Categories
ชีวประวัติ

โสกราตีส ฝากแนวคิดในงานของอริสโตเติล และเพลโต

หากกว่าถึงปรัชญาตะวันตก เราคงต้องนึกถึงปราชญ์คนสำคัญอย่าง
อริสโตเติล และเพลโต รวมถึงอีกหลายๆ ท่าน
แต่เราคงไม่อาจไม่กล่าวถึง “โสกราตีส” ผู้โด่งดัง
ปราชญ์ผู้ไม่มีงานเขียน แต่ได้ทิ้งแนวคิดไว้ให้ปราชญ์คนอื่นๆ
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเค้ากัน

โสกราตีส

โสกราตีส

โสกราตีส (โสเครติส Socrates; 4 มิถุนายน 470 ปีก่อนคริสตกาล — 7 พฤษภาคม 399 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปราชญ์ของกรีกโบราณและเป็นชาวเมืองเอเธนส์ ซึ่งถือกันว่าเป็นผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก

โสกราตีส เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีผลงานการเขียนอะไร แต่ตัวตนและความคิดของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันผ่านงานเขียนของบุคคลอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) เพลโต (Plato) อริสโตฟานเนส (Aristophanes) หรือ ซีโนฟอน (Xenophon) นอกจากนั้นยังมีทั้งนักเขียน นักคิด และนักปราชญ์ที่เก็บเรื่องราวของโสกราตีส อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรู้ว่าข้อมูลเรื่องเล่าถึงชีวิตของโสกราตีสนั้นจริงหรือเท็จได้อย่างแน่นอน

ตามธรรมเนียมโบราณ โสกราตีสนั้นเป็นลูกของโสโฟรนิกัส (Sophronicus) ผู้เป็นพ่อ และ แฟนาเรต (Phaenarete) ผู้เป็นแม่ โสกราตีสได้แต่งงานกับซานทิปป์ (Xanthippe) และมีลูกชายถึง 3 คน เมื่อเทียบกับสังคมสมัยนั้นซานทิปป์ถึงได้ว่าเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้าย และโสกราตีสเองได้กล่าวว่าเพราะเขาสามารถใช้ชีวิตกับซานทิปป์ได้ เขาใช้ชีวิตกับมนุษย์คนใดก็ได้ เหมือนกับผู้ฝึกม้าที่สามารถทนกับม้าป่าได้ โสกราตีสได้เห็นและร่วมรบในสมรภูมิ และ ตามสิ่งที่เพลโตได้กล่าวว่า โสกราตีสได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับความกล้าหาญในสมรภูมิรบ

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่กล่าวอย่างชัดเจนว่าโสกราตีสประกอบอาชีพใด ใน”ซิมโพเซียม” (Symposium) ซีโนฟอนกล่าวว่าโสกราตีสใช้ชีวิตกับการสนทนาปรัชญา โสกราตีสไม่น่าที่จะมีเงินมรดกจากครอบครัวเพราะบิดาของโสกราตีสเป็นเพียงศิลปิน และตามการบรรยายของพลาโต โสกราตีสไม่ได้รับเงินจากลูกศิษย์ อย่างไรก็ตามซีโนฟอนกล่าวใน “ซิมโพเซียม” ว่า โสกราตีสรับเงินจากลูกศิษย์ของเขา และอาริสโตฟานเนสก็เล่าว่าโสกราตีสได้เปิดโรงเรียนของตนเอง ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ โสกราตีสเลี้ยงชีพผ่านเพื่อนที่ร่ำรวยของเขา เช่น เอลซีไบเดส (Alcibiades)

โสกราตีสใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรเอเธนส์ จากจุดสูงสุดของอาณาจักรเอเธนส์ถึงยุคเสื่อมภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับกรุงสปาร์ตา (Sparta) มีบุคคลสามคนสำคัญที่ยุให้ศาลสาธารณะของกรุงเอเธนส์ไต่สวนโสกราตีส โดยกล่าวหาว่าโสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนาและเยาวชนในกรุงเอเธนส์

เรื่องราวทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในเมืองเอเธนส์ภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับสปาร์ตานั้น ชาวเมืองเอเธนส์ ผู้ยังเชื่อถือในเทพเจ้าผู้ปกป้องเมืองต่าง ๆ มองว่าการพ่ายแพ้ของเอเธนส์เป็นเพราะเทพเจ้าเอเธนา (Athena) ผู้เป็นเทพปกครองเมืองเอเธนส์นั้นประสงค์จะลงโทษเมืองเอเธนส์เพราะผู้คนในเมืองเสื่อมศรัทธาในศาสนา การที่โสกราตีสตั้งคำถามและสนทนาเกี่ยวกับปรัชญาจึงเท่ากับเป็นการทรยศชาติ การไต่สวนตัดสินว่าโสกราตีสมีความผิด เขาถูกประหาร โดยการดื่มยาพิษและเสียชีวิตในที่สุด

เกลียดประชาธิปไตย?

ข้อกล่าวหาทำนองที่ว่า โสกราตีสไม่ชอบประชาธิปไตย มักยกเรื่อง ‘เรือ’ มาเล่า ซึ่งที่จริงแล้ว โสกราตีสไม่ได้เขียนบันทึกอะไรไว้ ความคิดของโสกราตีสทั้งหมดที่เรารู้กัน มาจากบันทึกของเพลโต ผู้เป็นศิษย์ของโสกราตีสทั้งนั้น เรื่อง ‘เรือ’ ที่ว่านี้ก็เหมือนกัน

เพลโตบอกว่าโสกราตีสเล่าว่า เอเธนส์ก็เหมือนเรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางพายุ (ฝรั่งเรียกอุปมานี้ว่า Ship of State) จะต้องนำเรือฝ่าพายุฝนไปให้ได้ คำถามก็คือ ถ้าใช้ประชาธิปไตยแบบให้คนเลือกผู้นำกันเอง ก็มีโอกาสจะได้ใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการบังคับเรือมาเป็นกัปตัน จึงเป็นไปได้ที่เรือจะล่มฉิบหายกันไปทั้งลำ

ซึ่งต่อมาเพลโตก็เอามาขยายเป็นคำว่า ‘ราชาปราชญ์’ หรือ Phliosopher King คือคนที่เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งได้รับการบ่มเพาะให้เป็น ‘คนดี’ ด้วย โดยคำว่า ‘คนดี’ ในที่นี้ก็คือการมีศีลธรรมและมีเหตุมีผล เท่ากับว่ากว่าจะสามารถมารับตำแหน่งเป็น ‘ราชาปราชญ์’ ได้ ก็ต้องอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี ดังนั้น คนที่ควรจะได้เป็นกัปตันเรือ จึงไม่ใช่ ‘ใครก็ได้’ ที่ ‘ถูกเลือก’ มาโดย ‘ใครก็ไม่รู้’ (ตามระบอบประชาธิปไตยแบบหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง) แต่ต้องเป็นคนที่ ‘ถึงพร้อม’ แล้วซึ่งความดีงามและความรู้

เรื่องเรือที่ยกมาข้างต้น ปรากฏอยู่ใน The Republic ตอนที่เพลโตเล่าว่าโสกราตีสถกเรื่องประชาธิปไตยกับ อดีมานตุส (Adeimantus) และพยายามทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่อดีมานตุสถามกลับก็คือ—ทำไมเราถึงคิดว่าต้องให้ ‘คนสูงวัย’ (อย่าลืมว่าราชาปราชญ์ต้องอายุห้าสิบปีเป็นอย่างน้อย) มาเป็นผู้ปกครองเสมอ

ฟังดูเหมือนโสกราตีสไม่ชอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่บกพร่อง แต่ต้องบอกคุณว่าโสกราตีสไม่ได้แค่ ‘ไม่ชอบ’ ประชาธิปไตยเท่านั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งที่โสกราตีสจะ ‘เกลียด’ ประชาธิปไตยกันเลยทีเดียว เพราะที่จริงแล้ว อาจพูดได้ว่าโสกราตีสนั้น ‘ตาย’ เพราะประชาธิปไตยด้วยซ้ำ

เรื่องราวและวิธีคิดของโสกราตีส รวมถึงสังคมเอเธนส์ยุคที่โสกราตีสอยู่นั้น ‘ซับซ้อน’ มาก อย่างแรกสุด ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า แม้เอเธนส์และกรีกโบราณจะเป็นแหล่งกำเนิดประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยในเอเธนส์ไม่เหมือนประชาธิปไตยแบบปัจจุบันอันเป็นประชาธิปไตยที่ผ่าน ‘วิวัฒนาการ’ มาแล้วมากมาย

เรียกว่าถ้าคนเอเธนส์เดินมาห้าคน จะมีคนที่สามารถโหวตได้แค่คนเดียวเท่านั้นเอง เพราะผู้หญิง ทาส (หรือคนที่ไม่เป็นอิสระ) นั้นโหวตไม่ได้ ดังนั้น ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์จึงเป็นประชาธิปไตยของเสียงส่วนน้อย คนทั้งเมืองต้องมีชีวิตไปตามการโหวตของคนแค่หนึ่งในห้า ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบ ‘หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง’ เหมือนในปัจจุบัน

โสกราตีส (และเพลโต) มองว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่เกิดขึ้นโดย ‘คนจน’ และ ‘คนชั้นต่ำ’ (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคนที่ไม่มี rationality) ซึ่งคนเหล่านี้ก็คือสามัญชนที่ทำมาหากินไปวันๆ ไม่ได้มาครุ่นคิดอะไรนักหนากับเรื่องปรัชญาหรือการเมือง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ ผู้ใช้แรงงาน (ที่ไม่ได้เป็นทาส) แต่พอคนเหล่านี้ไม่ได้ใช้ rationality ในการเลือกแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ในที่สุดระบอบการปกครองก็จะเสื่อมลง จนเกิดระบอบที่เรียกว่า Demagoguery หรือการปกครองโดยคนที่เป็น demagogue ขึ้นมา คนเหล่านี้คือคนที่ดูมีบุคลิกบารมี ไม่ว่าจะเป็นคนที่พูดเก่ง เช่นพวกโซฟิสต์ (sophist) ที่ใช้วาจาหลอกลวงมวลมหาประชาชนจนหลงเชื่อแล้วก็ไปเทคะแนนให้ รวมไปถึงการปกครองโดยคนร่ำรวยที่เรียกว่า Plutocracy แล้วบ้านเมืองก็จะวุ่นวาย ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีอะไรนักหนาในสายตาของโสกราตีสและเพลโต

ประชาธิปไตยในโลกนี้ไม่ได้ถือกำเนิดในเอเธนส์แล้วสำเร็จเสร็จสิ้นเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือกดน้ำร้อนแล้วก็สุกเลย แต่ประชาธิปไตยค่อยๆ คลี่คลาย ค่อยๆ พัฒนาต่อมาอีกหลายพันปี อย่างเรื่อง ‘ไม่หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง’ นี่ แม้แต่ จอห์น สจ๊วร์ต มิลล์ บิดาแห่ง Utilitarianism ก็คิดแบบเดียวกับโสกราตีส เขาเคยเสนอว่าคนมีการศึกษาควรมีสองเสียง คนการศึกษาต่ำควรมีแค่เสียงเดียว (เรียกว่า Weighted Voting) มาก่อน

นอกจากนี้ ยังมี จอห์น ล็อก ที่เสนอเรื่องเสรีนิยม (แต่ไม่ได้เสนอว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด) กับ ฌอง-ฌาคส์ รุสโซ ที่เสนอเรื่องประชาธิปไตยแต่ไม่ได้เสนอเรื่องเสรีนิยมอีก โดยที่เสรีนิยมกับประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันขัดกันด้วยซ้ำ แต่จำต้องอยู่ด้วยกันเพื่อให้ความ ‘ขัดกัน’ นั้น ช่วยพยุงค้ำจุนกันและกัน กว่าจะกลายมาเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ประกอบสร้างขึ้นมาจาก ‘ธาตุตั้งต้น’ ที่แตกต่างกันได้ ก็ตั้งปลายศตวรรษที่ 19 หลังสังคมมีการเปลี่ยนแปลงในมิติอื่นๆ มารองรับ (เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม) ซึ่งต่อมา ก็ทำให้อุปมาเรื่อง Ship of State ของโสกราตีส เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก เช่น จากคาร์ล พอปเปอร์ (Karl Popper) ที่บอกว่าแนวคิดแบบโสกราตีสและเพลโตนั้นเป็น Totalitarianism หรือระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะรวบไปไว้ใต้การปกครองของราชาปราชญ์ก็ตามที

ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงได้รับการออกแบบให้แตกต่างไปจากแนวคิดของโสกราตีสและเพลโต นั่นคือทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเรือด้วยการส่ง ‘ตัวแทน’ เข้าไปตัดสินใจร่วมกัน รวมถึงต้อง ‘ตรวจสอบ’ กันและกันอยู่เสมอด้วย นั่นจึงจะทำให้เรือลำนั้นเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัยมากกว่ายกให้เรืออยู่ในการดูแลของใครคนใดคนหนึ่ง—ไม่ว่าคนคนนั้นจะ ‘ปราชญ์’ มาจากไหนก็ตาม

ขอขอบคุณชีวประวัตินักปรัญชาชื่อดัง โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/