Categories
ศาสนา

ซามูเอล ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงตรัสด้วยเพื่อการทรงเรียก

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะ
ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์คริสตชน และศาสนาของอับราฮัมอื่นๆ
เขาคือ ซามูเอล ผู้เัขียนหนังสือ ซามูเอล 1 และ 2

ซามูเอล

ซามูเอล

หนังสือซามูเอลตั้งชื่อตามปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงของอิสราเอลในยุคนั้น ไม่ทราบผู้แต่ง แต่เชื่อกันในวัฒนธรรมชาวยิวว่า แต่งโดยตัวเขาเอง (หรือโดยการริเริ่มของเขา) และแต่งเพิ่มเติมโดย กาด และ นาธาน

แต่นักวิชาการสมัยใหม่ลงความเห็นกันว่า ประวัติศาสตร์ในช่วงเฉลยพระธรรมบัญญัติทั้งหมด แต่งและรวบรวมขึ้นในช่วงทศวรรษ 630–540 ปีก่อนคริสตกาล จากบทความหลากหลายในหลายยุคสมัย

เนื้อหาของหนังสือทั้งสองฉบับกล่าวถึง พงศาวดารของอิสราเอล ในช่วงชีวิตของ ผู้เผยพระวจนะซามูเอล, กษัตริย์ซาอูล (เป็นกษัตริย์องค์แรกของชนชาติอิสราเอล) และ กษัตริย์ดาวิด (กษัตริย์องค์ที่สองของชนชาติอิสราเอล และเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของกลุ่มศาสนายูดาห์) ในมุมมองของบรรดาผู้เผยพระวจนะ [5]

ประกอบด้วยเนื้อหาตั้งแต่ ความเป็นมาของเขาและ 2 กษัตริย์, ประวัติศาสตร์สำคัญต่างๆ จนถึง มรณกรรมของเขา การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ซาอูล, เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลกษัตริย์ดาวิด และ ซาโลมอนประสูติ

ขาเป็นผู้เผยพระวจนะชาวยิวในยุคก่อนพระเยซูประสูติ มารดาของเขาเป็นหมัน และได้ขอพระพรจากพระเจ้าให้ประทานลูกชาย นางได้คร่ำครวญจนได้รับพระกรุณาจากพระเจ้า ประทานบุตรชายให้นาง มารดาของเขาจึงถวายเขาให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าในพระวิหารตั้งแต่ยังเด็ก

พระธรรมซามูเอลเล่ม 1 และ 2 เป็นพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิม ที่กล่าวถึงเรื่องราวของอิสราเอลในช่วงชีวิตของเขา ซึ่งเป็นผู้พยากรณ์ที่ได้รับการยอมรับจากชาวยิวว่า เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เป็นบุคคล 1 ใน 3 คนที่พระคัมภีร์ได้ระบุว่าพระเจ้าทรงมารับตัวของท่านไป

ซามูเอล เป็นผู้แต่งตั้งกษัตริย์ดาวิด ผู้เป็นบรรพบุรุษของ โยเซฟ สามีของนางมารีย์ ผู้ให้กำเนิดพระเยซู โดยในยุคก่อนหน้าเขานั้น อิสราเอลไม่มีกษัตริย์ เพราะมีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์อื่นใด การปกครองของอิสราเอลในยุคนั้นจึงมีปุโรหิต เป็นผู้รับพระบัญชาจากพระเจ้า คอยดูแลอิสราเอล โดยแบ่งการดูเลออกเป็น 12 เผ่าตามตระกูลของอับราฮัม ผู้เป็นบรรพบุรุษของอิสราเอล ต่อมาชาวอิสราเอลได้เรียกร้องต่อเขา ในสมัยที่ท่านเป็นปุโรหิต ให้แต่งตั้งกษัตริย์ปกครองอิสราเอล เช่นเดียวกับชนชาติอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบอิสราเอล ซึ่งเขาเรียกว่า การเป็นกบฏต่อพระเจ้า

พระเจ้าทรงให้ซามูเอล แต่งตั้ง ซาอูล เป็นปฐมกษัตริย์ของอิสราเอล โดยเลือกจากเผ่าที่เล็กที่สุดของอิสราเอล และเลือกจากบุตรชายคนสุดท้องของตระกูล (สมัยนั้น จะให้การยกย่องบุตรชายหัวปีมาก เพราะถือว่าเป็นผู้รับมรดกทั้งหมดของตระกูล) การเลือก ซาอูล เป็นการย้ำเตือนให้อิสราเอลตระหนักว่า พระหัตถ์ของพระเจ้าจะเป็นผู้ปกป้องพวกเขา ไม่ใช่โดยน้ำมือของมนุษย์

ซาอูล เป็นกษัตริย์ที่ได้รับพระกรุณาจากพระเจ้า ให้มีชัยเหนือการรบทั้งปวง แต่ซาอูล ขาดความมั่นใจในตนเอง และที่สำคัญคือ ขาดความไว้วางใจในพระเจ้า จนเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงทอดทิ้งซาอูล และแต่งตั้ง ดาวิด ชาวหนุ่มผู้มีความเชื่อมั่นในพระเจ้า และมีความถ่อมใจเป็นอย่างมาก ขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลแทน

การทรงเรียก

1 ซามูเอล 3:1-10

เด็ก​ชาย​ซา​มู​เอล​ปรน​นิบัติ​พระ​ยาห์​เวห์​ต่อ​หน้า​เอลี ใน​สมัย​นั้น​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​มี​มา​แต่​น้อย ไม่​มี​นิมิต​บ่อย​นัก

อยู่​มา​ครั้ง​นั้น​เอลี​นอน​อยู่​ใน​ที่​นอน​ของ​ท่าน (ตา​ของ​ท่าน​เริ่ม​มัว มอง​ไม่​เห็น​อะไร) ตะเกียง​ของ​พระ​เจ้า​ยัง​ไม่​ดับ ซา​มู​เอล​นอน​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ ที่​ที่​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​ที่​นั่น พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เรียก​ซา​มู​เอล​และ​ซา​มู​เอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ข้าพ​เจ้า​อยู่​นี่” เขา​จึง​วิ่ง​ไป​หา​เอลี​และ​ว่า “ข้าพ​เจ้า​อยู่​นี่ ท่าน​เรียก​ข้าพ​เจ้า” แต่​เอลี​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่​ได้​เรียก​เจ้า จง​กลับ​ไป​นอน” เขา​ก็​ไป​นอน และ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เรียก​ขึ้น​อีก​ว่า “ซา​มู​เอล​เอ๋ย” และ​ซา​มู​เอล​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​เอลี​กล่าว​ว่า “ข้าพ​เจ้า​อยู่​นี่ ท่าน​เรียก​ข้าพ​เจ้า” แต่​เอลี​ตอบ​ว่า “ลูก​เอ๋ย เรา​ไม่​ได้​เรียก​เจ้า จง​กลับ​ไป​นอน” ซา​มู​เอล​ไม่​เคย​รู้​จัก​พระ​ยาห์​เวห์ และ​พระ​ยาห์​เวห์​ยัง​ไม่​เคย​ทรง​สำแดง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์​แก่​เขา และ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เรียก​ซา​มู​เอล​ครั้ง​ที่​สาม ซา​มู​เอล​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​เอลี กล่าว​ว่า “ข้าพ​เจ้า​อยู่​นี่ ท่าน​เรียก​ข้าพ​เจ้า” แล้ว​เอลี​จึง​เข้าใจ​ว่า พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เรียก​เด็ก​นั้น เพราะ​ฉะนั้น​เอลี​จึง​พูด​กับ​ซา​มู​เอล​ว่า “จง​ไป​นอน​เสีย และ​ถ้า​พระ​องค์​ทรง​เรียก​เจ้า ให้​เจ้า​ทูล​ว่า ‘พระ​ยาห์​เวห์​เจ้า​ข้า ขอ​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่’ ” ซา​มู​เอล​จึง​กลับ​ไป​นอน​ใน​ที่​ของ​เขา

และ​พระ​ยาห์​เวห์​เสด็จ​มา​ทรง​ยืน​อยู่ ทรง​เรียก​อย่าง​ครั้ง​ก่อนๆ ว่า “ซา​มู​เอล ซา​มู​เอล​เอ๋ย” และ​ซา​มู​เอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ขอ​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่”

ในสมัยพระคัมภีร์ ผู้หญิงที่แต่งงานทุกคนถูกคาดหวังว่าต้องมีลูก ถ้าพวกเขาไม่มีเขาจะรู้สึกอาย ฮันนาห์เป็นหญิงที่ไม่มีลูก เธอจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าและสัญญากับพระองค์ถ้าเธอมีลูกชาย ลูกชายเธอจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า สุดท้ายเธอมีลูกชายชื่อซามูเอล เขารับใช้พระเจ้าในที่ประทับของพระเจ้าที่เรียกว่าพระวิหาร เขาทำงานช่วยผู้เผยพระวจนะอาวุโสชื่อเอลี ซามูเอลเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากเอลีและพร้อมที่จะฟังในสิ่งที่เอลีพูด

ซามูเอลไม่มีข่าวดีให้เอลี เพราะเอลีไม่ได้สอนลูกชายทั้งสองของเขาในทางของพระเจ้า เขาเป็นผู้วินิจฉัยคนสุดท้ายในครอบครัว ซามูเอลบอกทุกสิ่งที่พระเจ้าบอกแก่เอลี และเขายังสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าถึงแม้ว่าสารที่ต้องพูดต่อประชาชนจะทำให้พวกเขาไม่พอใจ เพราะความสัตย์ซื่อของซามูเอล เขาจึงกลายเป็นคนสำคัญสำหรับพระเจ้า เพื่อนำประชาชาติของพระเจ้า

พระเจ้าทรงรู้ว่า อีกไม่นาน ประชาชนของพระองค์จะต้องการผู้นำที่เข้มแข็งอย่างกษัตริย์เมืองอื่นๆ

ขอขอบคุณบทความสาระดีๆ โดย ufa168

Categories
ศาสนา

เอวา มนุษย์เพศหญิงคนแรกของโลก จริงหรือ?

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักมนุษย์เพศหญิงคนแรกของโลก
เธอคือ เอวา หรือ อีฟ นั่นเอง
เธอเป็นใคร มาดูกัน

เอวา

เอวา

เป็นผู้หญิงคนแรก ที่หนังสือปฐมกาลบันทึกไว้ โดยคำว่า เอวา เป็นคำมาจากภาษาฮีบรู แปลว่า มีชีวิตอยู่ ตามบันทึกพระคัมภีร์ มนุษย์ผู้หญิงถูกตั้งชื่อว่า เอวา หรือ อีฟ เพราะนางเป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต ภาษาอาหรับเรียกว่า เฮาวาอ์

เมื่อพระยาเวห์ทรงสร้าง อาดัม มนุษย์ผู้ชายขึ้นมาแล้ว ทรงเห็นว่ายังไม่มีคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับเขา จึงทรงกระทำให้เขาหลับไป และทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น ชายนั้นจึงว่า นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเปลือยกายกันอยู่ไม่อายกัน

ซาตานได้ล่อลวงให้ เอวา ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยมาปรากฏในร่างของงู มันถามหญิงนั้นว่า “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า อย่ากินผลจากต้นไม้ใด ๆ ในสวนนี้” หญิงนั้นจึงตอบว่า “ผลของต้นไม้ต่าง ๆ ในสวนนี้เรากินได้ ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่าอย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย” งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า “เจ้าจะไม่ตายจริงหรอก เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือ สำนึกในความดีและความชั่ว” เมื่อหญิงนั้นเห็นว่าผลไม้นั้นน่ากิน น่าดู และก่อให้เกิดปัญญาอีกด้วย จึงเก็บกิน และส่งให้สามีกินด้วย ตาของทั้งสองคนก็สว่างขึ้น และสำนึกได้ว่าตนเปลือยกายอยู่

ด้วยการไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยการรับประทานผลของต้นแห่งสำนึกในความดีและความชั่ว จึงถูกการพระเจ้าสาปแช่งว่า “เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้นเจ้ายังปรารถนาสามีและเขาจะปกครองตัวเจ้า”[4] แล้วจึงทรงขับไล่อาดัมและเอวา ออกจากสวนเอเดนไป

“เฮาวาอ์”ในศาสนาอิสลาม

อัลกุรอานเรียกต้นไม้นั้นว่า ชะญะเราะหฺ อัลคุลดฺ (ต้นแห่งอมตะ) ซึ่งชัยฏอน (ซาตาน) ได้หลอกให้นางและสามีกิน โดยอ้างว่า หากกินแล้วจะมีชีวิตนิรันดรและอำนาจที่ไม่สูญสลาย ทั้งสองหลงกลจึงรับประทานเข้าไป เมื่อรับประทานแล้วก็รีบคว้าเอาใบไม้มาปกปิดร่างกาย

อัลกุรอานระบุว่า อาดัมสามีของนางได้ขออภัยโทษต่อพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงสอนวิธีการขออภัยโทษให้ และรับการขอโทษของอาดัม แต่ทั้งสอง รวมทั้งชัยฏอนออกจากสวนสวรรค์ มาใช้ชีวิตบนโลก และมนุษย์กับชัยฏอนจะเป็นศัตรูกัน

เอวา ไม่ใช่หญิงคนแรก

‘Lilith’ (ลิลิธ) ลิลิธ เป็นผู้หญิงที่พระเจ้าสร้างให้ ‘อดัม’ ก่อนจะสร้าง ‘อีฟ’ (ฮีบรู: לילית‎; lilit เป็นชื่อในภาษาฮิบรูสำหรับรูปลักษณ์ในเทพปกรณัมยิว มีการกล่าวถึงในหลายตำนาน โดยมีการบันทึกกล่าวถึงแรกสุดใน ทัลมุดบาบิโลเนียน ซึ่งกล่าวในลักษณะของปีศาจสาว Līlīṯu ในข้อความของชาวเมโสโปเตเมีย

หลักฐานอื่นที่ปรากฏในเอกสารของชาวยิว ซึ่งเกี่ยวโยงกับปีศาจสาวลิลิธแห่งอาณาจักรอัคกาด ในขณะเดียวกันนักวิชาการได้ตั้งมีการแย้งว่าลิลิธที่ปรากฏในบาบิโลเนียน และลิลิธที่ปราฏในอัคกาเดียนเป็นคนละตนกัน

เฟมินิสต์คนแรกของโลก

ลิลิธ เป็นผู้หญิงที่พระเจ้าสร้างขึ้นก่อนหน้า ‘อีฟ’ หรือ ‘อีวา’ ซึ่งไม่ปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับเธอในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับ พันธสัญญาเดิมของชาวยิวมากนัก พบว่ามีชื่อเธอปรากฏอยู่แค่ครั้งเดียวใน พระธรรมอิสยาห์ บทที่ 34 ข้อที่ 14 แต่กลับพบชื่อและเรื่องราวของเธออยู่มากมายในคัมภีร์อรรถกถาทัลมุดแทน ทั้งจากในบท Erubin 18b และ Erubin 100b และ Nidda 24b และ Shab. 151b และ Baba Bathra 73a–b ซึ่งกล่าวในทำนองปกรณัมว่า ลิลิธ คือผู้หญิงคนแรกของโลกจากการทรงสร้างของพระผู้เป็นเจ้า โดยถูกสร้างขึ้นด้วยดินเช่นเดียวกับอาดัม และเป็นภรรยาคนแรกของอาดัม ผู้ชายคนแรกก่อนหน้าที่พระเจ้าจะสร้างอีฟ เธอถือว่าตนเองมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับอาดัมและเรียกร้องความเสมอภาคเท่าเทียมกับเขา เธอจึงไม่ยอมสนองความต้องการของและอยู่ภายใต้คำสั่งของอาดัมซึ่งเธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนเกรี้ยวกราดและชอบใช้อำนาจ เมื่อเขาบอกให้เธอนอนลงเบื้องล่างเขาในการร่วมเพศท่ามิชชันนารี ลิลิธจึงปฏิเสธพร้อมทั้งสาปแช่งอาดัมและได้ทิ้งอาดัมและสวนอีเดนไปอยู่ที่ริมทะเลแดง (Red Sea) เธอได้กลายเป็นคนรักของจอมปีศาจและผลิตลูกวันละ 100 คน ในวงการนักเทววิทยาว่ากันว่าทะเลแดงของลิลิธ (Lilith’s Red Sea) นั้นสามารถเปรียบเทียบได้กับมหาสมุทรเลือดของกาลี (Kali Ma‘s Ocean of Blood) อันเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง แต่ต้องแลกมาด้วยการสังเวยชีวิต

อาดัมโกรธลิลิธมากจึงนำเรื่องไปฟ้องพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ส่งเทวทูต 3 องค์ (Sanvi, Sansanvi and Semangelaf) ให้ไปตามลิลิธกลับมายังสวนอีเดน แต่ลิลิธปฏิเสธพร้อมทั้งสาปส่งเทวทูตทั้ง 3 องค์นั้น เทวทูตแจ้งสารจากพระเจ้าถึงลิลิธว่าถ้าเธอไม่ยอมกลับสวนอีเดน พระเจ้าจะพรากลูก ๆทั้งหมดของเธอไป แต่ลิลิธก็ไม่ยอมกลับ พระเจ้าจึงได้ทำตามคำขู่นั้นโดยการสังหารลูก ๆ ทั้ง 100 คนของเธอในทุก ๆ วัน และได้สร้างภรรยาใหม่ให้แก่อาดัม ซึ่งก็คืออีฟ ขึ้นมาจากกระดูกซี่โครงของอาดัม เพื่อที่เธอจะได้ยอมสยบอยู่ภายใต้อำนาจของเขา

เพื่อตอบโต้การกระทำของพระเจ้า ลิลิธได้กลายเป็นปีศาจ เธอจะใช้ปีกของเธอบินออกไปลักพาตัวเด็ก ๆ ในยามค่ำคืน รวมทั้งล่อลวงเหล่ามนุษย์เพศชายเพื่อที่จะผลิตลูก ๆ ขึ้นมาใหม่ สิ่งนี้เองจึงได้เป็นจุดกำเนิดของตำนานเรื่อง Succubus มารดาของเหล่า Succubi

บรรดารับไบในศาสนายิวและพระในศาสนาคริสต์ต่างคัดค้านโดยการอ้างว่า คำเรียกลิลิธไม่ได้มีความหมายบ่งชี้ถึงหญิงคนหนึ่งคนใด แต่อุปมา เป็นคนซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาและพวกนอกรีต เช่นเดียวกับที่พวกคริสเตียนเชื่อว่า ลิลิธมิใช่คนหากแต่เป็นเครื่องล่อลวงใจมนุษย์ของจอมปิศาจ

ลิลิธคงจะเป็นตำนานอันเก่าแก่เกินไปของบรรดาชาวยิว และคริสเตียน ในขณะที่เรื่องราวของเธอปรากฏมากมายและโดดเด่น ตลอดระยะเวลาในตำนานโบราณหลากหลายฉบับ เช่น ในความเชื่อของอารยธรรมซูมาเรียน และบาบิโลเนียน ราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล เธอปรากฏในตำนานฐานะจอมปิศาจ ลามาซตู (Lamashtu) ผู้ถูกเนรเทศออกจากสรวงสวรรค์ เนื่องจากเพราะความร้ายกาจของตนเอง

ส่วนในตำนานอื่น ๆ ของซูมาเรียน เธอมีชื่อหลายอย่าง อาร์ดัท ลิลิ่ (Ardat Lili) หรือ ลีลีตู (Lilitu) เทพยดาผู้เป็นคู่ครองของจอมปิศาจ ลีลู (Lilu) สำหรับตำนานบทนี้เธอถูกวาดภาพเป็นหญิงปราศจากศีลธรรม เต็มไปด้วย ตัณหาราคะ คือหญิงสวยยั่วใจในเรื่องเพศ เธอจะใช้มารยาล่อลวง ชายขณะหลับใหล ทั้งยังชอบสังหารเด็ก ๆ

การตีค่าว่าการเรียกร้องสิทธิแบบสตรีนิยมคือความชั่วร้ายและมารยา ซึ่งแสดงออกเป็นนามธรรมในภาพของปีศาจสาวที่ใช้เสน่ห์ยั่วยวนล่อลวงผู้ชาย ชี้ให้เห็นถึงนัยยะทางด้านสังคมและการเมืองของยุคสมัยนั้น ปัจจุบันถึงแม้ลิลิธจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดื้อรั้นขัดขืน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เธอก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ และการยืนหยัดที่จะเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง

ขอขอบคุณบทความสาระสำคัญทางศาสนา โดย ufabet.com

เครดิต : >> https://ufabets5.com/ <<

Categories
ศาสนา

อาดัม มนุษย์คนแรกของโลกที่พระเจ้าทรงสร้าง

วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักเรื่องราวของ อาดัม
มนุษย์คนแรกที่พระเจ้าทรงสร้าง
พระคัมภีร์เขียนถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร เรามาดูกัน

อาดัม

อาดัม

เป็นมนุษย์คนแรกที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างขึ้นจากดิน ตามคติของศาสนาอับราฮัม ปรากฏทั้งในคัมภีร์ฮีบรู คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม และอัลกุรอาน

ตามคติของศาสนาคริสต์และศาสนายูดาห์ อาดัมเป็นเพียงมนุษย์คนแรกของโลก แต่ตามคติของอิสลามอาดัมยังเป็นนบีท่านแรกของอัลลอฮ์ด้วย

อาดัมและภรรยาชื่อเอวา เดิมพระเจ้าประทานอยู่ในสวนเอเดน ต่อมาภายหลังถูกซาตานหลอกลวงให้ประพฤติผิด เกิดเป็นบาป ทำให้ถูกไล่จากสวนเอเดน

ในคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึง Adam ทั้งในแง่มุมของประวัติศาสตร์โลก ที่ว่าด้วยการทรงสร้างของพระเจ้า ดังเช่นที่ปรากฏในหนังสือปฐมกาล และในมุมมองด้านศาสนาเปรียบเทียบ ดังที่ได้กล่าวถึงในไว้ในหนังสือเล่มอื่น ๆ

ในคัมภีร์ไบเบิล ได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงใช้เวลาสร้างโลกทั้งสิ้น 6 วัน โดยทรงสร้างมนุษย์ในวันที่ 6 ของการทรงสร้าง ในหนังสือปฐมกาล บทที่ 2 [1] ได้กล่าวถึงไว้ว่า พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น ๆ บนโลกใบนี้ เนื่องจากพระเจ้าทรงระบายลมปราณให้แก่มนุษย์ด้วย อาจเรียกลมปราณว่าวิญญาณเป็นเหตุให้หลังจากมนุษย์ตายลง ร่างกายจึงสูญสลายกลับกลายเป็นดินเช่นเดิม

ในคติทางศาสนา บาปเข้ามาสู่มนุษย์ครั้งแรกในโลก จากการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของเอวา เพราะถูกล่อลวงโดยมารให้สงสัยในคำสั่งของพระเจ้า และไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์

เนื่องจากเอวาไม่เชื่อฟัง ดังนั้นผู้หญิงจึงได้รับโทษให้รับความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่คือการอุ้มท้องและการคลอดบุตร เพื่อเตือนให้มนุษย์ระลึกถึงความเจ็บปวดจากการมีบาป ดังพระดำรัสของพระเป็นเจ้าในหนังสือปฐมกาลบทที่ 3 ข้อที่ 16 ว่า “เรา​จะ​เพิ่ม​ความ​ทุกข์​ลำ‌บาก​มาก​ขึ้น​แก่​เจ้าและ​เมื่อ​เจ้า​มี‍ครรภ์ เจ้า​จะ​คลอด‍บุตร​ด้วย​ความ​เจ็บ‍ปวดถึง‍กระ‌นั้น เจ้า​จะ​ยัง​ปรารถ‌นา​ใน​สามี​ของ​เจ้าและ​เขา​จะ​ปก‍ครอง​ตัว​เจ้า[3]

ขณะที่ Adam ไม่เชื่อฟังพระเจ้าเพราะเชื่อภรรยา ดังนั้นผู้ชายจึงได้รับโทษให้ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ดังที่พระเจ้าทรงตร้สไว้ว่า “เจ้า​จะ​ต้อง​หา‍กิน​ด้วย​เหงื่อ​อาบ‍หน้าจน​เจ้า​กลับ​ไป​เป็น​ดิน เพราะ​เจ้า​ถูก​นำ​มา​จาก​ดินและ​เพราะ​เจ้า​เป็น​ผง‍คลี​ดิน และ​เจ้า​จะ​กลับ​เป็น​ผง‍คลี​ดิน​ดัง‍เดิม

การที่เราเป็นลูกหลานของอาดัมนี่เอง ที่ทำให้ในแง่มุมของศาสนามองว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป เพราะเราเป็นเชื้อสายของคนบาป การกล่าวว่า บุตรอาดัม เล็งถึงคนบาปเสมอ

ลักษณะความเป็นบุคคลของมนุษย์ในพระฉายของพระเจ้า[5] พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าเชื้อสายของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจตนารมณ์พิเศษของพระเจ้า ตามพระฉายของพระเจ้าและพระลักษณะของพระองค์ ฉะนั้น อาดัมและเอวาจึงไม่ใช่ผลผลิตของวิวัฒนาการ เพราะพวกเขาถูกสร้างตามพระลักษณะของพระเจ้า พวกเขาจึงสามารถตอบสนองและมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรัก พระเกียรติสิริ และความบริสุทธิ์ของพระองค์

เราสังเกตพระลักษณะของพระเจ้าอย่างน้อยสามประการในมนุษย์คือ อาดัมและเอวามีลักษณะด้านศีลธรรมของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นคนชอบธรรมและบริสุทธิ์ มีใจรักและปรารถนาที่จะกระทำสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขามีพระลักษณะด้านสติปัญญาของพระเจ้า พวกเขาถูกสร้างให้มีวิญญาณ ความคิด อารมณ์ และอำนาจในการเลือก ในความรู้สึกบางอย่างลักษณะที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของมนุษย์ก็เป็นพระลักษณะของพระเจ้าซึ่งไม่เป็นเช่นนั้นกับสัตว์ต่าง ๆ พระเจ้าประทานพระฉายแก่มนุษย์ซึ่งพระองค์สามารถปรากฏให้เห็นได้ในพันธสัญญาเดิม และในรูปแบบที่พระบุตรของพระองค์จะมาปรากฏในวันหนึ่งข้างหน้า

เมื่ออาดัมและเอวาทำบาป พระลักษณะของพระเจ้าที่อยู่ในพวกเขาก็เสื่อมลงอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น แน่นอนที่ความเหมือนพระเจ้าในด้านศีลธรรมเสื่อมลงเมื่อพวกเขาทำบาป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สมบูรณ์และบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่มีแนวโน้มที่จะทำบาป ซึ่งพวกเขาถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน พันธสัญญาใหม่ยืนยันความเสื่อมจากพระลักษณะของพระเจ้าเมื่อกล่าวว่า ผู้เชื่อที่ได้รับการไถ่จะได้รับการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดังเดิมที่มีความเหมือนพระเจ้าในด้านศีลธรรม ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ที่เป็นคนบาปยังมีความเหมือนพระเจ้าในด้านอื่น ๆ คือ ด้านสติปัญญา และความสามารถในการสามัคคีธรรมและสื่อสารกับพระองค์ พระลักษณะของพระเจ้าในส่วนนี้ก็เสื่อมลงเช่นกัน แต่ไม่สูญหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออาดัมและเอวาทำบาปในสวนเอเดน

อีฟ ไม่ใช่เมียแรกคนแรก

อดัมกับอีฟได้อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุขที่สวนเอเดนจนกระทั่งอยู่มาวัน หนึ่งพวกเขาก็ได้ถูกงูล่อล่วงให้กินผลไม้แห่งความรู้ที่เป็นของต้องห้ามทั้ง สองจึงต้องถูกขับไล่ไปอยู่ทางตะวันออกของเอเดน อดัมกับอีฟจึงได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์คู่แรกบนโลกนี้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาของศาสนาคริสต์

ทว่ายังมีเอกสารจารึกแห่งคาบาล่าที่มีการตีความไปอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือ ความเชื่อที่ว่า ” ตอนที่พระเจ้าสร้างอดัมขึ้นจากดินนั้นในเวลาเดียวกัน ลิลิธ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ” จากความเชื่อนี้จึงถือได้ว่า ภรรยาคนแรกของอดัมก็คือ ลิลิธ ส่วน อีฟ นั้นเป็นภรรยาคนที่ 2 ลิลิธเป็นคนไม่ยอมใครจึงปรารถนาที่จะเป็นคู่ชายหญิงที่ทัดเทียมกับอดัม ทว่าเมื่ออดัมกับลิลิธคิดจะมีสัมพันธ์กันความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ได้เกิด รอยร้าวขึ้น อดัมยืนกรานไม่ยอมรับที่จะทำตามความปรารถนาที่อยากครองคู่กันเพียงสองคนกับลิลิธ ซึ่งอภัยให้ไม่ได้กับการที่ถูกผู้ชายกดขี่จึงได้พยายามต่อต้านและหนีออก มาในที่สุด และคนที่มาอยู่กับอดัมคนต่อมาก็คืออีฟ เธอเป็นผู้หญิงที่ว่าง่ายเชื่อฟังอดัมผิดกับลิลิธ แล้วหลังจากนั้นก็มีทัศนะต่างๆ มากมายเกี่ยวกับพวกเขาทั้งสองว่าลงเอยกันอย่างไรส่วนลิลิธนั้นบ้างก็มีความ เชื่อว่าเธอได้ไปเป็นภรรยาของเจ้าแห่งฝันร้าย ลูซิเฟอร์ และได้ดื่มด่ำกับชีวิตรักที่มีอิสระโดยไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใดๆ บ้างก็ว่าลิลิธเธอได้ถูกพระเจ้าลงทัณฑ์ด้วยการโดนท่านขู่ว่าจะฆ่าลูกของเธอ ทุกวัน 100 คน แล้วบ้างก็ว่าลิลิธเธอได้สิ้นหวังในชีวิตจึงได้ทอดกายตนเองลงบนทะเลแดงเดือด เช่นกัน… ทว่าเหล่าเทวดาผู้สงสารในชะตากรรมของลิลิธจึงได้มอบ ” พลังที่สามารถควบคุมโชคชะตาของเหล่าเด็กๆ ” ให้กับเธอ พวกเหล่ามารดาทั้งหลายจึงพากันหวาดกลัวว่าพลังนั้นจะมีผลกระทบต่อลูกของตน ตอนที่ให้ลูกนอนจึงได้บ่นพึมพำเบาๆ ว่า ” ลิลิธเอย เจ้าจงหายไปซะ ” และถ้อยคำเหล่านี้ก็คือ LULLABY ( เพลงกล่อมเด็ก ) ที่โลกเรารู้จักจนถึงทุกวันนี้ ถึงจะมีความเชื่อยังไงก็แล้วแต่ ลิลิธเธอเป็นผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ส่วนเหล่าลูกสาว ” ลิลิมุ ” ก็มีคนจำนวนมากมองว่าเป็นพวก ” ซาคิวบัส ” ( ปีศาจฝันร้ายที่ดูดกลืนวิญญาณ )

ส่วนอดัมที่ตามตำนานกล่าวไว้ว่าเขาได้ทิ้งลิลิธไป เพราะเธอไม่ยอมเชื่อฟังตน แต่ที่จริงแล้วนั้นการที่ลิลิธได้หนีไปกลับเป็นความปราถนาของเขาเอง เมื่ออดัมรู้ถึงชะตากรรมของตนเองที่จะถูกดูดกลืนไปกับความลุ่มหลง ( กินผลไม้แห่งความรู้ ) ซึ่งถ้าหากทั้งสองอยู่ด้วยกันนั้นลิลิธจะต้องถูกชะตากรรมเดียวกันกับเขาเอง ซึ่งอดัมไม่อยากที่จะให้เป็นเช่นนั้นเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ลิลิธหลีก เลี่ยงสิ่งนี้ เพราะอดัมอยากที่จะให้ลิลิธหญิงสาวที่ตนรักได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระและ มีความสุขตลอดไป… แต่น่าเสียดายที่อดัมไม่มีโอกาสที่จะให้ลิลิธได้รับรู้ถึงความปราถนานี้ไป ตลอดกาล

ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อาดัมก็เป็นคนเหยียบเพศคนแรกของโลก

ขอขอบคุณบทความนานาสาระดีๆ โดย ufabet.com