Categories
ชีวประวัติ

อันโตนิโอ กรัมชี่ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้นิยมแนวคิดมาร์กซ์

อันโตนิโอ กรัมชี่
หากกล่าวถึงผู้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองแนว ความคิดของเขายังได้ถูกนำไปใช้ทั้งในสาย รัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง สังคมวิทยา วัฒนธรรมศึกษา ภาษาศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิ่งแวดล้อมศึกษา
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

อันโตนิโอ กรัมชี่

อันโตนิโอ กรัมชี่

อันโตนีโอ กรัมชี นักทฤษฎีการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิตาเลียนแนวมาร์กซิสม์และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1891 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1937

อันโตนีโอ กรัมชี ได้ชื่อว่าเป็น มาร์กซิสต์บริสุทธิ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซคนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20 ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อ “บันทึกจากคุก” ในระหว่างที่ถูกจองจำ และเป็นเจ้าของทฤษฎีที่มีชื่อว่า Hegemony อันว่าถึงการก้าวขึ้นเป็นเจ้าและครอบครอง โดยกรัมชี่เชื่อว่า ผู้ที่ขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองได้นั้น ไม่อาจจะอาศัยภาวะทางเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนและมีแนวร่วมจากมวลชนด้วย

ชีวิตในช่วงเวลาต่อมาของกรัมชีเป็นยุคสมัยฟาสซิสต์เรืองอำนาจ โดยที่ในปี ค.ศ. 1921 พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Party). ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 กรัมชีได้รับเลือกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีให้เป็นตัวแทนไปในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากล (สากลที่สาม) หรือ Comintern ที่มอสโก

และอีกทั้งเขาได้พบกับภรรยาของเขาในเวลาต่อมา คือ Julia Schucht ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น พรรคฟาสซิสต์ได้ขยายอำนาจยึดกรุงโรม และเบนิโต มุสโสลิก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้ หลังจากที่ได้เป็นตัวแทนไปประชุมคอมมิวนิสต์สากลที่กรุงมอสโกในปี ค.ศ. 1922 ต่อมาคือในปี ค.ศ. 1924 กรัมชีได้เดินทางไปยังกรุงเวียนนาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเขา และในปีนี้เองที่ลูกชายคนแรกของเขา “เดลิโอ” (Delio) ได้เกิด ก่อนที่ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 ภรรยา และลูกได้ย้ายมาอยู่กับกรัมชีที่กรุงโรม

ทำความเข้าใจอำนาจ

กรัมชี่ นักทฤษฎีการเมืองแนวมาร์กซิสต์ นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอิตาเลียน เป็นบุคคลสำคัญที่มีผู้ให้ความสนใจศึกษาแนวความคิดทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของเขาอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ความคิดทางการเมืองของกรัมชี่นั้นมีความสำคัญในการศึกษา/วิจัยในเชิงวิพากษ์ (Critical) เพื่อเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ตลอดจนอธิบายกลยุทธ์ในการสร้างแนวร่วมของชนชั้น/กลุ่มพลัง เพื่อนำไปสู่การสร้าง/ช่วงชิงสภาวะนำ (Hegemonic position) ในสังคมการเมืองหนึ่งๆ

ไม่เพียงแต่วงวิชาการรัฐศาสตร์เท่านั้นที่ได้ทำการศึกษาความคิดทางการเมืองของกรัมชี่ แต่แนวความคิดของเขายังได้ถูกนำไปใช้ทั้งในสายเศรษฐกิจการเมือง สังคมวิทยา วัฒนธรรมศึกษา ภาษาศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิ่งแวดล้อมศึกษา เป็นต้น แม้ว่าความคิดทางการเมืองของกรัมชี่จะเป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ความนิยมในการใช้กรอบความคิดของกรัมชี่เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมนั้น ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะในวงการวิชาการสากลเท่านั้น

ขณะที่วงการวิชาการภาษาไทยนั้นยังมีงานศึกษาและงานวิจัยเกี่ยวกับแนวความคิด/ทฤษฎีทางสังคมและการเมืองของกรัมชี่อยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศึกษาที่นำเสนอถึงภาพรวมของความคิดทางการเมืองของกรัมชี่อย่างเป็นระบบนั้นยังไม่ปรากฏในงานวิชาการภาษาไทย

แนวความคิดของกรัมชี่นั้น ‘ทรงพลัง’ และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษา ‘เชิงวิพากษ์’ กล่าวคือ ความคิดทางการเมืองและสังคมของกรัมชี่นั้นมีความสำคัญยิ่งในการเป็นเครื่องมือเผยให้เห็นถึงการทำงานของอำนาจนำ (Hegemony) ที่ยึดโยงและครอบงำชีวิตทางสังคมและการเมืองของเราในแง่มุมต่างๆ

การทำความเข้าใจอำนาจนำ ย่อมนำไปสู่หนทางของการต่อต้าน/ขัดขืน (Resistance) เพื่อนำไปสู่การต่อสู้เพื่อปลดแอก (Emancipation) มนุษย์จากอำนาจครอบงำในมิติต่างๆ ได้ในท้ายที่สุด

มาร์กซิสต์บริสุทธิ์

แนวคิดของกรัมชี ได้ชื่อว่าเป็น “มาร์กซิสต์บริสุทธิ์” ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซคนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20

แนวคิดของกรัมชี่ชี้ชวนให้เราเห็นความสำคัญของการวิเคราะห์ปัญหาในมิติเชิงโครงสร้างส่วนบน กรัมชี่ชี้ให้เราเห็นว่าโครงสร้างส่วนบน ที่ถูกควบคุมโดยชนชั้นปกครอง โดยจะใช้กลไกการกำลังบังคับ (Coercion) ในการจัดการทางการเมือง แต่การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวจะมีลักษณะไม่ถาวร  และยิ่งใช้มากยิ่งมีการต่อต้านมาก

สิ่งที่ชนชั้นปกครองมักเลือกใช้ควบคู่กันไปคือ กระบวนการสร้างความยินยอมพร้อมใจ (Consent) โดยผ่านกลไกรัฐด้านอุดมการณ์ เพื่อแทรกซึมในระดับชีวิตประจำวัน/สามัญสำนึก กับชนชั้นที่ถูกปกครองผ่านประชาสังคม(Civil Society)และสังคมการเมือง (Political Society)

รัฐทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือการครอบงำทางชนชั้นและ คอยอำนวยความสะดวกให้ชนชั้นนายทุนในการกดขี่/ขูดรีดส่วนเกินจากคนชั้นล่าง ดังนั้น  ชนชั้นล่าง/กรรมกรต้องรวมตัวกันโดยมีปัญญาชนจัดตั้ง(Organic Intellectuals) เป็นผู้นำในการปฎิวัติ ด้วยการใช้กลยุทธ์ สงครามเคลื่อนไหวทางการเมือง (War of Manoeuvre) เพื่อต่อสู้และแย่งชิงอำนาจรัฐ โดยต้องทำควบคู่ไปกับ สงครามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด (War of Position) ซึ่งเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจคนกลุ่มต่างๆในสังคม และมีความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมเพื่อต่อสู้ยึดอำนาจรัฐและโค่นระบบทุนนิยม

แนวคิดของกรัมชี่จึงมีส่วนช่วยในการปลดเปลื้องชนชั้นล่าง/กรรมาชีพ จากพันธนาการของอำนาจรัฐและอำนาจทุน  ผ่านการทำความเข้าใจ/ศึกษาโครงสร้างส่วนบน โดยฐานคิดของกรัมชี่ตั้งอยู่บนความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ คนยากจน กรรมาชีพ และมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การปฏิวัติเพื่อสังคมที่ดีกว่ามีความเสมอภาค ไม่มีการกดขี่ขูดรีดแบบทุนนิยม ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

แนวคิดของกรัมชี่เป็นที่นิยมในโลกวิชาการตะวันตกประมาณทศวรรษที่1970s เพราะสามารถตอบคำถามในการทำความเข้าใจสภาพสังคมได้ดี ความสำคัญของงานกรัมชี่ที่แตกต่างจากงานของมาร์กซิสคนอื่นในกระแสมาร์กซิสช่วงที่สองที่มักศึกษาสังคมโดยยึดเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism) โดยพยายามสรุปว่าหากคนกลุ่มใดเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (Mean of Production)พวกเขาก็จะสามารถควบคุมวิถีการผลิตจิตสำนึก/อุดมการณ์(Mean of Ideological Production) ของคนในสังคมไปโดยปริยายกรัมชี่ไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าว

แนวคิดกรัมชี่ เน้นการทำความเข้าใจ และ ให้ความสำคัญ กับ การวิเคราะห์ศึกษา โครงสร้างส่วนบน ( การเมือง , วัฒนธรรม )ของสังคม ที่มี่ผลกำหนดโครงสร้าง ส่วนล่าง ข้อเขียน ของ กรัมชี่ชิ้นหลักเขียนขึ้น ขณะติดคุก ดังนั้นจึงเปิดโอกาส ในการตีความ ได้อย่างหลากหลาย และ สันติวิธีมากกว่า แนวทางของ เหมา – สตาลิน ที่ปฎิเสธสันติ และ เน้นการปรับอุดมการณ์ให้เข้ากับประชาชาติ และ ประชาชนมากว่า ที่จะเน้นความถูกต้อง และ บริสุทธิ์ของทฤษฎี

แนวการศึกษา ของกรัมชี่ เป็นที่สนใจของ นักวิชานักวิชาการเมืองไทย อย่างมาก ตั้งแต่ช่วงหลังการพ่ายแพ้ ของ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ( พคท. ) โดยประเด็นคำถามคือการที่เห็นว่าโครงสร้างส่วนบน ของสังคมไทย มีปัญหา  เช่น การคงอยู่ของ ชนชั้นปกครองตามจารีตแบบเก่า ( ขุนนางอำมาตย์ , ข้าราชการแบบเก่า )  และ ชนชั้นปกครองตามจารีต สังคมสมัยใหม่ ( นักการเมือง , รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ) 

ในสังคม ทุนนิยม เสรีประชาธิปไตย นั้น นับว่าเป็นสิ่ง ที่น่าสนใจ เป็นอย่างยิ่ง ว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนใน การเกื้อหนุน / ส่งเสริม กันและกันอย่างไร โดยปกติชนชั้น ปกครองตาม จารีตแบบเก่า ต้องล่มสลาย / เสื่อมอำนาจ ไปตามพัฒนาการ ของสังคม แต่ทำไมสังคมไทย ชนชั้นปกครองดังกล่าว กับยังคงทรงอิทธิพล ทางการเมืองอย่างมาก

เราจึงจำเป็น ที่จะต้องทำความเข้าใจว่า ชนชั้นปกครองแบบเก่า และ แบบใหม่ มีการปะทะ / ประสาน ในเชิงสัมพันธภาพ ทางอำนาจอย่างไร และ ชนชั้นปกครอง ทั้งสองกลุ่ม มีกระบวนการในการสร้างอำนาจ นำอย่างไร ต่อประชาชน ทำไมผู้คนจึงยินยอม / ยอมรับ(Consent) ต่อ อำนาจนอกระบบ อย่างการรัฐประหาร แนวทางการศึกษา ของกรัมชี่จะมีส่วน ช่วยในการทำ ความเข้าใจปรากฎการณ์ ดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณบทความประวัตินักปรัญชาระดับโลก โดย ufabet.com