Categories
ชีวประวัติ

เกียงอุย ผู้เคยซ้อนกลขงเบ้ง ท้ายสุดยอมติดตามขงเบ้ง รับใช้ฮั่น

เกียงอุย ชายผู้หลักแหลมและซื่อสัตย์
เคยซ้อนกลขงเบ้งจนพลาดท่า แต่ท้ายสุดแพ้ในขงเบ้ง
ซื่อสัตย์ ทรนง ถึงกับเชือดตัวเองตายแต่ไม่ยอมสวามิภักดิ์
เขาเป็นคนอย่างไร ไปรู้จักเค้าพร้อมกันกับ Centrovirtual

เกียงอุย

เกียงอุย

เกียงอุย มีชื่อรองว่า ป๋อเยว เป็นชาวเมืองเทียนซุย อำเภอเอ๊กก๋วน ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลกานซู่ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาหลักแหลม รอบรู้พิชัยสงคราม เชี่ยวชาญการศึกและเก่งกาจในเพลงอาวุธ มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา หน้าตาดี ไม่ใฝ่ในทางโลภ เคยซ้อนกลขงเบ้ง จนขงเบ้งยังต้องระแวง อุปนิสัยส่วนตัวซื่อสัตย์ มีน้ำใจดี กล้าหาญ พร้อมพลีชีพเพื่อราชวงศ์ฮั่น

เกียงอุยมีพ่อเป็นขุนนางคนหนึ่งของเมืองเทียนซุย นามว่า เจียงจ่วง สิ้นชีพเมื่อเผ่าเชียงก่อจลาจล เกียงอุยจึงอาศัยอยู่กับแม่โดยลำพัง แต่เดิมนั้นเกียงอุยรับราชการอยู่กับม้าจุ้น เจ้าเมืองเทียนซุย ซึ่งอยู่ในแคว้นการปกครองของวุยก๊ก ปี พ.ศ. 770

ขงเบ้งยกทัพมาเพื่อที่จะปราบวุยก๊ก ยกพลมาถึงเมืองเทียนซุย เกียงอุยวางแผนต่อต้านขงเบ้ง ขงเบ้งเสียท่าเกียงอุยหลายครั้ง แต่ในที่สุดขงเบ้งวางแผนจับเกียงอุย โดยโจมตีอำเภอเอ๊กก๋วน เพื่อแยกตัวเกียงอุยออกมา เกียงอุยเป็นห่วงมารดา จึงวิงวอนกับม้าจุ้นว่าจะขออาสานำทหารไปป้องกันอำเภอเอ๊กก๋วน รักษาอำเภอนั้นจนเสบียงใกล้จะหมด หลงกลอุบายของขงเบ้งจนสิ้นท่า ขงเบ้งชื่นชมและให้เกียรติแก่เกียงอุยเป็นอย่างมาก เกียงอุยซาบซึ้งจึงสวามิภักดิ์

เกียงอุยเป็นทหารคนสนิทใกล้ชิดขงเบ้งมากที่สุด ถ้าขงเบ้งไปที่ศึกไหนเกียงอุยย่อมอยู่ด้วยเสมอ ๆ ประกอบด้วยเกียงอุยเป็นคนสนิทและไว้ใจได้มากที่สุด ดังนั้นขงเบ้งจึงได้ถ่ายทอดวิชาที่เขารู้มากมายให้แก่เกียงอุย เกียงอุยจึงมีความรู้มากขึ้น

ครั้นขงเบ้งรู้ตัวว่าชะตาตนเองไปไม่รอดแล้ว ก็มอบหมายให้เกียงอุยทำนุบำรุงแผ่นดินฮั่นแทนตน โดยให้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเสฉวนแทน ซึ่งมีอำนาจทางการทหารทั้งหมด ต่อมาเกียงอุยก็ดำเนินรอยตามขงเบ้ง โดยที่ยกทัพจากเสฉวนเข้าตีวุยก๊กหลายครั้งหลายคราแต่ก็ไม่สำเร็จ

ต่อมาวุยก๊กยกทัพเข้าตีเสฉวน โดยจงโฮยและเตงงายแม่ทัพวุยก๊ก แบ่งเป็น 2 ทัพตีเสฉวน เกียงอุยรับมือกับจงโฮยทำให้เตงงายไปตามทางลัดอิมเป๋ง เข้าตีเสฉวน ยังไม่ทันรบ พระเจ้าเล่าเสี้ยนยอมแพ้แก่เตงงายโดยเร็ว ทำให้เกียงอุยที่ได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพไม่พอใจยิ่งนัก พยายามหาทางกู้เอกราชกลับมาโดยใช้จงโฮยเป็นสะพาน แต่ก็ไม่สำเร็จ

เกียงอุยถูกล้อมด้วยทหารวุยก๊ก เกียงอุยจึงใช้กระบี่เชือดคอตัวเองตาย พวกทหารของฝ่ายวุยก๊กจึงเอากระบี่ผ่าอกของเกียงอุยออกมาเห็นตับใหญ่คับหัวอกอยู่ มีดีใหญ่เท่าไข่ห่าน พวกทหารเหล่านั้นต่างคิดว่าเกียงอุยมีดีใหญ่กว่าคนธรรมดาทั่วไป จึงได้กล้าหาญเข้มแข็งสมเป็นทหารเอก ตอนที่เกียงอุยตายนั้นมีอายุได้ 63 ปี

จดหมายเหตุชีวประวัติเกียงอุย

ปี ค.ศ.234 (ตรงกับปีเจียนซินที่ 12) เกียงอุยติดตามขงเบ้งออกศึกที่เขากิสาน แต่ระหว่างนำทัพ ขงเบ้งล้มป่วยหนักแล้วก็เสียชีวิตลง เกียงอุยจึงช่วยเอียวหงีนำทัพทั้งหมดถอยกลับมาที่นครเฉิงตู จากนั้นได้มีการปรับตำแหน่งขุนนางและขุนพลหลายคน และมีการแต่งตั้งผู้สืบทอดทางทหารและการเมืองของขงเบ้ง เจียวอ้วนได้รับสืบทอดตำแหน่งของขงเบ้งสืบต่อมา

ส่วนเกียงอุยได้รับอำนาจทางทหาร เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระยาสงบชายแดน “ผิงเซียงโหว” (Lord of Ping Xiang) ควบตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายขวา ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลบริเวณชายแดนทางเหนือของจ๊กก๊กมานับแต่นั้น

ปี ค.ศ.243 (ตรงกับปีศักราชอันซื่อที่ 6) เกียงอุยได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นมหาขุนพลพิทักษ์แดนประจิม “เจินซื่อต้าเจียงจวิน” (General Who Guards the West)

ในปี ค.ศ.247 (ตรงกับปีศักราชอันซื่อที่ 10) เกียงอุยแบ่งสรรอำนาจทางทหารร่วมกับบิฮุย ในปีนี้เกียงอุยนำทหารเข้ายึดดินแดนบริเวณฮั่นซางได้ จากนั้นเกียงอุยสั่งให้ทหารบุกโจมตีสามหัวเมืองคือ หลงซี หนานอัน และจิ้งเฉิง แล้วร่วมมือกับแฮหัวป๋ากับโกจุ๋น เข้าสามารถเข้ายึดดินแดนทางตะวันตกของแม่น้ำเถามาได้

ปี ค.ศ.249 (ตรงกับปีศักราชอันซื่อที่ 12) เกียงอุยนำทัพบุกขึ้นเหนือโจมตีวุยก๊กเป็นครั้งที่ 2 แต่ก็ไม่ประสบผล อย่างไรก็ตาม เกียงอุยนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนเผ่าทางเหนือเป็นอย่างดี (เผ่าเกี๋ยงและตี๋) ชนเผ่าทางเหนือเหล่านี้เป็นกองกำลังส่วนมากในกองทัพของเกียงอุย

ดังนั้นเขาจึงมักใช้งานกองทหารที่มาจากชนเผ่าเหล่านี้ในการทำศึก อีกทั้งตัวเกียงอุยเองก็มีความเชื่อมั่นในความสามารถทางทหารของตนและกองทัพชนเผ่าทางเหนือเป็นอย่างสูง จึงคิดระดมไพร่พลเพื่อนำทัพบุกขึ้นเหนืออีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม บิฮุยซึ่งเป็นขุนนางใหญ่ของจ๊กก๊ก และเป็นผู้ที่คอยคานอำนาจทางทหารกับเกียงอุยนั้น ไม่ค่อยเห็นด้วยกับพฤติกรรมของเกียงอุยที่นำกองทัพบุกโจมตีทางเหนือติดต่อกันหลายครั้งเช่นนี้ จึงปฏิเสธคำร้องที่เกียงอุยขอกำลังระดมกำลังพล และไม่ยอมให้เขาเคลื่อนกองทัพที่มีมากกว่าหมื่นคนขึ้นไป  

ปี ค.ศ.253 (ตรงกับปีอันซื่อที่ 16) บิฮุยได้สิ้นชีพลง ในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ เกียงอุยจึงนำทัพจำนวนกว่าหมื่นคนบุกโจมตีเมืองหนานอัน สุมาสูจึงส่งต้านท่ายเป็นขุนพลนำทหารมาช่วยเหลือเมืองหนานอันทำศึกกับเกียงอุย

ผลคือเกียงอุยจำต้องถอยทัพกลับเพราะกองทัพประสบปัญหาขาดแคลนเสบียง ในปีถัดมา เกียงอุยก็นำทัพบุกโจมตีแถบหลงซีอีกครั้ง เกียงอุยนำทัพโจมตีเอาชนะทัพวุยก๊กลงได้ แต่เมื่อขุนพลเคาเจ๊กนำทัพมาทำศึกด้วย เกียงอุยก็จำต้องถอยทัพกลับพร้อมกวาดต้อนผู้คนในบริเวณ ตี้เต๋า เหอกวน และหลินเถา กลับไปด้วยเป็นอันมาก

ปี ค.ศ.255 (ตรงกับปีอันซื่อที่ 18) เกียงอุยนำทัพร่วมกับแฮหัวป๋าบุกโจมตีแถบหยงอาน ขุนพลของวุยก๊กคืออองเก๋งนำทัพออกรับศึก แต่ก็ไม่อาจต้านทานเกียงอุยได้ จึงต้องล่าถอยกลับไปตั้งมั่นอยู่ภายในเมืองตี้ เกียงอุยจึงนำทัพบุกโจมตีกำแพงเมืองอย่างหนัก แต่ทัพหนุนของวุยก๊กนำโดยต้านท่ายได้เคลื่อนกำลังมาช่วยเหลือ สุดท้ายเกียงอุยจึงจำต้องถอยทัพทั้งหมดกลับไป

เกี่ยวกับผลของศึกนี้ เฉินโซ่วไม่ได้บันทึกไว้โดยตรง แต่จะพบว่าผลจากความพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ ทำให้เกียงอุยโดนสั่งลดยศทางทหารลงมา

ปี ค.ศ.256 (ตรงกับปีอันซื่อที่ 19) เกียงอุยได้กลับมารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ “ต้าเตียงจวิน” อีกครั้ง จากนั้นเกียงอุยก็คิดการบุกขึ้นเหนืออีกครั้ง ในครั้งนี้เขาได้ติดต่อกับคนของเผ่าหูให้ช่วยเหลือในการทำศึกด้วย

อย่างไรก็ตาม ชนเผ่าหูก็ไม่ได้เคลื่อนทัพมาช่วยเหลือตามสัญญา เมื่อแผนการผิดพลาด ในการศึกที่ต้วนกู่นั้น ทัพของเกียงอุยซึ่งต้องเผชิญหน้ากับทัพวุยก๊กที่นำโดยแม่ทัพใหญ่เตงงายจึงประสบปัญหาอย่างหนัก เกียงอุยพ่ายแพ้ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงมาก จ๊กก๊กต้องสูญเสียดินแดนแถบหลงซานที่ชิงมาได้กลับคืนไปให้แก่วุยก๊กทั้งหมด

เมื่อเกียงอุยกลับไปที่จ๊กก๊กแล้ว เขาโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงถึงความพ่ายแพ้ครั้งนี้มาก เกียงอุยจึงทำฎีกาถึงเล่าเสี้ยน ขอให้ลดยศทางทหารของตนลงสองขั้นเพื่อเป็นการลงโทษ เกียงอุยจึงโดนลดยศลงเป็นนายพลทัพหลัง “โฮ่วเจียงจวิน” แต่กระนั้นเขาก็ยังคงอำนาจทั้งหมดไว้เหมือนเช่นเดิมทุกประการ

ปี ค.ศ.257 (ตรงกับปีอันซื่อที่ 20) จูกัดเอี๋ยน แม่ทัพใหญ่ของวุยก๊กซึ่งประจำอยู่แถบห้วยหนานได้ตัดสินใจลุกฮือก่อกบฏต่อตระกูลสุมาที่กำลังคุมอำนาจอยู่ในวุยก๊ก เกียงอุยจึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะนำทัพบุกโจมตีวุยก๊กจากอีกทาง เกียงอุยเกณฑ์ไพร่พลได้ราวหมื่นกว่าคน แล้วบุกโจมตีเมืองเฉิงหลิง

ทางวุยก๊กจึงส่งสุมาเจียว และเตงงาย เป็นขุนพลมารับศึก ตรึงทัพของเกียงอุยไว้ จากนั้นการศึกก็ดำเนินไป จนกระทั่งในปีถัดมา การก่อบกบฏของจูกัดเอี๋ยนก็จบลงด้วยความล้มเหลว เมื่อทราบข่าว เกียงอุยจึงจำต้องสั่งถอยทัพทั้งหมดกลับนครเฉิงตู อย่างไรก็ตามผลจากการทำศึกครั้งนี้ เกียงอุยก็ได้รับตำแหน่งมหาขุนพลหรือแม่ทัพใหญ่ “ต้าเจียงจวิน” กลับคืนมาอีกครั้ง

เมื่อกลับสู่แคว้น เกียงอุยทำฎีกาเสนอต่อเล่าเสี้ยนเพื่อขอเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การทำศึก โดยหันมามุ่งเน้นการป้องกันอยู่ในฮั่นจง และพัฒนากำลังทหารเพิ่ม เนื่องจากในอดีตนั้น เล่าปี่เคยสั่งให้อองเป๋งที่เป็นขุนพลรักษาฮั่นจง ให้ใช้กลยุทธ์การตั้งรับด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และก็สามารถทำได้ดีเรื่อยมา สามารถป้องกันข้าศึกไม่ให้เข้ามารุกรานได้

กระนั้น ตามที่เกียงอุยเสนอไปนั้นได้รวมไปถึงกลยุทธ์การโจมตีกลับเข้าไปด้วย โดยเสนอให้ทหารถอยทัพเข้าไปตั้งมั่นอยู่ที่ฮั่นเชิงและเย่ว์เฉิง จากนั้นจึงให้ทหารทั้งหมดรวมกำลังกันโจมตีกลับยังจุดอ่อนของทัพข้าศึก แผนกลยุทธ์นี้ได้รับการอนุมัติและให้พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

ปี ค.ศ.263 (ตรงกับปีจิ้นเหยาที่ 5) เกียงอุยได้ทำศึกกับเตงงายอีกครั้ง แล้วต้องประสบความปราชัย ความพ่ายแพ้ติดต่อกันของเกียงอุยที่มีต่อเตงงายนั้น ทำให้ในราชสำนักของจ๊กก๊กไม่พอใจมาก เมื่อเกียงอุยทราบข่าวว่าขันทีฮุยโฮและเหล่าขุนนางส่วนหนึ่งพากันทูลยุแหย่เล่าเสี้ยน เขาจึงรู้สึกว่าคงเป็นการยากที่จะกลับไปที่นครเฉิงตูได้อีกแล้ว

ปี ค.ศ.264 (ตรงกับปีจิ้นเหยาที่ 6) เกียงอุยได้ทำหนังสือเตือนเล่าเสี้ยนว่า จงโฮยกำลังจัดเตรียมทัพใหญ่บุกมาที่จ๊กก๊ก ดังนั้นจึงขอให้เล่าเสี้ยนส่งกำลังทหารมาที่ด่านยังเผงก๋วนเป็นการด่วน แต่ขันทีฮุยโฮได้เชิญคนทรงเจ้าเข้ามาทำนายให้เล่าเสี้ยนฟังว่า วุยก๊กมิอาจพิชิตจ๊กก๊กได้อย่างแน่นอน ดังนั้นคำเตือนของแม่ทัพใหญ่อย่างเกียงอุยจึงไม่เป็นผล

ทางด้านจงโฮยและเตงงาย ได้ร่วมกันทำทัพแยกโจมตีจ๊กก๊กที่ลั่วกู่และต้าจง ฝ่ายจ๊กก๊กนั้น สองขุนพลเลียวฮัวและเตียวเอ๊กร่วมกันนำทหารเข้ามาตั้งมั่นป้องกันที่ด้านยังเผงก๋วน แต่ก็ไม่เป็นผล เกียงอุยพ่ายแพ้ต่อเตงงายที่ด่านยังเผง จนต้องล่าถอยไปที่หยินผิง

ด้านจงโฮยก็นำทัพบุกโจมตีฮั่นเชิงและเยว์เฉิงต่อ ซึ่งที่ฮั่นเชิงนั้นยอมแพ้ต่อจงโฮย แต่ที่เยว์เฉิงมีการป้องกันที่เข้มแข็ง จึงสามารถยันทัพของจงโฮยไว้ได้ระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้เช่นกัน จงโฮยจึงสามารถเคลื่อนทัพบุกลึกเข้าไปในเขตแดนของจ๊กก๊กมากทุกขณะ

เกียงอุยและเลียวฮัวจำต้องถอยทัพออกมาจากหยิงผิง แล้วไปร่วมกับทัพที่เหลือของเตียวเอ๊กและตังฉุย ทั้งหมดผนึกกำลังทำศึกกับจงโฮยที่ด่านเจี้ยนเก๋อ (กิก๊ก) ระหว่างนั้นจงโฮยได้ส่งหนังสือไปเกลี้ยกล่อมให้เกียงอุยยอมจำนน แต่เกียงอุยปฏิเสธ แล้วยืนหยัดทำศึกต้านทานการบุกโจมตีของจงโฮยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ด้านเตงงายซึ่งนำทัพผ่านด่านยังเผงก๋วนไปนั้น ได้เปิดศึกกับจูกัดเจี๋ยม บุตรชายของขงเบ้งที่เมี่ยนจู่ และได้รับชัยชนะ เตงงายสามารถนำทัพบุกเข้าไปประชิดนครเฉิงตูได้ เล่าเสี้ยนจึงต้องยอมจำนนต่อเตงงายในที่สุด

จากนั้น เล่าเสี้ยนก็มีคำสั่งแจ้งให้เกียงอุยที่กำลังทำศึกกับจงโฮยให้ยอมจำนน เกียงอุยจึงจำต้องยอมจำนนต่อจงโฮย และได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี ไม่นานจากนั้น จงโฮยและเตงงายก็มีความขัดแย้งกันอย่างมากเพราะเตงงายได้ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋ว ฝ่ายจงโฮยก็วางแผนก่อกบฏร่วมกันกับเกียงอุย แต่บรรดาทหารส่วนใหญ่ของวุยก๊กไม่ยอมร่วมมือด้วย สุดท้ายเกียงอุยและจงโฮยก็โดนทหารรุมสังหารในระหว่างความวุ่นวาย ภรรยาและบุตรีของเกียงอุยก็โดนสังหารไปด้วยเช่นกัน

เก่งจริงรึเปล่า?

สิ่งหนึ่งที่หลายคนบอกว่าความเก่งของเกียงอุยโดนกลบลงเพราะความโง่ของพระเจ้าเล่าเสี้ยนที่เรียกยกทัพกลับ

ส่วนตัวผมกลับมองว่าการเรียกทัพกลับนั้นถึงจะไม่ถูก แต่ก็มีเหตุผลเพียงพอ คิดสภาพว่าเกียงอุยไปสู้มาห้าครั้งแล้วก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าตลอด ใครจะไปนึกว่าครั้งที่หกจะสำเร็จได้ และถามว่ามีเหตุผลเพียงพอมั้ย ผมว่าโคตรพอเลยล่ะที่จะเรียกตัวกลับ

เพราะอย่าลืมว่าการรบครั้งที่ห้า เกียงอุยแกทำผลงานผิดพลาดและขอลดยศตัวเองเหลือแค่ว่าราชการทหาร หนีไปอยู่นอกเมือง แล้วจู่ๆ ยกกำลังทหารหายสาบสูญไปเลย ถามว่าเป็นเล่าเสี้ยนจะไว้ใจได้เหรอ ว่าเกียงอุยแกจะไม่สวามิภักดิ์กับทัพง่อจริงๆ  แถมครั้งที่เจ็ด นี่ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ออกศึกซะเสียหมา พาแฮหัวป๋ากับเอียวหงีไปตาย  ขุนศึกสำคัญของจ๊กก๊กตายซะขนาดนี้ เกียงอุยยังบ้าพาวเวอร์จะบุก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกมองว่าอาจจะกบฎ

ข้างบนคือมองในแง่เล่าเสี้ยน แต่ผมคิดว่ามีอีกมุมมองที่อยากเสนอ การยกทัพกลับของเกียงอุย เป็นแผนการเกียงอุยกับเล่าเสี้ยนในการปลุกปลอบขวัญทหารก็เป็นได้

สังเกตว่าเล่าเสี้ยนสั่งเรียกเกียงอุยกลับแต่ละครั้ง แฟนๆ สามก๊กที่เกลียดเล่าเสี้ยนจะบรรยายเหมือนกับว่าจังหวะที่เกียงอุยกลับเป็นโคตรสุดยอดจังหวะบุก ที่หากพลาดทีเดียวคือหมดสิทธิ์ได้กลับมาอีก แต่เอาจริงๆ ที่โดนเรียกกลับนี่ยังไม่ใกล้เคียงกับเมืองหลวงวุยก๊กสักนิด และทั้งสองครั้งที่เรียกกลับ ก็ล้วนเป็นตอนที่กำลังปิดล้อมใส่เตงงายที่วางแผนตั้งรับอย่างเหนียวแน่น  

ซึ่งจากที่ดู ทั้งสองเหตุการณ์ ผมว่าให้ล้อมไปอีก3เดือนก็เอาชัยชนะเตงงายไม่ได้แน่ นี่ยังไม่รวมเรื่องสเบียงฝั่งจ๊กอีกว่าเตรียมมาเยอะขนาดไหน แต่ถ้าล่าถอยกลับไปเองเฉยๆ ขวัญทหารจ๊กก๊กคงหดหาย คิดว่าเราแพ้คู่ต่อสู้ยับเยิน เสียแฮหัวป๋าและเอียวหงี แถมดูแววแล้วล้อมไปก็ไม่ชนะเลยต้องยกทัพกลับ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นล่าถอยเพราะยกทัพกลับตามพระราชโองการ ขวัญทหารก็ไม่เสีย

เกียงอุยรบเสมอจูล่งได้ ถึงจะเป็นตอนแก่ก็เถอะ เพราะงั้นถ้าทักษะรบส่วนตัวคงไม่น้อยหน้าแม่ทัพเก่ง ๆ ของยุคหลังเท่าไหร่ แต่ยุคหลังรุ่นพ่อไปจ๊กก๊กไม่มีใครเก่งแบบเด่น ๆ สักคน นี่เลยอาจจะเป็นเหตุผลที่เกียงอุยก็เลยได้หน้าไปคนเดียว

เรื่องวางแผนนี่น่าจะด้อยกว่าขงเบ้งแน่ ๆ เพราะแทบไม่ชนะใครเขาเลย หรืออาจจะเป็นเพราะแซ่สุมา อบรมเลี้ยงลูกหลานมาดีก็ไม่รู้ได้

ทัศนะแง่ลบ

ยังมีอีกมุมที่มองว่าเกียงอุยเก่งไม่จริง ทำไมถึงมีความคิดเช่นนั้น เรามาดูกัน

เกียงอุยคือของปลอมทำเหมือน และความพินาศของจ๊กก๊กกว่า70%เป็นความรับผิดชอบของเกียงอุย การที่จ๊กหันมาใช้นโยบายตั้งรับหลังการตายของขงเบ้งก็ทำให้ก๊กมั่นคงและสงบสุขขึ้นมาก

การที่เกียงอุยกลับมาบุกขึ้นเหนือหลายครั้งโดยไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลยนั้นทำให้ภายในของก๊กเริ่มมีปัญหาขึ้นมาอีก ตั้งแต่คนที่คัดค้านการบุกของเกียงอุย หรือขันทีฮุยโฮที่เริ่มมามีอิทธิพลต่อเล่าเสี้ยน และมีผลทำให้การทหารของก๊กอ่อนแอลงไปมากจนกลายเป็นว่าพอจงโฮย เตงงาย ยกทัพใหญ่เข้ามา หัวเมืองที่เคยแข็งแกร่งอย่างฮันต๋งถึงกับยอมสวามิภักดิ์เอาดื้อๆ

ที่ผ่านมาเกียงอุยยกทัพทีไรก็พาคนไปตายมากมาย ดูยังไงก็มีส่วนทำให้ก๊กอ่อนแอลงชัดๆ เกียงอุย สู้ อุยเอี๋ยนยังไม่ได้เลย ในยุคนั้นคนที่เก่งๆเท่ากับพวกยุคก่อนก็เหลือแค่อุยเอี๋ยนคนเดียว

บทสรุป

 ความพ่ายแพ้ของจ๊กก๊กนั้น ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกียงอุยคือหนึ่งในผู้ที่ต้องรับผิดชอบเพราะการดำเนินกลยุทธ์ทางทหารที่ผิดพลาด เนื่องจากมุ่งเน้นการบุกโจมตีภาคเหนือทุกปีติดต่อกัน ทำให้สิ้นเปลืองกำลังคนและทรัพยากรไปมหาศาล สร้างความเดือดร้อนมาก

ขณะเดียวกัน ในราชสำนักของจ๊กก๊ก เล่าเสี้ยนและเหล่าขุนนางจำนวนมากก็มีความเบื่อหน่ายสงครามที่เกิดขึ้นติดต่อกันแทบทุกปี ภายหลังเมื่อขันทีฮุยโฮยุแหย่ว่าเกียงอุยคิดก่อการกบฏ เล่าเสี้ยนจึงยอมเชื่อฟัง ส่งผลให้เกียงอุยซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่กลับไม่สามารถเดินทางกลับสู่นครเฉิงตูได้อีก เล่าเสี้ยนเองก็ไม่เชื่อคำของเขาอีกต่อไป ภายหลังเมื่อเกียงอุยพยายามส่งสารเตือนเล่าเสี้ยนว่าจงโฮยและเตงงายกำลังเคลื่อนทัพมาบุกจ๊กก๊ก คำเตือนของเกียงอุยจึงไม่มีผล เพราะเล่าเสี้ยนเชื่อคำของคนทรงเจ้ามากกว่าเกียงอุยที่เป็นแม่ทัพใหญ่ไปแล้ว

ผลจากความเบื่อหน่ายสงคราม และการสิ้นเปลืองชีวิตผู้คนไปมหาศาลหลายปีติดต่อกัน ทำให้เมื่อเตงงายนำทัพประชิดนครเฉิงตูแล้ว เล่าเสี้ยนก็ตัดสินใจยอมแพ้ และผู้คนในเมืองก็ไม่ได้ทำการต่อต้านแต่อย่างใด

เกียงอุยเป็นผู้ที่โดนนักประวัติศาสตร์วิจารณ์มากที่สุดผู้หนึ่ง เมื่อตอนที่เข้าสวามิภักดิ์กับจงโฮยนั้น ก็คิดแผนการกู้บ้านเมืองกลับมาตลอดเวลา

จดหมายเหตุราชวงศ์จิ้นบันทึกว่า “เมื่อเกียงอุยเดินทางไปมอบตัวแก่จงโฮยแล้ว จงโฮยกล่าวว่าเหตุใดจึงมาช้านัก เกียงอุยหลั่งน้ำตากล่าวว่า ข้ามาเร็วที่สุดแล้ว จงโฮยจึงประหลาดใจยิ่งนัก”

จากนั้นจงโฮยก็ต้อนรับเกียงอุยเป็นอย่างดี กินอยู่หลับนอนและดื่มด้วยกันตลอดเวลา จงโฮยมักกล่าวยกย่องเกียงอุยให้นายทหารของตนฟังว่า เกียงอุยผู้นี้มีสติปัญญาเป็นเลิศ เหนือกว่านายทหารชั้นนำหลายคนในภาคกลาง

หนังสือฮัวเอี๋ยงกั๋วจี่ ได้วิจารณ์ว่า “เกียงอุยวางแผนแนะนำให้จงโฮยสังหารบรรดานายทหารที่มาจากวุยก๊ก แล้วเขาก็วางแผนจะสังหารจงโฮย เพื่อกอบกู้บ้านเมืองกลับมา จึงมีหนังสือไปถึงเล่าเสี้ยนว่า ขอให้อดทนรอต่อไปอีกสักหน่อย ตัวเขากำลังพยายามกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนมา”
ส่วนเผยซงจือ ได้วิจารณ์เกียงอุยในเชิงเห็นใจ เพราะสถานการณ์เวลานั้น เป็นการยากยิ่งที่จะกอบกู้จ๊กก๊กกลับมาได้แล้ว

มีบันทึกอื่นๆที่แสดงว่า แม้เกียงอุยจะมีตำแหน่งสูงส่ง แต่เขาแทบไม่มีทรัพย์สมบัติเลย ไม่มีภรรยาน้อยเหมือนขุนนางคนอื่น ไม่นิยมฟังดนตรีหรือจัดงานรื่นเริงหาความสุขเยี่ยงเหล่าขุนนางในราชสำนัก กินอาหารธรรมดา เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นแบบธรรมดา ใช้ชีวิตประหยัด เมื่อได้เบี้ยหวัดมาก็มักหมดไปทันที แต่เกียงอุยก็ยังมีความพอใจอยู่เช่นนั้น ไม่ต้องการทรัพย์สมบัติหรือเงินทองมากมาย

ขอขอบคุณบทความสาระประวัติศาสตร์โดย ufabet.com