Categories
นานาสาระ

วุยก๊ก อดีตรัฐบาลปราบกบฎ

หากเอ่ยถึง “สามก๊ก” หลายคนต้องนึกถึง “โจโฉ
ผู้นำอันยิ่งใหญ่แห่ง “วุยก๊ก”
Centrovirtual จะนำท่านไปรู้จัก ก๊ก “วุย” กัน

วุยก๊ก

วุยก๊ก เป็นก๊กที่เข้มแข็งและมีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดในยุคสามก๊ก  มีอายุยืนยาว 45 ปี  เมืองหลวงเดิมอยู่ที่ฮูโต๋  ซึ่งเป็นราชธานีที่โจโฉสร้างขึ้นมาและเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประทับ  จากนั้น  โจผีถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากราชบัลลังก์และขึ้นครองราชย์แทน  ก่อนจะย้ายเมืองหลวงกลับไปที่ลกเอี๋ยง  ซึ่งเป็นราชธานีเดิมสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  วุยก๊กครอบครองดินแดนทางเหนือของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ทั้งก๊กมีประชากรประมาณ 4, 400,000 คน หรือคิดเป็น 58 เปอร์เซ็นต์ของแผ่นดินจีนวุยก๊กมีฮ่องเต้ทั้งหมด 5 พระองค์  แต่เป็นการสถาปนาย้อนหลังหนึ่งพระองค์  คือ  พระเจ้าโจโฉ  หากรวมพระเจ้าโจโฉด้วย  วุยก๊กจะมีฮ่องเต้ถึง 6 พระองค์  คือ  พระเจ้าโจโฉ  พระเจ้าโจผี  พระเจ้าโจยอย  พระเจ้าโจฮองและพระเจ้าโจฮวน

กำลังทหาร

แรกเริ่มเดิมที  โจโฉมีกำลังทหารของตนเองประมาณ 5, 000 นาย โดยทหารเอกส่วนใหญ่มาจากอาสาสมัครที่เป็นญาติหรือแซ่เดียวกัน เช่น แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน โจหยิน โจหอง (โจโฉเดิมแซ่ แฮหัว แต่เปลี่ยนเป็นแซ่โจตามพ่อ เพราะพ่อของโจโฉคือโจโก๋ เปลี่ยนไปใช้แซ่โจตามพ่อบุญธรรมซึ่งเป็นขันทีชื่อโจเท้ง)

กองทัพของโจโฉเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการเอาชนะกบฏโพกผ้าเหลือง ทำให้ได้ทหารอีกรวมประมาณ 300,000  นาย กลายเป็นกองทัพขนาดมหึมาในยุคนั้น

ต่อมากำลังทหารโจโฉยิ่งเพิ่มขึ้นจากการชนะอ้วนเสี้ยวในศึกกัวต๋อ  และเพิ่มมากขึ้นอีกหลังจากยึดได้เกงจิ๋ว (กวางโจว)  ทำให้โจโฉผูกขาดกองทหารม้าไว้ได้แต่ผู้เดียว

ในยุคนี้มีการสร้างอานม้าและโกลนเพื่อช่วยในการบังคับ  ทำให้ประสิทธิภาพของกองทหารม้าสูงขึ้น  ทำให้กองทัพวุยก๊กมีประสิทธิภาพในการรบภาคพื้นดินดีเยี่ยม  ทหารม้าสามารถตีตะลุยผ่ากองทหารเดินเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ม้าศึกช่วยให้ยกไปโจมตีข้าศึกได้อย่างรวดเร็วและสามารถหนีได้อย่างรวดเร็ว  แต่ในสมัยนั้น  การใช้ม้าคงไม่ได้กว้างขวาง  น่าจะยังมีจำกัดให้ใช้เฉพาะแม่ทัพนายกองคนสำคัญเท่านั้น  ทหารส่วนใหญ่ยังคงพลเดินเท้า

กองทหารม้ามักถูกใช้ในยุทธการแบบสายฟ้าแลบ  เช่น  ใช้โจมตีตัดเสบียงของฝ่ายข้าศึก  ตีตัดกองกำลังของข้าศึกให้แยกออกเป็นส่วนๆแล้วทำลายทิ้ง  ซึ่งโจโฉเชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านนี้มาก  เพราะมีกองทหารม้าที่มีประสิทธิภาพ

สถาบันทางการทหาร

โครงสร้างบัญชาการของทัพวุยก๊กก็ถ่ายทอดมาจากระบอบการบังคับบัญชาของฮั่น  แต่เมื่อโจโฉได้กำลังพลของอ้วนเสี้ยวมาปกครองก็มีการปรับเปลี่ยนสายการบังคับบัญชาขึ้นมาใหม่  โดยมีทหารอาชีพส่วนกลาง  และกองกำลังในภูมิภาคเรียกว่า  กองทัพภายนอก

ทัพส่วนกลางมีที่มาจากทหารองครักษ์ของโจโฉซึ่งเรียกว่ากองทหารเสือและเสือดาว  ผู้บัญชาการก็มักเป็นเครือญาติของโจโฉ  เช่น  โจฮิว  จิ๋น  ส่วนทหารเอกก็เช่นเคาทู  เตียนอุย  เป็นต้น  ในปีค.ศ.  220  กองทัพส่วนกลางได้กรมเดียวเรียกว่าจงเจียน  ภายใต้การบังคับบัญชาของเคาทู  พอถึงยุคสมัยของโจผีและโจยอย  ในปีค.ศ.  230  ก็มีทหารส่วนกลางอยู่ 5 กองด้วยกัน

กองทัพภูมิภาคมักมีขนาดใหญ่กว่ากองทัพส่วนกลาง  บางกองอาจมีกำลังพลมากกว่า 50, 000 คน  ในปีค.ศ.  222  โจผีแยกกองกำลังภูมิภาคแบ่งตามจังหวัดโดยมีหัวหน้าผู้ควบคุม (Chief Controllers) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง  กองกำลังภูมิภาคมักหมายความถึง  กองทัพตะวันออก  นอกจากนี้ก็มีทหารชายแดน  ซึ่งถูกควบคุมโดยผู้บัญชาการใหญ่  (Grand administrators)  หรือผู้ตรวจการ  (Inspector)  ตำแหน่งทั้งสองนี้มักจะแยกกันดูแล  พลเรือนและทหารในเขตแดนนั้น

บูซู 

บูซูเป็นนักสู้อิสระ  บูและซูเป็นหน่วยย่อยของทัพ  ระหว่างราชวงศ์ฮั่นถึงสามก๊ก  มีการรวมคำทั้งสองนี้เพื่อหมายถึงกองทัพทหารอิสระที่ทำงานให้กับขุนศึกเป็นการส่วนตัว  ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ทัพ 2 ทัพกับบูซู  เป็นแบบสืบทอดตามสายเลือด  ถ้าแม่ทัพตาย  บุตรชายคนโตก็จะขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน  แต่ถ้าทหารตาย  สมาชิกในครอบครัวที่เป็นชายจะได้รับตำแหน่งต่อ  ส่วนคนอื่นๆ  ก็จะเป็นแรงงานในภาคเกษตร  ซึ่งผลตอบแทนก็คือ  จะได้รับสถานะให้เป็นเจ้าของที่ดิน  (คล้ายกับระบบศักดินาของไทย)

เนื่องจากในสมัยจักรพรรดิกวงอูได้ปลดประจำการทหารทำให้กองกำลังตามจังหวัดอ่อนแอ  ส่วนทหารชายแดนจะถูกยกระดับชั่วคราวในเวลาที่มีศึกสงครามเท่านั้นหลังจากที่ระบอบฮั่นล่มสลายลง  วุยก๊กก็ได้ยกระดับรูปแบบบูซูขึ้นขนานใหญ่  ครอบครัวของนายทหารจะต้องย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงหรือรอบๆ  เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมมิให้แปรพักตร์ในยามที่ไปรบ  ทหารและครอบครัวถือว่าเป็นทรัพย์สินของกองทัพ  ทหารและบุคคลในครอบครัวที่มีสถานะทางทหารเท่านั้น  เพื่อให้แน่ใจว่าการแต่งงานไปภายนอกจะไม่ทำให้กำลังคนของกองทัพลดน้อยลง  และจะต้องรับใช้กองทัพไปตลอดชีวิต

โยบายตันเถียน

นโยบายตันเถียนเป็นระบบผลิตอาหารให้กองทัพ  ก่อตั้งโดยโจโฉ  โดยการใช้เหล่าทหารที่ว่างเว้นจากการรบได้ร่วมทำนากับราษฏร์เพื่อให้มีการผลิตให้มีการผลิตอาหารอย่างพอเพียงแก่กองทัพวุย  ส่วนรายละเอียดไม่ปรากฏชัดว่ามีรูปแบบอย่างไร

จุดแข็ง

วุยก๊กเป็นก๊กที่กุมอำนาจทางการเมืองการทหารไว้ทั้งหมด  อีกทั้งยังตั้งอยู่  ณ ใจกลางของแผ่นดินจีน  จึงถือได้ว่ามีความได้เปรียบก๊กอื่นๆทั้งด้านกำลังทหารและทรัพยากรต่างๆ  ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวาง  ทำให้วุยก๊กแผ่ขยายดินแดนไปเรื่อยๆ  ในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็กจนยากที่ก๊กอื่นจะต่อกรได้  ปัจจัยสำคัญที่สุดของวุยก๊กก็คือ  ทรัพยากรบุคคลที่วางรากฐานมาตั้งแต่พระเจ้าโจโฉ  ไม่ว่าจะเป็นนักรบฝ่ายบู๊และมันสมองของกุนซือฝ่ายบุ๋นที่มีมากมายกว่าก๊กอื่นๆ

จุดอ่อน

ในช่วงปลายราชวงศ์วุย  หลังจากพระเจ้าโจยอยสิ้นพระชนม์  ฮ่องเต้วุยก๊กล้วนแต่ทรงพระเยาว์  การเมืองในประเทศจึงเกิดความวุ่นวายอย่างมาก  เกิดการแก่งแย่งอำนาจภายในและการปฏิวัติรัฐประหาร  ในที่สุด  อำนาจเบ็ดเสร็จตกเป็นของตระกูลสุมา  นำโดยสุมาอี้กับลูกชายสองคน คือ  สุมาสู กับ สุมาเจียว  ทำให้ราชวงศ์วุยอ่อนแอลง  ท้ายที่สุดแม้จะรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้  แต่ก็ไม่ใช่ในนามของราชวงศ์วุยและตระกูลโจอีกต่อไป

ความพ่ายแพ้ของโจโฉ

 ในศึก 18 หัวเมืองโค่นทรราชย์ตั๋งโต๊ะ ภายใต้การนำของอ้วนเสี้ยว แม่ทัพใหญ่ค่ายพันธมิตร18 หัวเมือง สามารถสร้างแรงกดดันให้ตั๋งโต๊ะจำเป็นต้องใช้ทางเลือกที่ 3 คือ “ย้ายเมืองหลวง” จากลกเอี๋ยงไปสู่เตียงอั๋น เพื่อตั้งหลักใหม่

โจโฉทราบข่าวการเคลื่อนทัพของตั๋งโต๊ะ จึงเร่งให้เปิดประชุมแม่ทัพนายกอง เพื่อขอมติยกทัพไล่ตีตั๋งโต๊ะให้สิ้นซาก

ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับค้านแล้วบอกว่า
“ไม่เอาน่า กว่าเราจะยึดพระนครลกเอี๋ยงก็เหนื่อยกันมามาก”
โจโฉมองหน้าเหล่าขุนศึกแม่ทัพนายกองแล้วบอกว่า
“เฮ้ย เป้าหมายเราคือฟื้นฟูฮั่น ไม่ใช่ยึดพระนครที่เหลือแต่ตอ”
(ก่อนย้ายเมืองหลวงตั๋งโต๊ะสั่งเผาพระนคร เพื่อไม่ให้เป็นฐานกำลังของกองทัพ 18 หัวเมือง)

เหล่าแม่ทัพนายกองทุกคนกลับนิ่ง ยิ่งทำให้โจโฉเดือดดาลมากขึ้นถึงกับควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ตะโกนออกไปว่า
“คิดการกับเด็กเลี้ยงวัว มันไม่ได้เรื่องสักคนเดียว”
แล้วรีบออกไปจัดทัพของตนเองประมาณหมื่นคน เร่งยกทัพติดตามกองทัพตั๋งโต๊ะ

ไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็เจอกองทัพลิโป้ดักสกัด แต่ขณะนั้นโจโฉกำลังโกรธ จึงเห็นเสือกลายเป็นแมว
จึงสั่งลุยทันที สักพักก็มีกองทัพจากทางซ้ายเข้าตี
โจโฉสั่งตั้งรับด้านซ้าย เวลาผ่านไปไม่นานก็มีกอง
ทัพด้านขวาออกมาตีกระหนาบ

เป็นอันว่าโจโฉถูกกระหนาบจาก 3 ทิศ ทำให้พ่ายแพ้ยับเยิน แม้จะพาทหารบางส่วนหนีมาได้ มีโอกาสได้พักหายใจ และเตรียมหุงข้าวหาเสบียง

จู่ ๆ ก็มีอีกกองทัพหนึ่งยกทัพเข้าอย่างรวดเร็ว จนโจโฉตั้งตัวไม่ทัน กองทัพที่เหลือจึงทอดกาย กลายเป็นศพ โจโฉหนีเอาตัวรอดมาได้ และได้รับความช่วยเหลือจากโจหยิน ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง พาว่ายน้ำข้ามฝั่งมาในสภาพบาดเจ็บหนักทั้งคู่ แต่โชคดีได้มาพบกับแฮหัวตุ้น ทหารเอกของตนเอง จึงรวมกำลังทหารที่เหลือกลับมาเพียงไม่กี่พันคน กลับไปยังค่ายกองทัพ 18 หัวเมือง

เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับหลายคน ๆ ที่ชอบมองแต่โอกาส ไม่เคยวิเคราะห์ความเสี่ยง เพราะหากคุณจับจ้องแต่โอกาส จนลืมสิ่งที่เรียกว่าความเสี่ยง โอกาสดังกล่าวจะกลายเป็นวิกฤต
โดยที่คุณไม่รู้ตัว แม่ทัพที่กล้าไม่ใช่แม่ทัพที่บ้าบิ่น
แต่เป็นแม่ทัพที่ต้องสุขุม ลุ่มลึก วางแผนการอย่างรอบคอบ ก่อนออกศึก

ผู้นำยุคนี้ส่วนมากชอบมองไปที่โอกาส อยากประสบความสำเร็จเร็ว จนลืมความเสี่ยงและแนวคิดที่ว่า “ยิ่งเร็ว ก็ยิ่งแรง” สำเร็จเร็วเพราะออกตัวแรง แต่ลืมคิดไปว่าถนนมันไม่ได้เป็นเส้นตรงทุกเส้น โดยเฉพาะถนนชีวิต หากออกตัวแรง อาจแหกโค้งตั้งแต่ยกแรก

ฉะนั้นการเป็นผู้นำต้องมองให้ออกว่า ในโอกาสย่อมมีความเสี่ยง หากรับความเสี่ยงได้ก็ดำเนินการเถอะครับ แต่ถ้าความเสี่ยงสูงจนยากจะรับได้ บอกได้คำเดียวเลยว่า

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก ufabet.com