Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์สากล

Timeline อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองใน ประวัติศาสตร์สากล

ประวัติศาสตร์สากล - Timeline แสดงช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ ในอดีต ซึ่งวันนี้เราจะพูดกันเฉพาะอาณาจักรหลักๆ ที่ยอมรับกันในวงกว้างอันเป็นประวัติศาสตร์สากล
ประวัติศาสตร์สากล
Timeline แสดงช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ ในอดีต ซึ่งวันนี้เราจะพูดกันเฉพาะอาณาจักรหลักๆ ที่ยอมรับกันในวงกว้างอันเป็นประวัติศาสตร์สากล

เกริ่นนำ ประวัติศาสตร์สากล

วันนี้เรามาว่ากันถึง ประวัติศาสตร์สากล ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่อาจจะนำทุกท่านเข้าถึงเรื่องราวของทุกอาณาจักรได้อย่างละเอียด เราจึงจะว่ากันเฉพาะอาณาจักรใหญ่ๆ ในอดีตที่เคยรุ่งเรืองในภาพรวม ไล่ตาม Timeline จากอดีตจนถึงปัจจุบันกันครับ

1.อียิปต์โบราณ – Egypt

ประวัติศาตร์สากล - ภาพแสดงช่วงเวลาตลอดยุคสมัยของอาณาจักรอียิปต์โบราณ
ประวัติศาสตร์สากล
ภาพแสดงช่วงเวลาตลอดยุคสมัยของอาณาจักรอียิปต์โบราณ

ถ้าจะพูดถึงอาณาจักรโบราณที่รุ่งเรืองสุดๆ แน่นอนหลายต่อหลายคนย่อมจะนึกถึง อาณาจักรอียิปต์โบราณ บางคนเรียกว่า “ไอยคุปต์” เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3,150 ปีก่อนคริตศักราช โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 5,000 ปี

ประวัติศาสตร์สากล - ภาพแสดงหลักฐานทางอารยธรรมที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต
ภาพแสดงหลักฐานทางอารยธรรมที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต

อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์ การควบคุมระบบชลประทาน, การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติแรก ๆ ที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การบริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้นก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ฟาโรห์มีอำนาจและโหดร้ายมาก ทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองและการควบคุมอำนาจนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประวัติศาสตร์สากล - อียิปต์เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดทั้งในแง่ภาาษ อักษร ศิลปะ และวัฒนธรรมประเพณี
อียิปต์เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดทั้งในแง่ภาษา อักษร ศิลปะ และวัฒนธรรมประเพณี

ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม และนักสร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด, นักปรัชญา ได้มาซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรมกว่า 4,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์ เทคนิคการสร้างพีระมิด วัด โอเบลิสก์ ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และสถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนำไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ต่าง ๆ ในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว นักประพันธ์กว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ ๆ ในอียิปต์มากมายซึ่งกำลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรมของโลกต่อไป

2.ฮีบรูหรือยิว

ประวัติศาสตร์สากล - ฮีบรู
ตัวอย่างอักษรฮีบรู ซึ่งยังคงมีการใช้งานกันมาถึงปัจจุบัน

พวกฮีบรูหรือยิว เป็นชนเผ่าเซเมติกที่เดินทางเร่ร่อนในทะเลทรายประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสตกาลกล่าวกันว่าโมเสส (Moses) เป็นผู้นำคนสำคัญได้ปลดแอกชาวฮีบรูจากการเป็นทาสของอียิปต์ และพาชาวฮีบรูทั้งหมดอพยพไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งคำมั่นสัญญา (The promised   land )   อันได้แก่   ดินแดนปาเลสไตน์ (Palestine )  หรือแคนาน  (Canaan)   ที่เชื่อกันว่าเป็นดินแดนที่พระเจ้าของบรรพบุรุษอับราฮัมหรือพระเยโฮวา (Yehovah)   ทรงประทานให้   ชนชาตินี้มีกษัตริย์ที่มีความสามารถและสร้างความเจริญให้แก่อาณาจักร   คือกษัตริย์เดวิด   และกษัตริย์โซโลมอน

ฮีบรู
หลักฐานการมีอยู่ของวัฒนธรรมฮีบรู ซึ่งมีช่วงคาบเกี่ยวกับอียิปต์โบราณ

อารยธรรมที่ชาวฮีบรูได้มอบให้แก่โลก คือศาสนาของพวกฮีบรู หรือที่เรียกว่าศาสนายูดาย  (Judaism) เป็นศาสนาที่เน้นการบูชาพระเจ้าองค์เดียว ซึ่งได้แก่ พระเยโฮวา และชาวฮีบรูเป็นประชาชนที่พระองค์ได้เลือกสรรแล้ว (God’s chosen people)ความผูกผันได้บันทึกไว้ในพันธสัญาญาเดิม หรือ พระคัมภีร์เก่า การนับถือพระเจ้าองค์เดียวของชาวฮีบรูเป็นต้นกำเนิดของศาสนาที่สำคัญของโลก คือ ศาสนายูดาย คริสต์และอิสลาม อาจกล่าวได้ว่าพระคัมภีร์ของพวกฮีบรูเป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งและเป็นผลงานที่ส่งเสริมความเจริญของอายธรรมตะวันตกในด้านภาษา ชีวิตความเป็นอยู่และทัศนคติในการครองชีพมากที่สุด

ฮีบรู
ม้วนอักษรที่ค้นพบจากทะเลสาบเดดซี หลักฐานที่สำคัญของอารยธรรมฮีบรู

ประมาณ 700 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติฟีนีเซียนและฮีบรูถูกครอบครองอยู่ภายใต้อาณาจักรอัสซีเรีย (Assyria) ชนชาติอัสซีเรียนได้ปรับปรุงวิธีการรบด้วยการประดิษฐ์รถม้าและอาวุธที่ทำด้วยเหล็ก ชนชาตินี้มีระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ภายหลังอาณาจักรอัสซีเรียเสื่อมอำนาจลงได้เกิดอาณาจักรเปอร์เชียทางตะวันออกกลาง ต่อมาขยายอาณาเขตไปทางเหนือจนจรดทะเลดำ ทิศตะวันออกขยายไปถึงอินเดีย ทิศใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำไนล์ และยกกองทัพบุกโจมตีชนชาติกรีก แต่นครรัฐสปาร์ตาและรัฐเอเธนส์ต่อต้านไว้ได้ 
ตานิชหรือคัมภีร์ไบเบิลภาคภาษาฮีบรูหรือโตราห์ (Torah) ของศาสนายูดาย เขียนด้วยภาษาฮีบรูคลาสสิกซึ่งเชื่อว่าเป็นสำเนียงของภาษาฮีบรูที่ใช้เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตศตวรรษ ใกล้กับยุคที่ชาวยิวถูกเนรเทศไปบาบิโลเนีย ภาษาฮีบรูเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์(לשון הקודש Leshon ha-Kodesh: เลโชน ฮา-โกเดช)ของชาวยิวตั้งแต่สมัยโบราณ นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุว่าหลัง 57 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นยุคที่จักรวรรดิบาบิโลเนียใหม่ทำลายกรุงเยรูซาเลมและอพยพชาวยิวไปยังบาบิโลนและพระเจ้าไซรัสมหาราช        แห่งเปอร์เซียปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นไท ภาษาฮีบรูสำเนียงในไบเบิลถูกแทนที่ด้วยสำเนียงใหม่ๆของภาษาฮีบรูและภาษาอราเมอิกที่ ใช้ในท้องถิ่นนั้น หลังจากพุทธศตวรรษที่ 7 จักรวรรดิโรมันเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเลมและอพยพชาวยิวออกไป ภาษาฮีบรูเริ่มใช้เป็นภาษาพูดน้อยลงแต่ยังคงเป็นภาษาทางศาสนาและภาษาในการ เขียน
หลังจากเยรูซาเลมถูกชาวบาบิโลนทำลายครั้งแรก 586 ปีก่อนคริสตกาล ผู้รู้ส่วนใหญ่เห็นว่า ภาษาฮีบรูชนิดที่ใช้ในไบเบิลถูกแทนที่ด้วยฮีบรูมิชนาอิก (Mishnaic) และภาษาอราเมอิกชนิดท้องถิ่น ในชีวิตประจำวัน หลังจากการหดหายของชาวยิวในบางส่วนของจูเดีย (Judea) ที่ชาวโรมันเข้าไปครอบครอง ภาษาฮีบรูเลิกใช้เป็นภาษาพูดราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ยังคงเป็นภาษาเขียนที่สำคัญตลอดหลายศตวรรษ นอกจากจะใช้ในศาสนาแล้ว งานเขียนสำหรับวัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น จดหมาย วิทยาศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ บทกวี บันทึกศาล ล้วนใช้ภาษาฮีบรู ซึ่งได้เข้ากับวงความรู้และคำเฉพาะใหม่ ๆ โดยคำยืมและคำประดิษฐ์ใหม่
ภาษาฮีบรูยังคงถูกรักษาไว้ในฐานะภาษาเขียนโดยชุมชนชาวยิวทั่วโลก จนกระทั่งมีการตั้งลัทธิไซออนนิสต์เพื่อฟื้นฟูชาติยิว สมาชิกไซออนนิสต์ส่งเสริมให้มีการแทนที่ภาษาพูดของชาวยิวในขณะนั้น เช่นภาษาอาหรับ ภาษาจูเดสโม (Judezmo, ภาษาลาดิโน Ladino ก็เรียก) ภาษายิดดิช ภาษารัสเซีย และภาษาอื่น ๆ ของชาวยิวที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เป็นภาษาของศาสนายิวส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอล ภาษาฮีบรู มีการสร้างคำใหม่โดยยืมจากภาษาฮีบรูในไบเบิลหรือจากภาษาอาหรับและภาษาอราเม อิก รวมทั้งภาษาในยุโรป เช่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาเยอรมัน ภาษาฮีบรูกลายเป็นภาษาราชการของปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ พ.ศ. 2464 คู่กับภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ และกลายเป็นภาษาราชการของอิสราเอลตั้งแต่ พ.ศ. 2491

3.บาบิโลน

ภาพจำลองอาณาจักรบาบิโลนในอดีต

บาบิโลน เป็นอาณาจักรโบราณในบริเวณเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 1,800-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำยูเฟรทีสซึ่งแบ่งดินแดนออกเป็นสองฝั่ง มีเขื่อนสูงสำหรับกักเก็บน้ำจากแม่น้ำไว้ใช้งานตามฤดูกาล แต่เดิมบาบิโลนเคยเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ของจักรวรรดิแอกแคดเมื่อประมาณ 2,300 ปีก่อนคริสต์ศักราช
หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำนาจลงเพราะการทำสงครามกับชนเผ่าอื่นๆที่เข้ามารุกรานและแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่างพวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ (Amorite) ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia Kingdoms) ขึ้นมา มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองบาบิโลน ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรทีส อาณาจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์ (Centralization) มีการเก็บภาษีอากรและการเกณฑ์ทหาร รัฐควบคุมการค้าต่างๆ อย่างใกล้ชิด ผลงานที่สำคัญของอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้แก่ การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi, 1792-1745 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งมีชื่อเรียกว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) จารึกอยู่บนแผ่นศิลา หลักการของกฎหมายมีรากฐานมาจากกฎหมายของพวกสุเมเรียน แต่ได้จัดให้เป็นระบบ และให้อำนาจหน้าที่ในการลงโทษผู้กระทำผิดแก่ชนชั้นปกครองยิ่งขึ้น ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (an eye for eye, atooth for a tooth) ในการลงโทษ กล่าวคือ ให้ใช้การทดแทนความผิดด้วยการกระทำอย่างเดียวกัน
        อย่างไรก็ตาม ฝ่ายปกครองมีอำนาจได้ไม่นาน เพราะพวกพระกลับมีอิทธิพลเช่นเดิม อาณาจักรบาบิโลเนียจึงเริ่มอ่อนแอและถูกพวกฮิตไทต์ (Hittite) ซึ่งอพยพมาจากทางเหนือและใต้ (ซึ่งมาจากเทือกเขาซากรอส ) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1590ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาพวกฮิตไทต์ก็เสียอำนาจให้แก่พวกคัสไซต์และ เข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี    
        เมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึงเป็นชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสก็สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง และจัดตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมา อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก ในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar, 605-562 ปีก่อนคริสต์ศักราช) พวกคาลเดียนสามารถยกกองทัพไปตีได้เมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลนได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการชลประทาน ทำให้สวนลอยนี้เขียวขจีได้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียนในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้านเกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางดาราศาสตร์ มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที และยังสามารถพยากรณ์สุริยุปราคาตลอดจนคำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่างถูกต้อง ชาวคาลเดียนเป็นชาติแรกที่ริเริ่มนำความรู้ทางดาราศาสตร์มาทำนายโชคชะตาของมนุษย์
        เมื่อ 539 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ถูกกองทัพเปอร์เซียโดยการนำของ พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great, 559-530 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เข้ายึดครองและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียที่เรืองอำนาจอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันตก จึงนับได้ว่าประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบเมโสโปเตเมียในยุคโบราณได้สิ้นสุดลงไปด้วย
งานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวบาบิโลเนีย คือ ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี (Hummurabi) เป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก มีบทลงโทษอย่างรุนแรงตามหลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน