Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่น มหาอำนาจแห่งเอเชีย มหาอำนาจโลก

วันนี้ Centrovirtual จะนำท่านเข้าสู่เรื่องราวประวัติศาสตร์การสร้างชาติของ ญี่ปุ่น ที่ ประวัติศาสตร์ ได้จดจำในฐานะผู้แพ้สงคราม
จากมหาอำนาจสู่ผู้แพ้ จากผู้แพ้ สู่มหาอำนาจในเอเชียอีกครั้งนึง

ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่น
ธงชาติญี่ปุ่น

มหาอำนาจสู่ความพ่ายแพ้

“จงอดกลั้นในสิ่งที่ยากจะอดกลั้นไว้ได้ และจงอดทนในสิ่งที่ยากจะอดทน” จักรพรรดิฮิโรฮิโตะเสียงของถ้อยคำนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านวิทยุในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945 เป็นเสียงที่บอกกับชาวญี่ปุ่นว่าให้วางอาวุธเป็นเสียงที่ทลายความเชื่อมั่นของชาวญี่ปุ่นที่ว่า “พวกเขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้” แต่ทว่าเสียงของเทพของพวกเขาได้สื่ออย่างชัดเจนว่า “พวกเราแพ้แล้ว” และเสียงนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า “สงครามได้จบลงแล้ว” สงครามที่สยบความอหังการของญี่ปุ่นสงครามที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลให้แก่ศัตรูและตัวญี่ปุ่นเองสงครามที่ชาวญี่ปุ่นเหลือเพียงซากปรักหักพังของวัตถุ และซากปรักหักพังของความเชื่อและที่สำคัญ มันกำลังจะพังทลายลง…

“ประวัติศาสตร์” ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพ “ญี่ปุ่น” ที่อ้างว่าทำในนาม “สมเด็จพระจักรพรรดิ” ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบการปกครองของประเทศ แก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศให้สมเด็จพระจักรพรรดิกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญจากประเพณีความเชื่อที่ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิคือ “พระเจ้า”

ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945 บนเรือรบมิสซูรี่ ที่ลอยอยู่บนอ่าวโตเกียว ญี่ปุ่นได้ลงนามยอมแพ้สงคราม จึงถือว่าเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสมบูรณ์ซึ่งหลังจากที่เป็นผู้พ่ายแพ้สงคราม ญี่ปุ่นที่เป็นตัวการหลักก็ต้องโดนหนักพอสมควร

มีการตกลงกันว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องอยู่ภายใต้ศูนย์บัญชาการสูงสุดของสัมพันธมิตร หรือ GHQSCAP หรือเรียกย่อๆว่า SCAP ซึ่ง SCAP เนี่ยประกอบด้วยหลายๆประเทศ แต่จริงๆคือถูกผูกขาดโดยอเมริกา และอเมริกาได้แต่งตั้งให้ พลเอกดักลาส แมคอาเธอร์ เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของ SCAP เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นก็อยู่ภายใต้การปกครองของอเมริกาแต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง

ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่น
ภาพการลงนามยอมแพ้ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

อเมริกาได้ทำการกีดกันชาติมหาอำนาจอื่นๆโดยเฉพาะโซเวียต ไม่ให้เข้ามายุ่งกับญี่ปุ่น อเมริกาคิดไว้แล้วว่าการที่จะทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถก่อสงครามกับชาวโลกได้อีก คือการต้องเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ขนานใหญ่ พร้อมทั้งทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศประชาธิปไตย ซึ่งมีการปักหมุดไว้ 3 ประเด็นใหญ่ๆ นั่นคือการปฏิรูปสถาบันจักรพรรดิ การยกเลิกองค์กรทหาร และการทำลายไซบัทซุ

อเมริกาคิดว่าสิ่งที่มอมเมา หลอกลวงและเอาเปรียบประชาชนชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือสถาบันจักรพรรดิ องค์กรทหาร และไซบัทซุ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย

การแทรกแซงของชาติสัมพันธมิตร

หลังสงครามจบลงสถานะของจักรพรรดิญี่ปุ่นนั้นเปราะบางสุดๆ ประชาชนของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรจะรู้จักชื่อของ “ฮิโรฮิโตะ” และ “ฮิเดกิ โตโจ” ในฐานะของผู้นำกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นจึงมีเสียงเรียกร้องของประชาชนเหล่านั้นว่า “ประหารชีวิตฮิโรฮิโตะกับโตโจซะ! พวกนี้คืออาชญากรสงคราม” ซึ่งยังมีผลประชามติออกมากว่า 70% ให้จัดการจักรพรรดิญี่ปุ่นซะทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส โซเวียต และบรรดาประเทศสัมพันธมิตรต่างก็ต้องการให้ประหารฮิโรฮิโตะแต่สหรัฐอเมริกากลับไม่คิดแบบนั้น

อเมริกากลับคิดว่า หากทำลายสถาบันจักรพรรดิลง จะทำให้การปกครองญี่ปุ่นยิ่งยากเข้าไปใหญ่ โดยได้เปรียบเทียบว่าจักรพรรดิก็เหมือนนางพญาผึ้งที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งหากกำจัดนางพญาผึ้งออกไป สังคมญี่ปุ่นจะโกลาหลแน่ๆ ดังนั้น อเมริกาจึงปฏิเสธการจับจักรพรรดิขึ้นศาล ลงโทษ หรือประหาร แต่อเมริกาต้องการจะเปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์จากจักรพรรดิในการปกครองญี่ปุ่น และสิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนแปลงนั่นคือ ความเป็นเทพของจักรพรรดิ

จาก “เทพ” สู่ “มนุษย์”

อเมริกาจัดให้มีการพบปะของฮิโรฮิโตะและแมคอาเธอร์ ทั้งยังมีการถ่ายรูปร่วมกัน แล้วรูปถ่ายนั้นก็ถูกเผยแพร่ไปสู่สายตาคนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาพที่จักรพรรดิยืนคู่กับแมคอาเธอร์ ภาพนี้ทำให้คนญี่ปุ่นตกตะลึงสุดๆ เพราะถ้ามองจริงๆ แล้วภาพนี้ จะรู้สึกเหมือนกับว่าจักรพรรดิดูด้อยกว่าแมคอาเธอร์ อย่างชัดเจน ทำให้คนญี่ปุ่นเริ่มคิดว่า จักรพรรดิของพวกเขาไม่ใช่เทพ แต่ก็เป็นแค่คนญี่ปุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น

แน่นอนว่า จักรพรรดิฮิโรฮิโตะในตอนนี้มีสถานภาพที่ไม่ชัดเจน ไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจะบัญญัติให้สถานะจักรพรรดิ ออกมาใหม่ในรูปแบบไหน อีกอย่างจะมีการพิพากษาจักรพรรดิหรือไม่ก็ไม่รู้ ถึงอเมริกาจะคิดใช้จักรพรรดิไว้เป็นประโยชน์ต่อการปกครองญี่ปุ่นของตัวเอง แต่โซเวียต จีน นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เอาไปขึ้นศาลซะ”

แต่ทั้งอเมริกาและแมคอาเธอร์ ก็ได้พยายามโน้มน้าวและพิสูจน์ให้ชาติอื่นๆเห็นอยู่นานทีเดียวว่า “สำหรับคนญี่ปุ่น จักรพรรดิสำคัญ” และในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1946 จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ก็ได้ออกแถลงว่า ตัวของเขาเองนั้นไม่ใช่เทพอย่างที่คนญี่ปุ่นเชื่ออย่างฝังลึกในจิตใจ แต่เป็นเพียงมนุษย์ปถุชนธรรมดาเท่านั้น คำประกาศนี้ก็ทำให้คนญี่ปุ่นตะลึงอีกครั้ง เพราะจักรพรรดิถึงกับออกมาประกาศปฏิเสธความเป็นเทพของตัวเองอย่างสิ้นเชิง

หากจะพูดถึงภาพของจักรพรรดิในสายตาคนญี่ปุ่น ก็คงคุ้นเคยแค่ภาพการใส่ชุดทางการและชุดทหารเท่านั้น นอกจากนี้เป็นภาพของห้วงบรรยากาศแห่งความลี้ลับแบบเทพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องยากทีเดียวครับ กับคนญี่ปุ่นที่เกิดในสมัยที่เวลารถพระที่นั่งเสด็จผ่าน จะต้องก้มหน้าลดสายตามองต่ำ หากเงยหน้ามองแล้วเห็นจักรพรรดิ ตาจะพร่าจนบอดได้เลย หรือแม้กระทั่งการล้อเลียนก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถึงขนาดเคยมีเด็กเรียกจักรพรรดิว่า “เทนจัง” (คนญี่ปุ่นจะเรียกจักรพรรดิว่าเทนโน) แล้วโดนผู้ใหญ่ตบปากพร้อมตะคอกว่า “ท่านไม่ใช่ของที่จะเอามาล้อเล่น” ซึ่งคนญี่ปุ่นในสมัยนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องขบขันครับ และคิดว่าคนสมัยก่อนนั้นงมงาย แต่คนญี่ปุ่นในสมัยนั้นเชื่อแบบนั้นจริงๆ และสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนความเชื่อนั้นแบบถอนรากถอนโคนอย่างสิ้นเชิงในสมัยที่อเมริกาปกครอง

ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่น
เด็กกำพร้า อีกนึงปัญหาจากสงคราม

ผลของความพ่ายแพ้

การเปลี่ยนแปลงอย่างที่สองของอเมริกาคือการยกเลิกองค์กรทหารบก เพราะกองทัพบกนั้นเป็นตัวการที่นำญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม และใช้การโฆษณาชวนเชื่อในการมอมเมาชาวญี่ปุ่น ดังนั้น อเมริกาจึงไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองกำลังทหารอีกเลย แม้จะโดนรุกรานก็ตาม (แต่ภายหลังอเมริกาเปลี่ยนใจ)

การเปลี่ยนแปลงอย่างที่สาม คือ การทำลายอิทธิพลของไซบัทซุ โดยไซบัทซุเป็นพ่อค้านายทุนทางการเมืองขนาดยักษ์ที่ผูกขาดและครอบงำอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยที่ทหารบกปกครอง ดังนั้นอเมริกาจึงทำการ “ผ่าตัดไซบัทซุ” ครับ นั่นก็คือ การซอยบริษัทเหล่านั้นให้แตกออกเป็นหลายๆบริษัท เพื่อลดการผูกขาด เช่น บริษัทมิตซุยบัทซัน ได้ถูกผ่าตัดออกเป็น 200 บริษัทเลยทีเดียว ไม่พอเท่านั้น อเมริกายังมีการออกกฎหมายห้ามผูกขาดขึ้น เพื่อทำลายไซบัทซุไม่ให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง

รัฐธรรมนูญ

การทำลายไซบัทซุนี้ ทำให้อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นกลายเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครับ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้อุตสาหกรรมญี่ปุ่นได้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น จากนั้นอเมริกาก็ให้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง แล้วส่งให้ SCAP ตรวจสอบ แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญที่ญี่ปุ่นร่างนั้นไม่ถูกใจแมคอาเธอร์ เพราะยังไม่เป็นประชาธิปไตย

SCAP และแมคอาเธอร์จึงจัดการร่างให้เอง โดยมีข้อสำคัญๆ คือ จักรพรรดิไม่ใช่ทั้งประมุขและผู้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเพียง “สัญลักษณ์” เท่านั้น หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน สถานภาพของจักรพรรดิขึ้นอยู่กับประชาชน หรือญี่ปุ่นต้องไม่มีกองกำลังทหารเพื่อสงคราม รัฐธรรมนูญที่อเมริกาได้ร่างให้นี้

แน่นอนว่าญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แต่ตัวเองก็เป็นผู้แพ้สงครามจึงขัดอะไรไม่ได้มาก ได้แต่จำยอมเท่านั้น แล้วในที่สุดวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1946 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกประกาศใช้ และรัฐธรรมนูญที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบใจฉบับนี้ ได้ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ลงโทษอาชญากรสงคราม

จากการโน้มน้าวของอเมริกาและแมคอาเธอร์ ในที่สุดจักรพรรดิก็ไม่โดนลงโทษหรือนำตัวขึ้นศาล แต่ทว่า ฮิเดกิ โตโจ กับพรรคพวกไม่รอด ผู้นำทางทหารและการเมืองซึ่งกุมอำนาจของญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ จำนวน 28 คน ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามระดับ A และได้ถูกนำตัวขึ้นศาลโตเกียว

การพิจารณาของศาลได้สร้างความตกใจให้คนญี่ปุ่นหลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม การโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพบกญี่ปุ่น สภาพที่แท้จริงของสงครามที่ญี่ปุ่นสูญเสีย (แต่กองทัพบกปิดเป็นความลับ)

ฮิเดกิ โตโจ และพรรคพวก 7 คน ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการแขวนคอ อีก 15 คน ถูกจำคุกตลอดชีวิต และอีก 2 คน ถูกจำคุก 20 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ

กองทัพบก ผู้รับผลของสงคราม

ผู้ที่ถูกแขวนคอล้วนเป็นทหารบกครับ ทหารเรือไม่มีแม้แต่คนเดียว เพราะศาลได้โยนความผิดว่าทหารบกได้นำพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโดยการรุกรานจีน ดังนั้นทหารบกจึงโดนไปเต็มๆ

คำกล่าวของโตโจ ระหว่างถูกขังรอประหาร คือ “ข้าพเจ้าเสียใจที่ใช้เวลานานเกินไปกว่าจะเสียชีวิต สงครามมหาเอเชียบูรพาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจกับชาติต่างๆ และเผ่าพันธุ์ต่างๆ และข้าพเจ้ามุ่งหวังที่จะปลิดชีพตัวเอง แต่ก็ล้มเหลว” (ก่อนถูกจับ โตโจพยายามจะยิงตัวตายแต่กระสุนพลาดเป้า แพทย์จึงรักษาได้ทัน เพื่อให้มาโดนตัดสินแขวนคอ

ในวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.1948 ฮิเดกิ โตโจ และเหล่าผู้บังคับบัญชาทหารบก รวม 7 คนก็ถูกแขวนคอที่เรือนจำซูกาโมะ เป็นอันปิดฉากกองทัพบกอันเกรียงไกรของจักรวรรดิญี่ปุ่นไปในที่สุด

เศรษฐกิจพัง

ผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 แน่นอนว่าได้ทำลายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างย่อยยยับ สภาพหลังสงครามของญี่ปุ่นเรียกได้ว่า แทบไม่มีชิ้นดี จากการที่อุตสาหกรรมทหารพังพินาศ มีการปลดทหารออก ทำให้มีคนว่างงานกว่า 14 ล้านคน ผู้คนต่างก็เสียทรัพย์สินและที่อยู่อาศัยจากสงครามและพิษเศรษฐกิจ เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง และปัญหาที่หนักที่สุดคือ การขาดแคลนอาหาร

ความอดอยากจากการขาดอาหารในญี่ปุ่นถือว่าหนักสุดๆ จนถึงขั้นเกือบจะมีการจราจล ประชาชนตามเมืองใหญ่ๆถึงกับต้องยัดเยียดกันขึ้นรถไฟไปชนบท เพื่อนำของที่มีอยู่ เช่น เสื้อผ้า ไปแลกอาหารกับชาวนา ถือว่าการใช้ชีวิตหลังสงครามนั้นลำบากทีเดียว แต่ญี่ปุ่นก็รอดจากการอดตายมาได้อย่างฉิวเฉียดจากอาหารที่ถูกส่งมาจากอเมริกา

ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาก็ถาโถมญี่ปุ่นอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กพากันล้มละลาย สินค้าค้างอยู่ในสต๊อกจำนวนมหาศาลเพราะไม่มีตลาดส่งออก อีกทั้งยังโดนกระหน่ำด้วยภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวใน ค.ศ.1946 และ 1948 ยุคสมัยหลังสงครามถือได้ว่าญี่ปุ่นตกอยู่ในก้นบึ้งแห่งความยากลำบากสุดๆ แต่แล้วก็มี “ลมแห่งเทพเจ้า” ได้พัดเข้ามาช่วยญี่ปุ่นให้รอดพ้นจากวิกฤตินรกเหล่านี้ “ลมแห่งเทพเจ้า” ที่ช่วยต่อลมหายใจที่กำลังจะตายของญี่ปุ่นให้ฟื้นขึ้นมามีกำลังวังชาอีกรอบซึ่ง “ลมแห่งเทพเจ้า” ที่ว่านี้ คือ สงครามเกาหลี

ภาพจาก Devastating Disaster (แผ่นดินไหว 8.1 แมกนิจูด ที่ญี่ปุ่น ค.ศ.1946)

สงครามเกาหลี กับ “กองกำลังป้องกันตัวเอง”

การยกทัพเข้ามาในเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือของเกาหลีเหนือ เป็นการเปิดฉากสงครามเกาหลีแน่นอนว่าอเมริกาไม่ยอมแน่นอน จึงร้องเรียน UN แล้วทางUN จึงได้ให้ตั้งกองกำลังผสม 16 ชาติที่มีอเมริกาเป็นผู้นำขึ้นมา เพื่อต่อต้านการรุกรานของเกาหลีเหนือ

จากการระเบิดขึ้นของสงครามเกาหลี แมคอาเธอร์ได้ห่วงความมั่นคงในญี่ปุ่นสุดๆ แต่ก็คิดว่าญี่ปุ่นไม่มีกำลังทหาร แมคอาเธอร์ จึงกลืนน้ำลายตัวเอง สั่งให้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งหน่วยตำรวจกองหนุนขึ้นมา ซึ่งแมคอาเธอร์บอกว่า “รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นบอกไว้ว่าห้ามญี่ปุ่นมีกองกำลังทหารในการสงคราม แต่ไม่ได้บอกไว้ว่า ห้ามมีกองกำลังป้องกันตัวเอง” จึงมีการตั้งหน่วยตำรวจกองหนุน 75,000 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยน่านน้ำ 8,000 คน

เอาจริงๆ แค่เรียกให้แตกต่างเฉยๆ นั่นแหละ เพราะถ้ามองดีๆ แมคอาเธอร์ได้สั่งให้ตั้งกองทัพบกและกองทัพเรือขึ้นมาใหม่นั่นเอง ซึ่งการรับสมัครคนเข้าประจำการนั้น ไม่รู้ว่าเพราะเศรษฐกิจไม่ดีหรืออย่างไร จำนวนผู้สมัครหลั่งไหลเข้ามามหาศาลมาก จนครบตามจำนวนในเวลาที่รวดเร็ว และความโชคดีเหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 จากสงครามเกาหลี คือ ญี่ปุ่นกลายเป็นศูนย์กลางของกองกำลัง UN จึงทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ

กองกำลังของ UN ได้มีการซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม ถุงมือป่าน ผ้าฝ้าย หรือสินค้าในขีวิตประจำวัน อย่างสบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ และที่สำคัญคือสินค้าจำพวกเหล็ก โดยโรงงานของญี่ปุ่นได้มีการเดินเครื่องอย่างคึกคักอีกครั้ง คนญี่ปุ่นกลับมามีงานทำ ของที่อยู่ในสต๊อกก็ขายจนหมดเกลี้ยง หรือผลิตเท่าไหร่ก็ขายหมด บางทีแทบจะผลิตไม่ทัน อีกทั้งทหารของกองกำลัง UN ก็ได้เข้ามาพักผ่อนในญี่ปุ่น ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านเหล้า หรือแม้กระทั่งซ่อง ก็คึกคักอย่างสุดๆ

เรียกได้ว่า ทุกย่างก้าวที่ทหารเหล่านี้ก้าวไป ล้วนกลายเป็นเงินและความมั่งคั่งของชาวญี่ปุ่นทั้งหมดถ้าลองได้ไปถามบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทเหล่านี้ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ตอนไหน ร้อยทั้งร้อยต่างก็ต้องตอบว่า “ก็ช่วงสงครามเกาหลีนี่แหละ” ซึ่งก็เป็นตลกร้ายที่ความมั่งคั่งของญี่ปุ่นนั้นมาจากการสูญเสียเลือดเนื้อของเพื่อนบ้าน ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมคนเกาหลีถึงไม่ค่อยชอบคนญี่ปุ่นซักเท่าไหร่ จากสงครามเกาหลีได้ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลับมาบูมอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนอยู่ในระดับเดียวกับสมัยก่อนสงครามโลก สมัยที่ญี่ปุ่นยังเป็นมหาอำนาจอยู่นั่นเอง

ญี่ปุ่นปัจจุบัน ประเทศผู้นำในโลกทุนนิยม
มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

กลับสู่ผู้นำ

แล้วก็ถึงเวลาที่อเมริกาได้ตัดสินใจจะให้เอกราชกับญี่ปุ่น หลังจากที่ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนญี่ปุ่นตามที่ตัวเองต้องการเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงแม้อเมริกาจะให้เอกราช แต่ก็ได้มีการตกลงกับญี่ปุ่นว่า “ให้ยังคงมีกองทัพของอเมริกาตั้งอยู่ในญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นไม่มีทหารเป็นของตัวเอง เวลาคอมมิวนิสต์บุก อเมริกาจะได้ช่วยทัน” ซึ่งญี่ปุ่นก็ตกลง

มีการทำสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกขึ้นใน ค.ศ.1951 เพื่อรองรับความเป็นเอกราชของญี่ปุ่น และการกลับเข้าไปเชิดหน้าชูตาในสังคมโลกอีกครั้ง แต่ก็แค่เฉพาะโลกทุนนิยมเท่านั้น เพราะโซเวียตและผองเพื่อน ก็ยังไม่ได้ยอมรับญี่ปุ่น แต่ถึงแม้โซเวียตและผองเพื่อนจะยังไม่ยอมรับญี่ปุ่น แต่อเมริกาและผองเพื่อนก็ยอมรับ และผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศเอกราชจนได้

ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1952 ญี่ปุ่นก็ได้อำนาจอธิปไตยกลับมาโดยสมบูรณ์ พ้นจากการถูกปกครองโดยอเมริกา 7 ปี กลายเป็นประเทศเอกราชในที่สุด คราวนี้ทั้งเศรษฐกิจที่บูมขึ้นมาอีกครั้งจากสงครามเกาหลีและการได้รับเอกราชใน ค.ศ.1952 ถือว่าญี่ปุ่นได้ลุกขึ้นมาจากก้นบ่อแห่งความตกต่ำเรียบร้อยแล้ว

ชาติที่ได้พังทลายลงไป กลับคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและเป็นการเริ่มต้นที่จะผงาดขึ้นไปสู่การเป็นมหาอำนาจ ซึ่งไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบยุคก่อน แต่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่จะมีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆทั่วโลก