Categories
ประวัติศาสตร์

ยุทธการที่อี้จิง สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ขุนศึกม้าขาว

ยุทธการที่อี้จิง สงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ขุนศึกม้าขาว
หลายคนคงสงสัยว่ายุทธการนี้สำคัญอย่างไร
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้กัน

ยุทธการที่อี้จิง

ยุทธการที่อี้จิง การรบที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 198 – มีนาคม ค.ศ. 199 โดยนับเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง กองซุนจ้าน ขุนศึกผู้มีฉายาว่า ขุนศึกม้าขาว กับ อ้วนเสี้ยว อดีตผู้นำกองทัพพันธมิตรในคราวปราบตั๋งโต๊ะ

โดยฝ่ายกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวได้รบพุ่งกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 191 เพื่อแย่งชิงดินแดนทางภาคเหนือโดยในสงครามครั้งนี้ฝ่ายกองซุนจ้านได้ขอความช่วยเหลือจาก โจโฉ แต่โจโฉได้ปฏิเสธไปและหันไปช่วยเหลืออ้วนเสี้ยวทำให้กองซุนจ้านต้องไปขอความช่วยเหลือจาก เตียวเอี๋ยน หัวหน้าโจรป่าแห่งภูเขาดำแทนส่วนอ้วนเสี้ยวได้รับความช่วยเหลือจากชนเผ่านอกด่าน

ซึ่งกองซุนจ้านได้ใช้เมืองอี้จิงเป็นฐานที่มั่นและเก็บเสบียงจำนวนมหาศาลไว้ในเมืองและคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวจะล่าถอยไปเองเพราะขาดแคลนเสบียงแต่กองซุนจ้านคิดผิดเพราะอ้วนเสี้ยวได้ใช้ยุทธวิธีใหม่คือให้ทหารขุดอุโมงค์ใต้กำแพงเมืองจนสามารถบุกเข้าไปในเมืองทำให้กองซุนจ้านต้องฆ่าลูกเมียและฆ่าตัวตายตามใน ค.ศ. 199 ทำให้อ้วนเสี้ยวสามารถยึดครองดินแดนทางภาคเหนือได้เกือบทั้งหมดก่อนจะเสียให้กับโจโฉใน ศึกกัวต๋อ เมื่อ ค.ศ. 200 หรือในปีต่อมา

ปัจจัยที่ทำให้กองซุนจ้านพ่ายแพ้แก่อ้วนเสี้ยว

ตามประวัติศาสตร์ กองซุนจ้านกึ่งๆ เป็นขุนศึกในบังคับบัญชาของหลิวอวี๋ (劉虞 เล่าหงี) เชื้อพระวงศ์ฮั่น ผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจว (幽州 อิวจิ๋ว) ครับ

ในช่วงที่เกิดกบฏในมณฑลเหลียงโจว (凉州 เหลียงจิ๋ว) ราชสำนักได้แต่งตั้งกองซุนจ้านเป็นผู้บัญชาการทหารม้าในโยวโจว  จางฉุน (張純 เตียวซุ่น) เจ้าเมืองจงซาน ซึ่งอยากได้ตำแหน่งไม่พอใจจึงได้ร่วมมือจางจวี่ (張舉 เตียวกี) และชิวลี่จวี (丘力居) หัวหน้าชนเผ่าอูหวฺาน (烏桓 ออหวน) ก่อกบฏขึ้นในภาคเหนือ  ราชสำนักจึงตั้งหลิวอวี๋มาดูแลโยวโจว กองซุนจ้านปราบกบฏจางฉุนได้ชัยชนะ แล้วยกทหารตามตีชิวลี่จวีเข้าไปถึงเมืองเหลียวซี (遼西 เลียวไส) แต่กลับถูกล้อมโจมตีจนเสียหายหนัก

หลิวอวี๋นั้นมีนโยบายสันติกับชนเผ่าอูหฺวาน คือเสนอให้ส่งหัวของจางจวี่และจางฉุนมาให้แลกกับการปูนบำเหน็จ เผ่าอูหฺวานยอมทำตามเหตุการณ์จึงสงบลงด้วยดี แต่กองซุนจ้านไม่พอใจเพราะอยากจะกวาดล้างพวกอูหฺวานให้สิ้นซาก

หลังจากพันธมิตรกวนตงที่รวมตัวกันโค่นตั๋งโต๊ะล่มสลายแล้ว บรรดาขุนศึกก็หันมาตั้งตัวเป็นใหญ่แย่งชิงอำนาจกันเองตั้งแต่ตั๋งโต๊ะยังเดินทางไปไม่ถึงเมืองฉางอานด้วยซ้ำ   ช่วงนั้นอ้วนเสี้ยวซึ่งครองเมืองป๋อไห่ (渤海 ปุดไฮ) ในมณฑลจี้โจว (冀州 กิจิ๋ว) คิดจะยึดครองมณฑลจี้โจวมาจากฮันฮกที่เป็นผู้ว่าราชการ เลยแอบตกลงกับกองซุนจ้านให้ร่วมมือกันบุกจี้โจว  ฝ่ายฮันฮกไม่อยากสู้จึงตกลงยอมมอบเมืองให้อ้วนเสี้ยวก่อน กองซุนจ้านซึ่งไม่ได้อะไรจึงเริ่มขยายอำนาจไปชิงโจว (青州 เฉงจิ๋ว) ด้วยการปราบโจรโพกผ้าเหลืองที่กลับมาก่อความวุ่นวายในละแวกนั้นอีก ได้รับชัยชนะอย่างงดงามจนชื่อเสียงระบือไปทั่ว

หลังจากนั้น พระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระราชโองการให้หลิวเหอ (劉和 เล่าโห) ลูกชายของหลิวอวี๋ซึ่งรับราชการอยู่ในราชสำนัก ลอบนำหนังสือจากฉางอานไปส่งถึงหลิวอวี๋เพื่อขอให้ยกทัพมาช่วยพระองค์จากตั๋งโต๊ะ แต่หลิวเหอถูกอ้วนสุดกักตัวไว้ที่เมืองหนานหยาง (南陽 ลำหยง) เพื่อบีบให้หลิวอวี๋ยอมเป็นพันธมิตรกับอ้วนสุดเพื่อบุกตีตะวันตก  หลิวอวี๋จึงจำยอมต้องส่งทหารมาสนับสนุนอ้วนสุด

ฝ่ายกองซุนจ้านไม่เห็นด้วยพยายามและคัดค้านแต่ไม่เป็นผล กองซุนจ้านกลัวว่าอ้วนสุดจะรู้ว่าตนเองคัดค้านแล้วไม่พอใจ เลยส่งกองซุนอวด (公孫越 กงซุนเยฺวี่ย) ญาติผู้น้องให้นำทหารไปช่วยอ้วนสุด แล้วทำข้อตกลงลับว่าให้อ้วนสุดกักตัวหลิวเหอไว้ต่อไปพร้อมกับยึดกำลังทหารมาเป็นของตนเอง ด้วยเหตุนี้กองซุนจ้านกับหลิวอวี๋เลยผิดใจกัน แต่ต่อมาหลิวเหอหนีไปได้แต่ก็ถูกอ้วนเสี้ยวจับตัวไว้

ในช่วงนั้น กลุ่มขุนศึกที่แย่งชิงอำนาจกันแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มของอ้วนสุด และกลุ่มของอ้วนเสี้ยว พี่น้องที่ไม่ถูกกันมาแต่เดิม  กองซุนจ้านอยู่ข้างอ้วนสุด  ตอนนั้นอ้วนสุดตั้งซุนเกี๋ยนให้เป็นผู้ว่าราชการมณฑลอวี้โจว (豫州 อิจิ๋ว) ฝ่ายอ้วนเสี้ยวก็ตั้งโจวอวี๋ (周喁) ให้มาครองอวี้โจวแข่งกันแล้วให้ยกทัพมายึดเมืองหยางเฉิง (陽城) ในเขตปกครองของซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนกับกองซุนอวดยกทัพไปตีเมืองคืน แต่กองซุนอวดโดนธนูยิงตายในสนามรบ กองซุนจ้านแค้นมากจึงตั้งตนเป็นศัตรูกับอ้วนเสี้ยว และเริ่มแย่งชิงอำนาจในภาคเหนือกัน

กองซุนจ้านได้ส่งฎีกาฟ้องร้องความผิดของอ้วนเสี้ยวหลายประการไปยังราชสำนัก แล้วยกทัพไปตีอ้วนเสี้ยว ในครั้งนั้นหลายเมืองในจี้โจวก็เป็นกบฏต่ออ้วนเสี้ยวและหันมาเข้ากับกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวกลัวจึงมอบตราประจำตำแหน่งเจ้าเมืองป๋อไห่ให้กงซุนฟาน (公孫範) ญาติของกองซุนจ้านไปขอทหารจากเมืองป๋อไห่มาช่วย แต่กงซุนฟานกลับนำทหารจากป๋อไห่ไปเข้ากับกองซุนจ้านอีกคน

อิทธิพลของกองซุนจ้านเริ่มสูงขึ้น กองซุนจ้านก็แต่งตั้งให้คนของตนเองเข้ามาปกครองมณฑลต่างๆ ให้เหยียนกัง (嚴綱 ยำก๋ง) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลจี้โจว เถียนไข่ (田楷 เต๊งไก๋) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลชิงโจว ซ่านจิง (單經) เป็นผู้ว่าราชการมณฑลเหยี่ยนโจว (兗州 กุนจิ๋ว) และยังตั้งเจ้าเมืองต่างๆ อีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือเล่าปี่ซึ่งกองซุนจ้านตั้งให้ครองเมืองผิงหยวน (平原 เพงงวนก้วน) ในจี้โจว และให้ติดตามเถียนไข่ไปรบกับอ้วนเสี้ยว

กองซุนจ้านได้ทำสงครามใหญ่ครั้งแรกกับอ้วนเสี้ยวที่สะพานเจี๋ยเฉียว (界橋) แต่ถูกชวีอี้ (麴義 จ๊กยี่) แม่ทัพของอ้วนเสี้ยวโจมตีจนพ่ายแพ้หนัก เหยียนกังถูกชวีอี้ตัดหัวในสนามรบ นอกจากนี้เล่าต้ายผู้ว่าราชการมณฑลเหยี่ยนโจวซึ่งมีไมตรีอยู่กับทั้งฝ่ายกองซุนจ้านและอ้วนเสี้ยวก็ตัดสินใจตัดไมตรีกับกองซุนจ้านไปอีก ต่อมาก็แพ้อีกครั้งหนึ่ง กองซุนจ้านต้องล่าถอยไปอยู่ที่โยวโจว

เถียนไข่ทำศึกกับอ้วนเสี้ยวต่อเนื่องสองปีไม่รู้ผล อ้วนเสี้ยวตั้งอ้วนถำลูกชายคนโตเป็นผู้ว่าราชการมณฑลชิงโจวให้มาแย่งชิงอำนาจกับเถียนไข่ แต่ก็เอาชนะเด็ดขาดไม่ได้ ต่อมาทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาสงบศึกเลิกรากันไป

ความสัมพันธ์ระหว่างกองซุนจ้านกับหลิวอวี๋ยิ่งแย่หนัก เพราะหลิวอวี๋คัดค้านการรบกับอ้วนเสี้ยว จึงพยายามตัดกำลังและเสบียงของกองซุนจ้าน กองซุนจ้านโกรธก็เริ่มไม่สนใจกฎหมายและปล้นชิงราษฎรจนหลิวอวี๋ควบคุมไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต่างส่งฎีกาไปราชสำนักกล่าวโทษกันเอง ราชสำนักก็ส่งคนมาช่วยไกล่เกลี่ยแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายก็รบกันเอง กองซุนจ้านเป็นฝ่ายชนะ จับหลิวอวี๋และครอบครัวเป็นเชลย

ในช่วงเวลาเดียวกันมีทูตจากราชสำนักมาถ่ายทอดพระราชโองการเพิ่มศักดินาให้หลิวอวี๋รวมถึงพระราชทานสิทธิให้ปกครองหกหัวเมือง พร้อมกับแต่งตั้งกองซุนจ้านเป็นขุนพลฝ่ายหน้า (前將軍) มีบรรดาศักดิ์เป็นอี้โหว (易侯) กองซุนจ้านยัดข้อหาเท็จกล่าวโทษหลิวอวี๋ว่าสมคบคิดกับอ้วนเสี้ยวหวังแย่งชิงราชสมบัติ และบังคับให้ทูตออกคำสั่งให้ประหารหลิวอวี๋และครอบครัวทั้งหมดต่อหน้าสาธารณชน แล้วเอาหัวหลิวอวี๋ไปเสียบประจาน

เนื่องจากหลิวอวี๋เป็นคนมีคุณธรรมและมีเมตตาจึงเป็นที่รักของราษฎรในโยวโจวมาก กล่าวกันว่าไม่มีใครโยวโจวจะไม่โศกเศร้ากับความตายของหลิวอวี๋ ทำให้กองซุนจ้านกลับกลายเป็นที่เกลียดชังของชาวเมืองแทน

ช่วงนั้นโตเกี๋ยมผู้ว่าราชการมณฑลสวีโจว (徐州 ชีจิ๋ว) ซึ่งเป็นพันธมิตรอยู่กับกองซุนจ้านได้ขอกำลังจากเถียนไข่ไปช่วยป้องกันโจโฉ เถียนไข่กับเล่าปี่จึงยกทหารไปช่วย หลังจากโจโฉถอยไปแล้ว เล่าปี่จึงแยกจากเถียนไข่ไปอยู่กับโตเกี๋ยมแทนและได้ครองสวีโจวต่อมา เล่าปี่ต้องรบกับทั้งอ้วนสุดและลิโป้จึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกองซุนจ้านอีก

ฝ่ายกองซุนจ้านยึดครองดินแดนของหลิวอวี๋ทั้งหมดแล้วตั้งตนเองเป็นผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจว แต่ประวัติศาสตร์ระบุว่ากองซุนจ้านเป็นผู้ปกครองที่ทะเยอทะยานและเลวร้าย ไม่มีความกรุณาต่อราษฎร ทำแต่เรื่องไม่ดี ชำระแค้นเพียงเพราะอารมณ์โกรธ และยังใช้กฎหมายบีบบังคับเหล่าบัณฑิตและนักศึกษารวมถึงคนที่ได้รับความเคารพนับถือมากกว่าตนเอง คนที่มีความสามารถกลับถูกเนรเทศไปแดนไกล  กองซุนจ้านมีคนสนิทเป็นเหล่าพ่อค้าซึ่งได้รับการปฏิบัติเหมือนพี่น้องและเกี่ยวดองกันเป็นญาติด้วยการแต่งงาน คนกลุ่มนี้ก็กดขี่ราษฎรเป็นที่เกลียดชังโดยทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ เซียนอวี๋ฝู่ (鮮於輔) ลูกน้องเก่าของหลิวอวี๋จึงรวบรวมกำลังจะโค่นอำนาจกองซุนจ้าน และยังได้รับกำลังสนับสนุนจากชนเผ่าอูหฺวานนับหมื่น ยกทัพไปตีเมืองอวี๋หยาง (漁陽) สังหารเจ้าเมืองที่กองซุนจ้านตั้งและทหารอีกถึงสี่พันคน  นอกจากนี้ ท่าตุ้น (蹋頓 เป๊กตุ้น) ข่านของชนเผ่าอูหฺวานยังนำทหารม้าอีกเจ็ดพัน ทั้งหมดเข้าร่วมกับหลิวเหอลูกหลิวอวี๋ ชวีอี้แม่ทัพของอ้วนเสี้ยว ยกทัพมาตีกองซุนจ้าน

ด้วยกำลังมากมายมหาศาลทำให้กองซุนจ้านต้านทานไม่ได้พ่ายแพ้ยับเยิน จนมีบันทึกว่าทหารฝ่ายกองซุนจ้านถูกตัดหัวมากกว่าสองหมื่น นอกจากนี้ราษฎรในเมืองไต้ (代) กว่างหยาง (廣陽) ซ่างกู่ (上谷) โย่วเป่ยผิง (右北平) ในมณฑลโยวโจว (ซึ่งเห็นจะไม่พอใจกองซุนจ้านมาแต่เดิม) ต่างลุกฮือขึ้นสังหารเจ้าเมืองที่กองซุนจ้านตั้ง แล้วไปเข้าร่วมกับเซียนอวี๋ฝู่และหลิวเหอแทน กองซุนจ้านพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองซุนจ้านล่าถอยไปเมืองอี้ (易) แล้วสร้างป้อมปราการขึ้นเรียกว่า ป้อมอี้จิง (易京) มีคูเมืองสิบชั้น ตรงกลางสร้างป้อมดินสูงใหญ่ ประตูทำจากเหล็กกล้า ตรงกลางเป็นหอคอยสูงสิบจั้งเป็นที่อยู่ของกองซุนจ้านกับภรรยา กักตุนเสบียงไว้ถึงสามหมื่นหู กองซุนจ้านปลดข้ารับใช้ทั้งหมด ไม่ให้ผู้ชายที่แก่กว่าเจ็ดขวบเข้าไปในหอคอยเด็ดขาด หนังสือสำคัญจะถูกดึงส่งขึ้นไปที่หอคอย กองซุนจ้านไม่ไว้วางใจใครและไม่ยอมเข้าใกล้ลูกน้อง บรรดาขุนนางและแม่ทัพนายกองในสังกัดต่างก็มีใจออกห่าง กองซุนจ้านตั้งมั่นแทบไม่ออกรบ ปล่อยให้ทหารสู้เอาเอง

อ้วนถำก็ขยายอำนาจเข้ามาในชิงโจวมากขึ้น ด้วยการยึดเมืองเป่ยไห่ (北海 ปักไฮ) ของข่งหรง (孔融 ขงหยง) ต่อมาก็ขับไล่เถียนไข่ออกไปได้สำเร็จได้ครองชิงโจวทั้งหมด เถียนไข่ต้องกลับไปอยู่กับกองซุนจ้าน

อย่างไรก็ตามป้อมอี้จิงมีชัยภูมิเป็นต่อจึงสามารถยืนหยัดต่อต้านอ้วนเสี้ยวได้หลายปี อ้วนเสี้ยวจะขอสงบศึก แต่กองซุนจ้านหยิ่งผยองในการป้องกันของตนเอง ไม่เชื่อว่าอ้วนเสี้ยวจะชนะได้ก็ไม่ยอมสงบศึก  แต่กองซุนจ้านเอาแต่ตั้งรับ มีอยู่ครั้งหนึ่งค่ายด้านนอกโดยอ้วนเสี้ยวยึด กองซุนจ้านก็ไม่ช่วยโดยอ้างว่าถ้าช่วยก็จะมีแต่คนคาดหวังให้ช่วย สุดท้ายค่ายด้านนอกต่างก็อ่อนแอ ทหารพากันหมดหวัง บ้างก็ยอมแพ้บ้างก็หลบหนี จนอ้วนเสี้ยวยกทัพมาตั้งประชิดที่ประตูป้อมสำเร็จ

กองซุนจ้านส่งกงซุนซวี่ (公孫續) ลูกชายไปขอความช่วยเหลือจากโจรภูเขาเฮยซาน (黑山賊) ซึ่งมีกำลังกล้าแข็งมาช่วยรบกับอ้วนเสี้ยว โดยวางแผนว่าตนเองจะยกทหารม้าเร็วฝ่าออกทางตะวันตกแล้วให้โจรภูเขายกตีกระหนาบหลังอ้วนเสี้ยว แต่ลูกน้องคัดค้านว่าถ้ากองซุนจ้านทิ้งป้อมทหารจะห่วงแต่ครอบครัวไม่เหลือกำลังใจรักษาป้อมให้ แผนจึงถูกระงับไป

จางเยี่ยน (張燕 เตียวเอี๋ยน) หัวหน้าโจรภูเขาได้นำกำลังนับแสนมาช่วย กองซุนจ้านส่งหนังสือไปให้กงซุนซวี่ว่าให้นำทหารม้าเกราะห้าพันบุกตีทางเหนือแล้วจุดไฟสัญญาณ กองซุนจ้านจะยกออกจากในป้อมไปตีกระหนาบ แต่คนถือหนังสือถูกทหารอ้วนเสี้ยวจับได้จึงซ้อนกลจุดไฟหลอกให้กองซุนจ้านยกออกมาแล้วดักซุ่มโจมตี กองซุนจ้านเสียหายหนักต้องกลับเข้าป้อม

สุดท้ายอ้วนเสี้ยวให้ขุดอุโมงค์เข้าไปถึงฐานหอคอยจึงให้จุดไฟขึ้นจนหอคอยถล่มลงมา ทหารอ้วนเสี้ยวเข้าเมืองได้ กองซุนจ้านตระหนักว่าแพ้ก็ฆ่าลูกเมียแล้วฆ่าตัวตายตาม เถียนไข่ตายในการรบ ส่วนกงซุนซวี่กับจางเยี่ยนมาช่วยไม่ทัน อ้วนเสี้ยวได้ครองอำนาจในภาคเหนือทั้งหมดครับ

ส่วนจูล่งตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏบทบาทที่โดดเด่นตอนอยู่กับกองซุนจ้านเลย เพราะจูล่งได้ติดตามไปเป็นนายกองทหารม้า (主騎) ให้เล่าปี่ตั้งแต่ตอนที่เล่าปี่ติดตามเถียนไข่ไปรบกับอ้วนเสี้ยว ต่อมาพี่ชายจูล่งตาย จูล่งจึงต้องกลับบ้านเกิดไปไว้ทุกข์ (ตามธรรมเนียมจีนต้องอยู่ไว้ทุกข์สามปี) จึงต้องลาจากกองซุนจ้านชั่วคราว เล่าปี่รู้ว่าจูล่งคงไม่กลับไปหากองซุนจ้านอีกจึงได้ร่ำลากัน หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าจูล่งได้กลับไปหากองซุนจ้านอีก แต่มาหาเล่าปี่ตอนที่เล่าปี่มาอาศัยอ้วนเสี้ยวครับ

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/