Categories
ประวัติศาสตร์

พิธีฮัจญ์ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่มักกะฮ์

พิธีฮัจญ์

การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่มักกะฮ์ หรือที่เราเรียกกันว่า พิธีฮัจญ์
มีความหมายอย่างไร สำคัญอย่างไรกับมุสลิมทั่วโลก
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกัน

พิธีฮัจญ์

การประกอบพิธีฮัจญ์ หรือ การทำฮัจญ์ ภาษามลายูปัตตานีเรียก บูวะฮายี คือการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่มักกะฮ์[2] ในเดือนซุลฮิจญะฮ์ ตามวันเวลา และสถานที่ต่าง ๆ ที่ทางศาสนาอิสลามกำหนดไว้ ซึ่งศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และการเดินทาง ที่จะต้องปฏิบัติ

ในช่วงฮัจญ์ ชาวมุสลิมทั่วโลกจะเดินทางเข้าสู่อาระเบีย โดยก่อนอื่นจะมีการทำ อิหฺรอม นั่นคือการตั้งใจว่าจะทำพิธีฮัจญ์ ก่อนการเข้าไปในแผ่นดินฮะรอม (แผ่นดินต้องห้าม) โดยจะปฏิบัติตามกฎของหัจญ์ อาทิเช่น การไม่สมสู่ การไม่ล่าสัตว์ในแผ่นดินหะรอม การไม่ตัดเล็บหรือผม การไม่เสริมสวยหรือใช้น้ำหอม ผู้ชายจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย มาสวมผ้าเพียงสองผืน แล้วต่างก็จะมาชุมนุมกันที่ ทุ่งอะร็อฟะหฺ ในตอนเช้าตรู่ของวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะฮ์

แล้วพอตกค่ำ ซึ่งตามปฏิทินฮิจญ์เราะหฺจะเป็นคืนที่สิบ เหล่านักแสวงบุญจะเดินทางผ่าน ทุ่งมุซดะลิฟะฮ์ พักชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ ทุ่งมินา ก่อนเที่ยงของวันต่อไป

ส่วนชาวมุสลิมทั่วโลกที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ก็จะเฉลิมฉลองทำบุญเลี้ยงอาหารที่บ้าน เรียกวันนี้ว่าวันอีดิลอัฎฮา ทีเรียกว่าอัฎฮาเพราะมีการเชือดสัตว์พลีให้ผู้คนรับประทานในยามดุฮา คือยามสายหลังตะวันขึ้น แต่ก่อนเที่ยง หรือชาวไทยเชื้อสายมลายูในห้าจังหวัดภาคใต้เรียกว่าวันรายอ (รายาฮาญี) ซึ่งแปลเป็นไทยตามตรงก็คือ วันใหญ่ นั่นเอง

นักแสวงบุญจะพักอยู่ที่ ทุ่งมีนา เป็นเวลาสามวัน เพื่อขอพรและบำเพ็ญตนตามพิธีฮัจญ์ หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงมักกะหฺ เพื่อฏอวาฟเวียนรอบ กะอฺบะฮฺ หรือที่เรียกว่า บัยตุลลอฮ์ อันเป็นเสมือนเสาหลักของชุมทิศ ซึ่งตั้งอยู่ใน มัสยิดอัลฮะรอม (มัสยิดต้องห้าม) หลังจากนั้นผู้แสวงบุญก็จะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะหฺ ซึ่งมีระยะทาง 450 เมตร ไปมาจนครบเจ็ดเที่ยว ระหว่างที่เดินก็จะกล่าวคำขอพรและคำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วก็จะขริบผมหรือโกนหัว และผู้แสวงบุญก็จะหลุดพ้นจากภาวะ อิฮฺรอม

การทำฮัจญ์เป็นพิธีกรรม ทางศาสนาที่เก่าแก่ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยศาสดาอิบรอฮีม การทำฮัจญ์เริ่มต้นขึ้นเมื่ออัลลอฮได้บัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และศาสดาอิสมาอีล ผู้เป็นลูกชายร่วมกันทำนุบำรุง บัยตุลลอฮฺ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการเคารพบูชาอัลลอฮ เมื่อซ่อมแซมเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงบัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม เรียกร้องให้มนุษย์ชาติมาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ชนรุ่นหลังได้อุตริรูปแบบการทำฮัจญ์ จนมันได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมที่อัลลอหฺได้ทรงกำหนดไว้ เช่น มีการนำ เทวรูปต่าง ๆ มาตั้งรอบ ๆ กะอฺบะหฺ เพื่อบูชาในระหว่างการทำหัจญ์และมีการเปลือยกายในยามทำพิธีฏอวาฟ พร้อมกับกู่ร้องและปรบมือ

จนกระทั่ง มาถึงสมัยของศาสดามุฮัมมัด สิ่งแรกที่ท่านปฏิบัติก็คือการทุบทำลายเทวรูปและเจว็ดรอบข้างกะอฺบะหฺจนหมดสิ้น และท่านก็ได้แสดงแบบอย่างของการทำฮัจย์ที่ถูกต้องให้บรรดาผู้ศรัทธาได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงวันนี้

การเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปประกอบ พิธีฮัจญ์

การประกอบพิธีฮัจย์เป็นรูปกุนข้อที่ 5 ของศาสนาอิสาลามที่บังคับแก่มุสลิมทุกคน ที่บรรลุศาสนภาวะและมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์กำหนด ซึ่งอยู่บนพื้นฐานและเงื่อนไขหลัก 3 ประการ คือ

  1. มีทรัพย์สินพอเพียงสำหรับใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์และกลับภูมิลำเนาโดยไม่เดือดร้อนและไม่เป็นภาระให้แก่ครอบครัวหรือผู้อยู่เบื้องหลัง
  2. มีสุขภาพที่สมบูรณ์พอที่จะทนต่อการตรากตรำในการเดินทางและประกอบพิธีฮัจย์ได้
  3. มีความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

การเตรียมตัวด้านสัมภาระติดตัว

  1. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  เพื่อนำไปใช้จ่ายระหว่างอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เพราะค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร เป็นต้น ได้ชำระกับผู้ประกอบการแล้ว การแลกเป็นเงินสกุลตอลลาร์สหรัฐฯโดยแลกเป็นเงินสดหรือเช็คเดินทาง  สำหรับบัตรเครดิตทุกประเภทที่ทั่วโลกรับรองย่อมนำไปใช้ได้เช่นกัน
    การนำเงินสกุลริยาลของซาอุดีอาระเบียติดตัวไปเป็นจำนวนมากอาจจะไม่สะดวก ด้วยเหตุว่าทางการซาอุดีอาระเบียเกรงว่าจะนำเงินปลอมเข้าประเทศ ส่วนเงินบาทไทยก็สามารถนำไปแลกในประเทศซาอุดีอาระเบียได้
  2. อาหาร   นำไปเฉพาะในจำเป็น ควรเป็นอาหารแห้ง และจัดใส่ภาชนะที่ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ควรนำอาหารประเภทหมักดอง เช่น น้ำปลาหรือน้ำบูดู เพราะมีจำหน่ายในประเทศซาอุดีอาระเบียอยู่แล้ว
  3. ยารักษาโรค  ผู้ที่มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องใช้ยาเป็นประจำ ควรนำยาพร้อมใบรับรองการนำยาไปด้วย เพราะยาที่จะนำเข้าประเทศซาอุดีอาระเบียได้ จะต้องเป็นยาที่แพทย์สั่งเท่านั้น (แบบใบรับรองการนำยา ขอได้จากผู้ประกอบการหรือแซะห์ที่สังกัด)
  4. เครื่องแต่งกาย  ผู้หญิงควรมีชุดแต่งกายมุสลิมะห์ (ปกปิดร่างกาย เว้นแต่ใบหน้าและฝ่ามือ) ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายของซาอุดีอาระเบีย ส่วนผู้ชายต้องมีชุดเอียะห์รอม (ได้แก่ ผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผืน ห่ม 1 ผืน รองเท้าแตะ ย่าม และเข็มขัด ปีใดเทศกาลฮัจย์อยู่ในช่องฤดูหนาวก็ให้นำชุดกันหนาวไปด้วย
  5. หนังสือคู่มือการประกอบพิธีฮัจย์  ควรนำติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยทบทวนความจำในเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดปัญหาหลงลืม สับสน หรือเกิดความไม่แน่ใจในการประกอบศาสนกิจ และควรจะมีเพื่อนร่วมเดินทางที่สนิทเพื่อคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
    การประกอบพิธีฮัจย์เป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนปรารถนา ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติศาสานากิจสมบูรณ์ก่อนเดินทางจะต้องเตาบัตร (ขอลุแก่โทษ) ในการกระทำผิดทุกชนิดต่ออัลเลาะห์ ไม่กู้หนี้ยืมสิน หากมีหนี้สินก็ต้องชำระให้เรียบร้อย พร้อมทั้งจัดสรรค่าใช้จ่ายให้แก่ครอบครัวอย่างพอเพียง ตลอดระยะเวลาที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์และเพื่อให้ได้รับความสะดวกปลอดภัยมีหลักประกันในการเดินทาง จะต้องเดินทางไปกับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการเท่านั้น
  6. ประการสำคัญที่สุดที่รัฐบาลห่วงใยต่อผู้แสวงบุญ  ทุกคนในการจัดกระเป๋าและสัมภาระต้องจัดกระเป๋าและสัมภาระด้วยตนเอง น้ำหนักสัมภาระไม่เกิน 30 กิโลกรัม หรือตามที่สายการบินกำหนด หากเกินผู้แสวงบุญต้องชำระเงินค่าน้ำหนักส่วนเกินประมาณกิโลกรัมละ 500 บาท และไม่ควรรับฝากของจากผู้อื่น หากตรวจพบสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในสัมภาระของผู้ใด   ตามกฎหมายผู้นั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งของนั้น ๆ   และหากมีความจำเป็นควรตรวจสอบสิ่งของเหล่านั้นให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้แสวงบุญเอง และพึงระลึกเสมอว่า ความผิดตามกฎหมายของประเทศซาอุดีอาระเบียในกรณีผู้นำยาเสพติดเข้าประเทศซาอุดีอาระเบียมีโทษประหารชีวิต

ขอขอบคุณบทความสาระน่ารู้ดีๆ โดย ufabet