Categories
ประวัติศาสตร์

ไข้หวัดใหญ่เอเชีย กรณีศึกษาการระบาดครั้งใหญ่

ไข้หวัดใหญ่เอเชีย

ไข้หวัดใหญ่เอเชีย กรณีศึกษาการระบาดครั้งใหญ่จากเอเชีย
หลายคนอาจไม่เคยทราบ หรืออาจจะไม่ให้ความสนใจ
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษากรณีดังกล่าวกัน

ไข้หวัดใหญ่เอเชีย

เราจะก้าวผ่านวิกฤติโควิดไปด้วยกัน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษยชาติต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนหลักแสนหลักล้านคนทั่วโลก มนุษยชาติได้เคยข้ามผ่านความเจ็บปวด การสูญเสียมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยความเข้มแข็งและสติปัญญาก็สามารถก้าวผ่านและกลับมายืนได้แข็งแรงอีกทุกครั้ง  Pandemic ซึ่งวงการแพทย์ให้ความหมายว่า เป็นการเกิดการแพร่ระบาดของโรคที่ลุกลามเกินกว่าที่คาดไว้ว่าอาจจะจำกัดวงอยู่ในภูมิภาคเดียว เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้หวัดใหญ่ หรือเอชไอวี ซึ่งล้วนเป็นโรคที่สังหารประชากรโลกมากมายในประวัติศาสตร์ บทความนี้เราจะมาย้อนรอยกลับไปเมื่อ 300 ปีที่ผ่านมาว่ามนุษย์ต้องผ่านการท้าทายจากโรคระบาดหนักอะไรมาบ้างแล้ว เพื่อจะได้เป็นกำลังใจให้พวกเราที่ต้องเผชิญกับ COVID-19 ในวินาทีนี้ว่า ครั้งนี้เราก็จะก้าวผ่านและเอาชนะโรคร้ายไปได้เช่นที่ผ่านมา

ข้หวัดใหญ่เอเชีย พ.ศ. 2499 – 2501(1965-1967)

ไข้หวัดใหญ่เอเชีย (Asian Flu) เป็นการระบาดรุนแรงครั้งใหญ่ของเชื้อไข้หวัดกลุ่มเอ (เอช2 เอ็น2) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากจีนเมื่อปี 2499 และมาหยุดระบาดเมื่อปี 2501

เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2499-1501 แม้การระบาดจะมีระยะเวลาแค่ 2 ปี แต่เชื้อร้ายกลับแพร่ระบาดจากกลุ่มชาวจีนไปยังฮ่องกง สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็วเพราะเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์แตกต่างไปจากเดิม มีชื่อเรียกเบื้องต้นว่า Influenza virus สายพันธุ์ A2 แต่เมื่อมีการปรับเข้าสู่ระบบสากลจึงเปลี่ยนชื่อเป็น H2N2 โดยองค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดนี้ราว 2 ล้านคน

ในระยะเวลา 2 ปีนี้เอง ไข้หวัดใหญ่เอเชียลุกลามจากกลุ่มชาวจีนในมณฑลกุ้ยโจว ไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ ตัวเลขคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่นี้ของแต่ละแหล่งแตกต่างกันออกไป บางแหล่งคาดว่าสูงถึง 4 ล้านคน แต่ WHO ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ที่ราว 2 ล้านคนทั่วโลก ในจำนวนนี้เกือบ 70,000 คนอยู่ในสหรัฐอเมริก

ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง พ.ศ.2511 (1968)

โรคไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง (Hong Kong Flu) ซึ่งเกิดจากเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ เอช3 เอ็น2 ถูกพบครั้งแรกในเกาะฮ่องกงเมื่อเดือน ก.ค. 2511 ก่อนลุกลามไปยังเวียดนามและสิงคโปร์ใน 3 เดือน และขยายวงไปยังอินเดีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ และสหรัฐ เชื้อไข้หวัดนี้ซึ่งกลายพันธุ์จากโรคไข้หวัดใหญ่เอเชียที่ระบาดก่อนหน้าราว 10 ปี เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์น้อยกว่า เมื่อเทียบกับไข้หวัดสเปนและไข้หวัดเอเชีย และแม้จะมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำเพียง 5% แต่ก็ทำให้ประชากรโลกเสียชีวิตไปกว่า 1 ล้านคน สำหรับในฮ่องกง จุดเริ่มต้นการระบาด มีผู้ป่วยมากถึง 500,000 คน หรือคิดเป็น 15% ของประชากรฮ่องกงในเวลานั้น

ไข้หวัดใหญ่ 2009 พ.ศ. 2552 (2009)

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) 2009 เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่กลุ่ม เอ (เอช1 เอ็น1) ที่มีรายงานพบเชื้อในคนครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย. 2552 เริ่มแพร่ระบาดในเม็กซิโก และสหรัฐ ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายประเทศทั่วโลก เชื้อสายพันธุ์นี้มีองค์ประกอบพันธุกรรมที่เป็นผลรวมจากไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป

ทำให้ WHO ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อเอช1 เอ็น1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น เนื่องด้วยโรคดังกล่าวสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว จึงจัดเป็นโรคติดเชื้อที่สำคัญในช่วงเวลานั้น

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) คาดการณ์ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 คร่าชีวิตประชากรโลกรวมกว่า 280,000 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่ WHO ยืนยันอยู่ที่ไม่ถึง 20,000 คนทั่วโลก


เชื้อไวรัสชนิดนี้มาจากเชื้อไวรัสกลุ่ม A ชนิด H1N1 โดยมีการแพร่ระบาดตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 จากรายงานเชื่อว่าเริ่มระบาดจากประเทศเม็กซิโกรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการแพร่กระจายไปอีกหลายประเทศหลังจากนั้นจากการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวมีส่วนผสมจากไวรัสทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ไข้หวัดในมนุษย์ ไข้หวัดนกอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูเอเชียและยุโรป

ด้วยการที่เกิดจากผสมไวรัสทั้ง 3 ชนิดนี้เอง WHO จึงประกาศให้เฝ้าระวังเนื่องจากไวรัสตัวนี้อาจกลายพันธุ์เป็นไวรัสที่อันตรายยิ่งกว่าได้ จากสถิติของทางสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ หรือ CDC คาดคะเนว่าไวรัสตัวนี้อาจคร่าชีวิตผู้คนในปีนั้นไปกว่า 280,000 คนได้ แต่จากสถิติที่ WHO ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดไม่ถึง 20,000 คน

ขอขอบคุณบทความสาระประโยชน์โดย ufabet

เครดิต : https://ufabets5.com/