Categories
ประวัติศาสตร์

โซเวียต การปฏิวัติสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์

วันนี้ Centrovirtual พาคุณย้อนกลับไป
ถึงที่มาของตำนานประเทศคอมมิวนิสต์โลก
โซเวียต (สหภาพโซเวียต)

โซเวียต
ตราสัญลักษณ์สหภาพโซเวียต

เรารู้กันดีว่าอดีตนั้นก่อนมาเป็น สหภาพโซเวียต นั้น ประเทศรัสเซียอยู่ภายใต้ระบบซาร์ จนกระทั่งคณะบอลเชวิกได้ทำการโค่นล้มอำนาจและเป็นประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต มันเกิดขึ้นอย่างไร ไปดูกัน

ธงชาติ สหภาพโซเวียต

การปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ตามปฏิทินเก่า (ช้ากว่าปฏิทินเกเกอเรียนหรือปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองของซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Tsar Nicholas II of Russia) และการปฏิวัติครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม (ประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ซึ่งเป็นปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในการสืบทอดเจตนารมณ์แห่งการปฏิวัติตามทฤษฎีมาร์กซ์

การปฏิวัติครั้งที่ 1

การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เป็นผลสืบเนื่องจากความยืดเยื้อของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วง ค.ศ. 1914-1918 ซึ่งรัสเซียต้องต่อสู้กับฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี และตุรกี แม้รัสเซียจะมีกองทหารจำนวนมากแต่มีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การรบแนวหน้าไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการขนส่งกำลังสนับสนุนทั้งเสบียงอาหารและอาวุธ ทำให้รัสเซียต้องเพลี่ยงพล้ำจนเกิดความสิ้นหวังในกองทัพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้เป็นคู่แข่งขันทางทหารที่สำคัญของฝ่ายเยอรมนีอีกต่อไป

สงครามส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายรัสเซียถดถอย เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาอาหารและสินค้าถีบตัวสูงขึ้น และจํานวนคนว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นตาม จึงก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลและต่อต้านการดื้อดึงจะทำสงครามต่อไป อย่างไรก็ตาม ซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงยืนยันที่จะทำสงครามต่อไปและเสด็จไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เองในกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1915

ซารีนา อะเล็กซานดรา (Tsarina Alexandra) ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ซารีนาทรงเชื่อคําแนะนําของรัสปูติน (Rasputin) ในการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดของเขาที่ไร้ความสามารถให้ดํารงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทำให้การปกครองยิ่งไร้เสถียรภาพ จึงเริ่มเกิดเสียงเรียกร้องจากสภาดูมาให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายก็เคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก นอกจากนั้นยังปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้รัสเซียรอดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ระชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยเดินขบวนชุมนุมประท้วงและก่อจลาจลตามเมืองต่าง ๆ เพราะไม่สามารถอดทนกับสภาวะตกงานและอดอยากได้อีกต่อไป กรรมกรกว่า 142,000 ในกรุงเปโตรกราด (Petrograd) จัดชุมนุมในวาระครบรอบเหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sundayค.ศ. 1905 อ่านเพิ่มเติม ที่นี่) ไม่นานการชุมนุมเดินขบวนก็ขยายตัวไปตามเมืองต่าง ๆ ฝ่ายปฏิวัติจึงปลุกระดมทางการเมืองและนําไปสู่การเกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ (February Revolution) ค.ศ. 1917

ระชาชนชาวรัสเซียไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ทหาร ตำรวจ กรรมกร นักศึกษา ปัญาชน รวมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาลได้ในที่สุด ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ (27 กุมภาพันธ์ตามปฏิทินสากล) เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่าพบนายทหารแทรกซึมปะปนกับฝูงชนที่ประท้วงต่อต้านสงคราม ในการนี้อะเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี (Alexander Kerensky) นักกฎหมายและหนึ่งในนักวิชาการที่อยู่ข้างประชาชนได้ฉวยโอกาสในการโจมตีและชี้ให้เห็นโทษของระบอบซาร์

การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์เริ่มต้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (3 มีนาคมตามปฏิทินสากล) จากการนัดหยุดงานและชุมนุมใหญ่ของกรรมกรโรงงานพติลอฟ (Puitoy) ซึ่งไม่เพียงเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเปโตรกราด ตามมาด้วยการเดินขบวนของกรรมกรหญิง ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ (8 มีนาคม ตามปฏิทินสากล) จากนั้นก็ตามมาด้วยการนัดหยุดงานจากทุกอาชีพทั่วทั้งประเทศ คนงานหลายพันคนหลั่งไหลไปตามถนนในกรุงเปโตรกราดเพื่อแสดงความไม่พอใจรัฐบาล

ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียเริ่มใช้มาตรการปันส่วนอาหาร โดยเฉพาะแป้งและขนมปัง ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องการขาดแคลนอาหารจึงยิ่งทำให้เกิดการจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเปโตรกราด แรงงานจากหลายแห่งเริ่ม “สไตร์ค” เพื่อมาร่วมประท้วงกับผู้ชุมนุม ประชาชนชาวรัสเซียทั้งชายหญิงเดินขบวนชุมนุมเรียกร้องให้ยุติภาวะขาดแคลนอาหาร เรียกร้องให้ยุติสงคราม ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ (9 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ก็มีประชาชนมาร่วมชุมนุมกว่า 200,000 คน

รัฐบาลพยายามใช้กองกําลังเพื่อแยกสลายการชุมนุมแต่ยิ่งกลับทำให้เหตุการณ์ปานปลาย มีการชูคําขวัญ “ชาร์จงพินาศ” “สงครามจงพินาศ” และ “ขนมปัง” ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ (11 มีนาคมตามปฏิทินสากล) ทหารบางส่วนเริ่มขัดคำสั่งผู้บัญชาการและเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน

ในคืนนั้นซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงมีพระราชบัญชาให้รีบสลายการชุมนุมประท้วง ฝ่ายรัฐบาลได้จับกุมสมาชิกพรรคบอลเชวิค ทางพรรคบอลเชวิคจึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านระบอบซาร์และเรียกร้องให้สถาปนารัฐบาลปฏิวัติ

การปฏิวัติครั้งที่ 2

ภายหลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 (ครั้งแรก) อันเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบซาร์แห่งรัสเซีย อำนาจรัฐถูกโอนย้ายมาสู่ “คณะกรรมาธิการเฉพาะกาล” ของสภาดูมา กับ “สภาโซเวียตเปโตกราด” (แห่งผู้แทนกรรมกรและทหาร) ที่จัดตั้งขึ้นโดยพรรคเมนเชวิค พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่เข้มแข็งที่สุดในขณะนั้น กลายเป็นสององค์กรที่แก่งแย่งอำนาจกันจนนำมาสู่การปฏิวัติเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน อันเปลี่ยนประวัติศาสตร์รัสเซียเข้าสู่ยุคแห่งลัทธิมาร์กซ์อย่างเต็มตัว

คณะกรรมาธิการเฉพาะกาลและสภาโซเวียตเปโตรกราด เป็นองค์กรการเมืองที่กลายเป็นรัฐบาลของรัสเซียโดยพฤตินัย ภายใต้การปกครองแบบทวิอำนาจ (Dual Power) นี้ กลับยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองของรัสเซียไม่ได้สงบลงถึงแม้จะโค่นล้มระบอบซาร์ไปแล้วก็ตาม องค์กรทั้งสองได้ประกาศสิ้นสุดอำนาจซาร์เมื่อ 1 มีนาคม ค.ศ. 1917 และคณะกรรมาธิการเฉพาะกาลจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาล” ขึ้นบริหารประเทศ

ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังคงดำเนินต่อไปอย่างหนักหน่วง รัสเซียเสียทหารนับล้านคนแต่ยังคงสู้รบต่อไป ภายหลังจากเลนิน (Vladimir Lenin) เดินทางกลับสู่รัสเซีย เขามีแนวคิดยึดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาลโดยใช้สภาโซเวียตเป็นแกนหลักในการยึดอำนาจ พร้อมทั้งเผยแพร่นิพนธ์ที่มีแนวคิดยุติสงคราม กำจัดนายทุน เพื่อการปฏิวัติแห่งชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาตามลัทธิมาร์กซ์

พรรคบอลเชวิคยังไม่มีอำนาจที่เข้มแข็งมากพอ และลำพังเลนินเพียงคนเดียวก็ไม่อาจทำการปฏิวัติได้สำเร็จหากขาดเลออน ตรอสกี (Leon Trotsky) ผู้ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานสภาโซเวียต ซึ่งทั้งสองคนจะมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติเดือนตุลาคม

ต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 อเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี (Alexander Kerensky) นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลเฉพาะกาลประกาศย้ายรัฐบาลจากนครเปโตรกราดไปมอสโก เนื่องจากกองทัพเยอรมนีรุกเข้ามาใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลเฉพาะกาล ตรอสกีจึงปลุกระดมประชาชนและทหารให้ต่อสู้ป้องกันนครเปโตรกราด และได้ติดอาวุธให้กับทหารเรดการ์ดของสภาโซเวียต

กระทั่งเลนินได้จัดประชุมแกนนำพรรคบอลเชวิค 12 คน เมื่อ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1917 ที่ประชุมเห็นควรให้ปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาลเพราะถึงเวลาสุกงอมแล้ว แต่สมาชิก 2 คนในที่ประชุมไม่เห็นด้วย คิดว่าพรรคบอลเชวิคไม่เข็มแข็งพอ ทั้งสองทำจดหมายเปิดผนึกเปิดเผยแผนการยึดอำนาจเผยแพร่ลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งได้สร้างความแตกตื่นไปทั่ว

ตรอสกีจึงสั่งให้ถอนกำลังจากแนวหน้ามาป้องกันนครเปโตรกราด วางกำลังป้องกัน และวางแผนกวาดล้างพรรคบอลเชวิค ท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่น สภาโซเวียตปฏิเสธข่าวลือการยึดอำนาจ แต่ข่าวลือและความตึงเครียดทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์​วันใด ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน ต่างก็ตกอยู่ในความสับสน

ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1917 (6 พฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) รัฐบาลเฉพาะกาลเริ่มปฏิบัติการก่อน โดยการบุกยึดโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์สองฉบับของพรรคบอลเชวิค ตัดเส้นทางคมนาคมระหว่างเขตเมืองกับเขตที่พักอาศัยของกรรมกร และสั่งกวาดล้างพรรคบอลเชวิค อย่างไรก็ตาม พรรคบอลเชวิคสามารถยึดโรงพิมพ์กลับคืนได้ ในช่วงเย็นก็สามารถยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้หลายที่ ทั้งที่ทำการโทรเลขกลาง ไปรษณีย์ และโทรศัพท์ สะพานหลายแห่ง รวมถึงปิดล้อมพระราชวังฤดูหนาวซึ่งเป็นที่ทำการของรัฐบาลเฉพาะกาล

วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1917 (7 พฤศจิกายนตามปฏิทินสากล) ฝ่ายปฏิวัติออกแถลงการณ์ยึดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาล เคเรนสกีพยายามสั่งให้ต่อสู้โดยใช้กำลังทหารนอกนครเปรโตรกราดมาสมทบกับกำลังทหารที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลเฉพาะกาล แต่เขาประเมินกำลังของฝ่ายปฏิวัติผิดพลาด และการตัดสินใจที่ล่าช้าทำให้เขาพ่ายแพ้และต้องหลบหนีออกจากรัสเซียในวันนั้น

กลางดึกวันนั้น ฝ่ายปฏิวัติได้เข้ายึดพระราชวังฤดูหนาวสำเร็จ เป็นอันสิ้นสุดอำนาจรัฐบาลเฉพาะกาล รัสเซียจึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งการปฏิวัติตามลัทธิมาร์กซ์ด้วยพลังการปฏิวัติของพรรคบอลเชวิค ที่มีเลนินและตรอสกีเป็นแกนนำสำคัญ การปกครองสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ “โซเวียต” จึงถือกำเนิดขึ้นนับแต่นั้น

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com