Categories
ชีวประวัติ

เพลโต ผู้สะกิดเรื่อง ศิลปะ ปัญญา และประชาธิปไตย

หากเอ่ยถึงปรัชญาตะวันตก คงไม่อาจไม่พูดถึง “เพลโต” ได้
มีหลายประเด็นที่ยังไม่ชี้ชุดว่าผลงานของเพลโตตั้งอยู่บนแนวคิดของโสเครตีส มากน้อยเพียงใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดของเพลโตที่เผยแพร่ออกไป มีส่วนเปลี่ยนโลกอย่างมาก
และวันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกับเค้ากัน

เพลโต

เพลโต

เกิด พ.ศ. 116-196 มีชื่อเดิมว่า อาริสโตเคล็ส (Aristocles) ที่กรุงเอเธนส์ เพลโตได้ฟังปรัชญาจากโสคราตีสเมื่อตนได้มีอายุได้ 20 ปีแล้ว จนกระทั่งโสคราตีสถูกประหารชีวิตในปีพ.ศ.144 ต่อมาได้ศึกษาปรัชญาของยูคลิเดส (Euclides) ผู้เป็นลูกศิษย์ของโสคราตีส ซึ่งได้นำปรัชญาของโสคราตีสเข้ากับปรัชญาของปาร์มีนิเดส และยังได้ศึกษาปรัชญาจากสำนักของไพธากอรัส

ที่กรุงเอเธนส์นั้น ท่านวางมือจากการเมืองที่ยุ่งเหยิง และเลือกดำเนินชีวิตอย่างนักปรัชญา โดยสร้างคนให้เป็นนักปรัชาและนักปกครองที่ดี เพลโตตั้งสำนักแห่งหนึ่งชื่อว่า อะคาเดมี (Academy) ให้การศึกษาแก่เยาวชนกรีก นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรีก โดยให้เด็กหนุ่มที่ต้องการศึกษา มุ่งมาสมัครเรียนที่นั้น เพลโตเห็นว่า “นักปกครองที่ดีต้องมีความรู้ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ และปรัชญาการเมือง” วิชาหลักที่คงอยู่ที่ใช้ทำการสอน ได้แก่ คณิตศาสตร์และปรัชญาการเมือง เพลโตมีศิษย์คนสำคัญชื่อว่า อารีสโตเติ้ล เป็นผู้ที่เข้าศึกษาที่อะคาเดมี ในเวลาต่อมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาก

เพลโตได้เขียนบทสนทนาเรื่อง “กฎหมาย” (Laws) มีความยาวถึง 12 เล่ม งานนิพนธ์ของเพลโตแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ บทสนทนาระยะแรก,ระยะที่สอง,ระยะที่สาม ซึ่งจะมีตัวละครแสดงบทสนทนาต่างๆ โดยสมมติให้ตัวละครเป็นตัวของท่าน และบุคคลอื่น ๆ เป็นต้น คำสอนที่ถือว่าเป็นหัวใจปรัชญาของเพลโต คือทฤษฎีมโนคติหรือแบบคำสอนอื่น ๆ เช่น ทฤษฎีความรู้ จริยศาสตร์ ศิลป และการเมือง ล้วนมีรากฐานมาจากทฤษฎีมโนคติ ดังนั้น เราจะพบว่า ปรัชญาแต่ละประเด็นของเพลโต เกาะกลุ่มกันเป็นระบบโดยมีทฤษฎีมโนคติเป็นแกนกลาง เพลโตเป็นคนแรกที่สอนปรัชญาอย่างเป็นระบบ

ทัศนะของเพลโต

ในทัศนะของพลาโต้ ความรู้ที่แท้จริงไม่ได้มาจากผัสสะหรือสัญชาน แต่ความรู้ที่แท้จริงได้มาจากเหตุผล ข้อแตกต่างระหว่างอาจารย์กับศิษย์อยู่ตรงที่ว่า สำหรับโสคราตีส ความรู้หมายถึงการค้นพบมโนภาพ (Concept) แต่สำหรับพลาโต้ ความรู้หมายถึงการค้นพบมโนคติ (Idea) ในความคิดของพลาโต้นั้น ท่านได้แบ่งลักษณะความคิดออกเป็น 4 อันดับ คือ จินตนาการเป็นขั้นต่ำสุด ที่สูงขึ้นมาตามลำดับคือความเชื่อ และการคำนวณ ส่วนขั้นสูงสุดคือพุทธิปัญญา การจัดอันดับมีเหตุผลดังนี้ คือ

  1. จินตนาการ (Imagining) ให้ความหมายที่ว่า ขณะที่ตาสัมผัสกับภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งการรับรู้ได้เกิดขึ้น ประสาทตาารายงานภาพที่เห็นไปที่จิต ภาพของสิ่งนั้นที่จิตรับรู้ในขณะนั้นเป็นจินตภาพ (Image) การรับรู้จินตภาพเรียกว่า “จินตนาการ” เป็นการรับรู้ขั้นต่ำสุด เพราะภาพที่จิตคิดเห็นเป็น “ภาพเหมือน” หรือ”เงา” หากใครไปยึดมั่นในภาพเหมืนหรือจินตภาพ เขาก็กำลังนี้จากความจริงนั่นเอง
  2. ความเชื่อ (Belief) ความหมายที่ว่า เมื่อเราคิดถึงใครสักคน เราสร้างจินตนาการคิดถึงรูปร่างหน้าตากิริยาท่าทางของเขา แต่เขาคนนั้นที่เราเห็นในจินตภาพย่อมสู้ที่เราเห็นและได้พบปะตัวจริงไม่ได้ การได้พบตัวจริง ถือว่าเป็นความรู้ระดับสัญชาน ท่านเรียกความรู้ระดับนี้ว่าความเชื่อ จะเห็นว่าสัญชานให้ความรู้ที่ขัดแย้งตัวเอง เช่น น้ำทะเลปรากฏแก่สายตาเราเป็นสีน้ำเงิน แต่พอเราเอาภาชนะตักน้ำขึ้นมาเราเห็นเป็นน้ำใสเป็นต้น ดังน้น ใครเห็นอะไรเป็นจริงจึงเป็นเพียงความเชื่อ คือยอมรับว่าจริงไปพลาง ๆ ก่อน
  3. การคำนวณ (Reasoning) การคำนวณทางคณิตศาสตร์ เป็นก้าวจากโลกแห่งผัสสะสู่โลกแห่งเหตุผล ในโลกแห่งผัสสะ เรารับรู้สิ่งเฉพาะ แต่ในโลกแห่งเหตุผล เราค้นพบสิ่งสากล นักคณิตศาสตร์อาศัยสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งเฉพาะเพื่อเป็นทางผ่านเข้าสู่สิ่งสากล เช่น นักคณิตศาสตร์ลากเส้นตรงในหน้ากระดาษ เพื่อประกอบการคำนวณ เส้นตรงนั้นอาจจะคดเคี้ยวบ้าง แต่ไม่ทำให้การคำนวณผิดพลาด เพราะอะไร ? เพราะเส้นตรงนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือตัวแทนของเส้นที่ตรงที่สุด ในการคำนวณนักคณิตศาสตรืไม่ได้กำลังพูดถึงสิ่งเฉพาะคือเส้นตรง ที่ปรากฏในหน้ากระดาษนั้น แต่เขาพูดถึงสิ่งที่เป็นสากลอยู่ เขาแยกสัญลักษณ์หรือสิ่งที่เห็นด้วยตาออกจากมโนคติ หรือสิ่งที่เห็นด้วยเหตุผลบริสุทธิ์ ดังนั้น พลาโต้จึงจัดความรู้ของนักคณิตศาสตร์ไว้ในขั้น”ความรู้” เพราะเขาค้นพบมโนคติบางหน่วย แต่นักคณิตศาสตร์ยังอาศัยสัญลักษณ์และยังตั้งสมมติฐาน (Hypothesis) โดยยอมรับว่าสมมติฐานเป็นสิ่งที่เห็นจริงแล้ว ความรู้ของนักคณิตศาสตร์ จึงอยู่ในวงจำกัดของสัญลัษณ์และสมมติฐาน
  4. พุทธิปัญญา (Intelligence) หมายถึง สภาพจิดใจที่รับรู้ มโนคติโดยตรง ในขั้นนี้ จิตเป็นอิสระจากสิ่งที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัส จิตเข้าถึงมโนคติได้โดยไม่ต้องผ่านสัญลักษณ์ และจิตไม่จำเป็นต้องใช้สมมติฐานในการค้นหาความจริง เมื่อไม่มีสมมติฐาน ข้อจำกัดของความรู้จึงไม่มี เหตุนี้จิตจึงค้นพบเอกภาพของมโนคติทั้งหลาย นั่นคือ จิตพบว่ามโนคติ ทั้งหมดอยู่ภายใต้มโนคติควาามดีและรวบรวมมโนคติทั้งหมดไว้ได้ก็ด้วยพลังของจิต พลาโต้เรียกพลังชนิดนี้ว่า “วิภาษวิธี”(Dialectic) ดังนั้น พุทธิปัญญา จึงเป็นความรู้ที่แท้จริง เพราะเข้าถึงความจริงสูงสุด คือมโนคติ เราย้อนหลังไปยุคแรก ๆ นักปรัชญายุคเริ่มต้นได้สอนว่า แก่นแท้ของสรรพสิ่งเป็นสสารในรูปใดรูปหนึ่ง แต่พลาโต้เสนอใหม่ว่า แก่นแท้ของสรรพสิ่งไม่ใช่สสาร แต่เป็นมโนคติที่ไม่กินที่ ไม่มีรูปร่าง คำสอนของพลาโต้ยังได้หักล้างปรัชญาของโซฟิสสต์ผู้สอนว่า ความรู้แท้จริงอันเป็นมาตรฐานสากลไม่มี เพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้เป็นสสารที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในที่นี้ พลาโต้แย้งว่า ความรู้ที่แท้สมบูรณ์มีอยู่ เพราะสิ่งที่เรารับรู้ไม่ใช่สสารวัตถุ แต่เป็นมโนคติที่เป็นอมตะและไม่เปลี่ยนแปลง ทัศนะมโนคติของพลาโต กล่าวว่า มโนภาพเป็นอันเดียวกับสิ่งสากล และมโนคติ คือ มโนภาพที่มีอยู่จริงภายนอกความคิดคือ ”สิ่งสากลที่มีอยู่จริงภายนอกความคิด “หรือ”สิ่งสากลที่มีอยู่จริงแบบปรนัย” พลาโตยืนยันว่า สิ่งสากลมีอยู่จริง จึงไม่ใช่สิ่งที่เราคิดขึ้นเอง มันไม่ใช่ผลผลิตของความคิด สิ่งสากลมีอยู่ก่อนหน้าที่เราคิด และแม้เราจะเลิกคิดถึง สิ่งสากลก็ยังคงมีอยู่ตลอดไปเป็นนิจนิรันดร “พลาโตเรียกสิ่งสากลอันเป็นความจริงอมตะนั้นว่ามโนคติหรือแบบ ดังนั้นลักษณะของมโนคติสรุปโดยทั่วไป คือ
  1. มโนคติ หมายถึง สิ่งสากล
  2. มโนคตินั้นมีจำนวนมาก แต่ความหมายของมโนคติมีข้อจำกัด กล่าวคือ สิ่งเฉพาะชนิดหนึ่งมีมโนคติเพียงหนึ่งเดียว
  3. มโนคติ เป็นสิ่งที่เรารู้ได้ด้วยเหตุผล
  4. มโนคติเป็นความจริงปรนัย
  5. มโนคติเป็นสิ่งไม่กินที่
  6. มโนคติไม่ขึ้นกับเวลา

วิญญาณอมตะ มาจากเพลโต ไม่ใช่มาจากไบเบิ้ล

คำสอนของเพลโต มีอิทธิพลอย่างมากต่อความเชื่อทางศาสนา ของผู้คนนับล้าน รวมทั้งคริสต์ศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยที่หลงคิดว่า ความเชื่อของตนสอดคล้องกับคัมภีร์ไบเบิล. คำสอนสำคัญของเพลโตคือมนุษย์มีวิญญาณอมตะซึ่งคงอยู่ต่อไปหลังจากร่างกายตายแล้ว.

เพลโตมีความสนใจอย่างลึกซึ้ง ในเรื่องชีวิตหลังความตาย. หนังสือเล่มหนึ่ง (Body and Soul in Ancient Philosophy ) กล่าวว่า “แนวคิดเรื่องวิญญาณอมตะเป็น เรื่องหนึ่งที่เพลโตกล่าวถึงบ่อยมาก.” เขาเชื่อมั่นว่า “วิญญาณยังคงอยู่ต่อไปแม้ว่าชีวิต ในชาติภพนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว เพื่อรอรับรางวัลหรือการลงโทษตามที่สมควรได้รับ” ในชีวิตหลังความตาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นใช้ชีวิตอย่างไรตอน ที่อยู่บนแผ่นดินโลก

“แนวคิดที่ว่า วิญญาณยังคงอยู่หลังจากที่คนเราตาย ไม่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิล.”—สารานุกรมคาทอลิกฉบับใหม่ (ภาษาอังกฤษ)

“ความเชื่อเรื่อง วิญญาณอมตะเพิ่งมาแพร่หลายหลังจากที่ คัมภีร์ไบเบิลเขียนเสร็จ . . . และได้กลายเป็นหลักคำสอนสำคัญในศาสนายิวและศาสนาคริสต์.”—สารานุกรมจูไดกา

“ความเชื่อที่ว่าวิญญาณยังคงอยู่ต่อไปหลังจากร่างกายดับสูญแล้วเป็นการคาดเดาของนักปรัชญาและนักศาสนา . . . และไม่พบคำสอนเรื่องนี้เลยในพระคัมภีร์บริสุทธิ์.”—สารานุกรม เดอะ จูวิช

สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลสอน

มนุษย์ไม่รับรู้สิ่งใดหลังจากตาย. คัมภีร์ไบเบิลสอนว่าการตายเป็นเหมือนการนอนหลับและคนตายจะรอการปลุกให้เป็นขึ้นจากตาย. ขอพิจารณาข้อคัมภีร์ต่อไปนี้:

“คนเป็นย่อมรู้ว่าเขาเองคงจะตาย, แต่คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย.”—ท่านผู้ประกาศ 9:5
“อย่าประหลาดใจในเรื่องนี้ เพราะจะมีเวลาที่ทุกคนซึ่งอยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินเสียงท่าน และออกมา คนที่ประพฤติดีจะเป็นขึ้นมาสู่ชีวิต ส่วนคนที่ประพฤติชั่วจะเป็นขึ้นมาสู่การพิพากษา.”—โยฮัน 5:28, 29
“เมื่อลมหายใจเขาขาด, เขาก็กลับคืนเป็นดินอีก; และในวันนั้นทีเดียวความคิดของเขาก็ศูนย์หายไป.”—บทเพลงสรรเสริญ 146:4

เห็นได้ชัดว่า คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้สอนว่ามนุษย์มีวิญญาณที่คงอยู่ต่อไป หลังจากร่างกายตายแล้ว. ดังนั้น ขอคุณถามตัวเองว่า ‘ฉันเชื่อตามคัมภีร์ไบเบิลหรือตามคำสอนของเพลโต? และเป็นที่รู้กันในหมู่นักศาสนาว่า ถ้าจะศึกษาไบเบิ้ลก็ต้องย้อนกลับไปศึกษาแนวคิดของเพลโตในเชิงศาสนศาสตร์

ขอขอบคุณบทความชีวประวัตินักปรัญชา โดย ufabet.com