถสูงอย่าง โรเบิร์ต อี ลี ก็ตาม

เนื่องจากรัฐภาคเหนือกับภาคตะวันตกนั้นมีทั้งสิ้นถึง 23 รัฐ แต่ภาคใต้มีเพียง 11-12 รัฐ นอกจากนี้ด้วยความที่รัฐภาคเหนือเป็นภาคอุตสาหกรรมซะเกือบทั้งหมด เทคโนโลยีก็ก้าวหน้ากว่ากันเยอะมากๆ ทำให้ท้ายที่สุดนั้น รัฐภาคใต้ที่ประกาศแยกประเทศไปก็แพ้

ที่รัฐภาคใต้จำเป็นต้องใช้ทาสนั้นเพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี มีการปลูกข้าว และการเกษตรอื่นๆ และฝ้ายที่ต้องใช้แรงงานคนมาก ทำให้จำเป็นต้องมีทาส ส่วนที่ว่า ทำไมรัฐภาคเหนือกับตะวันตกไม่ยอมให้มี ด้วยเหตุผลที่ว่า ในช่วงที่ชาวอาณานิคมอพยพมา ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดอิสระ เสรีภาพ และความเป็นปัจเจกชน ประจวบเหมาะกับสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นที่ราบขนาดใหญ่ทางตะวันตก Great Plain ทำให้บุกเบิกดินแดนไปทางตะวันตกได้มากมาย และด้วยความหวังของชีวิต ทำให้ชนภาคเหนือส่วนมากมีแนวคิดที่เป็นเสรีชน ปัจเจกชน

รัฐเอกราชเข้าร่วมกับอเมริกา

ดินแดนที่เคยเป็นประเทศมีเอกราชเลยแล้วค่อยมารวมกับอเมริกาทีหลังนั้นมีสองส่วน คือ เท็กซัส และฮาวาย ดินแดนส่วนที่เคยเป็นของประเทศอื่นแล้วอเมริกายึดมาได้ ก็คือรัฐทางตะวันตกเฉียงใต้ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย เนวาดา ยูทาห์ อริโซนา ดินแดนนี้แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโก

ดินแดนที่เป็นอาณานิคมของประเทศอื่นแล้วอเมริกาซื้อต่อหรือได้รับมาจากสนธิสัญญานั้นมีเยอะ เช่น ดินแดนหลุยเซียนาที่ซื้อมาจากฝรั่งเศส ดินแดนใต้เส้นแวงที่ 49 องศาเหนือนั้นตกลงกับอังกฤษแลกดินแดนกัน ส่วนอลาสก้าก็ซื้อมาจากรัสเซีย

American Dream

การสำรวจดินแดนทางภาคตะวันตกของ Meriwether Lewis และ Clark ช่วงปี1800-1810 มีการทำแผนที่และบรรยายภูมิประเทศที่เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้ชาวอเมริกันและชาวยุโรป อพยพไปทางอเมริกาตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ

Manifest Destiny เป็นบทความ ในหนังสือพิมพ์ ของซิลิแวนท์ จุดประสงค์ ก็คือ เพื่อให้ชาวอเมริกัน ขยายดินแดนออก ไปทางทิศตะวันตก และ สร้างอารยธรรม กับ เผ่าพันธุ์แองโกแซกซอนของตนเอง ส่งเสริม ระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพในการนับถือศาสนา คริสต์ศานา เพื่อขยายพรมแดนไป จนจรด แปซิฟิก

การผนวกเทกซัส คือ ในช่วงนั้นเท็กซัส เป็นของ แม็กซิโก แต่ว่าแม็กซิโก ไม่ได้ ให้ความสนใจ เพราะ อยู่ไกลจาก เมืองหลวง ในช่วงนั้นแม็กซิโก ปกครอง ระบบเจ้าพ่อ คือ อำนาจส่วนมากจะอยู่ที่ศูนย์กลาง แทบทั้งหมด ยกตัวอย่างง่ายๆ จังหวัดชลบุรี กำนันเป๊าะ มีอำนาจมาก ในชลบุรี แต่พอพ้นชลบุรีไป อำนาจก็เริ่มหมดลง

คนอเมริกัน ก็เริ่มอพยพ เข้าไปเรื่อยๆในเท็กซัส แต่ถูกกดขี่ข่มเหง จากพวกแม็กซิโกเดิม ทำให้เกิดการต่อสู้กันขึ้น นายพล Sam Houston ซึ่งเป็นพวกที่อพยพ เข้าไปสู้กับนายพล จากรัฐบาลแม็กซิโก คือ นายพล Santa Anna ผลคือ ผู้อพยพ ได้รับชัยชนะ และ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา แต่ถูกปฏิเสธ เพราะอเมริกาจะ ไม่ยุ่ง กับอาณานิคม ของยุโรป (ตอนนั้นแม็กซิโกเป็นเมืองขึ้นของสเปน และ แม็กซิโก ก็ควบคุมเท็กซัส แต่แพ้)

โดย ต่อมาชาวเท็กซัส ตั้งสาธารณรัฐ ของ ตัวเองขึ้น Sam Houston เป็นประธานาธิบดี สหรัฐก็รับรอง ความเป็น รัฐทันทีเลย ภายหลัง ชาวอเมริกัน จำเป็นต้อง ขยายดินแดนไปทางตะวันตก และ เท็กซัสก็เป็น ชาวอเมริกัน

อเมริกา กลัวว่าเท็กซัส จะถูกแทรกแซง โดยอังกฤษ และ เพื่อที่จะเอาฝ้าย จากเท็กซัส สุดท้ายก็ผนวกเท็กซัส เข้ามาเป็นรัฐ ต่อมาในปี 1845

ด้วย เหตุนี้เอง “อเมริกา” จากชาติอาณานิคม ก็กลายเป็น สหรัฐ ซึ่งรวมตัว กันอย่างเข้มแข็ง และกลาย เป็นมหาอำนาจโลก ในปัจจุบัน