Categories
ประวัติศาสตร์

การแปรปรวนในราชสำนัก อีกจุดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสามก๊ก

Centrovirtual จะพาคุณผ่าช่วงเวลาสำคัญ
เหตุการณ์ที่จะส่งผลให้เข้าสู่สมัยสามก๊ก
การแปรปรวนในราชสำนัก

การแปรปรวนในราชสำนัก

การแปรปรวนในราชสำนัก

เดิมแผ่นดินจีนเป็นสุขมาช้านานแล้วจึงเป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข เป็นวัฎจักรวนเวียนมาถึงจวบจนสมัยพระเจ้าเลนเต้ ครองราชย์มิได้ตามอยู่โบราณราชประเพณี ทำให้ราชการแผ่นดินที่มีมาได้แปรผันไป เกิดการก่อขบถ ปล้นสะดมทั่วทุกหัวระแห่ง เตียวก๊ก เตียวโป้ เตียวเหลียง ปลุกระดมไพร่พลก่อขบถโจรโพกผ้าเหลือง สุดที่ทหารแผ่นดินจะต้านทานไหว จึงติดประกาศทุกหัวมุมเมือง รับอาสาสมัครผู้กล้าจับโจรให้จงได้

ฝ่ายเล่าปี่ยืนดูประกาศจากทางการแล้วทอดหายใจอยากช่วยเหลือแต่ติดทางกำลัง ทรัพย์ ด้วยเดิมเป็นชาวบ้านยากจน อาศัยทอเสื่อขายยังชีพ แต่ได้มีเชื้อราชวงศ์ฮั่นติดตัวมา ทันใดนั้นเตียวหุยได้พบเล่าปี่คิดช่วยเหลือ ทั้งสองจึงยินดีเป็นอันมาก ในร้านสุราเล่าปี่ และเตียวหุย ได้พบกับกวนอูซึ่งหลบหนีการตามล่าจากทางการด้วยไปฆ่าคนมา

เห็นว่าทั้งสามมีความเห็นพ้องต้องกันช่วยเหลือการแผ่นดิน จึงทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันใต้ต้นดอกท้อ โดยเรียงจากอาวุโส เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ตามลำดับออกรวบรวมรี้พล ปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ได้พบกับตั๋งโต๊ะซึ่งทางการได้แต่งตั้งมาให้ปราบปรามแต่ไร้ความสามารถ เล่าปี่จึงเข้าช่วยเหลือ ภายหลังปราบขบถสิ้นซาก พระเจ้าเลนเต้ได้ปูนบำเหน็จนายทหารใหญ่น้อย แต่ตัวเล่าปี่ซึ่งเป็นเพียงอาสาสมัครยังมิได้บำเหน็จ จึงรอคอยอยู่เป็นเวลานาน

ภายหลังเล่าปี่ถูกแต่งตั้งไปปกครองเมืองอันห้อก้วนซึ่งเป็นเมืองขึ้นเล็กๆ ราษฎรสรรเสริญเป็นอันมาก ต่อมมาขุนนางต๊กอิ๊ว ได้เรียกส่วยจากเล่าปี่ พาให้เตียวหุยเดือดดาลเป็นอันมาก โบยตีต๊กอิ๊วแล้วทั้งสามก็หนีออกจากเมืองไป ต่อมาได้รับไปประจำตำแหน่งที่เมืองเพงงวนก๋วน ขันทีทั้งสิบได้เป่าหูพระเจ้าเลนเต้ ทำให้ราชการแผ่นดินฟั่นเฟือนไป

ต่อมาพระเจ้าเลนเต้ประชวรหนักจึงสวรรคต มีปัญหาเรื่องการสืบรัชทายาทระหว่างหองจูเหียบผู้น้อง กับหองจูเปียนผู้พี่ โฮจิ๋นผู้เป็นพี่ของพระนางโฮเฮาอัครมเหสีผู้เป็นแม่หองจูเปียน ได้คิดแต่งตั้งให้หองจูเปียนสืบรัชทายาท แต่ขันทีทั้งสิบได้ทำการคิดยกหองจูเปียนผู้น้องขึ้นครองราษฎร์แทน และคิดการลอบฆ่าโฮจิ๋น แต่การรั่วไหลโฮจิ๋นได้บุกเข้าวังหวังกำจัดขันทีทั้งสิบให้ซิ้นซาก แต่ขันทีทั้งสิบได้หลบหนีแล้วไปอ้อนวอนต่อนางโฮเฮาให้ไว้ชีวิต โฮจิ๋นผู้พี่จึงมิอาจทำอะไรได้ แต่โฮจิ๋นได้คิดการที่กำจัดเสี้ยนหนามอยู่ตลอดเวลา แล้วส่งสาสน์ไปหัวเมืองทั้งปวงให้ยกทัพมาช่วยกำจัดขันทีทั้งสิบ

โฮจิ๋น

เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ขุนนางผู้ใหญ่สมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย เป็นบุตรคนโตของนางบูยงกุ๋น เป็นพี่ชายของพระนางโฮเฮา ซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าเลนเต้ 

เป็นผู้นำกองทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองตอนปลายรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ เมื่อพระเจ้าเลนเต้สวรรคต โฮจิ๋นได้ตั้งหองจูเปียนโอรสองค์โตของพระเจ้าเลนเต้และนางโฮเฮาขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน และคิดกำจัด 10 ขันที และพวกขันทีรู้ตัวก่อนจึงลวงโฮจิ๋นไปฆ่า

เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตั๋งโต๊ะ เขามามีบทบาทในยุคต่อมา จากการที่เค้าใช้ตั๋งโต๊ะในการปราบสิบขันที

โฮจิ๋น เดิมทีเป็นเพียงพ่อค้าร้านตลาดขายเนื้อ ที่ได้มาเป็นต้าเจียงจวินคุมเหล่าทัพ ก็เพราะน้องสาวตัวเองเป็นถึงพระมเหสีของพระเจ้าเลนเต้ พระนางจึงกราบทูลขอให้ฮ่องเต้ยกโฮจิ๋นและน้องชายอีกคนให้มียศถาบันดาศักทำงานในราชสำนัก มีลูกน้องมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นคือโจโฉกับอ้วนเสี้ยว ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่เป็นกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กำลังคนมีไม่เยอะเท่าไร แต่ที่จริงก็เพียงพอกับการบั่นคอสิบขันที คิดดูละกันว่าสองตระกูลใหญ่ทั้งโจและอ้วน ต้องมารับคำสั่งจากอดีตพ่อค้าเนื้อที่พุ่งจากดินกลายเป็นดาวในพริบตา

ที่โฮจิ๋นเรียกทหารเสเหลียงให้มากำจัดสิบขันที เพราะเขาใช้งานใครไม่เป็น ไม่มีภูมิความรู้ และไม่มีความสามารถในการจัดการเลยแม้แต่น้อย คิดออกทางเดียวคือเรียกคนอื่นมาช่วยเราดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องผิดใจกับน้องสาว เพราะพวกขันทีอาศัยเป่าหูฮองเฮาว่าโดนโฮจิ๋นปองร้าย เรียกคะแนนสงสาร ฮองเฮาจึงปกป้องขันที โฮจิ๋นคงคิดเสร็จสรรพว่าจบเรื่องแล้วจะโยนทุกอย่างให้ตั๋งโต๊ะรับไปแทน

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตั่งโต๊ะสามารถพาทหารชายแดนเข้าเมืองหลวงได้สบายๆ เพราะมีคนคุมประตูเป็นอดีตพ่อค้าเนื้อนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะวัดกันที่อาชีพเก่าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเตียวหุยยังเคยขายหมู เล่าปี่ยังเคยขายเสื่อ ขงเบ้งยังเคยทำไร่ไถนา

สิบขันทีมีอิทธิพลสูงมากจากการฉ้อราขบังหลวง อำนาจในตำแหน่งไม่สามารถทำงานบางอย่างได้เลย ด้วยระบอบการบริหารทำให้ทหารจากบางพื้นที่ทำงานได้สะดวกกว่า

ลองดูหนังเรื่องคังซีตอนปราบกบฎ อ้าวป้าย อำนาจการทหารช่วงนั้นเหมือนเล่นหมากล้อม ต้องใช้ทหารจากมลฑลอื่นมาทำงาน

อีกประเด็นเป็นเรื่องของการบริหารแผ่นดินสมัยก่อนไม่มีหลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรม กฎหมายรัฐธรรมของจีนฉบับแรกสมัยต้าชิงมีอยู่ 7 ประการเอง จังหวะทุกอย่างลงมือเหมือนะเป็นสิ้นสุดของราชวงศ์ฮั่น  พอโฮจิ๋นตาย อ้วนเสี้ยวกับโจโฉ ก็เล่นล้างบางขันทีซะเรียบเลย เป็นจังหวะเดียวกับตั๊งโต๊ะได้ตัวองค์ชายทั้งสองไป จึงใช้มาต่อรองเอาอำนาจไปควบคุมเอง

โฮจิ๋นประเมินตั้งโต๊ะเกินไปต่ำเกินไป

ตั๋งโต๊ะ.เตียวหุย.โจโฉ.ลิโป้ เหมือนสีสรรค์คั่นเวลางิ้ว ที่ฉากอื่นคนดูเครียดจากเรื่องโหดร้าย โฮจิ๋นเลือกตั๋งโต๊ะ เพราะจอมโฉดไม่คิดอะไรซับซ้อน ไม่เคยใช้ความรู้ ใช้สัญชาติญานและกำลังเป็นที่ตั้ง เข้าวังมาก็ไล่ต้อนสนม เห็นว่าเข้าท่าก็คิดเป็นฮ่องเต้เอง

คนแบบนี้โฮจิ๋นคงคิดว่าจะควบคุมบงการได้ง่ายกว่าแซ่อ้วนตระกูลขุนนางเก่าหรือโจโฉที่อยู่ในราชวังก็เป็นลูกโจโก๋ลูกขันทีใหญ่ทรัพย์สินมากมายมีพวกเป็นโจรภูเขา

โฮจิ๋นจะทำการชักศึกเข้าบ้าน หลังจากโฮจิ๋น ประกาศเรียกขุนศึกหัวเมืองมาปราบ 10 ขันที ตัวเองก็ถูกลอบสังหาร ตั๋งโต๊ะจึงถือข้ออ้างที่โฮจิ๋นถูกฆ่าตาย นำกองกำลังบุกเมืองหลวงทำการปฏิวัติปราบ 10 ขันที  ควบคุมตัวห้องเต้น้อยไว้ในกำมือ แล้วตั้งตัวเองเป็นอุปราช บ้านเมืองย่อยยับวุ่นวาย ส่วนอ้วนเสี้ยวคงจะลงคิดจะลงมือเหมือนกันแต่ไม่ทันตั๋งโต๊ะ จึงรอดูเหตุการณ์มากกว่า  ส่วนโจโฉยังเป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ยังไม่มีบทบาทใดในตอนนี้มาก แต่จะเริ่มมีบทบาท ตอนอาสาไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะในภายหลัง

ขันที

ขันทีพวกนี้อาศัยอยู่ในระบอบการเมืองของราชวงศ์ฮั่นเป็นเวลานาน ย่อมได้สร้างเครือข่ายอิทธิพลของตนไว้อย่างมั่นคง พอถึงเวลาก็สามารถใช้เอาตัวรอดได้ โดยเฉพาะจางร่าง(เตียวเหยียง-ผู้ที่หลิงตี้เรียกพ่อ)

แม้เหอจิ้น(โฮจิ๋น)จะมีตำแหน่งใหญ่โตกุมอำนาจทหารทั้งหมด แต่โดยพฤตินัยแล้วทั้งพระเจ้าหลิงตี้(เลนเต้) กับสิบขันทีมีความพยายามที่จะริดรอนอำนาจของเหอจิ้นอยู่เหมือนกันครับ โดยเห็นว่าเหอจิ้นมีอิทธิพลทางทหารมากเกินไปโดยใน ค.ศ.188 หลิงตี้ (กับขันที) จึงได้ตั้ง ‘กองทัพอุทยานตะวันตก(ซีหยวนจวิน-西園軍)’ ขึ้นมาโดยหลิงตี้เป็น แม่ทัพสูงสุด(無上將軍) ในกองทัพแบ่งเป็นแปดกองย่อย มีผู้บังคับบัญชาคือ

นายกองทัพบน เจี่ยนสั้ว(เกียดสิด/เกนหวน) ขันทีคนสนิท ผู้เป็นเสี่ยวหวงเหมิน
นายกองทัพกลาง หยวนเส้า(อ้วนเสี้ยว) ผู้เป็นหู่เปินจงหลางเจี้ยง(นายทหารรักษาพระองค์)
นายกองทัพล่าง เป้าหง ผู้เป็นนายกองทหารม้ารักษาการณ์
นายกองจัดการทัพ เฉาเชา(โจโฉ) ผู้เคยเป็นอี้หลาง(ที่ปรึกษา)
นายกองทัพหนุนซ้าย จ้าวหรง
นายกองทัพหนุนขวา เฝิงฟาง
นายกองซ้าย เซี่ยโหมว ผู้เป็นเจี้ยนอี้ต้าฟู(เสนาบดีฝ่ายค้าน)
นายกองขวา ฉุนอวี๋ฉยง(อิเขง)

โดยมีผู้บังคับบัญชา ใหญ่คือ เจี่ยนสั้ว นี่จึงเท่ากับ เป็นการตั้งกองทัพ มาคานอำนาจ ของ เหอจิ้นอย่างชัดเจน แต่เอาเข้าจริง ตั้งกองทัพแค่ปีเดียว พอหลิงตี้สวรรคต เหอจิ้นก็กำจัดเจี่ยนสั้วได้ง่ายๆ แถมหยวนเส้า กับ เฉาเชาก็เป็นพวกเหอจิ้น ฉุนอวี๋ฉยง ก็เป็พวกหยวนเส้า กองกำลังนี้จึงไม่ค่อยมีอะไร คุกคามเหอจิ้นเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่า เหอจิ้นอาจคิดว่าขันที ที่เป็นหอกข้างแคร่ของตนมีแค่เจี่ยนสั้ว ต่อมาขันทีพยายาม เอาต่งโท่โฮ่ว (ตังไทฮอ) มาหนุนหลังพวกตน พระนางตั้งน้องชายขึ้นเป็น เพียวจี้เจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้าเร็ว) นายทหารขั้นสอง มาคาน กับ เหอเหมี่ยวน้องเหอจิ้น ที่เป็นเชอจี้เจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้า และ รถศึก) แต่พระนาง ก็โดนเหอจิ้น เก็บไปอีกคนขันทีจึง เหลือที่พึ่งอยู่ที่เดียว คือเหอโฮ่ว (โฮเฮา)

เมื่อตอน ที่เหอโฮ่ว (โฮเฮา) วางยาพิษ หวังเหม่ยเหริน (อองบีหยิน) หลิงตี้เคยมี ความคิดจะปลดเหอโฮ่ว รวมถึงหลิวเปี้ยน (เล่าเปียน – หองจูเปียน) แต่สิบขันทีขอไว้ นี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เหอโฮ่วรู้สึกว่า สิบขันทีมีบุญคุณอยู่

เอาจริงๆ ในตอนนั้น อำนาจทหาร ก็อยู่ในมือเหอจิ้น หมดด้วยฐานะ ที่เป็นต้าเจียงจวิน (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) เหอเหมี่ยวน้องชาย ก็เป็นเชอจี้เจียงจวิน  ถ้าเหอจิ้นไม่แคร์ ใช้กำลังบุกเข้าวังหลวงเลย ก็สามารถกำจัดขันที ได้ไม่ยาก ดูอย่างตอนที่ เหอจิ้นตาย หยวนเส้า หยวนสู้ (อ้วนสุด) นำกำลังแค่ใน ส่วนพระนคร ก็บุกเข้าวังหลวง อย่างง่ายดาย กล่าวกันว่า วันนั้นขันทีถูกฆ่า ไปกว่าสองพัน (ไม่รวมที่ฆ่าผิดตัว) แต่กลับไม่ทำ ทั้งนี้หลักใหญ่ คือเหอโฮ่วขอ

จะเห็นได้ว่า ส่วนหนึ่งเอง เป็นเพราะเหอจิ้น ไม่กล้าที่จะลงมือ หวังอาศัย ทหารหัวเมืองมาเป็นกำลังแทน

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษา โดย ufabet.com