Categories
ชีวประวัติ

จอห์น รัสกิน นักวิจารณ์ทางด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และสังคม

แนวคิดที่สำคัญในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่ไม่ใช่แค่การชื่นชมสีสันหรือรูปทรงจากภาพเขียนแล้วตีมูลค่าราคางาน โดยไม่ได้สะท้อนบริบททางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมใดเลย
นี่คือมุมมองการวิจารณ์ศิลปะแบบ จอห์น รัสกิน
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

จอห์น รัสกิน

จอห์น รัสกิน

จอห์น รัสกิน ( John Ruskin) (8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1819 – 20 มกราคม ค.ศ. 1900) เป็นนักวิพากษ์ศิลป์ และนักคิดทางสังคมวิทยาชาวอังกฤษ นอกจากนั้นก็ยังเป็นนักประพันธ์, กวี และจิตรกร บทความเกี่ยวกับศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นข้อเขียนที่มีอิทธิพลต่อสมัยวิคตอเรียและสมัยเอ็ดเวิร์ด

รัสคินเกิดในลอนดอน และเติบโตในบริเวณทางใต้ของลอนดอน เป็นลูกคนเดียวของผู้นำไวน์เข้าผู้ต่อมาร่วมก่อตั้งบริษัทที่กลายมาเป็น Allied Domecq รัสคินได้รับการศึกษาที่บ้านและต่อมาเข้าศึกษาต่อที่คิงส์คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) และไครสต์เชิร์ช ออกซฟอร์ด (Christ Church, Oxford)รัสคินสมัครในฐานะ “gentleman-commoner” ซึ่งเป็นนักเรียนที่ไม่ได้หวังว่าเข้าเรียนทุกสาขาวิชาจนครบคอร์ส การเลือกวิชาของรัสคินก็ไม่มีหลักเกณฑ์และมักจะขาดเรียน แต่กระนั้นรัสคินก็ยังสร้างความประทับใจให้แก่นักวิชาการที่ไครสต์เชิร์ช หลังจากนั้นก็ได้รับ “รางวัลนิวดิเกท” ในการเขียนโคลงกลอนซึ่งเป็นสิ่งแรกที่รัสคินสนใจ แม้ว่าจะป่วยอยู่นานในที่สุดออกซฟอร์ดก็มอบปริญญากิตติมศักดิ์ชั้นสี่แก่รัสคิน

งานเขียนแรกเป็นงานที่เขียนเป็นตอนๆ ในนิตยสาร “Architecture Magazine” ระหว่างปี ค.ศ. 1836-1837 โดยใช้ชื่อ “Kata Phusin” (ภาษากรีก “ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ”) เรียกว่าเป็น “วรรณคดีแห่งสถาปัตยกรรม” ซึ่งเป็นงานเขียนเกี่ยวกับการศึกษากระท่อม, คฤหาสน์ และที่อยู่อาศัยอื่นๆ ที่เขียนจากพื้นฐานของความคิดเห็นของเวิร์ดสเวิร์ธที่ว่าสิ่งก่อสร้างควรจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและควรใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1839 รัสคินก็พิมพ์ใน “Transactions of the Meteorological Society” (หน้า 56-59) ในบทความ “ความเห็นเกี่ยวกับสถานะภาพปัจจุบันของอุตุนิยมวิทยาศาสตร์”

จิตวิญญาณของธรรมชาติ

นักวิจารณ์ทางด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และสังคม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 19 คือ นิยามที่คนยุคนี้มอบให้เขา

วัยหนุ่มเขาเป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยพบปะใคร มุ่งมั่นอ่านหนังสือ เคร่งครัดคัมภีร์ทางศาสนา เขียนความเรียงเกี่ยวกับธรรมชาติ สถาปัตยกรรม รวมทั้งมีความสนใจทางศิลปะ ซึ่งเขามีความสามารถในการเขียนสีน้ำและวาดเส้นได้อย่างดี อันเป็นเครื่องมือสำคัญเวลาเขาเดินทางไปที่ต่างๆ เขาจะสเก๊ตช์หรือเขียนภาพสถานที่บันทึกไว้โดยเฉพาะภาพสถาปัตยกรรม อาคารที่เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ 

รัสกินเคยกล่าวถึงความงดงามอันวิจิตรของภาพจิตรกรรมภูมิทัศน์ของบรรดาศิลปินชั้นครูในอิตาลีและดัตช์ช่วงสมัยศตวรรษที่ 17 ซึ่งเขาถือว่า ผลงานเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่ภาพทิวทัศน์ธรรมดาเท่านั้น

แต่เขามองด้วยมุมทางนักธรณีวิทยา นักพฤกษศาสตร์ ที่เห็นชีวิตจิตวิญญาณของธรรมชาติที่โอบอุ้มหล่อเลี้ยงกันไว้ นี่คือแนวคิดที่สำคัญในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่ไม่ใช่แค่การชื่นชมสีสันหรือรูปทรงจากภาพเขียนแล้วตีมูลค่าราคางาน โดยไม่ได้สะท้อนบริบททางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมใดเลย

‘ว่าด้วยศิลปะและชีวิต’ หรือ ‘On Art and Life’ คือหนังสือที่รวมข้อเขียนสองชิ้นที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความลุ่มลึกในด้านศิลปะ’ และ ‘ความงดงามของชีวิต’ 

โดยงานเขียนชิ้นแรก ‘กอธิค นิรมิตศิลป์แห่งชีวิต’ (The Nature of Gothic) จะพูดถึงประวัติศาสตร์ของงานศิลปะกอธิค ลักษณะเฉพาะของงานประเภทนี้ จากนั้นนำไปเชื่อมโยงกับชีวิตและการทำงานของมนุษย์

ในงานเขียนชิ้นที่สอง ‘งานของเหล็กในธรรมชาติ ศิลปะ และนโยบาย’ (The Work of Iron, in Nature, Art, and Policy) พูดถึงคุณลักษณะของเหล็กในแง่ที่เป็นธาตุในธรรมชาติ และในแง่ที่สัมพันธ์กับชีวิตคน อีกทั้งยังกล่าว
วิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกด้วย

เชื่อว่าบทความสองชิ้นของรัสกินที่นำมาเสนอในชุดความคิดเรื่อง “The Nature of Gothic” จากหนังสือ The Stones of Venice และ “The Work of Iron” จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้อรรถรสของภาษาท่วงทำนองของการวิจารณ์จากนักวิจารณ์นามอุโฆษในสมัยวิคตอเรีย และที่สำคัญจะเป็นการเปิดประตูสู่การวิจารณ์ศิลปะที่แตกต่างจากนักคิดนักวิจารณ์แผ่นดินใหญ่ยุโรปก็อาจเป็นได้  ไม่เชื่อลองอ่านและพินิจดู

ก็อยากให้ไปหางานของเขาดูครับ มีหลายสำนักพิมพ์ตีพิพม์งานของเขา และงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเขา ออกมาเป็นภาษาไทยเยอะทีเดียว

ปราชญ์ผู้บ้าคลั่ง

งานเขียนที่อุดมสมบูรณ์ของ John Ruskin (เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1819) ได้เปลี่ยนความคิดของผู้คนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและในที่สุดก็มีอิทธิพลต่อขบวนการศิลปะและหัตถกรรมในสหราชอาณาจักรและสไตล์ช่างฝีมืออเมริกันในสหรัฐอเมริกา รัสกินได้รับความสนใจอีกครั้งในสถาปัตยกรรมโกธิคที่ละเอียดและหนักหน่วงในยุควิกตอเรีย ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ความเจ็บป่วยทางสังคมที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและดูหมิ่นสิ่งที่ทำด้วยเครื่องจักรงานเขียนของรัสกินปูทางไปสู่การกลับไปสู่งานฝีมือและทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ในสหรัฐอเมริกางานเขียนของรัสกินมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมจากชายฝั่งถึงชายฝั่ง

เขาถูกเรียกว่า “กะเทย” และ “คลั่งไคล้ – ซึมเศร้า” โดยสถาปนิกชาวอังกฤษฮิลารีฝรั่งเศสและ “อัจฉริยะที่แปลกและไม่สมดุล” โดยศาสตราจารย์ทัลบอตแฮมลิน แต่อิทธิพลของเขาที่มีต่อศิลปะและสถาปัตยกรรมยังคงอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้ สมุดงานของเขาThe Elements of Drawingยังคงเป็นหลักสูตรการศึกษายอดนิยม ในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในยุควิกตอเรียรัสกินได้รับความน่านับถือจากกลุ่มพรี – ราฟาเอลซึ่งปฏิเสธแนวทางศิลปะแบบคลาสสิกและเชื่อว่าภาพวาดจะต้องทำจากการสังเกตธรรมชาติโดยตรง จากงานเขียนของเขา Ruskin ได้ให้ความสำคัญกับจิตรกรโรแมนติก JMW Turner ซึ่งช่วยชีวิต Turner จากความสับสน

John Ruskin เป็นนักเขียนนักวิจารณ์นักวิทยาศาสตร์กวีศิลปินนักสิ่งแวดล้อมและนักปรัชญา เขาต่อต้านศิลปะและสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่เป็นทางการ แต่เขากลับนำความทันสมัยโดยการเป็นแชมป์ของสถาปัตยกรรมที่ไม่สมมาตรและหยาบกร้านของยุโรปในยุคกลาง งานเขียนที่หลงใหลของเขาไม่เพียง แต่เป็นการประกาศรูปแบบการฟื้นฟูแบบกอธิคในอังกฤษและอเมริกาเท่านั้น แต่ยังปูทางไปสู่ขบวนการศิลปะและหัตถกรรมในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาด้วย นักวิจารณ์สังคมเช่นวิลเลียมมอร์ริสได้ศึกษางานเขียนของรัสกินและเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอุตสาหกรรมและปฏิเสธการใช้วัสดุที่ทำด้วยเครื่องจักร – โดยพื้นฐานแล้วปฏิเสธการทำลายของการปฏิวัติอุตสาหกรรม Gustav Stickley ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชาวอเมริกัน (2401-2485) นำการเคลื่อนไหวมาสู่อเมริกาในนิตยสารรายเดือนของเขาเองThe Craftsmanและสร้างฟาร์ม Craftsmanในรัฐนิวเจอร์ซีย์ Stickley เปลี่ยนศิลปะและหัตถกรรมให้เป็นสไตล์ Craftsman Frank Lloyd Wright สถาปนิกชาวอเมริกันได้เปลี่ยนมันเป็น Prairie Style ของตัวเอง สองพี่น้องชาวแคลิฟอร์เนีย Charles Sumner Greene และ Henry Mather Greene ได้เปลี่ยนที่นี่ให้เป็น California Bungalow ด้วยเสียงหวือหวาแบบญี่ปุ่นอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังสไตล์อเมริกันเหล่านี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงงานเขียนของ John Ruskin

วาทะกรรมของรัสกิน

ดังนั้นเราจึงมีคุณธรรมทางสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่สามสาขาด้วยกันและเราต้องการสิ่งปลูกสร้างใด ๆ

  1. มันทำหน้าที่ได้ดีและทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำอย่างดีที่สุด
  2. พูดได้ดีและพูดในสิ่งที่ตั้งใจจะพูดด้วยคำพูดที่ดีที่สุด
  3. มันดูดีและทำให้เราพอใจด้วยการมีอยู่ของมันไม่ว่ามันจะทำหรือพูดอะไรก็ตาม

(“คุณธรรมแห่งสถาปัตยกรรม” หินแห่งเวนิสเล่ม 1 )

สถาปัตยกรรมจะได้รับการยกย่องจากเราด้วยความคิดที่จริงจังที่สุด เราอาจอยู่ได้โดยปราศจากเธอและนมัสการโดยไม่มีเธอ แต่เราจำไม่ได้หากไม่มีเธอ 

(“ตะเกียงแห่งความทรงจำ” The Seven Lamps of Architecture )

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัชญา โดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/