Categories
ประวัติศาสตร์

กบฎโพกผ้าเหลือง สงครามประชาชนยุคสามก๊ก

เมื่อข้าวยากหมากแพง ประชาชนจึงลุกฮือ
ผมไม่ได้กำลังกล่าวถึงประเทศนึงแถวตะวันออกเฉียงใต้
แต่พูดถึงเหตุการณ์สำคัญในยุคสามก๊ก
กบฎโพกผ้าเหลือง
เรื่องราวเป็นอย่างไร เราได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์นี้
Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษากัน

กบฎโพกผ้าเหลือง

กบฏโพกผ้าเหลือง เป็นกลุ่มผู้ก่อการกบฏประมาณเกินล้านคนใน ค.ศ. 184–205 ในจักรวรรดิจีน มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างราชวงศ์ฮั่น เหตุที่เรียกว่ากบฏโพกผ้าเหลืองนั้น เพราะกลุ่มผู้ก่อการกบฏเหล่านี้ต่างโพกผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์ทุกคน เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสมาคมผู้ที่นับถือลัทธิเต๋าแบบไท่ผิง (太平道) และเป็นประวัติศาสตร์จุดหนึ่งที่สำคัญในลัทธิเต๋า แม้ศึกปราบกบฏโพกผ้าเหลืองจะมีกองทัพรบโดยใช้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สามก๊กแต่ก็ไม่ติดอันดับ 3 ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊กกลับเป็นเพียงศึกโดยทั่วไปในสามก๊กเท่านั้น

สาเหตุหลักของการเกิดกบฏโพกผ้าเหลืองเนื่องจากวิกฤติการณ์เกษตรกร ซึ่งภาวะข้าวยากหมากแพงทำให้ชาวนาและอดีตทหาร ต้องอพยพจากทางเหนือเพื่อมาหางานทำทางใต้ ที่ซึ่งผู้มีฐานะเอาเปรียบค่าแรงกรรมกรและเกิดการครอบครองสะสมที่ดิน สถานการณ์น้ำท่วมจากแม่น้ำฮวงโหในพื้นที่ลุ่มต่ำ และซ้ำเติมด้วยการเก็บภาษีในอัตราสูงเพื่อการสร้างป้อมปราการและกำแพงป้องกันข้าศึกตามแนวเส้นทางสายไหม จากสถานการณ์เหล่านี้ทำให้ชาวนาและอดีตทหารทั้งมีและไร้แหล่งทำมาหากิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธ (ประมาณ ค.ศ. 170) ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการเอาเปรียบของผู้ที่มีฐานะ

ในขณะนั้น ราชวงศ์ฮั่นเริ่มเสื่อมอำนาจลงจากภายใน แม้อิทธิพลของการครอบครองที่ดินยังคงเป็นปัญหาอยู่อย่างยาวนาน (ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิซินเกาจู่) แต่สิ่งที่นำไปสู่การก่อกบฏโพกผ้าเหลืองคือ ขันทีในพระราชวังที่มักฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อให้ตนเองร่ำรวยขึ้น โดยเฉพาะขันทีที่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิในขณะนั้นคือพระเจ้าเลนเต้ กลุ่มของขันทีที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม 10 คนในชื่อ สิบขันที ซึ่งองค์จักรพรรดิทรงนับถือหนึ่งในนั้น (เตียวเหยียง) ว่าเป็น “พระชนกบุญธรรม” ด้วยเหตุดังนั้น การปกครองโดยจักรพรรดิจึงถูกมองว่าเป็นการปกครองที่เสื่อมทรามและไร้ความสามารถ การเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและสถานการณ์น้ำท่วม กลายเป็นตัวชี้วัดว่า จักรพรรดิได้หมดสิ้นความเป็นสมมติเทพจากสวรรค์แล้ว

หลังทราบข่าวการก่อการกบฏของโจรโพกผ้าเหลือง พระเจ้าเลนเต้ได้ส่งสาส์นไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ให้ช่วยยกทัพมาปราบกบฏโพกผ้าเหลือง และอีกทั้งยังปิดประกาศขอรับสมัครชายผู้ต้องการปกป้องชาติให้เป็นทหารอาสาสมัคร ซึ่งทำให้ เล่าปี่, กวนอู, เตียวหุย ได้มาพบกัน และสาบานเป็นพี่น้องกันในสวนดอกท้อ จากนั้นก็นำกองทหารอาสาจำนวนหนึ่งทำการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองเพื่อราชวงศ์ฮั่น และนอกจากนั้นยังเป็นทางสร้างโอกาสที่ทำให้เหล่าขุนศึกได้ริเริ่มตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินจีน ได้แก่ โจโฉ อ้วนเสี้ยว ตั๋งโต๊ะ เป็นต้น

ถอดรหัส กบฎโพกผ้าเหลือง
รัฐ VS ประชาชน

โจรโพกผ้าเหลือง คือกลุ่มคนจีนหลักล้านที่มีเป้าหมายในการโค่นล้มราชวงศ์ฮั่น ในช่วงปี ค.ศ. 184-205 พวกเขาโพกผ้าสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ มี ‘เตียวก๊ก’ เป็นผู้นำ

        สามก๊ก ทุกฉบับในโลกล้วนเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘โจร’ หรือไม่ก็ ‘กบฏ’ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็คือม็อบของประชาชนรุ่นแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจความอยุติธรรมของราชสำนักจีนยุคนั้น ไม่ต่างจากขบวนการนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย หรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกลุ่มอื่นในรอบ 15 ปีมานี้แต่อย่างใด หากว่าโจรโพกผ้าเหลืองไม่ใช่ฝ่ายพ่ายแพ้ เห็นทีก็คงจะถูกยกย่องสรรเสริญว่าเป็น ‘วีรชนโพกผ้าเหลือง’ กระมัง

        ทว่าก็เป็นธรรมเนียมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะในการเมืองจีนโบราณ ที่นิยมเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้แพ้ให้ต่ำเตี้ยจมลงไปในดิน ดังนั้นขบวนการม็อบโบราณกลุ่มนี้จึงถูกเหยีดหยามว่าเป็นเพียง ‘กบฏ’ หรือ ‘โจร’ ซึ่งแปรผันไปจากเจตจำนงที่ต้องการจะกอบกู้แผ่นดินของพวกเขาไปค่อนข้างมาก

        ต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นที่เค้าลางกลียุคเริ่มก่อตัวตั้งแต่ ‘พระเจ้าฮั่นเต้’ ฮ่องเต้องค์ที่ 3 ก่อนสิ้นราชวงศ์ฮั่นที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหมัน ไม่สามารถมีลูกได้ จึงต้องไปขอลูกชาวบ้านมาเลี้ยงและตั้งให้เป็นอุปราชสืบทอดราชบัลลังก์ ครั้นเมื่อลูกชาวบ้านผู้นั้นขึ้นเสวยราชย์ก็ทรงพระนามว่า ‘พระเจ้าเลนเต้’ ด้วยความที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ที่สืบเชื้อสายจากวงศ์กษัตริย์ จึงไม่ได้รับความรักเป็นพิเศษจากฮั่นเต้ และถูกเลี้ยงโดยเหล่าขันทีเป็นหลัก เมื่อโตขึ้นและเสวยราชสมบัติ ลักษณะนิสัยที่ถูกสร้างสมบ่มเพาะโดยขันทีจึงติดตัวมาด้วย นับว่าเป็นนิมิตหมายอันเลวร้ายยิ่งสำหรับแผ่นดินฮั่น

        ความสนิทสนมของพระเจ้าเลนเต้และเหล่าขันทีกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ราชสำนักตกอยู่ในยุคเสื่อมสลาย เมื่อเหล่าขันทีร่วมมือกันครอบงำอำนาจบริหารของพระองค์ และดำเนินการกำจัดขุนนางที่แสดงอาการให้เห็นว่าไม่เป็นพวก บางคนถูกสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ อำนาจของขันทีก็ล้นฟ้า และในที่สุดขันทกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ‘สิบขันที’ กราบบังคมทูลฮ่องเต้ให้แต่งตั้งคณะสิบขันทีให้เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือคล้ายๆ กับตำแหน่งองคมนตรีในบ้านเรา

        การทุจริตของเหล่าขันทีสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจีนในทุกหย่อมหญ้า เจ้าเมืองตามหัวเมืองต่างๆ ต้องขูดรีดภาษีจากพ่อค้าและชาวนาเพื่อจ่ายส่วยให้ขันที หากผู้ใดไม่นำส่วยมาจ่ายให้ครบตามจำนวน แก๊งขันทีก็จะรวมหัวกันเพ็ดทูลฮ่องเต้ให้ปลดเจ้าเมืองผู้นั้น และเแต่งตั้งคนใหม่ที่พร้อมจะจ่ายส่วยสินบนให้ครบ คล้ายกับการซื้อขายตำแหน่งในบ้านเรา

        ภาพของแผ่นดินฮั่นในเวลานั้นเต็มไปด้วยการทุจริต ข้าราชการท้องถิ่นตั้งตัวเป็นมาเฟียข่มขู่รีดนาทาเร้นทรัพย์สินจากชาวบ้านเพื่อไปจ่ายส่วย ชาวบ้านอดอยากแร้นแค้น เกิดการปล้นชิงวิ่งราว เมื่อบ้านเมืองถึงคราววิกฤต ประชาชนจึงต้องพึ่งพาตัวเอง…

        ‘เตียวก๊ก’ แห่งเมืองกิลกุ๋นเป็นหมอที่มีวิชาความรู้ มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก และยังได้รับการนับหน้าถือตาในหมู่ชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ต่อมาเหล่าลูกศิษย์ของเตียวก๊กที่ได้รับการสั่งสอนให้คิดช่วยเหลือผู้อื่นได้ตั้งกองกำลังป้องกันตัวเองขึ้นมา เป็นกองกำลังอาสาที่ติดอาวุธ ด้านหนึ่งเพื่อต่อสู้กับพวกโจรลักเล็กขโมยน้อยและอาชญากรในพื้นที่ อีกด้านหนึ่งเพื่อต่อสู้กับขุนนางและข้าราชการที่เข้ามากดขี่ข่มเหง

        สิ่งที่กองกำลังป้องกันตัวเองทำนั้นเป็นไปตามความต้องการของราษฎรทั่วหล้า เป็นเหตุให้มีผู้มาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายสาขาออกไปตามหัวเมืองต่างๆ รอบข้างอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า กลุ่มอาสาป้องกันตัวเองก็มีประชาคนเข้าร่วมด้วยนับล้าน

        เมื่อมีคนมาเข้าร่วมด้วยล้นหลามจนตั้งเป็นกองทัพใหญ่ได้ขนาดนี้ ก็เป็นธรรมดาที่บรรดาลูกศิษย์ของเตียวก๊กจะรู้สึกฮึกเหิม ต่อมาจึงยุยงส่งเสริมให้เตียวก๊กเห็นแก่ส่วนรวม กอบกู้แผ่นดิน ฟื้นฟูชาติบ้านเมืองให้ราษฎรได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

        เดิมทีเตียวก๊กก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ ด้วยพื้นเดิมที่ถือคุณธรรม มีนิสัยถ่อมตน ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง แต่อำนาจก็เป็นสิ่งที่เย้ายวนใจ และมีผลต่อวิสัยทัศน์ของคนเป็นอย่างมาก ดังคำที่ว่า “อันศิลาแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสาก็ไหว” นั่นแหละ

        เมื่อเตียวก๊กตั้งตนเป็นใหญ่ คำว่า ‘กลุ่มป้องกันตัวเอง’ ที่มีความหมายในเชิงรับ ถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘กลุ่มต่อต้าน’ ทำให้กองกำลังนี้กลายเป็นกองกำลังที่มีเป้าหมายในเชิงรุกในทันที เกิดเป็นเหตุการณ์กบฏโจรโพกผ้าเหลืองขึ้นตามที่เขียนไว้ข้างต้น

        สำหรับผมแล้ว สิ่งที่โจรโพกผ้าเหลืองทำถือว่ามีความชอบธรรมยิ่ง เพราะราชสำนักฮั่นอ่อนแอ เปิดโอกาสให้คนชั่วเข้ามาปกครองบ้านเมือง ทำให้ประชาชนทุกข์ยาก การป้องกันตัวเองอย่างเดียวคงไม่พอที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลง ยิ่งทำให้ผมไม่เห็นด้วยกับการเรียกคนจำนวนนับล้านนี้เพียงคำว่า ‘โจร’ อย่างที่ปรากฎ

        แต่ก็ต้องเข้าใจครับ ผู้แพ้ไม่ใช่ คนเขียนประวัติศาสตร์  แน่นอนว่ากองทัพโจรโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่ เป็นชาวบ้านที่ไม่ได้รับการฝึกแบบทหาร ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของทหารทางการ นี่ยังไม่ได้พูดถึง อาวุธยุทโธปกรณ์

        แต่ด้วยความที่บ้านเมือง อยู่ในยุคอ่อนแอ กองทัพจากทางการ จึงไม่เข้มแข็งเท่าที่ควรเช่นกัน ราชสำนักจึงต้องป่าวประกาศ ให้มวลชนที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ออกมาต่อต้านกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง โดยจะมีการตบรางวัล ให้อย่างงาม กับ ผู้ที่สร้างผลงานได้โดดเด่น ซึ่งก็มีการตั้งกองกำลังมวลชนมากมาย มาสมทบกับกองทัพฮั่น

        สงครามโจรโพกผ้าเหลือง จึงกลายเป็นสมรภูมิ ที่เปิดโอกาสให้นาย กองทหารรุ่นใหม่อย่างเช่น ‘โจโฉ’ ได้สร้างผลงาน และ ไต่เต้าขึ้นเป็นขุนนาง ในวังในเวลาต่อมา เป็นสมรภูมิที่ทำให้ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์ ฮั่นอย่าง ‘เล่าปี่’ และพี่น้องร่วมสาบาน ‘กวนอู’ และ ‘เตียวหุย’ ได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียง โดยทั้งโจโฉ และ เล่าปี่ก็เป็นตัวละครที่สำคัญ ทางการเมืองในยุคสามก๊ก

        จุดเริ่มต้นของทั้งเล่าปี่ และ โจโฉ คือการขี่ม้าไล่ตัดหัวโจร โพกผ้าเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเพียงต่อสู้ กับ ความอยุติธรรม กับ อำนาจที่กดขี่ข่มเหง ประชาชน สู้เพื่อนำ ผลประโยชน์กลับสู่ประชาชน

        ถ้าพูดกัน ในมุมนี้ ทั้งเล่าปี่ และ โจโฉไม่ใช่คนที่มี ความชอบธรรมใน การจะพูดคำว่า ‘ทำเพื่อแผ่นดิน’ เพราะไม่ได้มองเห็น หัวประชาชน ตั้งแต่เริ่มต้น แต่พวกเขา กลับกลายเป็น ‘รัฐบุรุษ’ ที่ยิ่งใหญ่ และ ถูกพูดถึงมากเกือบที่สุด ในประวัติศาสตร์จีน ในขณะที่โจรโพกผ้าเหลือง ที่สู้เพื่อความถูกต้อง กลับเป็นเพียงแค่ขั้นบันได สำหรับการไต่เต้า ของเหล่านักการเมืองเท่านั้น

        ไม่แน่ใจว่า เรื่องราวของโจรโพกผ้าเหลือง จะได้สะท้อนภาพเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบ้าง หรือไม่…

        แต่ที่แน่ๆ การรวมตัว ของ ประชาชนเพื่อต่อสู้เรียกร้อง ความถูกต้อง กับ ภาครัฐล้วนมีมาตั้งแต่ สมัยโบราณ สำหรับผู้ที่ทำการสำเร็จ ก็จะได้รับการเรียกขานเป็น ‘วีรชน’ , ‘วีรบุรุษ’ แต่สำหรับคนที่ล้มเหลว ก็เป็นได้แค่ ‘กบฏ’ หรือแย่กว่านั้นคือ ‘โจร’ ในหน้า ประวัติศาสตร์

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ดีๆ โดย ufabet.com