Categories
ประวัติศาสตร์

คำสาบานในสวนดอกท้อ จุดกำเนิดของจ๊กก๊ก

Centrovirtual จะนำคุณย้อนไปสู่ช่วงเวลาสำคัญ ในประวัติศาสตร์สามก๊ก
คำสาบานในสวนดอกท้อ พันธะที่จะเป็นพี่น้องกันชั่วชีวิต
ของสามตำนานแห่งจ๊กก๊ก

คำสาบานในสวนดอกท้อ

คำสาบานในสวนดอกท้อ

 เมื่อหัวเมืองต่าง ๆ ได้รับตราพระบรมราชโองการของพระเจ้าเลนเต้ที่ว่า “ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง” แล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญเข้าเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลืองต่อไป

เมืองตุ้นก้วนเป็นเมืองหนึ่งที่ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญตามพระบรม ราชโองการนั้น เมื่อประกาศรับอาสาสมัครติดตามที่สาธารณะทั่วไปแล้ว ชาวเมืองก็พากันไปห้อมล้อมมุงดูประกาศนั้นทั่วทุกแห่ง

ในจำนวนนั้นมีชายผู้หนึ่ง “ลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก สีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู” ได้ยืนในฝูงจีนมุงดูประกาศดังกล่าวด้วย ดูไปแล้วก็ถอนใจใหญ่

บุรุษนี้นาม “เล่าปี่” เป็น บุตรเล่าเหง แลเล่าเหงนั้นเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจ เล่าปี่จึงนับเนื่องเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระราชวงศ์ฮั่น เมื่อน้อยนั้นเล่าปี่มีชื่อว่า “เหี้ยนเต็ก” มี สติปัญญาและน้ำใจงาม ความโกรธ ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก มีความเอื้ออารี มีเพื่อนฝูงมาก จิตใจกว้างขวาง เล่าเหงตายเสียตั้งแต่เล่าปี่ยังเล็ก เหลือแต่ภรรยา

เล่าปี่มีใจกตัญญู เลี้ยงดูมารดามิให้อนาทร แต่เป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิต เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ได้สำนักเรียนวิชากับอาจารย์มีชื่อในถิ่นนั้น  ชื่อว่า “เต้เหี้ยน” มีเพื่อนสนิทสองคน คนหนึ่งชื่อ “โลติด” ซึ่งต่อมาพระเจ้าเลนเต้โปรดให้เป็นแม่ทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า “กองซุนจ้าน” ต่อมาได้รับราชการเป็นขุนนางและเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ อีกเมืองหนึ่ง

คิดใหญ่โตแต่เด็กๆ

เล่าปี่ในวัยเด็กไม่ค่อยสนใจการศึกษาเล่าเรียน เพราะมัวเอาแต่คบหาเพื่อนฝูง และประพฤติตนเป็นหัวหน้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำการสิ่งใดก็จะได้รับการยกย่องจากเพื่อนฝูงให้เป็นหัวหน้าตลอดมา

บ้านของเล่าปี่อยู่ที่หมู่บ้าน “เล่าซองฉุน” ข้างบ้านมีต้นหม่อนใหญ่สูงประมาณ 8 วา มีกิ่งเป็นพุ่มคล้ายดังฉัตร ซินแสคนหนึ่งผ่านมาเห็นภูมิทำเลที่ตั้งบ้านของเล่าปี่และต้นหม่อนนี้แล้ว ทำนายว่าบ้านนี้มีผู้มีบุญอยู่ ต่อไปจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

อยู่มาวันหนึ่งเล่าปี่เล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ก็ได้กล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า “วันใดที่กูได้เป็นเจ้า กูจะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำเศวตฉัตรกั้น”

สามก๊กฉบับของจีนแปลว่าถ้าวันใดที่เล่าปี่ได้เป็นกษัตริย์ จะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำคันร่มกั้นรถศึกประจำตัว แต่สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์แปลว่าวันใดที่เล่าปี่ได้เป็นกษัตริย์ จะเอาต้นหม่อนนี้ไปทำงอนรถศึก

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นการแปลโดยความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจตามคติของ แต่ละชาติ โดยคติของจีนนั้นคันร่มกั้นรถศึกเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่งอนรถศึกของฝรั่งเป็นสัญลักษณ์ของขุนศึกผู้เรืองนาม แต่สำหรับของไทยเศวตฉัตรคือ เครื่องสูงสำคัญกางกั้นพระราชบัลลังก์พระมหา กษัตริยาธิราช

เล่าอ้วนกีผู้เป็นอาได้ยินคำกล่าวของเล่าปี่ที่กล่าวกับเพื่อนแล้ว เห็นประหลาดนักที่เด็กในวัยนั้นจะกล่าวความใหญ่ถึงเพียงนี้ จึงเกิดความเชื่อว่าเล่าปี่จะเป็นผู้มีบุญใหญ่เป็นมั่นคง จึงได้ตั้งใจทำนุบำรุงให้เงินทองแก่เล่าปี่เนือง ๆ

ลักษณะ ของต้นหม่อนที่ว่านี้จะผิดไปจากพุ่มของต้นหม่อนตามปกติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นพุ่มคล้ายกับต้นลำไย แต่ต้นหม่อนที่บ้านเล่าปี่กลับมีลักษณะคล้ายกับพุ่มต้นตะขบ คือเป็นพุ่มดังฉัตรเป็นชั้น ๆ เหตุนี้เมื่อประกอบเข้ากับฮวงจุ้ยหรือภูมิสถาปัตย์บ้านของเล่าปี่แล้ว ซินแสจึงทำนายว่าเป็นบ้านของผู้มีบุญสถิตอยู่

สิ้นเสียงถอนหายใจของเล่าปี่ก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังมาจากข้างหลังว่า “เป็นผู้ชายไม่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้ว สิมาทอดใจใหญ่”

พบเตียวหุย

เล่าปี่หันหลังเหลียวไปดู เห็นผู้นั้น “สูงประมาณห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ จักษุกลมใหญ่ คางพองโต เสียงดั่งฟ้าร้อง กิริยาดั่งม้าควบ เห็นผิดประหลาด” จึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ “เตียวหุย” บ้านอยู่ตุ้นก้วน มีทรัพย์สินเงินทอง ไร่นาเป็นอันมาก มีร้านขายสุกร สุรา และอาหาร “เราพอใจคบเพื่อนฝูงซึ่งมีสติปัญญา” เห็นท่านดูประกาศรับอาสาสมัครแล้วทอดใจใหญ่ จึงทักเพื่อจะได้รู้ความในใจ

เล่าปี่ตอบว่าเราเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ เห็นประกาศข่าวโจรโพกผ้าเหลืองมาทำอันตรายแผ่นดินจึงคิดจะอาสาแผ่นดินไปปราบ โจร แต่ขัดสนด้วยกำลังทรัพย์น้อย คิดการไม่ตลอด จึงทอดใจใหญ่ เตียวหุยจึงว่าเรื่องเพียงเท่านี้จะร้อนใจไปใย เพราะใจเราเองนั้นก็ต้องการอาสาชาติบ้านเมืองตรงกัน ว่าแล้วก็เชิญเล่าปี่ไปนั่งดื่มสุราด้วยกัน คิดอ่านร่วมกันเพื่อจะเชิญชาวเมืองที่มีฝีมือกล้าหาญมาเข้าร่วมเพื่อไปปราบ โจร

พบกวนอู

ในขณะที่เล่าปี่ เตียวหุย นั่งดื่มสุราด้วยกันนั้น ก็มีชายอีกคนหนึ่งขับเกวียนมาถึงหน้าร้านสุรา เร่งให้เจ้าของร้านรีบเอาสุรามาเสิร์ฟ บอกว่ากินแล้วจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เล่าปี่เห็นชายผู้นี้มีลักษณะดึงดูดใจ “สูงประมาณหกศอก หนวดยาวประมาณศอกเศษ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหม จักษุยาวดังนกการเวก”  จึงเชิญชายผู้นั้นร่วมวงดื่มสุราด้วยแล้วถามว่าท่านนี้ชื่อใด

ชายนั้นตอบว่าเราชื่อ “กวนอู” บ้านอยู่ เมืองไก่เหลียง ที่หมู่บ้านของเรามีนายทุนท้องถิ่นร้ายกาจข่มเหงคนทั้งปวงจึงฆ่าเสีย แล้วหลบหนีทางการไปเที่ยวอยู่หลายหัวเมือง บัดนี้ได้ข่าวบ้านเมืองรับอาสาสมัครไปปราบโจร จึงหวังมาอาสาแผ่นดิน

เล่าปี่จึงแนะนำให้กวนอูรู้จักกับเตียวหุย แล้วว่าเรากับเตียวหุยนั้นมีใจตรงกัน เดือดร้อนด้วยอาณาประชาราษฎรที่ถูกโจรโพกผ้าเหลืองทำร้ายแผ่นดิน จึงตกลงกันว่าจะร่วมกันไปปราบโจร ดังนั้นเมื่อท่านกับเรามีน้ำใจต่อบ้านเมืองตรงกันฉะนี้แล้ว จงมาร่วมมือกันช่วยชาติ เพื่อให้เกิดความสงบสุขสืบไป

กวนอูได้ฟังคำเชิญก็ดีใจ เตียวหุยซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อน และมีร้านค้าอยู่ใกล้ตลาดจึงกล่าวว่า เราทั้งสามคนมีความคิดต้องกัน ขอเชิญท่านทั้งสองไปที่บ้าน เพราะที่บ้านของเรานั้นมีสวนท้อ เป็นที่สงบสงัด ดอกยี่โถก็บานสวยงามเป็นอันมาก หากไม่รังเกียจเราจะสาบานเป็นพี่น้องร่วมกันต่อหน้าเทพยดาเพื่อจะได้ทำการ ใหญ่สืบไป

เล่าปี่ กวนอู มีน้ำใจยินดีที่จะร่วมสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเตียวหุย จึงพากันไปที่บ้านของเตียวหุย ดื่มสุราอาหารกันเป็นที่สำราญใจตลอดคืน

วาระแห่งพันธะ

ครั้นรุ่งขึ้นเตียวหุยจึงสั่งให้พ่อบ้านจัดเตรียมพิธีบูชาเทพยดาฟ้าดินเพื่อสาบานเป็นพี่น้องร่วมกับเล่าปี่ และกวนอู ให้ “จัดม้าขาว กระบือดำ แลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวง” ตั้งการพิธีขึ้นในสวนท้อด้านหลังบ้าน  

หลังจากจุดธูปเทียนบูชาเทพยดาฟ้าดินแล้ว ทั้งสามคนจึงได้ตั้งสัตย์สาบานต่อกันเบื้องหน้าเทพยดาฟ้าดินว่า “ข้าพเจ้า เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำใจเดียว ซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใด แลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพยดาทั้งปวงจงเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพยดาสังหารผลาญชีวิตให้ประจักษ์แก่ตาโลก

เสร็จพิธีร่วมน้ำสาบานเป็นพี่น้องเดียวกันแล้ว ทั้งสามคนจึงนับอายุไล่เรียงกันดูปรากฏว่าเล่าปี่มีอายุ 25 ปี มากกว่าเพื่อน กวนอูมีอายุเป็นรอง และเตียวหุยอายุน้อยที่สุด จึงเรียกเล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นน้องกลาง และเตียวหุยเป็นน้องเล็ก

เตียวหุยได้จัดเลี้ยงฉลอง “คำสาบานแห่งสวนท้อ” โดยเชิญเพื่อนบ้านและชายฉกรรจ์จำนวนมากมาร่วมงานเลี้ยงในเย็นวันนั้น และได้เกลี้ยกล่อมชาวบ้านซึ่งกล้าหาญเพื่อร่วมกันไปปราบโจรได้ถึง 300 คน จัดเตรียมเครื่องศาสตราวุธพร้อม 

ได้รับการสนับสนุน

ขณะนั้นมีพ่อค้าม้าชื่อ “เตียวสิเผง” และ “เล่าสง” ต้อน ม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านแนะนำให้รู้จักกับเล่าปี่ พ่อค้าม้าทั้งสองได้ทราบเจตนารมย์ของเล่าปี่ก็มีความยินดี สนับสนุนการอาสาปราบโจรของคณะเล่าปี่ และกล่าวว่าเราเป็นพ่อค้าม้ามาหลายปี บัดนี้ไปมาค้าขายไม่ได้ เพราะพบโจรเที่ยวตีชิงวิ่งราว จึงต้องนำม้ากลับเข้ามาในหมู่บ้าน เล่า ปี่จึงแจ้งแก่พ่อค้าม้าทั้งสองว่าเราสามคนสาบานเป็นพี่น้องกัน เพื่อจะทำการใหญ่ให้ปรากฎไว้ในแผ่นดิน และได้เกลี้ยกล่อมผู้กล้าหาญได้แล้วถึง 300 คน ตั้งใจจะไปปราบโจร เพื่อสร้างความสงบสุขสันติ ให้ราษฎรได้ทำมาค้าขายได้เป็นปกติ

พ่อค้าม้าทั้งสองก็มีความยินดีแล้วกล่าวว่าความคิดของท่านต้องด้วยความคิดของ เรา เราจะสนับสนุนตามกำลังของเราอย่างเต็มที่ ว่าแล้วก็จัดม้า 50 ตัว กับเงิน 500 ตำลึง เหล็ก 100 หาบ มอบให้แก่เล่าปี่  เล่า ปี่ได้ทุนก้อนแรกในการตั้งตัวจึงขอบคุณพ่อค้าม้าทั้งสองเป็นอันมาก เพราะคณะอาสาของเล่าปี่แม้มีอาวุธพร้อมแล้ว แต่ยังขาดม้าและเงินทุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการปราบโจร การสนับสนุนของพ่อค้าม้าทั้งสองจึงทำให้คณะอาสาของเล่าปี่มีความพร้อมรบมาก ขึ้น

 คณะอาสาของเล่าปี่เห็นว่าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มีบุคลิกลักษณะประหลาดกว่าคนทั้งปวง สมควรจะมีอาวุธคู่กายเป็นพิเศษ เล่าปี่เห็นชอบด้วยจึงได้จัดให้ช่างเหล็กฝีมือดีมาตีเป็นกระบี่สองเล่ม สำหรับตัว ส่วนของกวนอูนั้นให้ช่างเหล็กตีเป็นง้าวยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง ส่วนของเตียวหุยให้ตีเป็นทวนยาว 10 ศอก หนัก 85 ชั่ง แล้วให้ทำเครื่องเกราะแลอานม้าสำหรับรบครบทั้งสามคน

 สามก๊กฉบับบริวิทเทเลอร์ได้กล่าวถึงง้าวของกวนอูว่าทำด้วยเหล็กพิเศษสีดำสนิทดังนิล และมีชื่อเฉพาะว่า “ง้าวนิลนาคะ” แต่ฉบับของไทยไม่ปรากฏชื่อ

ดูน้ำหนักง้าว 82 ชั่ง หรือประมาณ 49 กิโลกรัม และน้ำหนักทวนหนัก 85 ชั่งหรือประมาณ 51 กิโลกรัม แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่ามีน้ำหนักมากเหลือประมาณ หากเทียบกับคนรูปร่างขนาดในปัจจุบันแล้ว คงจะแบกน้ำหนักอาวุธนี้ไม่ได้ แต่สำหรับกวนอูนั้น สูงถึงหกศอก หรือสองเมตรครึ่ง ในขณะที่เตียวหุยสูงห้าศอก หรือสองเมตรเศษ จัดเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้คนจีนโบราณจะมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนในยุคปัจจุบัน แต่กวนอู เตียวหุย ก็ยังคงมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าคนอื่นในยุคเดียวกัน

 ดังนั้นโดยขนาดรูปร่างของกวนอู เตียวหุย และขนาดของอาวุธที่ใช้แล้ว จึงได้เปรียบข้าศึกเป็นอันมาก “คำสาบานแห่งสวนท้อ” เป็น คำสาบานที่ศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์ของจีน เป็นแบบอย่างของการคบหาสหายร่วมน้ำมิตรในทุกยุคทุกสมัย และเป็นพันธะสำคัญของสามพี่น้องที่ดำเนินไปตลอดเรื่องราวในสามก๊ก แม้ในที่สุดเพื่อธำรงไว้ซึ่ง “คำสาบานแห่งสวนท้อ” เล่าปี่ก็ยอมพลีได้แม้กระทั่งราชบัลลังก์ 

 หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว เล่าปี่ยังได้เกลี้ยกล่อมชายฉกรรจ์เข้าร่วมขบวนการเพิ่มขึ้นอีก ทำให้กองกำลังอาสาของเล่าปี่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน แล้วพากันไปหา “เล่าเอี๋ยน” เจ้าเมืองตุ้นก้วน ซึ่งแซ่เดียวกับเล่าปี่ เพื่ออาสาไปรบกับโจร

 เล่าเอี๋ยนได้ยินว่าเป็นแซ่เดียวกันก็ยินดีนัก รับเล่าปี่เป็นหลานชาย แล้วจัดที่พักอาศัยให้คณะอาสาของเล่าปี่เพื่อเตรียมการไปปราบโจรต่อไป     

เล่าปี่ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสแห่งอำนาจเป็นครั้งแรกด้วยประการฉะนี้

ขอขอบคุณบทความนานาสาระประวัติศาสตร์ สามก๊ก โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/