Categories
ชีวประวัติ

เล่าจื๊อ เจ้าลัทธิเต๋า ผู้ก่อให้เกิดวรรณกรรมทางศาสนาของจีน

นักปรัชญาชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดท่านหนึ่ง
เชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงของสงครามปรัชญา และสงครามการเมืองยุคชุนชิว 
เขาก็คือ “เล่าจื๊อ”
ซึ่งเขียนตำราอันเป็นแบบแผนในทางเต๋า นั่นคือ “เต้าเต๋อจิง
วรรณกรรมทางศาสนาของลัทธิเต๋าที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้
เล่าจื๊อยังเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเขากัน

เล่าจื๊อ

เล่าจื๊อ

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เรารู้จักเล่าจือ (เหลาจื่อ) น้อยมาก แต่มีพงศาวดารจีนหลายชิ้นที่กล่าวถึงเล่าจือ ในฐานะที่เป็นผู้แต่งคัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง ซึ่งเนื้อหาในคัมภีร์นี้ มีความสำคัญกับวัฒนธรรมจีนในรุ่นต่อๆมาอย่างมาก ถือได้ว่าเทียบเท่าได้กับ ขงจื๊อ ตามพงศาวดารระบุไว้ว่า เล่าจือ เกิดในแคว้นขู่ ซึ่งในปัจจุบันคือบริเวณ อำเภอลู่อี้ ของมณฑลเหอหนาน

บางตำนานกล่าวไว้ว่าเล่าจือเมื่อเกิดมามีผมสีขาว และอยู่ในครรภ์มารดานานถึง 8 ทศวรรษ หรือ 80 ปี ชื่อของเล่าจือแปลโดยนัยได้ 2 แบบว่า “อาจารย์ผู้อาวุโส” หรือ “เด็กผู้อาวุโส” เกิดที่หมู่บ้านชีเหยินลี อำเภอขู่เสี้ยน แคว้นฉู่ เมื่อวันที่ 15 เดือนยี่ ก่อนค.ศ.ราว 576 ปี (ก่อนพ.ศ. 33 ปี)

เล่าจือ เป็นนักปรัชญาลัทธิเต๋าชาวจีนที่มีชื่อเสียง ตามพงศาวการระบุว่า เล่าจือ มีชีวิตอยู่ในช่วง 500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งเป็นยุคของสงครามปรัชญา และสงครามการเมืองยุคชุนชิว ผลงานที่สำคัญที่สุดของเล่าจือคือ “คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง” เป็นคัมภีร์ที่มีอักษรจีน 5,000 อักษร ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของประเทศจีนอย่างมาก

ซึ่งคัมภีร์นี้มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม เทียบเท่าได้กับ ขงจื๊อ นักปราชญ์คนสำคัญในยุคก่อนหน้านี้ โดยมีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องปรัชญาบุคคล ความกลมกลืนต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ จนไปถึงปรัชญาการเมืองตำราอันเป็นแบบแผนทางลัทธิเต๋า ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ เล่าจื๊อ ยังมีความเชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ อีกด้วย

จากพงศาวดารของ ซือหม่า เชียน กล่าวว่า เล่าจือมีอายุมากกว่าขงจื๊อ แต่อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน และเคยได้พบปะเสวนากัน เล่าจือได้ทำงานในราชวงศ์โจว ขงจื๊อและเล่าจือได้มาพบเจอโดยบังเอิญกันในแคว้นโจว (ปัจจุบันคือแถบเมืองลั่วหยาง) โดยขงจื๊อได้มาค้นหาตำราในห้องสมุด

จากเรื่องเล่านี้ ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนทรรศนะคติความเห็นในหลาย ๆ ด้าน เป็นเวลาหลายเดือน หลังจากการเสวนาในครั้งนี้ ขงจื๊อกล่าวว่า “การได้เสวนากับท่านเล่าจือ ถือว่าเป็นการศึกษาที่ล้ำลึก และดีเยี่ยมกว่าหนังสือในห้องสมุดเสียอีก”

ผลงานที่สำคัญที่สุดของเล่าจื้อคือ “คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง” เป็นคัมภีร์ที่มีอักษรจีน 5,000 อักษร ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของประเทศจีนอย่างมาก โดยภายในคัมภีร์นั้น มีเนื้อหาในด้านปรัชญาบุคคล ความกลมกลืนต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ จนไปถึงปรัชญาการเมือง

จากการตีความ คำว่า “เต๋า” ในคัมภีร์ มักจะหมายถึง มรรค หรือ หนทาง (The way) หรือ ธรรม ซึ่งมีความหมายกว้าง ๆ และมักตีความหมายในแนวเป็นไปตามธรรมชาติ การกระทำที่สอดคล้องกับวิถีแห่งเต๋าใด ๆ จะสามารถบรรลุมรรคผลได้โดยง่าย

เล่าจือเชื่อว่า ควรหลีกเลี่ยงความรุนแรงต่าง ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนคำว่า “เต็ก หรือ เต๋อ” นั้นหมายถึง “คุณธรรม” คัมภีร์นี้แบ่งออกเป็น 81 บทด้วยกัน

ถึงแม้ว่าเล่าจือจะไม่ได้ปลูกฝังวัฒนธรรมหยั่งลึกได้เทียบเท่ากับ ขงจื๊อ ในอารยธรรมจีน แต่ท่านก็ยังเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไป แม้แต่ขงจื๊อยังเรียกท่านว่าอาจารย์ทั้งแนวความคิดและการปฏิบัติตามหนทางแห่งเต๋า

ปรัชญาหรือวิถีแบบเต๋า เน้นความสันโดษ ความกลมกลืนกับธรรมชาติ ปัญหาของมนุษย์ไม่สามารถจะแก้ได้ด้วยการสร้างกฎกติกาขึ้นมาโดยมนุษย์ เพื่อใช้บังคับในสังคม ที่สุดของความสุข คือ ความนอบน้อมถ่อมตนอยู่กับธรรมชาติ

ขงจื๊อพบเล่าจื๊อ

การพบกันระหว่างขงจื้อกับเหลาจื้อเกิดขึ้นเมื่อขงจื้อมีอายุประมาณ 35 ปี ขณะนั้นขงจื้อเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะปราชญ์หนุ่มใหญ่ที่ปราดเปรื่อง และได้ตั้งสำนักเปิดรับลูกศิษย์เพื่อเล่าเรียนวิชา ทั้งทางด้านปรัชญาความคิดและการใช้อาวุธ ดังเช่น การยิงธนู มีลูกศิษย์มากมายทั้งจากคนมีฐานะต่ำต้อยทางสังคมที่มาจากชนบท และบุตรหลานขุนนางกับคนมีฐานะในเมือง ส่วนเหลาจื้อมีชื่อเสียงขจรไปไกลกว่าขงจื้อ ในฐานะเป็นปราชญ์ผู้นิยมวิถีแห่งธรรมชาติ หลังจากที่ได้สละตำแหน่งงานราชการระดับสูงอย่างไม่หวนคืนกลับ

สหายผู้มีนิสัยใฝ่รู้ที่ตรงกัน

ขงจื้อได้เรียนรู้ในวิถีของเล่าจื๊อ ด้วยวิธีการสอนของเหลาจื้อคือ ให้ขงจื้อศึกษาด้วยตัวเอง จากธรรมชาติ จากภูมิปัญญาของปราชญ์ของนักปกครองในอดีต ที่วางกรอบจารีตปฏิบัติอย่างยุติธรรม อย่างมีคุณธรรม ทำให้บ้านเมืองที่มีนักปกครองยึดมั่นในจริยธรรมแห่งการเป็นนักปกครองที่ดี มีความสงบสุข ซึ่งตรงกับแนวคิดของขงจื้อ

ตลอดเวลาประมาณ 30 วันที่ขงจื้อพักอยู่ในสำนักของเล่าจื้อ ขงจื้อไม่ได้เรียนรู้อะไรโดยตรงจากเล่าจื้อ นอกเหนือไปจากการชี้แนะให้ขงจื้อศึกษาด้วยตนเอง อย่างที่ขงจื้อก็ไม่รู้สึกตัว โดยมีเพียงศิษย์ของเล่าจื้อคอยช่วยนำทางและชี้แนะบางอย่างแก่ขงจื้อ

ถึงแม้เล่าจื้อจะไม่ได้สนทนากับขงจื้อในช่วงเวลาประมาณ 30 วันนั้นเล่าจื้อก็เข้าถึงวิถีแนวคิดของขงจื้ออย่างลึกซึ้ง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากลูกศิษย์ของเหลาจื้อผู้ได้รับมอบหมายให้อยู่กับขงจื้อเป็นผู้นำทางขงจื้อไปศึกษาด้วยตนเอง และก็จึงได้รับทราบความคิดของขงจื้ออย่างดี

ขงจื้อได้พบกับเล่าจื้ออีกครั้งก็เมื่อเหลาจื้อได้เห็นแล้วว่าขงจื้อได้เรียนรู้สิ่งที่ขงจื้อปรารถนาแล้ว และจึงถึงเวลาที่ขงจื้อจะเดินทางกลับไปยังเมืองที่ขงจื้ออยู่

ในการพบกันของขงจื้อกับเล่าจื้อเป็นครั้งสุดท้าย ขงจื้อบอกเล่าจื้อว่า เข้าใจในวิธีการสอนของเหลาจื้อ และขงจื้อก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

เล่าจื้อ บอกว่า มีคนมากมายมาขอเรียนรู้กับเล่าจื้อ แต่ส่วนใหญ่ก็ผิดหวัง เพราะไม่ได้เรียนรู้กับเล่าจื้อโดยตรง และจึงละทิ้งความตั้งใจไป มีแต่ขงจื้อที่มีความมุ่งมั่นและใฝ่รู้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เล่าจื้อก็เข้าใจในหลักคิดของขงจื้อในเรื่องการแก้ปัญหาของสังคมมนุษย์ ให้เกียรติในความยึดมั่นในหลักคิดของขงจื้อ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้ให้ข้อคิดในฐานะเป็นผู้อาวุโสกว่าแก่ขงจื้อ ดังบทสนทนาของสองปราชญ์แห่งอารยธรรมโบราณตะวันออกดังต่อไปนี้

เล่าจื้อ : คนมั่งมี ยามจากกัน มอบสิ่งของ คนมีคุณธรรม ยามจากกัน ได้แต่มอบข้อคิด เหลาจื้อไม่ใช่คนมั่งมี แต่พอจะมีคนยกย่องว่าเป็นคนมีคุณธรรม จึงมอบได้แต่ข้อคิดเท่านั้น

พ่อค้าที่ชำนาญ จะไม่นำสินค้าออกมาตั้งวาง คนรอบรู้ จะต้องไม่แสดงการโอ้อวด คนเราควรจำไว้ อย่าไปนินทาผู้อื่นโดยเด็ดขาด และทำอะไรก็อย่าเอาหน้า และเอาแต่ใจ ที่เหลาจื้อต้องพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าท่าน (ขงจื้อ) เลือกทางที่ไม่เที่ยงแท้ อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะต่างอุดมการณ์กัน แต่เล่าจื้อก็นับถือท่านมาก

ขงจื้อ : กล่าวคำอำลา ขอให้เล่าจื้อรักษาสุขภาพ

เหลาจื้อ : ท่านเป็นมิตรสหายที่หายากจริงๆ

หลังการพบกับปราชญ์อาวุโสกว่า ขงจื้อก็ยังมุ่งมั่นยึดแนวคิดอุดมการณ์ของตนในการเผชิญกับปัญหาสังคมมนุษย์ทุกระดับ (ตั้งแต่ระดับการบ้านการเมืองถึงครอบครัว) ที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่จารีตประเพณีอันเป็นกฎกติกาดีงามที่ยึดถือกันมา ในขณะเดียวกัน ขงจื้อก็นำหลักคิดของเล่าจื้อในส่วนที่คอยเหนี่ยวรั้งสติตนเอง ไม่ยึดถือเอาทัศนะความคิดของตนเป็นใหญ่ ไม่หลงใหลยึดติดในตำแหน่งฐานะ จึงมีคำกล่าวของขงจื้อที่ถอดความได้ว่า

“บัณฑิตย่อมไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าไม่มีฐานะตำแหน่ง แต่ควรเป็นทุกข์เพราะไม่มีคุณธรรม”

ขอขอบคุณบทความชีวประวัตินักปรัญชาดังโดย ufabet.com