Categories
ประวัติศาสตร์

นาซี ชาตินิยมตัวร้าย เผด็จการทำลายโลก

นาซีเยอรมัน พรรคนาซี ฮิตเลอร์ นาซี ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว สงครามโลก เหล่านี้คือภาพจำของ “นาซี”
แท้จริงคืออะไร Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกัน

นาซี
ตราแผ่นดินอาณาจักรไรซ์

ฮิตเลอร์คือตัวแทนของระบอบ นาซี ระบอบที่ปฏิบัติกับคนด้วยกันอย่างโหดร้ายเกินคำบรรยายจนโลกไม่อยากให้ซ้ำรอย แต่น่าแปลกที่ประเทศไทยยังมีการเสนอข่าวการนำสัญลักษณ์ต่างๆ ของนาซีมาใช้อย่างไม่รู้ที่มา หลายคนยกย่องชายผู้นี้ประหนึ่งฮีโร่ในดวงใจ

นาซี
อดอร์ฟ ฮิตเลอร์

เผด็จการแบบฮิตเลอร์ต่างจากเผด็จการอื่นๆ หรือไม่ ทำไมสาธารณรัฐไวมาร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยถึงล่มสลาย แล้วได้ระบอบปีศาจที่กวาดชีวิตผู้คนไป 11 ล้านคนขึ้นมาแทน ฮิตเลอร์ชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากแบบแลนด์สไลด์ถล่มทลายอย่างที่ใครๆ พูดกันจริงไหม แล้วในยุคนาซีเรืองอำนาจ ผู้ที่ต่อต้านอยู่ในสภาพเช่นไร

นอกจากประเด็นเผด็จการ เรายังได้เรียนรู้วิธีจัดการกับอดีตและประวัติศาสตร์บาดแผลของเยอรมนี และมากไปกว่านั้น คือคุณค่าของการมีชีวิต ที่ชาวเยอรมันยุคหลังสงครามพยายามพร่ำบอกกับชาวโลกเรื่อยมา

นาซี
ธงชาตินาซีเยอรมัน

ก่อนหน้าฮิตเลอร์จะขึ้นมามีอำนาจ เยอรมนีมีสาธารณรัฐไวมาร์ ซึ่งเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งแรก อสาเหตุแท้จริงที่สาธารณรัฐไวมาร์ล่มสลาย การที่ชาวเยอรมันยุคนั้นเอือมระอากับประชาธิปไตยมีส่วนมากน้อยเพียงใด

สาธารณรัฐไวมาร์ตั้งขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 1918) แล้วเกิดความไม่มีเสถียรภาพอย่างมาก แต่ถึงจะมีความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองอยู่มาก ก็ไม่ได้หมายความว่า สาธารณรัฐไวมาร์นั้นแย่ 

ประเด็นคำถามที่คุณถามว่า คุณจะศึกษาระบอบฮิตเลอร์ เพราะฉะนั้นจึงต้องตั้งต้นที่สาธารณรัฐไวมาร์ มันไม่ผิดในทางวิชาการ แต่มันบอกอะไรเรา มันบอกว่าคนจำนวนมากเชื่อว่าความไม่มีประสิทธิภาพของสาธารณรัฐไวมาร์ นำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (inevitable) ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในวิธีคิดที่ผิดจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ 

เหตุผลคือ แม้สาธารณรัฐไวมาร์จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งแรกของเยอรมนี แม้ว่าจะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง คือมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล รวมถึงการตั้งคำถามต่อผู้นำรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง 

ถ้านับอายุของสาธารณรัฐไวมาร์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1918 จนกระทั่งก่อนฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจอย่างเป็นทางการ 30 มกราคม 1933 จะได้ 14 ปี ถือว่านานกว่าอาณาจักรที่สาม (The Third Reich) ของฮิตเลอร์สองปี เพราะฮิตเลอร์ครองอำนาจระหว่างปี 1933-1945 ซึ่งก็คือ 12 ปี 

เพราะฉะนั้น เราจะสรุปว่า ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของสาธารณรัฐไวมาร์นำไปสู่เผด็จการไม่ได้ เพราะอย่างน้อยอายุการใช้งานของสาธารณรัฐไวมาร์ยาวนานกว่าฮิตเลอร์อย่างน้อยสองปี 

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุคสาธารณรัฐไวมาร์

เศรษฐกิจของสาธารณรัฐไวมาร์ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่หลายคนเข้าใจ ในทางตรงกันข้าม นักประวัติศาสตร์ที่ทำงานเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) หลายคน เช่น ดอริส แบร์เกิน (Doris Bergen) ได้สรุปไว้ในหนังสือ The Holocaust: A New History (2009) ในบทแรกๆ เลยว่า นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจที่ผิด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ เมื่อเปรียบเทียบแล้วเยอรมนีเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดและเร็วที่สุด ประเด็นสำคัญที่คนอาจจะลืมก็คือ สมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่ในยุโรปตะวันออก และแถบเบลเยียมและฝรั่งเศสเป็นหลัก เยอรมนีจึงได้รับผลกระทบน้อยมาก โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ท่อประปา โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้ถูกทำลายมากนัก เศรษฐกิจจึงฟื้นตัวได้เร็ว

และเนื่องจากสมรภูมิส่วนใหญ่อยู่ในเขตฟลานเดอร์ส (Flanders) ก็คือดินแดนต่ำ พวกเบลเยียม เบเนลักซ์ แล้วก็ยุโรปตะวันออก อย่างโปแลนด์ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ในยุโรปตะวันออกเอง มีภาวะล้าหลังทางอุตสาหกรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงต้องพึ่งสาธารณรัฐไวมาร์

นี่เป็นปัจจัยให้โรงงานอุตสาหกรรมในสาธารณรัฐไวมาร์เร่งสร้างตัวเองให้เร็วขึ้นอีก เพื่อที่จะส่งสินค้าออกขายในภาวะที่ประเทศรอบข้างต้องการสินค้าในปริมาณมาก เพราะฉะนั้นฟันเฟืองทางด้านเศรษฐกิจจึงเติบโตไปได้

มีสองวิกฤติที่ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคสาธารณรัฐไวมาร์ หนึ่ง-คือภาวะเงินเฟ้อ แต่เฉพาะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 1923 กระทั่งถึงตอนที่ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ มันคือ 10 ปีหลังภาวะเงินเฟ้อครั้งใหญ่แล้ว ทุกอย่างมันแก้ปัญหาไปแล้ว และสอง-ที่คนเคลมกันมากคือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำปี 1929 ซึ่งตกต่ำกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นการที่เราจะอ้างว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนำไปสู่เผด็จการ จึงเป็นคำกล่าวที่ผิด

เหตุผลง่ายๆ คุณลองดูตัวอย่างใกล้ตัว การปฏิวัติ 1932 หรือ 2475 ในเมืองไทย ช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการสถาปนารัฐประชาธิปไตยครั้งแรกของสังคมไทย ซึ่งตรงข้ามกับกรณีของฮิตเลอร์

เพราะฉะนั้น วิกฤติทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะต้องนำไปสู่ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ นี่คือความเข้าใจที่ผิด

สำคัญที่ทำให้ฮิตเลอร์หรือพรรคนาซีขึ้นมามีอำนาจ

ถ้าอ่านบันทึกของคนร่วมสมัย ยกตัวอย่างคนหนึ่งเลยก็คือ เซบาสเตียน ฮาฟฟ์เนอร์ (Sebastian Haffner) เป็นนักข่าวในสมัยฮิตเลอร์ แล้วต่อมาก็มีการตีพิมพ์บันทึกของเขา

ความน่าสนใจของบันทึกนี้คือ ฮาฟฟ์เนอร์เขียนไว้ว่า “จะให้ทำอย่างไรเล่า ถ้าประชาธิปไตยหยุดที่จะฟังก์ชั่น*” คำพูดนี้น่าสนใจ ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ เวลาเจอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง ต้องถามก่อนว่า ใครเป็นคนเขียน คำตอบก็คือ เซบาสเตียน ฮาฟฟ์เนอร์ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์การเมืองเป็นหลัก และเป็นสื่อมวลชน ฉะนั้นคำวิเคราะห์ของสื่อมวลชนที่มีคุณภาพอย่าง เซบาสเตียน ฮาฟฟ์เนอร์ ซึ่งต้องทำงานวิเคราะห์ และเฝ้าสังเกตการณ์บรรยากาศทางการเมืองอยู่เป็นประจำ จึงมีน้ำหนักและน่าสนใจ

บรรยากาศหรือสาเหตุประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ปี 1933 ก็คือ คนในช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ผ่านการเลือกตั้งมาแทบจะหลับตาเดินเข้าคูหาได้แล้ว คือชินกับการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็เอือมระอากับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ฝ่ายบริหารที่อ่อนแอ รวมไปถึงไม่สามารถคาดการณ์นโยบายต่างๆ ได้

เนื่องจากด้านหนึ่งเศรษฐกิจในไวมาร์กำลังโต แล้วต้องการใช้ประโยชน์จากความมีเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อจะเร่งผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไปขายยังประเทศข้างเคียง แต่ในเมื่อนโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนบ่อยๆ ภาวะอย่างนี้เป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่ปลื้ม ฉะนั้นคนจึงเอือมระอากับระบอบประชาธิปไตย

* ข้อความจริงๆ คือ Denn dieser Stimmungsumschwung bildete die eigentliche Machtgrundlage für den kommenden Führerstaat. Es war – man kann es nicht anders nennen – ein sehr weit verbreitetes Gefühl der Erlösung und Befreiung von der Demokratie. Was macht eine Demokratie, wenn eine Mehrheit des Volkes sie nicht mehr will?

แปลได้ว่า “ การเปลี่ยนบรรยากาศ อารมณ์ และทัศนคติของผู้คนนี้เองที่เป็นฐานที่แท้จริงให้กับการเถลิงอำนาจของรัฐผู้นำ และไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความรู้สึกที่ว่านี้แพร่กระจายไปทั่ว เป็นความรู้สึกที่อยากจะออกไปจากระบอบประชาธิปไตย แล้วจะให้ประชาธิปไตย ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการจะเห็นมันอีกต่อไป”

นโยบายหาเสียงของพรรคนาซี

ประเด็นหลักๆ ที่ฮิตเลอร์เสนอก่อนการเลือกตั้ง คือ หนึ่ง-ฮิตเลอร์เสนอความมั่นคงทางการเมือง (security) นี่คือประเด็นหนึ่งในโครงการ (program) 25 ข้อที่ฮิตเลอร์เสนอ

สอง-ฮิตเลอร์ต้องการจะกู้เสถียรภาพความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเยอรมันกลับมา และสาม-คือการกำจัดยิวออกไป นี่เป็นสามข้อหลักๆ ที่สรุปจากโครงการของฮิตเลอร์ สิ่งที่ฮิตเลอร์เสนอให้จึงเป็นสิ่งที่คนต้องการเห็น นั่นก็คือเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคง

มีข้อหนึ่งในโครงการ 25 ข้อบอกว่า เราจะรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อที่เราจะได้มีถิ่นอาศัย (Lebensraum – living space) ที่มากขึ้น เราจะได้กินดีอยู่ดีมากขึ้น แต่นั่นเป็นการอ้างที่ไม่มีฐานทางเศรษฐศาสตร์รองรับ

นอกจากนั้น อีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเถลิงอำนาจของฮิตเลอร์ในวันที่ 30 มกราคม 1933 ก็คือ ในช่วงทศวรรษ 1920 และต้นทศวรรษ 1930 เป็นช่วงที่รัฐบาวาเรียทางใต้ของเยอรมนีมีกบฏพรรคคอมมิวนิสต์ คือพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับคะแนนเสียงค่อนข้างมาก แล้วมีความพยายามก่อกบฏขึ้น

ในฮังการี พรรคคอมมิวนิสต์ชนะการเลือกตั้งในหลายๆ เขต และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวได้ด้วยในทศวรรษ 1920 และในปี 1917 ยังเกิดการปฏิวัติรัสเซียเป็นคอมมิวนิสต์ บรรยากาศการเติบโตของคอมมิวนิสต์ในยุโรปมันสูง แล้วคอมมิวนิสต์ท้าทายการมีอยู่ของโลกประชาธิปไตยหรือระบอบการปกครองแบบทุนนิยมโดยเนื้อแท้ของมัน

กลุ่มชนชั้นนำ (elite) และกลุ่มนายทุนจึงตกใจ เพราะนายทุนอยู่ได้เพราะทุนนิยม แต่คอมมิวนิสต์บอกว่าไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องการให้เกิดการรุกคืบของพรรคคอมมิวนิสต์ในเยอรมนี

เขาจึงร่วมมือกันในหมู่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมว่า ถ้าอย่างนั้นเราสนับสนุนให้ฮิตเลอร์ขึ้นดำรงตำแหน่ง โดยที่มีอดีตนักการเมืองสาธารณัฐไวมาร์คนหนึ่งก็คือ ฟรานซ์ ฟอน พาเพน (Franz Von Papen) บอกว่า เราสามารถทำให้ฮิตเลอร์ ‘เชื่อง’ (tame) ได้ ฉะนั้นก็เลยยอมจัดให้มีการเลือกตั้ง เดือนกรกฎาคม 1932 มีการเลือกตั้งรัฐสภา คราวนี้ฮิตเลอร์หรือพรรคนาซีได้คะแนนเสียงเยอะที่สุดจริง แต่ก็ไม่ได้ท่วมท้น จะเห็นว่าตัวเลขไม่ได้แลนด์สไลด์ แล้วคะแนนเสียงของพรรครองลงมาก็คือพรรคสังคมนิยม (Sozialdemokratische Partei Deutschlands: SPD) และพรรคคอมมิวนิสต์ (Kommunistische Partei Deutschlands: KPD)

ถึงแม้สังคมนิยมกับคอมมิวนิสต์จะเป็นซ้ายคนละพวก แต่ก็ถือว่าเป็นการเติบโตของฝ่ายซ้ายในยุโรป เพราะฉะนั้น ชนชั้นนำตกใจมาก เกรงว่าจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือจะมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ถึงกับปฏิวัติก็เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มชนชั้นล่าง แล้วจะทำให้กลุ่มตัวเองและชนชั้นกลาง (bourgeoisie) สูญเสียอำนาจหรือสูญเสียผลประโยชน์บางอย่าง

ฉะนั้นจะต้องหยุดยั้งไม่ให้ฝ่ายซ้ายขึ้นมามีอำนาจได้มาก หรือได้เข้าไปถือครองคะแนนเสียงในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างน้อยเอาฮิตเลอร์ ซึ่งชัดเจนว่าเขาเป็นขวา เขาต้องการความยิ่งใหญ่ของเยอรมันกลับคืนมา เขาต้องการความเป็นอนุรักษนิยม ต้องการกองทัพอันยิ่งใหญ่ ต่อต้านชาวต่างชาติคือยิว ที่เชื่อในตอนนั้นว่าจะเข้ามาแย่งธุรกิจของเยอรมัน เพราะฉะนั้น อนุรักษนิยมทั้งหลายจึงร่วมกันสนับสนุนฮิตเลอร์

และครั้งที่สาม ในการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ก็คือ เดือนพฤศจิกายน 1932 ฮิตเลอร์ได้คะแนนเสียงลดลง จำนวนที่นั่งลดลง แล้วไปเพิ่มให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นก็ไม่แลนด์สไลด์ แต่การที่ได้รับจัดตั้ง ก็คือพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ ก็มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล เรียกกันว่า รัฐบาลขุนนาง (Baron Cabinet)

อกาสจะเปลี่ยนนโยบายเอียงซ้ายมันก็มี แล้วจะเป็นการสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจเดิมทั้งของฝ่ายเสรีนิยมกับอนุรักษนิยมในรัฐบาลไวมาร์ พูดง่ายๆ ก็คือความกลัวภัยสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ทำให้ชนชั้นนำทั้งหลายร่วมมือกันในการสนับสนุนค้ำจุนฮิตเลอร์ให้ขึ้นมามีอำนาจ

นาซีต้องการกำจัดยิวเป็นหลัก แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นมากกว่านั้น

ก็มากกว่านั้น…ใช่ แล้วก็เป็นประเด็นน่าสนใจซึ่งสะท้อนถึงอีกข้อถกเถียงหนึ่งในทางประวัติศาสตร์เรื่องระบอบนาซีว่า จริงๆ แล้ว Holocaust เป็นโครงการมรณะ (the death plan) มาตั้งแต่ต้น หรือเป็นพลวัตปีศาจ (evil dynamic) กันแน่

ความน่าสนใจของกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็คือ ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ 30 มกราคม 1933 ต้นเดือนมีนาคม 1933 ฮิตเลอร์เปิดค่ายกักกันค่ายแรก และเป็นโมเดลให้ค่ายกักกันอื่นๆ ในยุโรป นั่นคือ ค่ายกักกันที่เมืองดาเคา (Dachau) ศัตรูทางการเมืองกลุ่มแรกที่ถูกนำเข้าค่ายกักกันคือกลุ่มคอมมิวนิสต์และพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย SPD

ไร้คู่แข่ง

เนื่องจากฮิตเลอร์ออกกฎหมายห้ามมีพรรคการเมือง ก็จบ จะให้ทำอะไร ณ จุดนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว สมมุติคุณตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ กฎหมายอะไรก็ไม่รองรับสถานภาพคุณ เพราะเขาห้ามมีพรรคการเมืองแล้ว คุณก็ต้องเป็นแก๊งเถื่อน อยู่ในรัฐ เพราะนาซีเขาถูกกฎหมาย

รัฐซ้อนรัฐ ตำรวจรัฐ – ตำรวจนาซี

ตอนฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจใหม่ๆ และหลังจากนั้น จะมีกองตำรวจของรัฐบาลกลางเยอรมัน ซึ่งกุมอำนาจโดยพรรคนาซีอยู่แล้ว เดินตรวจตราความเรียบร้อยในเมือง แต่จะมีอีกคนหนึ่งเดินคู่ไปด้วย เป็นตำรวจของพรรคนาซีเอง ที่เรียกว่าหน่วย SA (Sturmabteilung)

ในตอนแรกเป็น SA ต่อมาแข่งอำนาจกันกับฮิตเลอร์ หาว่าฮิตเลอร์ไม่สามารถปฏิวัติเยอรมนีเป็นนาซีได้แท้จริง พวก SA จะก่อกบฏ ฮิตเลอร์เลยสนับสนุนอีกคนให้ตั้ง SS (Schutzstaffel) ขึ้นมา แล้วจัดการผู้นำกลุ่ม SA จนเหลือแต่ SS ก็เป็นตำรวจเปิดเผย ไม่ใช่ตำรวจลับ แล้วเดินมาคู่กันเลยระหว่างตำรวจรัฐบาลกลางกับตำรวจของพรรคนาซี คือมีพรรคการเมืองไหนไหมที่มีตำรวจเป็นของตัวเอง แต่ฮิตเลอร์ทำได้

เราเรียกภาวะอย่างนี้ว่าเป็นรัฐซ้อนรัฐ แล้วพวกนี้จะพกหมาไปเดินด้วย เป็นหมาฝรั่งตัวใหญ่ๆ เอาไว้กัดศัตรูทางการเมือง บางทีก็กัดต่อหน้าสาธารณชน จุดประสงค์คือ ไม่ใช่ว่าหมากัดแล้วเจ็บกว่าลูกปืน แต่เป็นเพราะต้องการทำให้คนนั้นรู้สึกถึงความอับอายอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นยิว เหตุผลเพื่อทำลายความเป็นมนุษย์

นี่คือที่มาความร้ายกาจชองพรรคนาซี ซึ่งยังมีอีกมากมาย เราจะเลี่ยงความสูญเสียในอนาคตได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์…เมื่อวาน สอนให้มีวันนี้ สวัสดีครับ

ขอขอบคุณเนื้อหาสาระดีๆจาก ufabet.com ที่ค่อยหาบทความสำหรับการเรียนรู้ มาเผยแพร่ให้กับ ผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์