Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์อยุธยา

วันนี้ Centrovirtul ยังอยู่กับประวัติศาสตร์ไทยสายตรง ก่อนที่เราจะออกนอกตำรามาตรฐาน เรามาศึกษาความรู้ประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ที่เคยที่เสี้ยมสอนกันมา “ประวัติศาสตร์อยุธยา” อาณาจักรเก่าแก่ที่เคยรุ่งเรือง และถูกพูดถึงมากที่สุดหากกล่วถึงการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ชาติไทย

ประวัติศาสตร์อยุธยา
หลักฐานแสดงความรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย 
ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์(ฮอลันดา) อังกฤษ 
และฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐชานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายู
ในปัจจุบัน

แหล่งที่ตั้ง

ประวัติศาสตร์อยุธยา - ผังเมือง
ภาพแสดงการวางผังเมืองของอาณาจักรอยุธยา

กรุงศรีอยุธยาเป็นเกาะซึ่งมีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ ได้แก่ แม่น้ำป่าสักทางทิศตะวันออก, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และแม่น้ำลพบุรีทางทิศเหนือ เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ แต่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้งสามสาย เพื่อให้เป็นปราการธรรมชาติป้องกันข้าศึก ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังอยู่ห่างจากอ่าวไทยไม่มากนัก ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ และอาจถือว่าเป็น “เมืองท่าตอนใน” เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค มีสินค้ากว่า 40 ชนิดจากสงครามและรัฐบรรณาการ แม้ว่าตัวเมืองจะไม่ติดทะเลก็ตาม
มีการประเมินว่า ราว พ.ศ. 2143 กรุงศรีอยุธยามีประชากรประมาณ 300,000 คน และอาจสูงถึง 1,000,000 คน ราว พ.ศ. 2243 บางครั้งมีผู้เรียกกรุงศรีอยุธยาว่า “เวนิสแห่งตะวันออก”
ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ที่เคยเป็นเมืองหลวงของไทยนั้น คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (เช่นเดียวกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่เคยกล่าวถึงไปแล้วนั้น) ตัวนครปัจจุบันถูกตั้งขึ้นใหม่ห่างจากกรุงเก่าไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร

การก่อตั้ง

กรุงศรีอยุธยา
กรุงศรีอยุธยา หรือเมืองหลวงของาณาจักรอยุธยาในอดีต

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา นับเป็นราชธานีต้นกำเนิดของประเทศไทย ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าได้รับการสถาปนาขึ้นราวปี พ.ศ. 1893 โดยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก มีพระมหากษัตริย์องค์แรกผู้สร้างเมืองคือ พระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
ในการรวบรวมหลักฐานเพื่อศึกษา ประวัติศาสตร์อยุธยา มีข้อสันนิษฐานว่าอยุธยาน่าจะเป็นเมืองเดิมที่เคยมีอยู่มาก่อนแล้ว ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก บริเวณวัดพนัญเชิง เพราะเป็นวัดเก่าแก่น่าจะสร้างก่อนปี พ.ศ. 1893 เสียอีก เวลาต่อมาเกิดโรคระบาดหนักทำให้พระเจ้าอู่ทองนำผู้คนอพยพข้ามแม่น้ำป่าสัก มาก่อร่างสร้างเมืองใหม่บริเวณหนองโสน หรือบึงพระรามในปัจจุบัน และสถาปณากรุงศรีอยุธยาขึ้น ณ ที่แห่งนั้น

จากรุ่งเรืองจนสิ้นสุด 417 ปี กรุงศรีอยุธยา

กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ คงความเจริญรุ่งเรืองอยู่นานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 33 พระองค์ 5 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง โดยตั้งแต่ช่วงอยุธยาตอนกลางเป็นต้นมาถือเป็นเมืองซึ่งมีความสำคัญทางด้านการค้าขาย การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก เป็นศูนย์กลางการเดินทางขนส่งสินค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก เชื่อกันว่ามีผู้คนหลากหลายสัญชาติ หลากศาสนา อาศัยอยู่ในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาดังหลักฐานที่ปรากฎให้เห็น
นอกจากนี้การค้าขาย อาณาจักรอยุธยายังมีความเข้มแข็งด้านการสงคราม มีการขยายอาณาเขตไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วสารทิศ และทำให้อาณาจักรหรือเมืองต่างๆ ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนหน้านี้ลดบทบาทหรือขนาดลงกลายเป็นเมืองประเทศราชขึ้นกับอยุธยา จนบอกได้ว่าอยุธยาเป็นหนึ่งในอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

เสียกรุงครั้งที่ 1
ปลดแอก
ภาพแสดงเหตุการณ์หลังเสียกรุงครั้งที่ 1 สงครามปลดแอกกรุงศรี

ไม่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างไรก็ตามกรุงศรีอยุธยาเคยพ่ายแพ้สงครามใหญ่และเสียกรุงถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าบุเรงนอง แห่งราชวงศ์ตองอูของพม่า นำทัพเข้ารุกกรุงศรีเพื่อประกาศศักดาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2111 การสงครามกินเวลายาวนานหลายเดือน กระทั่งเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2112 กรุงศรีอยุธยาจึงแตกพ่าย
การเสียกรุงครั้งนั้นกินเวลายาวนานถึง 15 ปี ซึ่งเวลาดังกล่าวพระเจ้าบุเรงนอง ทรงให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราช จนกระทั่งพระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2524 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ขณะนั้นเป็นพระมหาอุปราชแห่งอยุธยา) จึงเห็นว่าจะไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นอีกต่อไป พระองค์ทรงทำการประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อปี พ.ศ. 2126 แม้หลังจากนั้นพม่าจะยกทัพมาหมายปราบอยุธยาอีกหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว จนปี พ.ศ. 2133 เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรจึงขึ้นครองราชย์ สร้างให้กรุงศรีอยุธยาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

สงครามภายใน จุดเริ่มต้นของจุดจบ

นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยามีสงครามภายในแย่งชิงราชบัลลังก์กันอีกหลายครั้ง มีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ จากสุโขทัย เป็นราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง แต่ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามครั้งใหญ่อีกเลย เป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองทุกด้านเรื่อยมา กระทั่งถึงคราวเสียกรุงครั้งที่ 2
หลังจากยุคสมัยอันนองเลือดแห่งการต่อสู้ของราชวงศ์ กรุงศรีอยุธยาเข้าสู่ “ยุคทอง” สมัยที่ค่อนข้างสงบในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อศิลปะ วรรณกรรมและการเรียนรู้เฟื่องฟู ยังมีสงครามกับต่างชาติ กรุงศรีอยุธยาสู้รบกับเจ้าเหงียน (Nguyễn Lords) ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้ เพื่อการควบคุมกัมพูชา เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2258 แต่ภัยคุกคามที่ใหญ่กว่ามาจากราชวงศ์อลองพญาซึ่งได้ผนวกรัฐชานเข้ามาอยู่ในอำนาจ
ช่วง 50 ปีสุดท้ายของราชอาณาจักรมีการสู้รบอันนองเลือดระหว่างเจ้านาย โดยมีพระราชบัลลังก์เป็นเป้าหมายหลัก เกิดการกวาดล้างข้าราชสำนักและแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถตามมา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้าย บังคับให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พระอนุชา ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ขณะนั้น สละราชสมบัติและขึ้นครองราชย์แทน
พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญาทรงยกทัพรุกรานอาณาจักรอยุธยา หลังจากอยุธยาว่างเว้นศึกภายนอกมานานกว่า 150 ปี จะมีก็เพียงการนำไพร่พลเข้าต่อตีกันเองเพื่อแย่งชิงอำนาจเท่านั้น 
ซึ่งในขณะนั้น อยุธยาเกิดการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างเจ้าฟ้าเอกทัศกับเจ้าฟ้าอุทุมพร อย่างไรก็ดี พระเจ้าอลองพญาไม่อาจหักเอากรุงศรีอยุธยาได้ในการทัพครั้งนั้น

กรุงแตกครั้งที่ 2 สิ้นสุดความยิ่งใหญ่
เสียกรุง 2
ภาพวาดแสดงถึงการเสียกรุงครั้งที่ 2

ใน พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระ พระราชโอรสแห่งพระเจ้าอลองพญา ทรงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน และเตรียมการกว่าสามปี มุ่งเข้าตีอาณาจักรอยุธยาพร้อมกันทั้งสองด้าน ฝ่ายอยุธยาต้านทานการล้อมของทัพพม่าไว้ได้ 14 เดือน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการกองทัพรัฐอังวะได้ เนื่องจากมีกำลังมาก และต้องการทำลายศูนย์อำนาจอย่างอยุธยาลงเพื่อป้องกันการกลับมามีอำนาจ อีกทั้งกองทัพอังวะยังติดศึกกับจีนราชวงศ์ชิงอยู่เนือง ๆ หากปล่อยให้เกิดการสู้รบยืดเยื้อต่อไปอีก ก็จะเป็นภัยแก่อังวะ และมีสงครามไม่จบสิ้น ดังนั้นเมื่อถึงสมัยกษัตริย์พระองค์สุดท้าย องค์ที่ 33 ของกรุงศรีอยุธยาคือพระเจ้าเอกทัศ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2301 ต่อมาในปี พ.ศ. 2308 จึงเริ่มถูกรุกรานจากพม่า พอถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 หลังจากถูกล้อมกรุงมาเป็นเวลานาน ทหารพม่าก็ยกพลเข้ามาภายในกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ บ้านเมืองถูกทำลายอย่างหนัก ถือเป็นอันสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ยาวนานกว่า 417 ปี ไว้เพียงเท่านั้น

ราชธานีใหม่ อาณาจักรใหม่ ราชวงศ์ใหม่

หลังการเสียกรุงครั้งที่ 2 พระยาตากรวบรวมกำลังพลจากเมืองรอบนอกโดยเฉพาะที่จันทบูร ตราด และธนบุรี กลับมาตีกรุงศรีอยุธยาขับไล่กำลังพลพม่าออกไปสำเร็จ ทว่าด้วยสภาพเมืองเสียหายอย่างหนัก ทำให้พระยาตากเลือกที่มั่นสร้างเมืองใหม่ ปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี
เมื่อสมเด็จพระเจ้าจากสินเสด็จสวรรคต พระยาจักรีจึงปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสถาปนากรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็นราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2325 ถือเป็นการเริ่มต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง
หลังการเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ อยุธยาหรือเมืองกรุงเก่ามีสถานะเป็นหัวเมืองจัตวา พอถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2438 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการปกครองใหม่เป็นรูปแบบมณฑลเทศาภิบาลจึงเกิดเป็นมณฑลกรุงเก่า ประกอบด้วย อยุธยา อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี
เมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การปกตรองแบบมณฑลถูกยกเลิก อยุธยาจึงกลายเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันมีเขตการปกครอง 16 อำเภอ ถือเป็นจังหวัดสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในภาคกลาง ขณะที่บริเวณเมืองเก่าหรือที่ตั้งเดิมของศูนย์กลางอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา

ภาพวาดแสดงความรุ่งเรืองของอยุธยาในอดีต