Categories
ชีวประวัติ

อ้วนเสี้ยว อดีตซี้โจโฉ จุกอกตายเพราะพ่ายศึก

“อ้วนเสี้ยว” ผู้นำก๊กที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด
แต่ท้ายสุดก็ต้องมาล่มสลายเพราะตยเอง
ถึงกับกระอักเลือดตาย เพราะพ่ายศึกที่ตนมีกำลังมากกว่า 10 เท่า
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

อ้วนเสี้ยว

อ้วนเสี้ยว

มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก มีบทบาทในช่วงต้นเรื่อง ด้วยเป็นผู้นำก๊กที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด แต่ท้ายสุดก็ต้องมาล่มสลายเพราะความไม่เอาไหนของตน อ้วนเสี้ยวเคยเป็นทหารติดตาม ที่มีความศรัทธาในตัวของแม่ทัพโฮจิ๋น ผู้เคยมีอาชีพขายเนื้อในเมือง

อ้วนเสี้ยวเป็นเพื่อนสนิทกับโจโฉ ลูกของโจโก๋ อ้วนเสี้ยวสืบตระกูลขุนนางเก่าแก่ หลังจากแม่ทัพโฮจิ๋นถูกตลบแผน จากสิบขันทีแล้ว อ้วนเสี้ยวจึงแยกตัวออกมา สร้างกองทัพจนใหญ่โต และเป็นผู้นำ 18 หัวเมืองต่อต้านตั๋งโต๊ะ 

เมื่อกำจัดตั๋งโต๊ะได้แล้ว ด้วยความเป็นผู้มีจิตใจไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก เป็นคนโลเล ใช้คนไม่เป็น ชอบคนที่ประจบสอพลอ คนดี ๆ จึงหนีหาย เมื่อครั้งหนึ่งเตียนห้องขัดขวางมิให้จัดทัพไปตีโจโฉก็สั่งขังและต่อมาจึงประหารชีวิต

ภายหลังพ่ายแพ้ต่อกองทัพของโจโฉที่มีทหาร 7 หมื่น ในขณะที่อ้วนเสี้ยวมีทหาร 7 สิบหมื่น จนอ้วนเสี้ยวกระอักเลือดตาย ตำราพิชัยสามก๊กของวรรณไว พัธโนทัย กล่าวถึงอ้วนเสี้ยวไว้ว่า อ้วนเสี้ยวนั้นมีข้อเสียเป็นผู้มีอุบายมาก แต่ความเด็ดขาดมีน้อย ชอบฟังแต่คำยุให้รำตำให้รั่ว เห็นแก่ญาติพี่น้องของตนอย่างเดียว ไม่มีความรู้ด้านตำราพิชัยสงคราม ชอบแต่คนมีหน้ามีตาและชอบพูดขัดคอคนอื่น

สัญลักษณ์ของผู้หูเบา ไม่หนักแน่น

ความจริงอ้วนเสี้ยวก็ไม่ได้ด้อยปัญญาอะไร เพราะอ้วนเสี้ยวก็เคยแสดงความสามารถให้เห็นมาแล้วในการปราบกองซุนจ้าน กองซุนจ้านใช้แผนปิดเมืองไม่ออกมารบเหมือนกับสุมาอี้ไม่รบกับขงเบ้ง แต่อ้วนเสี้ยวแก้กลยุทธนี้จนปราบกองซุนจ้านได้ในขณะที่ขงเบ้งแก้ไม่ได้

ความอัปยศที่มักถูกพูดถึง คือ ศึกที่พ่ายแพ้แก่โจโฉด้วยอัตรากำลังพล 7 หมื่นต่อ 7 แสน แต่ไม่รีบเผด็จศึก ทั้งยังหลงเชื่อคำยุยงจนไปบังคับเตียวคับโกลำ เตียวคับโกลำเลยไปสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โจโฉเลยได้ขุนพลมือดีไปแบบไม่ต้องลงทุน

อ้วนเสี้ยวรบแพ้ครั้งนั้น น่าจะเป็นความพ่ายแพ้ครั้งเดียวในชีวิตอ้วนเสี้ยวเลยนะ เพราะก่อนหน้านั้นเขาชนะเสมอ ในการรวมพล 18 หัวเมืองล้มตั๋งโต๊ะ ตัวอ้วนเสี้ยวเองก็ไม่ใช่ขุมอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น แต่ตักตวงผลประโยชน์เรื่อยมาจนได้กลายเป็นขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแดนเหนือแม่น้ำฮวงโห ขยี้กองซุนจ้าน ฮั่นฮก และก้าวมาอยู่ในจุดที่อ้วนสุด “ต้องง้อ” (จากที่ถือว่าเคยเป็นกึ่งๆ เบี้ยล่างของอ้วนสุดด้วยเพราะอ้วนเสี้ยวแม้จะแก่กว่า แต่เป็นลูกเมียน้อย)

นับว่าไม่ธรรมดา ฉะนั้นเอาจริงๆ แล้วอ้วนเสี้ยวไม่ใช่คนกระจอกงอกง่อยขนาดที่วรรณกรรมหรือความทรงจำของนักอ่านคุ้นเคยกัน แต่ถือเป็นผู้นำที่สร้างความสำเร็จให้ฝ่ายตนเองได้น่าจับตามองเลยทีเดียว

แต่จุดบอดของอ้วนเสี้ยวที่เป็นเพดานขวางไม่ให้เขาพัฒนาต่อจากนี้ได้เพราะมายด์เซ็ตแบบถือดี เชื่อมั่นในความสำเร็จที่ผ่านๆ มามากเกินไป อยู่กับความยิ่งใหญ่ของชาติตระกูลมากไป ทำให้เกิดความประมาทในการเผชิญหน้ากับโจโฉ และเปิดช่องโหว่ให้ต้องมีอันแตกทัพยับเยินที่กัวต๋อ

โง่จริง?

อ้วนเสี้ยวไม่ได้ด้อยปัญญาแน่ๆ ไม่งั้นจะสร้างกองทัพที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางที่สุดและมีไพร่พลมากที่สุดในประเทศ ณ เวลานั้นได้อย่างไร แต่คนเราในยามที่ประสบความสำเร็จในระดับนึงจะถูกแสงสว่างรอบกายบังตาให้กลายเป็นคนที่โง่งม พูดง่ายๆ ก็คือเหลิงลำพองจนประมาท

ขอยกตัวอย่างซักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ทหารของอ้วนเสี้ยวมีจำนวนมากแต่ขาดประสิทธิภาพเพราะเกณฑ์มาโดยไม่ค่อยได้ฝึกฝนฝีมือ ระเบียบวินัยก็หย่อนยาน ในขณะที่ทหารโจโฉน้อยกว่าแต่มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งเจนสนามรบและฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด อย่างที่เราๆ รู้กันว่า นี่คือหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้โจโฉชนะอ้วนเสี้ยว

แต่ในยามที่โจโฉก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะผู้ที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางที่สุดและมีไพร่พลมหาศาลที่สุดเฉกเช่นเดียวกับอ้วนเสี้ยว โจโฉก็พลาดเหมือนอ้วนเสี้ยว ในการยกทัพลงใต้ด้วยไพร่พลมหาศาล หมายที่จะขยี้เล่าปี่และซุนกวนไปพร้อมๆ กัน โจโฉก็ออกรบโดยที่ไพล่พลของตัวเองมีข้อด้อยเช่นกัน

เปรียบกับความผิดพลาดของโจโฉ

– กำลังพลส่วนใหญ่เป็นชาวเหนือซี่งไม่คุ้นทางน้ำและภูมิอากาศ แค่ก่อนออกรบก็มีล้มป่วยแล้ว พอยามออกรบก็สู้ทหารของซุนกวนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเชี่ยวชาญการรบทางน้ำไม่ได้

– 4 ใน 5 ของกองทัพเป็นทหารเชลยที่ได้มาจากอ้วนเสี้ยว เล่าเปียว ไม่ได้มีใจสู้ถวายหัว แถมไม่มีความฮึกหาญเนื่องจากเดิมทีพวกนี้เป็นทหารที่พ่ายศึก และคงจำได้ว่า นี่คือทหารไร้คุณภาพที่อ้วนเสี้ยวเคยครอบครองมา

– ทหารของเล่าเปียวซึ่งหวังว่าจะใช้เป็นตัวหลักในการรบทางน้ำ ก็เป็นทหารที่เพิ่งเข้าร่วมกับกองทัพ ไม่ได้มีใจที่จะต่อสู้เพื่อโจโฉเต็มร้อย

และด้วยความหลงตัวลำพอง โจโฉจึงติดกับแผนของจิวยี่และขงเบ้ง นำไปสู่ความพ่ายแพ้ย่อยยับ
การหลงกลบังทองเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะการนำโซ่ไปคล้องเรือไว้ด้วยกันก็ช่วยแก้ปัญหาความไม่ชำนาญทางน้ำของทหารโจโฉได้จริงๆ

ทว่าการหลงกลยอมเจ็บตัวของอุยกายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเป็นเมื่อก่อน โจโฉไม่มีทางเชื่อน้ำยาเจียวก้าน และไม่มีทางเชื่อง่ายๆ ว่าอุยกายซึ่งเป็นขุนศึกบุกเบิกแผ่นดินมาตั้งแต่รุ่นซุนเกี๋ยนพ่อของซุนกวนจะแปรพักร์เพราะโดนเฆี่ยนหนักๆ แค่นั้น เพราะสายตาของโจโฉไม่ได้มืดบอดขนาดนั้น

สายตาของโจโฉที่คมกล้ามองเห็นความสามารถของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ตั้งแต่แรกเห็น สายตาของโจโฉที่มองเห็นถึงธาตุแท้ของเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั่วแผ่นดินจนเกิดเป็นเรื่อง ” โจโฉวิจารณ์เหล่าวีรบุรุษกลางสวนท้อ” อันลือลั่น

ถ้าเป็นโจโฉในอดีต เขาอย่างน้อยต้องไม่ไว้ใจอุยกายเต็มร้อย น่าจะมองธาตุแทัของลูกผู้ชายอย่างอุยกายออก อุยกายไม่ใช่ทหารไร้ชื่อแต่เป็นขุนพลชื่อดังที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิ ตั้งแต่สมัยปราบโจรโพกผ้าเหลืองนู่น โจโฉย่อมรู้จักและได้ยินเรื่องของอุยกายมา

แต่ด้วยความลำพองมั่นใจ เขามองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเศษผงธุลี เชื่อว่ายังไงซะกองทัพอันเกรียงไกรและตัวเขาซึ่งสร้างกองทัพอันเกรียงไกรนี้ขึ้นก็ต้องสามารถชนะศึกได้แน่

นี่คือสิ่งที่ โจโฉเดินตามรอยอ้วนเสี้ยว ความลุ่มหลง และ ลำพองตนเอง มั่นใจ ในตนเอง เกินไป ก็คือความผิดพลาด ของ อ้วนเสี้ยว ที่กัวต๋อ และ ความผิดพลาด ของ โจโฉ ที่เซ็กเพ็ก

เพราะงั้น อ้วนเสี้ยวไม่โฉดเขลา ขนาดนั้น หรอกครับ เพียงแต่ ลำพองเกิน ไปจนแปรเปลี่ยน เป็นคนโฉดเขลา ณ เวลานั้น ซึ่งใครๆ ก็เป็นได้

มีดีอยู่บ้าง

ผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงจำเรื่องที่ กุนซือ ของ โจโฉพูดถึง ข้อเสีย 10 ประการ ของ อ้วนเสี้ยวกันได้ แต่ หนังสือมักไม่ค่อย เขียนถึงข้อดี อ้วนเสี้ยวเท่าไหร่ ที่ดีๆ เลย แม้ไม่ได้ เห็นเป็น รูปธรรมมาก แต่ว่าจริงๆ ต้องมีดี พอควร ไม่งั้นคง ไม่สามารถ มีขุนพลอย่าง งันเหลียง บุนทิว เตียวคับ ฯลฯ ได้

ต่ออก จะหน้าใหญ่ ใจโตไปหน่อย เอาใจลูกน้องดีพอประมาณ ไม่งั้นคงไม่มี ลูกน้องติดสอยห้อยตาม มากขนาดนี้  แต่ความขี้เกรงใจ ทำให้ตัดสินใจ ไม่เด็ดขาดโลเล หากไม่ประเมิน แต่ข้อเสีย อ้วนเสี้ยวไม่ใช่ คนเลวร้าย ถือว่ามีคุณธรรม พอสมควร เผด็จการน้อยกว่าโจโฉ

วางตัวดี จูงใจคนเก่ง น่าจะเป็น ที่การวางตัว สามารถที่จะ ดึงดูดคนเก่งๆ มาทำงานด้วยได้ อ้วนเสี้ยว พอออกภูธร ไปเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ ไม่นาน ก็มีกำลังทหาร ขุนพล เสนาธิการ เยี่ยมๆ ไปทำงานให้ ไม่น้อยแล้ว ที่เด่นๆ ก็ บุนทิว, งันเหลียง, ฮองกี๋ พอยึดกิจื๋ว ก็ได้ เตียนห้อง, สิมโพย, ชีสิว, เตียวคับ, โกลำ มาช่วยอีก

ถือว่ามีความสามารถในการรวบรวมบุคลากรอยู่ไม่น้อย

แต่ด้วย ข้อเสียอื่น ๆ มากกว่า เยอะ เช่น มีคนเก่งเยอะ แต่ก็ ใช้ไม่เป็น จึงไม่สามารถ ในการแบ่งหน้าที่ ,ผสานใจคน ให้ร่วมมือทำงาน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ในหมู่ที่ปรึกษา จึงแก่งแย่งกัน ไม่มีความเป็น เอกภาพ นิสัยใจคอก็ โลเลไม่เด็ดขาด มักใช้อารมณ์ มากกว่าเหตุผล ฯลฯ

ซุนฮก ที่ทิ้ง ตำแหน่ง นายอำเภอ ไปอยู่ด้วย กุยแก ที่ก็เคยไป เสนอตัวรับใช้ ถึงได้เผ่นหนีมาอย่างไม่ลังเล

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ดีๆ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/