Categories
ประวัติศาสตร์

โรคระบาด ปัญหาสุขภาพที่มนุษย์เผชิญตลอดมา

โรคระบาด

โรคระบาด ปัญหาสุขภาพที่มนุษย์เผชิญตลอดมา
ในไทยเองก็เคยเกิดการระบาดของหลายๆ โรคที่รุนแรง
มีการบันทึกไว้เสมอในประวัติศาสตร์
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษาผลกระทบของโรคระบาดกันครับ

โรคระบาด

ในทางวิทยาการระบาด โรคระบาด (epidemic; มาจากรากศัพท์ภาษากรีก epi- = บน, ระหว่าง; demos = ประชาชน) เป็นการจำแนกโรคอย่างหนึ่งซึ่งปรากฏกรณ์ใหม่เกิดขึ้นในประชากรกลุ่มหนึ่งในระยะเวลาหนึ่ง ในอัตราที่สูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเทียบกับประวัติการเกิดโรคในอดีต (จำนวนของกรณีใหม่ในประชากรในระหว่างช่วงเวลาหนึ่งๆ เรียกว่า “อัตราอุบัติการณ์”) โรคนั้นอาจเป็นโรคติดต่อทางสัมผัสหรือไม่ก็ได้

การนิยามโรคระบาดอาจมาจากความรู้สึกของผู้นิยามเองก็ได้ขึ้นกับว่าคาดหวังจำนวนไว้เท่าไร โรคระบาดอาจจะจำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง (หรือ outbreak), หรืออาจเกิดได้ทั่วไป (โรคระบาด—epidemic) หรืออาจกระจายไปทั่วโลก (โรคระบาดทั่ว—pandemic) เนื่องจากการจัดจำแนกว่าโรคใดเป็นโรคระบาดนั้นขึ้นกับว่าจำนวนที่คาดหวังหรือจำนวนที่คาดว่าปกตินั้นเป็นเท่าไร โรคที่เกิดกรณีขึ้นจำนวนน้อยแต่หายากเช่นพิษสุนัขบ้าอาจจัดให้เป็นโรคระบาดได้ ในขณะที่โรคที่เกิดหลายกรณีหรือเป็นโรคทั่วไป (เช่น โรคหวัด) นั้นไม่จัดเป็นโรคระบาด

โรคประจำถิ่น

โรคทั่วไปที่เกิดขึ้นอย่างคงที่แต่อยู่ในอัตราสูงในประชากรนั้นอาจจัดให้เป็น โรคประจำถิ่น (endemic) ตัวอย่างของโรคประจำถิ่น เช่น มาลาเรียในบางบริเวณเช่น แอฟริกา (เช่นในประเทศไลบีเรีย) ที่ซึ่งมีอัตราส่วนของประชากรส่วนมากที่คาดว่าจะต้องป่วยเป็นโรคมาลาเรียในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

โรคระบาดในสยามครั้งอดีต

วันนี้หากพูดถึงโรคระบาด คงนึกถึงโควิด-19 และการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน แต่สำหรับผู้คนในยุคโบราณนั้น น่าเสียดายที่การแพทย์นั้นยังไม่พัฒนาเท่า เกิดเชื้อโรคระบาดแต่ละครั้งจึงรุนแรง และมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก บางครั้งก็ถึงหลักล้านเลยทีเดียว ครั้งนี้เราจะพาคุณย้อนอดีต

เมื่อปี พ.ศ. 2505 นายแพทย์ประเมิน จันทวิมล รองอธิบดีกรมอนามัยได้เขียนบทความชื่อ ประวัติการควบคุมโรคติดต่ออันตรายในประเทศไทย ไว้ในหนังสืออนุสรณ์ “กระทรวงสาธารณสุข 20 ปี พ.ศ. 2485-2505″ 

โดยกล่าวถึงโรคระบาดสำคัญๆ คือโรคอหิวาตกโรค, ไข้ทรพิษ, กาฬโรค

โรคเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วระบาดได้รวดเร็ว ประชาชนป่วยและเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น ในช่วงเวลาประมาณ 42 ปี (พ.ศ. 2462-2504) มีผู้ป่วยจากโรคทั้งสามประมาณ 150,000 คน เสียชีวิตประมาณ 60,000 คน สรุปได้ดังนี้

อหิวาตกโรค

อหิวาตกโรคเป็นโรคที่มีมานานแล้ว เชื่อกันว่าแหล่งของอหิวาตกโรคอยู่ในมณฑล “เบงกอล” ประเทศอินเดีย ระบาดโดยพวกพ่อค้าจากอินเดียนําไปทั้งทางบกและทางเรือ บางครั้งก็เป็นพวกที่ไปแสวงบุญที่เมกกะ ที่ผ่านมามีการระบาดทั่วโลก 5 ครั้ง บางครั้งก็ไปถึงยุโรป อเมริกา และเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมักจะมาโดยทางเรือจากปีนัง สิงคโปร์ และมณฑลทางภาคใต้ก่อน แล้วจึงเข้ามาถึงสมุทรปราการเป็นแห่งแรก แล้วลุกลามเข้ามาในกรุงเทพมหานครภายหลัง ประวัติการระบาดในประเทศไทยเท่าที่ค้นหาได้มีดังนี้

ก่อนปรากฏการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 1 (ก่อน พ.ศ. 2360-66) ปรากฏตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพกล่าวไว้ว่า พระเจ้าอู่ทองขึ้นครองราชย์ได้ 6 ปี เกิดอหิวาตกโรคระบาดในพระนครปี พ.ศ. 1890 จึงย้ายเมืองหลวงจากเมืองอู่ทองมาตั้งราชธานีที่เมืองศรีอยุธยา หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 1893 ได้เกิดมือหิวาตกโรคขึ้นในกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกเรื่องการระบาดของอหิวาตกโรคไว้ดังต่อไปนี้

ในรัชกาลที่ 2 อหิวาตกโรคได้ระบาดขึ้นเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2363 ตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งแรก (พ.ศ. 2360-66) ซึ่งไปจากอินเดีย โรคได้เข้ากรุงเทพฯ มาทางขึ้นปีนังและหัวเมืองฝ่ายตะวันตก มาถึงจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดพระนคร โรคระบาดมากอยู่ราว 2 สัปดาห์ แต่คนตายกันจนเผาไม่ทัน ศพที่ป่าช้าตามวัดสระเกษ วัดบางลาภ วัดบพิตรพิมุข วัดปทุมคงคาและวัดอื่นๆ ก่ายกันเหมือนกองพื้น

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ตั้งพิธี “อาฏานาฏิยสูตร” ยิงปืนใหญ่รอบพระนครคืนหนึ่งยันรุ่งและทรงเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมธาตุ ทั้งพระราชาคณะออกแห่โปรยทราย ประน้ำมนต์ทางบกและทางเรือ และได้ทรงปล่อยปลา สัตว์ 4 เท้า 2 เท้า ปล่อยคนโทษ โรคได้ระบาดหนักก็เบาบางลง รวมมีคนตายในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียงประมาณ 30,000 คน มีพระบรมญาติพระองค์เจ้าหญิง 2 พระองค์สิ้นพระชนม์ นอกจากนี้ยังมีคนในคณะทูตญวนเสียชีวิตในการระบาดปี พ.ศ. 2363 ด้วย

ในรัชกาลที่ 3 โรคได้เกิดระบาดขึ้นมากในปี พ.ศ. 2392 ซึ่งตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2389-2405) โรคระบาดจากอินเดียไปทั่วยุโรป อเมริกา ระบาดเข้าประเทศไทยโดยผ่านเข้ามาทางปัตตานี สงขลา ประมาณ 3 สัปดาห์ ก็ระบาดโดยทางเรือเข้าสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ระบาดหนักอยู่ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เมื่อได้สํารวจศพที่วัดสระเกษ, วัดบพิตรพิมุข และวัดสังเวช รวม 28 วัน มีศพ 5,457 หรือประมาณวันละ 194 ศพ มีผู้ตายด้วยอหิวาตกโรคครั้งนี้ประมาณ 10% ของพลเมือง เสนาบดีคนสำคัญสมัยนั้น ได้แก่ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาก็ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอหิวาตกโรคในคราวนี้ด้วย

ในรัชกาลที่ 4 ได้เกิดการระบาดขึ้นปี พ.ศ. 2403 ตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 3 คราวนี้โรคเกิดขึ้นที่เมืองตากแล้วจึงลุกลามถึงกรุงเทพฯ การระบาดครั้งนี้ไม่รุนแรงนัก

ในรัชกาลที่ 5 โรคระบาดใหญ่ในปีระกา พ.ศ. 2416 ซึ่งตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2406-18) การระบาดทั่วโลกคราวนี้เกิดจากชาวมุสลิม ซึ่งกลับจากแสวงบุญที่เมืองเมกกะได้นําโรคมาระบาดไปทั่วแอฟริกา ยุโรป และอเมริกา สําหรับเอเชียระบาดเข้าประเทศจีน มลายู และประเทศไทย

ในปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 ซึ่งตรงกับการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2424-2439) คาดว่าโรคระบาดมาจากเมกกะเช่นเดียวกัน แต่ในปี พ.ศ. 2426 โรเบิร์ต ค็อก ได้พบเชื้อโรคที่ทําให้เกิดอหิวาตกโรค จึงทําให้มีความรู้ในการป้องกันดีขึ้น โรคในยุโรปและอเมริกาจึงเบาบางลง แต่เนื่องจากอหิวาตกโรคยังคงมีประปรายอยู่ในเอเชีย ได้แก่ พม่า, มลายู, จีน, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์ และไทย

เมื่ออหิวาตกโรคระบาดในปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์กับข้าราชอื่นรวม 48 คน จัดตั้งโรงรักษาผู้ป่วยในกรุงเทพฯ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเหรียญเงินเทพดาถือพวงมาลัยเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่ตั้งโรงรักษาคนเจ็บ

ภายหลังที่ระบาดใหญ่เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 แล้ว โรคยังคงมีระบาดประปรายตลอดมา และได้เกิดระบาดใหญ่ขึ้นอีก 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ. 2435 และปี พ.ศ. 2443 การระบาดทั้งสองครั้งนี้ไม่มีบันทึกไว้ในที่ใด นอกจากในหนังสือ “McFarland of Siam” แต่งโดย Bertha Blount McFarland (พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2501) มีบันทึก

“พ.ศ. 2443 เป็นปีอหิวาต์ นับว่าเป็นการระบาดร้ายแรงที่สุดคราวหนึ่ง มีคนตายหลายหมื่นคน พี่ชายพระอาจวิทยาคม ชื่อ วิลเลียม แม็คฟาร์แลนด์ ก็ป่วยเป็นอหิวาตกโรคถึงแก่กรรมในกรุงเทพฯ…”

หลังจากนั้นอาจมีการระบาดอยู่บ้างแต่ไม่มีการบันทึก พบหลักฐานมีการระบาดอีกครั้งหลังปี พ.ศ. 2460 ที่มีการระบาดใหญ่ในประเทศอีก 5 ครั้ง

ไข้ทรพิษ

ก่อนที่นายแพทย์เอดเวิร์ด เจนเนอร์ แพทย์ชาวอังกฤษ จะได้ค้นพบวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษและมีการปลูกฝี (ปี พ.ศ. 2339) ไข้ทรพิษเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้ทําลายชีวิตมนุษย์โลกนี้เสียปีละมากๆ และไม่เลือกว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี หรือกรรมกร มีผู้ประมาณว่าระหว่างนั้นประมาณร้อยละ 5 ของประชากรในโลกเท่านั้นที่ไม่ป่วยเป็นไข้ทรพิษ

สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยไข้ทรพิษมาแล้วแต่อดีต บุคคลสำคัญที่ป่วยเป็นไข้ทรพิษหลายท่าน เช่น สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงประชวรด้วยไข้ทรพิษจนสวรรคต, สมเด็จพระนเรศวรเองก็เคยทรงประชวรด้วยไข้ทรพิษ โดยเมื่อครั้งที่สมเด็จสมเด็จพระมหาธรรมราชา พร้อมด้วยพระนเรศวร ยกกองทัพไปช่วยพระเจ้าหงษาวดีตีลานช้าง เมื่อ ปี พ.ศ. 2117 พระนเรศวรประชวรด้วยไข้ทรพิษ พระเจ้าหงษาวดีจึงอนุญาตให้พระองค์ยกทัพกลับ, เจ้าพระยามหิธร เมื่ออายุ 10 ปีก็ป่วยเป็นไข้ทรพิษ ถูกทิ้งให้นอนบนใบตองอยู่ตนเดียว นอกจากมารดาไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ,พระยาพหลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทยเมื่ออายุ 2 ปี ฯลฯ

ในรัชกาลที่ 3 ก็ปรากฏว่ามีไข้ทรพิษระบาดมาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงดำริให้หาแนวทางป้องกันควบคุมการระบาดแต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ จนนายแพทย์บรัดเลย์ แพทย์มิชชันนารี ที่เข้ามาไทย (ปี พ.ศ. 2378) ได้ร่วมมือกับหมอหลวงท่าการเอาหนองจากผู้ป่วยปลูกเป็นผลสําเร็จ และในปี พ.ศ. 2383 นายแพทย์บรัดเลย์ได้สั่งพันธุ์หนองฝีจากเมืองบอสตัน เป็นการเริ่มปลูกฝีครั้งแรกในประเทศไทย

กาฬโรค

ในอดีตนั้นยังไม่รู้ว่ากาฬโรคเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เชื่อกันว่าถ้ามีผู้ป่วยที่มีอาการไข้และต่อมบวมแล้วจะตายเร็ว หรือถ้าบ้านใดที่มีหนูตกลงมาจากหลังคาบ้านตาย ก็ให้คนพึงระวังและหนีออกจากบ้าน  ตามประวัติศาสตร์ กาฬโรคระบาดใหญ่ 3 ครั้ง คือ

โดยใน 2 ครั้งแรก (ครั้งที่ 1 ในศตวรรษที่ 6 และครั้งที่ 2  ในศตวรรษที่ 14) ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ส่วนการระบาดในครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2437 นั้นเกิดที่มณฑลยูนานตอนใต้ของประเทศจีน ระบาดไปอินเดีย, อียิปต์, แอฟริกา, รัสเซีย, ยุโรป, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, อเมริกา และมาถึงประเทศไทย ระบาดอยู่นาน 20 ปี จึงสงบลง

และจากการค้นคว้าของนายแพทย์แยร์แซง ได้พบเชื้อการฬโรคในต่อมของผู้ป่วยที่เสียชีวิตที่กาฬโรคที่ฮ่องกง (30 กรกฎาคมปี พ.ศ. 2437) และนายแพทย์กีตาซาโต้ ได้พบเชื้อจากโลหิตผู้ป่วย (7 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2437) ความรู้เรื่องกาฬโรคจึงได้เริ่มขึ้นพร้อมกับการป้องกัน

กาฬโรคที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นชนิดต่อมบวมชนิดเดียว มีหนูและหมัดหนูเป็นพาหนะสำคัญ ในการป้องกันจึงต้องกำจัดหนูโดยใช้กับดัก, วางยาเบื่อ และจัดการสุขาภิฐาลให้ดี ซึ่งในปี พ.ศ. 2495 รัฐบาลอเมริกัน โดยองค์การบริหารการร่วมมือกับต่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการควบคุมโรคนี้ โดยจัดส่งผู้ชำนาญมาเป็นที่ปรึกษาและค้นคว้าในการควบคุมป้องกันจนถึงปี พ.ศ. 2495 จนถึงปัจจุบันนี้กาฬโรคจึงไม่ปรากฎขึ้นอีกเลย

ขอขอบคุณบทความดีๆใหม่ๆ โดย sagaming66