Categories
ประวัติศาสตร์

ปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีพลิกโลก

ปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้แพร่ ขยายไปยังประเทศตะวันตกอื่นๆ ทั่วโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผล กระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณย้อนไปดูด้วยกัน

ปฏิวัติอุตสาหกรรม

ปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม (INDUSTRIAL REVOLUTION) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงใน วิธีการผลิตและระบบการผลิต จากเดิมระบบการผลิตมักทำกันภายในครอบคัว พ่อค้ามักเป็น นายทุนซื้อวัตถุดิบแล้วแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวรับมาทำ แล้วพ่อค้าจะรับผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จ แล้วไปขาย คนงานก็จะได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน การผลิตสินค้าเดิมใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ รวมทั้งพลังงานจากธรรมชาติ เครื่องมือแบบง่ายๆ มาเป็นการใช้เครื่องจักรกลแทน เริ่มจากแบบ ง่ายๆ จนถึงแบบซับซ้อนที่มีกำลังผลิตสูง จนเกิดเป็นการผลิตในระบบโรงงาน (FACTORY SYSTEM) การผลิตภายในครอบครัวก็ค่อยๆ หมดไป และผู้คนจำนวนมากตามชนบทต้องอพยพเข้ามาทำงาน เป็นกรรมกรในโรงงาน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้แพร่ ขยายไปยังประเทศตะวันตกอื่นๆ ทั่วโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผล กระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก

อังกฤษ : ผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่อังกฤษเพราะอังกฤษมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวทาง อุตสาหกรรมครบถ้วน คือ มีทุน วัตถุดิบ แรงงาน และตลาดการค้า

อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติเกษตรกรรม (AGRICULTURAL REVOLUTION) โดยนำความรู้ทาง วิทยาศาสตร์มาปรับปรุงการเกษตรให้พัฒนาขึ้น โดยในคริสต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษนำระบบล้อม เขตที่ดิน (ENCLOSURE SYSTEM) มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตรอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นผลให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถรวบรวมที่ดินของตนเป็นผืนใหญ่ และสร้างรั้วล้อมที่ดินของตนเพื่อ ป้องกันความเสียหายของพืชผลจากการทำลายของคนและสัตว์ นอกจากนี้ยังนำวิทยาการใหม่ๆ มาใช้ในการผลิต การปรับปรุงวิธีการทำนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การปฏิวัติเกษตรกรรมนำไปสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรม

การเกษตรกรรมในอังกฤษได้ผลดีขึ้น ทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น ประเทศมีความ มั่งคั่งขึ้นใน ค.ศ. 1694 รัฐบาลจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BANK OF ENGLAND) เพื่อเป็น แหล่งระดมทุนของรัฐ ทรัพยากรมนุษย์ของอังกฤษก็มีความพร้อมสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะชาวอังกฤษไม่เคร่งครัดต่อการแบ่งแยกชนชั้น เช่น สังคมอื่นๆ ในยุโรป ทั้งยังให้การ ยอมรับชนทุกชั้นที่สามารถสร้างฐานะเป็นปึกแผ่น ดังนั้นขุนนางอังกฤษจึงไม่รังเกียจที่จะทำการค้า เช่นเดียวกับคนชั้นกลางที่พยายามยกสถานภาพทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมขุนนาง นอกจากนี้รัฐยังส่งเสริมให้การค้าขยายตัว เช่น มีการออกพระราชบัญญัติสร้างถนน ท่าจอดเรือ และขุดคูคลอง ต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางการค้า มีการยกเลิกการเก็บภาษีผ่านด่าน และมีนโยบายการค้าแบบเสรี ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้มีการขยายตัวของตลาดการค้าภายในอย่าง กว้างขวาง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อังกฤษเป็นประเทศผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากในระหว่าง คริสต์ศตวรรษที่ 17-18 อังกฤษมีอาณานิคมที่อยู่โพ้นทะเลที่เป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดทั้งใน ทวีปเอเชียและอเมริกา จนในที่สุดการค้าได้กลายเป็นนโยบายหลักของประเทศ เรือรบของอังกฤษ ทำหน้าที่รักษาเส้นทางทางการค้าทางทะเล และให้ความคุ้มครองแก่เรือพาณิชย์ที่เดินทางไปค้าขายทั่วโลก สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ชาวอังกฤษคิดค้นประดิษฐ์เครื่องจักรมาใช้ในโรงงาน อุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

 การปฏิวัติอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรกใน ระหว่าง ค.ศ 1760-1840 เป็นระยะที่มีการประดิษฐ์เครื่องจักรช่วยในการผลิตและการปรับปรุง โรงงานอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1861- 1865 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมสื่อสาร ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จของอุตสาหกรรมเหล็ก และเครื่องจักรไอน้ำ

แรกเริ่ม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรก คือ การประดิษฐ์เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการ ทอผ้า เช่น ใน ค.ศ. 1733 จอห์น เคย์ (JOHN KAY) แห่งเมืองแลงคาเชียร์ (LANCASHIRE) ได้ประดิษฐ์กี่กระตุก (FLYING SHUTTLE) ซึ่งช่วยให้ช่างทอผ้าสามารถผลิตผ้าได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า ค.ศ. 1764 เจมส์ ฮาร์กรีฟส์ (JAMES HARGREAVES) สามารถผลิตเครื่องปั่นด้าย (SPINNING JENNY) ได้สำเร็จ ต่อมา ค.ศ. 1769 ริชาร์ด อาร์กไรต์ (RICHARD ARKWRIGHT) ได้ปรับปรุง เครื่องปั่นด้ายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และพัฒนาเป็นเครื่องจักรกลที่ใช้พลังน้ำหมุนแทนพลังคนเรียกว่า WATER FRAME ทำให้เกิดโรงงาน ทอผ้าตามริมฝั่งแม่น้ำทั่วประเทศ มีการ ขยายตัวทำไร่ฝ้ายในอเมริกา ต่อมาวิตนีย์ (ELI WHITNEY) สามารถประดิษฐ์เครื่อง แยกเมล็ดฝ้ายออกจากใย (COTTON GIN) ได้เมื่อ ค.ศ. 1793 การพัฒนาอุตสาห- กรรมการทอผ้าของอังกฤษเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19

การประดิษฐ์ที่พัฒนาควบคู่กับการทอผ้า คือ การประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ โดยเจมส์ วัตต์ (JAMES WATT) ชาวสกอต ประดิษฐ์ได้ใน ค.ศ. 1769 โดยใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรกลแทนพลังงาน น้ำ ซึ่งส่งผลให้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เหมืองแร่และการทอผ้า ต่างใช้เครื่องจักรไอน้ำ เป็นพลังขับเคลื่อนเครื่องจักรกลทั้งสิ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก เมื่อมีการพัฒนาเครื่องจักร กลไอน้ำ ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กขยายปริมาณการผลิตได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเฮนรี คอร์ต (HENRY CORT) ชาวอังกฤษคิดค้นวิธีการ หลอมเหล็กให้มีคุณภาพดีขึ้น ก็ส่งผลให้มีการปรับปรุงคุณภาพของปืนใหญ่ ตลอดจนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้มี ประสิทธิภาพขึ้น

ต่อมาใน ค.ศ. 1807 ชาวอังกฤษได้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมจำหน่ายเครื่องจักร ณ เมืองลีจ (LIEGE) ประเทศเบลเยียม ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในเบลเยียม แต่อย่างไรก็ตาม ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษยังครองความเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยใน ค.ศ. 1851 อังกฤษได้จัดแสดงนิทรรศการครั้งใหญ่ (GREAT EXHIBITION) แสดงความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเหล็กของอังกฤษ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2 เป็นการปรับปรุงการคมนาคมสื่อสาร ซึ่งเป็นผลมาจาก ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเหล็กและเครื่องจักรไอน้ำ โดยใน ค.ศ. 1804 ริชาร์ด เทรวีทิก(RICHARD TREVITICK) นำพลังงานไอน้ำมาขับเคลื่อนรถบรรทุก รถจักรไอน้ำจึงมีบทบาทสำคัญใน อุตสาหกรรมขนส่ง ที่มีชื่อเสียงมาก คือ หัวรถจักรไอน้ำ ชื่อ ร็อกเกต (ROCKET) ของจอร์จ สตี- เฟนสัน (GEORGE STEPHENSON) ทำให้มีการเปิดบริการรถจักรไอน้ำบรรทุกสินค้าเป็นครั้งแรก ต่อ มามีการดัดแปลงมารับส่งผู้โดยสาร ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเข้าสู่ยุคการใช้รถไฟ ซึ่งเป็นผลทำให้ ความเจริญขยายตัวจากเขตเมืองไปสู่ชนบท เปลี่ยนชนบทให้กลายเป็นเมือง นอกจากนี้รถไฟยัง เป็นพาหนะสำคัญในการลำเลียงกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ และเป็นสิ่งกระตุ้นให้ยุโรป สนใจกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19

ฝรั่งเศสภายหลังการปฏิวัติใน ค.ศ. 1789 (FRENCH REVOLUTION : ค.ศ. 1789) ได้หันมา สนใจปฏิวัติอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา และก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งกับอังกฤษ

ส่วนการคมนาคมทางน้ำ ใน ค.ศ. 1807 โรเบิร์ต ฟุลตัน (ROBERT FULTON) ชาวอเมริกัน ประสบความสำเร็จในการนำพลังไอน้ำมาใช้กับเรือเพื่อรับส่งผู้โดยสาร ต่อมา ค.ศ. 1840แซม มวล คูนาร์ด (SEMUEL CUNARD) เปิดเดินเรือกลไฟแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ภายใน 14 วัน และมีการปรับปรุงเรือกลไฟให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทางด้านรถยนต์มีการนำพลังไอน้ำมาใช้กับรถสามล้อ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มี การประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน จนถึง ค.ศ. 1857 คาร์ล เบนซ์ (KARL BENZ) และ กอตต์ลีบ เดมเลอร์ (GOTTLIEB DAIMLER) สามารถนำเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินมาใช้กับรถยนต์ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์เจริญก้าวหน้าขึ้นในยุคนี้ยังได้มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แบบลูกกลิ้งขึ้นใช้ใน ค.ศ. 1812 ทำให้การพิมพ์ พัฒนาได้ปริมาณมากขึ้นและเร็วทันเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์จึงแพร่หลาย การเผยแพร่ความรู้และ ข่าวสารก็แพร่หลายในวงกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังมีการริเริ่มระบบไปรษณีย์ในอังกฤษ ใน ค.ศ. 1840 ทำให้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วขึ้น ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แซมมวล มอร์ส (SEMUEL MORSE) ประดิษฐ์โทรเลขได้สำเร็จเป็นคนแรก ใน ค.ศ. 1837 อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (ALEXANDER GRAHAM BELL) ประดิษฐ์โทรศัพท์ได้สำเร็จใน ค.ศ. 1876 และใน ค.ศ. 1901 ก็มีการ ประดิษฐ์วิทยุโทรเลขได้และส่งโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ ธอมัส แอลวา เอดิสัน (THOMAS ALVA EDISON) ชาวอเมริกันประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า เครื่องเล่นจานเสียง และ กล้องถ่ายภาพยนตร์ได้

ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีดังนี้

  1.  ประชากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความ ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทางด้านการแพทย์เจริญก้าวหน้า ขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความสมบูรณ์ของอาหาร ระบบ สาธารณสุขและการดูแลสุขภาพอนามัย การเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอพยพจากชนบทมาหางานทำใน เมืองจนเกิดปัญหาความแออัดของประชากรในเขตเมือง
  2. การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและสถาปัตยกรรม พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมและ เทคโนโลยีการก่อสร้าง ทำให้อาคารแข็งแรงขึ้น การออกแบบ ก่อสร้างหอไอเฟล (EIFFEL TOWER) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1889 ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการก่อสร้างที่ ทันสมัยของโลก
  3. เกิดปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย เช่น ชุมชนแออัด การแพร่กระจายของเชื้อโรค ปัญหาอาชญากรรม การใช้ แรงงานเด็ก การเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้เกิดแนวคิดของ ลัทธิสังคมนิยม (SOCIALISM) ของคาร์ล มาร์กซ์ (KARL MARX) ที่เรียกร้องให้กรรมกรรวมพลังกันเพื่อก่อการปฏิวัติโค่นล้มระบบ ทุนนิยม ทำให้ลัทธิสังคมนิยมมีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น
  4. เกิดลัทธิเสรีนิยม (LIBERALISM) ซึ่งเป็นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและ แนวคิดนี้แพร่หลายกว้างขวางขึ้น ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ค.ศ. 1776 แอดัม สมิธ (ADAM SMITH) ได้พิมพ์งานเขียนชื่อ THE WEALTH OF NATIONS เพื่อเสนอแนวคิดว่าความมั่งคั่งของ ประเทศจะเกิดจากระบบการค้าแบบเสรี (LAISSEZ FAIRE) กล่าวได้ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการแบ่งค่ายระหว่างลัทธิทุนนิยมกับลัทธิ สังคมนิยมอย่างเป็นรูปธรรม ต่อมาใน ค.ศ. 1889 ได้มีการประกาศให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันเมย์เดย์หรือวันแรงงานสากล (MAY DAY) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดวรรณกรรมแนวสัจนิยม (REALISM) ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่พยายามเสนอเรื่องความเป็นจริงเบื้องหลัง ความสำเร็จ ของระบบสังคมอุตสาหกรรม ที่ชนชั้นกรรมกรมีชีวิตที่ยากไร้และถูกเอารัดเอาเปรียบ
  5. การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้ขยายไปทั่วภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเมือง และทำให้ประเทศต่างๆ เหล่านี้มี “วัฒนธรรมร่วม” ตามตะวันตกไปด้วย

ขอขอบคุณบทความ ประวัติศาสตร์ดีๆ มีประโยชน์ โดย sagaming66

** หาอ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

การปฏิวัติดิจิทัล ปรากฏการณ์ใหม่ ผู้นำจะทำอย่างไร

การปฏิวัติดิจิทัล คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนกระบวนการแอนะล็อกเป็นดิจิทัล เราเคยมีประสบการณ์กับระบบดิจิทัลในทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่นาฬิกาอัจฉริยะไปจนถึงผู้ช่วยในบ้านปัญญาประดิษฐ์
Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษากัน

การปฏิวัติดิจิทัล

การปฏิวัติดิจิทัล

การปฏิรูปทางดิจิทัล คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนกระบวนการแอนะล็อกเป็นดิจิทัล เราเคยมีประสบการณ์กับระบบดิจิทัลในทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่นาฬิกาอัจฉริยะไปจนถึงผู้ช่วยในบ้านปัญญาประดิษฐ์ การปฏิรูปทางดิจิทัล หมายถึง วิธีที่เทคโนโลยีได้ปฏิวัติธุรกิจด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นการเรียนรู้ของเครื่อง ข้อมูลขนาดใหญ่ และอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง แบรนด์ของคุณอาจยังไม่ต้องกังวลกับหัวข้อที่หนักหน่วงเหล่านี้ แต่คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการปฏิรูปทางดิจิทัลอย่างแน่นอน

ถ้าไม่อยากตกขบวน ประเทศไทยต้องก้าวตามให้ทัน

“ความท้าทายของประเทศไทยเวลานี้คือการปฏิรูปให้ทัน เพราะหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกล้วนมาจากเทคโนโลยีดิจิตอลและไอซีที และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่างเมืองใหญ่และชนบทด้วย”

แต่ขณะเดียวกันก็จะทำลายบริการเดิมๆ และธุรกิจเดิมด้วย

ปัจจุบันนี้กระแสแห่งดิจิทัลกำลังเคลื่อนที่เข้ามาทุกภาคส่วน สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างมากกว่าเป็นยุคการมาถึงของไอซีทีเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้ที่เข้าถึงไอซีทีได้นั้นจะมีข้อจำกัดอยู่ 3 อย่าง คือ ไอซีทีเทคโนโลยีนั้นเหมาะกับคนยุคใหม่ที่ทันสมัย เหมาะกับผู้ที่มีการศึกษา และเหมาะกับผู้ที่มีรายได้สูงพอสมควร จนกระทั่งมีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide)”

ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1800 ที่มีการนำเอาเครื่องมือเครื่องจักรมาใช้งานแทนการใช้แรงงานมนุษย์เพียงอย่างเดียว มีการสร้างระบบโรงงาน (Factory) เพื่อสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ จากเดิมที่ดำเนินการเป็นลักษณะการผลิตในครัวเรือนที่พ่อค้านักลงทุนซื้อวัตถุดิบและนำไปให้แต่ละครัวเรือนผลิตเป็นสินค้าเมื่อว่างจากการทำการเกษตร ซึ่งได้รับค่าจ้างแรงงานเป็นการตอบแทน

โดยจะมีการใช้เครื่องมือแบบง่าย ๆ อาศัยแรงงานคน แรงงานสัตว์ และพลังงานจากธรรมชาติ แต่ต่อมามีการสร้างเครื่องจักรกลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว จึงต้องมีการสร้างโรงงานดึงแรงงานจากครอบครัวภาคการเกษตร มีการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานซื้อเครื่องจักร มีการแสวงหาวัตถุดิบจำนวนมาก และมีตลาดการค้าเพื่อจำหน่ายสินค้าออกไปให้กว้างขวางมากที่สุด

ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเช่นนี้ได้ดำเนินการมาจวบจนทุกวันนี้ มีองค์กรขนาดใหญ่เกิดขึ้นและเติบโตเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมาทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ใช้แรงงานกับนักธุรกิจ นักลงทุน การใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง การบริโภคที่ไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่พ้น การปฏิวัติครั้งใหม่กำลังปรากฏร่องรอยขึ้น

ปัจจุบันนี้กระแสแห่งดิจิทัลกำลังเคลื่อนที่เข้ามาทุกภาคส่วน สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างมากกว่าเป็นยุคการมาถึงของไอซีทีที่ย่อมาจาก Information and Communication Technology หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา

แต่ไอซีทีให้ความสำคัญกับ ”เทคโนโลยี” เป็นหลัก สร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้ที่เข้าถึงไอซีทีได้นั้นจะมีข้อจำกัดอยู่ 3 อย่าง คือ ไอซีทีเทคโนโลยีนั้นเหมาะกับคนยุคใหม่ที่ทันสมัย เหมาะกับผู้ที่มีการศึกษา และเหมาะกับผู้ที่มีรายได้สูงพอสมควร จนกระทั่งมีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide)”

ต่อมาการพัฒนาเทคโนโลยีไอซีทีต่าง ๆ สามารถสร้างอุปกรณ์ที่มีราคาถูกลงในขณะที่ดีขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น รวมทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเอาเปรียบเนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องข้อมูลข่าวสารเริ่มลดลง

ประชาชนหันมาใช้สื่อดิจิทัลในการรับและให้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น หลายคนเลือกที่จะอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบออนไลน์แทนมากขึ้น จนเกิดการล่มสลายปิดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักมากขึ้น รวมไปถึงสื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์ที่กระแสการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลากับเครื่องวิทยุและโทรทัศน์น้อยลง แต่เลือกที่จะไปใช้เวลามากขึ้นกับอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ทั้ง สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตแทน ทำให้เม็ดเงินโฆษณารายได้ของสื่อกระแสหลักลดน้อยถอยลง

นอกจากนี้ สื่อโซเชียลที่เป็นสื่อออนไลน์ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างกระแสสังคมทั้งมิติการเมืองเพื่อเรียกร้องความต้องการของมวลชนต่อรัฐบาลผู้ปกครองประเทศ นับเป็นจุดการเปลี่ยนแปลงที่นับแต่นี้ต่อไปความสัมพันธ์ประชาชนกับรัฐบาลจะไม่เหมือนเดิม

จากเดิมที่รัฐจะเป็นฝ่ายปกครองและประชาชนจะต้องปฏิบัติตาม ด้วยพฤติกรรมของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลง มีความร่วมมือผ่านสื่อดิจิทัล รัฐจะต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุนเพื่อให้ประชาชนเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

นอกจากนี้ประชาชนเริ่มมีการเรียกร้องความยุติธรรมและใช้กระแสสังคมลงโทษผู้ที่กระทำผิดมากขึ้นผ่านเครื่องมือออนไลน์ เช่น การแชร์ การไลค์ผ่าน Line หรือ Facebook ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนมีความรู้สึกว่ากระบวนทางกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้ตามที่คาดหวังและทันเวลา ตอบสนองความเป็นจริง

โกดัก ยักษ์ล้ม

จากปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้ จะทำการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วน สิ่งที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างยาวนานไม่ได้หมายความว่าจะสามารถไปต่อได้ในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลง กรณีตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านภาพถ่าย “โกดัก” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 150 ปี มีพนักงานมากกว่า 150,000 คนกระจายอยู่ทั่วโลก

ท้ายสุดก็ได้ปิดตัวลงด้วยการประกาศล้มละลายในปี 2012 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่บริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ เปิดมาเพียง 18 เดือนที่ชื่อ “อินสตาแกรม” ที่นำแนวทางดิจิทัลมาให้บริการในการแบ่งปันภาพถ่ายผ่านอินเทอร์เน็ตมาให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนทั่วไป โดย Facebook เข้ามาซื้อในราคา 1,000 ล้านเหรียญ

การนำ “โกดัก” และ “อินสตาแกรม” มาเปรียบเทียบกันทำให้เกิดมุมมองกรณีที่บริษัทขนาดใหญ่ประสบความสำเร็จอย่างยาวนานไม่สามารถประคับประคองให้อยู่รอดในบริบทดิจิทัล มีความเข้าใจว่าการล่มสลายของโกดักมาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีกล้องดิจิทัล

แต่ความเป็นจริงโกดักเป็นผู้พัฒนากล้องดิจิทัลตั้งแต่ปี 1975 แต่ด้วยความลังเลที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ โกดักจึงไม่ได้นำเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลมาสร้างเป็นธุรกิจ จวบจนกระทั่งในปี 1990 โกดักจึงมีการริเริ่มทำธุรกิจด้านดิจิทัล แต่ด้วยการติดกับดักความสำเร็จอย่างยาวนานของตนเอง ทำให้แนวทางดิจิทัลของโกดักไม่ได้เป็นไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง

ในขณะที่อินสตาแกรมที่เข้าใจบริบทของดิจิทัลสามารถนำเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลมาสร้างรูปแบบธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นอย่างดีเป็นบริการที่ทำให้ลูกค้าสามารถแชร์ภาพถ่ายกับเพื่อนและญาติได้ทั่วโลกในทันทีเมื่อโพสต์ภาพถ่ายในแพลตฟอร์มของอินสตาแกรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับลูกค้า

และเมื่อเปรียบเทียบกับการแชร์ภาพถ่ายกับแนวทางที่โกดักทำธุรกิจมาตลอดที่สามารถแชร์ได้ในวงจำกัด ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากกว่า ความล่มสลายของโกดักจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

การปฏิวัติดิจิทัลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นแต่เป็นเพราะมีการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาสร้างเป็นธุรกิจมีบริการใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า ในอนาคตการแข่งขันทางธุรกิจไม่ใช้เป็นเรื่องที่เอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาแข่งขันกับมนุษย์ หรือเอาเทคโนโลยีมาแทนที่มนุษย์ แต่จะเป็นการแข่งขันที่มนุษย์จะเข้าใจนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน

การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์เองเพื่อเอาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพนี้เป็นหัวใจที่สำคัญ ความท้าทายต่อผู้นำองค์กรในปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับว่าจะนำพาองค์กรให้อยู่รอดและสามารถแสวงหาประโยชน์เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงบริบทดิจิทัล ดังสุภาษิตจีนที่ว่า “เมื่อพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง

บางคนก็มุ่งแต่จะสร้างกำแพงกันลมพายุ แต่บางคนทุ่มเทสร้างกังหันลม”

ขอขอบคุณบทความ ประวัติศาสตร์ดีๆ มีประโยชน์ โดย ufabet168

** หาอ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

การปฏิวัติเกษตรกรรม ปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

การปฏิวัติเกษตรกรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งหมายการผลิตทางการเกษตร จากการผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน มาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายตามความต้องการของ ตลาดโดยมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ด้วยการพัฒนาเทคนิคการ ผลิตซึ่งเกี่ยวข้องกับการบำรุงที่ดินที่เพาะปลูก การใช้ปุ๋ยช่วยเร่งการผลิต การปลูกพืชผลไม้
Centrovirtual จะพาคุณไปศึกษาเรื่องนี้กัน

การปฏิวัติเกษตรกรรม

การปฏิวัติเกษตรกรรม

การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล

เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่

ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น

สาเหตุของการตั้งรกราก

แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง

มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น และนำไปสู่ความจำเป็นของการเพาะปลูกอาหารใหม่ๆ ผู้คนอาจเปลี่ยนมาทำการเพาะปลูกเพื่อให้คนชราและเด็กมีส่วนร่วมในการผลิตอาหาร มนุษย์อาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพืชซึ่งถูกคัดเลือกและผสมผสานในช่วงต้นของการนำมาปลูก และในทางกลับกัน พืชเหล่านั้นอาจจำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์ด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้น ทฤษฎีใหม่ๆ เกี่ยวกับกับวิธีการและเหตุผลที่การปฏิวัติเกษตรกรรมเริ่มต้นขึ้นก็ตามมา และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่ามนุษย์จะถอยห่างจากการล่าสัตว์และการออกหาอาหารด้วยด้วยวิธีการและเหตุผลใดก็ตาม พวกเขาก็เริ่มตั้งรกรากมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลบางส่วนของสิ่งนี้เกิดจากการเพาะเลี้ยงพืชที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดว่ามนุษย์อาจเริ่มรวบรวมพืชและเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ 23,000 ปีก่อน และเริ่มมีการเพาะปลูกธัญพืชประเภทซีเรียล เช่นข้าวบาร์เลย์ ตั้งแต่ 11,000 ปีก่อน หลังจากนั้น พวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปปลูกพืชโปรตีนสูงอย่างถั่วและถั่วเลนทิล เมื่อเกษตรกรยุคแรกเพาะปลูกเก่งขึ้น จึงมีเมล็ดพันธุ์และพืชผลที่ต้องเก็บรักษามากขึ้น สิ่งนี้อาจกระตุ้นการเติบโตของประชากรเนื่องจากการมีจำนวนอาหารที่คงที่มากขึ้น และการที่จำเป็นต้องอยู่อย่างลงหลักปักฐานขึ้น เนื่องจากความต้องการการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และดูแลพืชผล

การเลี้ยงสัตว์

ขณะที่มนุษย์เริ่มทดลองการเพาะปลูก พวกเขาได้เริ่มการเลี้ยงสัตว์ด้วยเช่นกัน มีการค้นพบหลักฐานของการเลี้ยงแกะและแพะ ซึ่งอาจมีอายุย้อนไปถึง 12,000 ปีก่อน ในอิรักและอานาโตเลีย (ปัจจุบันอยู่ในตุรกี) การใช้สัตว์ที่ถูกเลี้ยงให้เป็นแรงงาน ช่วยให้การเพาะปลูกที่เคยยากลำบากนั้นง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ นมและเนื้อของพวกมันยังเป็นแหล่งโภชนาการเสริมที่ดีสำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การปฏิวัติเกษตรกรรมส่งผลหลายอย่างต่อมนุษย์ มันถูกเชื่อมโยงเข้ากับทุกสิ่ง ตั้งแต่ความไม่เท่าเทียมทางสังคม อันเป็นผลจากการที่มนุษย์ต้องพึ่งพาที่ดินมากขึ้นและความกลัวความขาดแคลน ไปจนถึงคุณภาพโภชนาการที่แย่ลงและการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อที่มาจากสัตว์ อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยใหม่ได้นำทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่ซึ่งเป็นอารยธรรมที่มีศูนย์กลางประชากร (Population Center) ขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น และมีความก้าวหน้าด้านวิทยาการ ศิลปะ และการค้า

สรุปให้ฟัง

การเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทางเกษตรกรรม โดยเปลี่ยนแปลงด้านระบบและเทคนิคการผลิต ทำให้การเกษตรมีลักษณะเป็นทุนนิยมมากขึ้น

ระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็มีการปฏิวัติเกษตรกรรมควบคู่ไปด้วย มีการคิดค้นวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คัดเลือกพันธุ์พืชและสัตว์ เปลี่ยนระบบการถือครองที่ดิน บุกเบิกการเกษตร ในที่ดินโพ้นทะเล ใช้เครื่องจักรในการเกษตรมากขึ้น แบ่งงานกันทำ ลงทุนด้านเครื่องจักรและเพิ่มคุณภาพดินทำให้เกิดความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะอย่าง รับผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพขึ้น

สาเหตุของการปฏิวัติการเกษตรมีดังนี้

  1. การเพิ่มจำนวนประชากร
    ความก้าวหน้าทางสาธารณสุขทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นความต้องการอาหารเครื่องนุ่งห่มและวัตถุดิบด้านอุตสาหกรรมจึงขยายตัว
  2. สนใจใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มขึ้น
    สินค้าการเกษตรมีราคาสูงตามอุปสงค์ทำให้เกษตรกรและเจ้าของที่ดินรายได้สูงขึ้น
  3. ปัญหาการบำรุงรักษาความสมบูรณ์ของดิน
    เดิมใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มแปลงเพราะต้องพักดิน ปล่อยบางส่วนว่างเปล่าเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นจึงอยากใช้ประโยชน์ให้เต็มที่แก้ปัญหาโดย ปลูกพืชหมุนเวียนทำให้ดินสมบูรณ์ (เริ่มที่เนเธอแลนต่อมาเป็นมาตรฐานของยุโรป)
  4. การคิดค้นเครื่องจักรและเทคโนโลยี
    การใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการทำการเกษตรเช่น เครื่องหวานข้าวระบบพืชหมุนเวียน เกษตรกรปรับปรุงการเกษตรจนกลายเป็นระบบทุนนิยม
  5. การธนาคารและสถาบันทางการเงินมั่นคง
    ธนาคารและสถาบันการเงินมั่นคงและส่งเสริมการเกษตรเกษตรกรสามารถกู้เงินมาดำเนินธุรกิจที่ขยายตัวและต้องลงทุนมากเกษตรกรกลายเป็นนักธุรกิจใหม่ของระบบทุนนิยม

ผลการปฏิวัติของการเกษตรกรรม

  1. ผลผลิตเพิ่มขึ้น เช่น เป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ทำให้การค้าขายระหว่างประเทศขยายตัว พืชบางชนิดปลูกเป็นสินค้าส่งออก ยุโรปตั้งกำแพงภาษีและข้ามเรือสินค้าเทียบท่ากีดกันผลผลิตทางการเกษตรจากดินแดนโพ้นทะเลแยกตลาด
  2. ประชากรสุขภาพดีขึ้น เช่น อาหารพอเพียงและมีคุณภาพ ระบบการผลิตถูกสุขลักษณะและใช้แรงงานน้อยลง เกษตรกรมีอาหารและมีเวลาว่างหารายได้เพิ่มเติม
  3. เปลี่ยนโฉมหน้าการเกษตร เช่น พัฒนาปัจจัยการผลิตทุกด้าน บุคคลชั้นนำล้วนส่งเสริมความก้าวหน้าทางการเกษตร

การปฏิวัติเกษตรกรรมในอังกฤษ

อธิบายช่วงของการพัฒนาระบบเกษตรกรรมในสหราชอาณาจักรระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ซึ่งสามารถจำกัดความแบบเจาะจงว่า) การปฏิวัติเกษตรกรรมในอังกฤษ เป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมเครื่องจักรการเกษตร การจัดสรรกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์จากที่ดินและชลประทาน การปลูกพืชหมุนเวียน การปฏิวัติอาหารสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมชนบท ก่อให้เกิดพื้นฐานข้อกำหนดเบื้องต้นและปัจจัยส่งเสริมสำหรับกระบวนการอุตสาหกรรมที่ตามมา ซึ่งอาจนับได้ว่ามีผลต่อปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นทั่วยุโรปตะวันตกในช่วงเวลาถัดมาในศตวรรษที่ 18 (ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ตามลำดับ) และยังส่งผลกระทบต่อรัฐในยุโรปพื้นทวีปและแวดล้อม ในเชิงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเรียกว่าเป็น การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่สอง (โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในยุคหินใหม่เมื่อประมาณ 10,000-7,000 ปีก่อน — การปฏิวัติยุคหินใหม่)ชาวนาปลูกหญ้าแห้งโดยใช้เคียวและคราด ค.ศ. 1510

การปฏิวัติเกษตรกรรมในสหราชอาณาจักรในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เป็นยุคที่การขยายตัวของผลผลิตทางเกษตรกรรมและผลผลิตสุทธิ ทำลายวงจรการขาดแคลนอาหารในอดีตที่ ทุกทวีปบนโลกต่างเคยเผชิญกับช่วงของสงครามในประวัติศาสตร์ สงครามเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรไม่ให้ขยายตัว เพื่อให้สอดคล้องกับอาณาเขตที่ประชากรเหล่านั้นอาศัยอยู่ สงครามจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการขาดแคลนอาหารเป็นเวลานานช่วงใดช่วงหนึ่ง ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากกว่าหนึ่งปี รวมไปถึงการที่ทรัพยากรอย่าง สภาพอากาศ, แรงงาน, ทรัพย์สิน, การคมนาคมขนส่ง และอื่นๆ ไม่มีเหลืออยู่หรือไม่สามารถทำให้เกิดการเพาะปลูกขึ้นได้ ต่อมาเมื่อสงครามหรือการขาดแคลนอาหารกลายมาเป็นปัญหาภายในประเทศ ความสามารถในการซื้อและขนส่งอาหารจากดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปก็เข้ามาบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนอาหารลงได้ การปฏิวัติเกษตรกรรมบนเกาะบริเตนใหญ่เกิดขึ้นผ่านช่วงเวลาหลายศตวรรษ (ซึ่งเหมือนการวิวัฒนาการมากกว่าจะเป็นการปฏิวัติ) ต่อมาจึงแพร่ขยายไปในประเทศอื่นๆ บนทวีปยุโรปและในอาณานิคมของประเทศเหล่านั้นด้วย สิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรมขึ้นคือการที่อังกฤษพัฒนาระบบที่ดินและการบำรุงรักษาที่ดินซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูก โดยเป้าหมายก็เพื่อที่จะลดการสูญเสียสารอาหารสำหรับพืชในดิน ทำให้ผลผลิตต่อเอเคอร์สูงขึ้นตามลำดับ ชาวนาใช้เครื่องมือการผลิตและเครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มากขึ้นซึ่งช่วยลดการใช้แรงงานคนลงด้วย การปฏิวัติการเกษตรเร่งตัวขึ้นพร้อมกับที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางเคมีก่อให้เกิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์, ความมั่งคั่ง และเทคโนโลยี เครื่องจักรการเกษตรอื่นๆ และระบบการค้าขายสารอาหารพืชจึงเกิดขึ้นตามมา พรรณพืชชนิดใหม่อย่างเช่นมันฝรั่ง (ถูกนำเข้ามาประมาณปี ค.ศ. 1600), ข้าวโพด และพืชอื่นๆ ถูกนำมาจากทวีปอเมริกาซึ่งพัฒนาการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกเช่นกัน

การปฏิวัติเกษตรกรรม, การปฏิวัติอุตสาหกรรม และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ถูกพัฒนาไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการปฏิวัติวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากปริมาณอาหารที่เพิ่มขึ้นซึ่งนำไปหล่อเลี้ยงประชากรที่ขยายตัวตามเมืองใหญ่ นอกจากนี้ด้วยเงินทุน, เครื่องมือ, โลหะ, การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบตลาด, ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ ทำให้การปฏิวัติเกษตรกรรมเกิดขึ้นและดำเนินไปได้ จึงกล่าวได้ว่าแต่ละการปฏิวัติข้างต้นช่วยสนับสนุนกระบวนการของกันและกัน เป็นผลให้ทั้งสามการปฏิวัตินี้ยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ่งมาจนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณบทความ ประวัติศาสตร์ดีๆ มีประโยชน์ โดย ufa168

** หาอ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

คอมมิวนิสต์ อุดมการณ์ที่สวยงาม และการถูกบิดเบือน

คอมมิวนิสต์ (Communism) หมายถึงความเป็นสากล หรือร่วมกัน อีกนัยยะหนึ่งก็คืออุดมการณ์ กระบวนการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่มีเป้าหมายร่วมกันก็คือ การจัดระเบียบของสังคมบนพื้นฐานของความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Common ownership) ทั้งของปัจจัยในการผลิต (Means of Production) ที่ปราศจากชนชั้นทางสังคม ระบบเงิน ทุนนิยม ชนชั้นแรงงานและรัฐ ในหลักการดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากหลักทฤษฎี ปรัชญา คำเรียกหนึ่งที่เราท่านมักได้ยินก็คือ ลัทธิมากซ์ “อนาธิปไตย” ลัทธิคอมมิวนิสต์
Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกับมัน

คอมมิวนิสต์

คอมมิวนิสต์

ความเป็นมนุษย์หรือคนที่ต้องมีชีวิตลมหายใจยังคงอยู่ ความเชื่อ ความคิด ความรู้ ยังส่งผลต่อการดำรงชีวิตทั้งระบบสังคม ประเพณีวัฒนธรรม ศีลธรรม ศาสนา การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง หลักการแนวคิดบางอย่างส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในรัฐ ผู้ปกครองของรัฐต่างก็แสวงหาหนทางเพื่อให้การปกครองดำเนินไปด้วยดี อะไร สิ่งใดคือการปกครองโดยธรรม

คอมมิวนิสต์ (Communism) หมายถึงความเป็นสากล หรือร่วมกัน อีกนัยยะหนึ่งก็คืออุดมการณ์ กระบวนการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่มีเป้าหมายร่วมกันก็คือ การจัดระเบียบของสังคมบนพื้นฐานของความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Common ownership) ทั้งของปัจจัยในการผลิต (Means of Production) ที่ปราศจากชนชั้นทางสังคม ระบบเงิน ทุนนิยม ชนชั้นแรงงานและรัฐ ในหลักการดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากหลักทฤษฎี ปรัชญา คำเรียกหนึ่งที่เราท่านมักได้ยินก็คือ ลัทธิมากซ์ “อนาธิปไตย” ลัทธิคอมมิวนิสต์

คาร์ล มาร์ก (Karl Heinrich Marx) ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เป็นคนแรกที่ก่อกำเนิดแนวคิดดังกล่าว เนื่องด้วยเห็นว่าผู้คฟนในสมัยก่อนได้ทำมาหาเลี้ยงชีพแล้วมีส่วนเกินทางเศรษฐกิจ เป็นเจ้าของสินทรัพย์ครอบครองมากเกินไปมิได้มีการแบ่งปันให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสหรือยากจน การนำหลักการดังกล่าวเพื่อเป็นอุดมการณ์ก็เพื่อทำให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขหรืออาจจะมีคำเรียกที่ว่า ความเสมอภาคเท่าเทียมที่ปราศจากชนชั้นถือกำเนิดเชื่อว่าจะเป็นลักษณะของ Communistic ที่ท้าทายต่ออำนาจผู้ปกครองของรัฐ ชนชั้นนำ นักบวช อาจจักรวมถึงทหารที่มีอาชีพที่ต้องรักษาทั้งผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์อื่นๆ

ยูโทเปีย (Utopia) เป็นแนวคิดหลักการของทอมัส มอร์ ชาวอังกฤษใน ค.ศ.1516 ที่มีหลักการถึงความเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินของแผ่นดิน และการบริหารการปกครองรัฐด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งต่อมาได้มีการปฏิวัติในฝรั่งเศสนักคิด อาทิ ฌ็อง-ฌัก รูโซ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงสิทธิการครอบครองทรัพย์สินจำนวนมาก ระบบทุนนิยมเป็นเหตุของความทุกข์ยากของชนชั้นกรรมาชีพ และเป็นเหตุให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมาในรูปแบบของการต่อสู้ทางการเมือง…(th.m.wikipedia.org)

การปฏิวัติในรัสเซีย ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1719 ทำให้วลาดีมีร์ เลนิน ได้ขึ้นสู่อำนาจในการปกครองรัฐมีฐานะเป็นรัฐบาลและได้มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคแรกของประวัติศาสตร์ สังคมของรัสเซียในสมัยนั้นมีจำนวนประชากรชาวนาที่ไม่ได้รับการศึกษาเป็นจำนวนมาก มีแรงงานกลุ่มน้อยที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งต่อมาพรรคบอลเชวิกได้เข้าไปมีอำนาจได้มีคำขวัญที่ว่า “สันติภาพ ขนมปังและที่ดิน” ซึ่งไปตรงใจกับประชาชนจำนวนมากที่ต้องการให้รัสเซียยุติสงครามโลกครั้งที่ 1

เค้าว่า

ต่อมา ลัทธิมากซ์-เลนิน ในประเทศจีน (ค.ศ.1950) มีอำนาจในการครอบครองแผ่นดินจีนใหญ่เกือบทั้งหมด ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ต่อสู้กับสหรัฐอเมริกา ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ถูกมองในบริบทหนึ่งก็คือเป็นคู่แข่งหรือเป็นภัยคุกคามในระบบทุนนิยมของโลกตะวันตกเมื่อสองมหาอำนาจของโลกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต จีน ได้มีการแบ่งขั้วทางการเมืองและโน้มน้าวให้บางประเทศได้ร่วมมือกับฝ่ายของตนเองมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันโดยมีระบบเศรษฐกิจ การยึดครองทรัพยากรสำคัญและการเมืองเป็นวาระหนึ่งที่ยังคงมีความขัดแย้ง เห็นต่างทั้งหลักการวิธีการรวมถึงอุดมการณ์เป้าหมาย

สิ่งหนึ่งที่เราท่านจักเห็นได้เชิงประจักษ์ก็คือการสั่งสมอาวุธ เทคโนโลยีดาวเทียมที่อาจจักทำลายล้างมวลมนุษยชาติให้ล่มสลายเพียงในเวลาไม่นานนัก…

การบรรยายพิเศษของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2562 โดยมีผู้เข้าฟังในหลากหลายอาชีพทั้งนักศึกษา นักวิชาการ ผู้นำองค์กร ศาสนา อดีตนักการเมือง ส.ว. สื่อมวลชนทั้งของเมืองไทยเราและต่างชาติ คำบรรยายตอนหนึ่งของ ผบ.ทบ.ก็คือ…

“ผมจึงมีความรู้สึกหวงแหนแผ่นดินในฐานะเด็กคนหนึ่งตั้งแต่ปี 2515 เห็นข่าวเฮลิคอปเตอร์ถูกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ยิงตกที่ จ.ราชบุรี ซึ่ง ฮ.ลำนั้นมีพ่อของผมคือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.สส.ถูกยิง ผมถามตัวเองว่าทำไมต้องยิง ฮ. พ่อผมเองด้วยในเมื่อท่านทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินตามที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเสนอข่าวว่า มี ผกค.เข้าไปในหมู่บ้านและยิงชาวบ้านเสียชีวิต…” (มติชนรายวัน 13 ตุลาคม 2562 หน้า 2)

รวมถึงความเห็นหนึ่งในการบรรยายดังกล่าวที่ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ทหาร ประชาชนเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกและแยกกันไม่ได้ โดยในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงแต่งเครื่องแบบทหารร่วมปฏิบัติการปราบ ผกค.ในยุทธการบ้านหมากแข้ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย เมื่อปี พ.ศ.2519 โดยร่วมรบกินนอนกับทหาร กระทั่งคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง จากนั้นคอมมิวนิสต์กลับออกจากป่ากลายมาเป็นนักการเมือง แต่ยังฝังชิปลัทธิคอมมิวนิสต์ในหัวเป็นพวกหัวเดิมๆ ปัจจุบันสงครามมีความซับซ้อนเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ขาดความสามัคคี การก่อการร้าย สงครามการค้าและความขัดแย้งของคนในชาติที่เกิดจากการปลุกปั่นของคนในชาติกันเอง…

หากใครที่ยังมีชีวิตและลมหายใจในปัจจุบันที่มีอายุมากกว่าห้าทศวรรษที่ผ่านมา เหตุบ้านการเมืองในระดับโลกและในเมืองไทยเรา การที่ทหารและพลเรือนส่วนหนึ่งต้องไปสู้รบกับคอมมิวนิสต์ในครั้งนั้นดูเสมือนกับหนังสงคราม อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญที่ถูกสร้างเพื่อให้รุ่นลูกหลานได้มีคำถามและศึกษาเล่าเรียนเชิงประวัติศาสตร์ชาติไทยเรายังปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม

วาทกรรมคอมมิวนิสต์ถูกกล่าวซ้ำอีกครั้งของผู้นำทหาร เสียงหรือทรรศนะความคิดของผู้บัญชาการทหารบกจักเข้าไปสู่ชีวิตจิตใจ ตรรกะเหตุผลของเด็กเยาวชนรุ่นลูกหลานที่พรรคอนาคตใหม่ได้กล่าวอ้างถึงคะแนนเสียงจากเขาเหล่านั้นได้เลือกผู้แทนราษฎรเกือบจะเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศหรือไม่

หลักการของ คอมมูน (Commune) โดยเจตนารมณ์ที่แท้จริงก็คือ การที่บุคคลอยู่อาศัยร่วมกันโดยแบ่งปันผลประโยชน์ การครอบครองในทรัพยากร ทรัพย์สินผลประโยชน์ การแบ่งปันงาน รายได้ด้วยความเป็นธรรม การวินิจฉัยสั่งการการปกครองด้วยฉันทามติโดยมีโครงสร้างที่ไม่มีลำดับชั้น รวมถึงเกื้อกูลต่อสภาพสิ่งแวดล้อมดิน น้ำ ฟ้า อากาศและการอยู่ร่วมกันเชิงนิเวศ (Ecological Living) อย่างมีความสุขมวลรวมของมนุษย์ร่วมกัน

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ดีๆ โดย ufabet

** หาอ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

กองทัพพิทักษ์แดง ระบอบกวาดล้างคนเห็นต่างแบบจีนๆ

กองทัพพิทักษ์แดง เป็นกองทัพยุวชนและชนชั้นกรรมาชีพ (ใช้แรงงาน) ที่ได้รับการสนับสนุนจากเหมา เจ๋อ ตุง ตั้งมาเพื่อปฏิวัติวัฒนธรรมจีน 4 อย่างด้วยกันคือ วัฒนธรรมเก่า ความคิดเก่า ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าและการแต่งกายแบบเก่า ตลอดจนการปฏิเสธวัฒนธรรมและอิทธิพลจากต่างชาติ พูดง่าย ๆ ว่า เป็นการล้มล้าง “ศัตรูของคอมมิวนิสต์” นั่นเอง
Centrovirtual จะพาคุณไปดูความสุดโต่งในยุคประธานเหมากัน

กองทัพพิทักษ์แดง

กองทัพพิทักษ์แดง

กองทัพยุวชนและชนชั้นกรรมาชีพ (ใช้แรงงาน) ที่ได้รับการสนับสนุนจากเหมา เจ๋อ ตุง ตั้งมาเพื่อปฏิวัติวัฒนธรรมจีน 4 อย่างด้วยกันคือ วัฒนธรรมเก่า ความคิดเก่า ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าและการแต่งกายแบบเก่า ตลอดจนการปฏิเสธวัฒนธรรมและอิทธิพลจากต่างชาติ พูดง่าย ๆ ว่า เป็นการล้มล้าง “ศัตรูของคอมมิวนิสต์” นั่นเอง

“กองทัพพิทักษ์แดง (RED GUARD)” ซึ่งมีความคิดแบบสุดโต่ง และยังได้รับการให้ท้ายจากรัฐบาล …,

การกระทำของ กองทัพพิทักษ์แดงนั้น สิ่งที่กระทำยกตัวอย่างคือ แจกใบปลิวชวนเชื่อ ติดโปสเตอร์ ป้ายคำขวัญ ตั้งเวทีอภิปราย บางส่วนก็บุกเข้าไปในวัดโบสถ์ พิพิธภัณฑ์สถาน ทำลายวัตถุโบราณ เผางานศิลปะ งานประพันธ์ ตอนหลังก็มีการบุกค้นบ้าน โดยเฉพาะพวกผู้ดีเก่า ปัญญาชน ศิลปินหัวอนุรักษนิยม จะถูกจับแห่ประจาน ทรมาน ตอนหลังแม้แต่พระสงฆ์ แม่ชีและนักบวชก็ไม่เว้น กระทั่งพวกที่มีญาติอยู่ต่างประเทศก็โดนข้อหา “มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศ” สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมของจีนต้องถูกทำลาย และรัฐบาลก็ไม่ได้ทำโทษอะไรกับกองทัพพิทักษ์แดง พูดง่าย ๆ ว่าเป็นกองทัพที่ส่วนใหญ่กระทำการทรมานคนแก่นั่นเอง

ชาวจีนบางส่วนต้องอพยพออกมาอยู่ฮ่องกง และไต้หวัน และที่ยังอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่เอง ก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือว่าเป็นกลียุคของจีนอย่างแท้จริง และเป็นรอยร้าวมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้ ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ ประเพณีและวัฒนธรรมเดิม แทบจะหายไปจากประเทศ อยากเห็นให้ไปดูที่ฮ่องกง ไต้หวัน หรือเยาวราชนี่แหละ แทบจะเป็นของแท้ที่บรรพบุรุษไทยเชื้อสายจีนเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิมเลย

กองทัพพิทักษ์แดงนั้น ถูกล้างสมองด้วยคำว่า “รักชาติ” “พิทักษ์แผ่นดินจากพวกทุนนิยม” ดังนั้นใครที่เห็นต่างจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทุนนิยม ที่ไม่รับแนวคิดของท่านประธานเหมา สุดท้ายแล้ว มีคนฆ่าตัวตายจากเหตุการณ์ครั้งนี้กว่า 5 แสนคน เพราะทนความทรมานไม่ไหว

การปฏิวัติวัฒนธรรม (ที่ถูกทำให้ลืม)

ในประเทศไทยยุคหนึ่งสมัยหนึ่งการถูกกล่าวหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ขณะที่ในประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนครั้งหนึ่ง การเป็นคอมมิวนิสต์ก็ต้องเป็นคอมมิวนิสต์แบบจีนๆ เช่นกัน หากถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “ลัทธิแก้” อันเป็นการตราหน้าศัตรูร่วมชาติว่ามีอุดมการณ์อย่างพวกฝักใฝ่ศักดินา กระฎุมพี ก็ถือเป็นอาชญกรรมร้ายแรง มีโทษมหันต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่ปัจจุบันรัฐบาลจีนพยายามจะไม่พูดถึง

การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนมีรากฐานมาจากความขัดแย้งภายในของพรรคคอมมิวนิสต์เอง เหมา เจ๋อตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ในยุคนั้นกล่าวหาสมาชิกชั้นนำระดับบนของพรรคหลายคนว่าเป็นพวก “กระฎุมพี” ที่คอยขัดขวางการดำเนินนโยบายของพรรค และประกาศว่าการกำจัดพวกลัทธิแก้คือ ภารกิจอันเร่งด่วน มิเช่นนั้นระบอบสังคมนิยมของประเทศอาจถึงกาลอวสานได้

การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมานับว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ 16 พฤษภาคม 1966 หลังคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ออกจดหมายเวียนแสดงถึงแนวคิดในการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมา ก่อนสิ้นสุดลงในปี 1976 หลังเหมาเสียชีวิต และ “แก๊งสี่คน” (เจียง ชิง, เหยา เหวินหยวน, จาง ชุนเฉียว และหวัง หงเหวิน) กลุ่มผู้นำคนสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรมถูกคุมขัง ช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษดังกล่าวได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างร้ายแรงซึ่งมติว่าด้วยประวัติศาสตร์แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Resolution on CPC History) ยังยอมรับว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุด สร้างความถดถอยที่สุดในประวัติศาสตร์นับแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

หนึ่งในต้นตอของการปฏิวัติวัฒนธรรมมาจากบทประพันธ์ชิ้นหนึ่งชื่อ “การปลด ไฮ รุย ออกจากตำแหน่ง” (The Dismissal of Hai Rui From Office) ของ หวู่ ฮั่น (Wu Han) นักประวัติศาสตร์ และรองผู้ว่ากรุงปักกิ่งในสมัยนั้น เป็นเรื่องราวของขุนนางราชวงศ์ซ่งที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฮ่องเต้ ซึ่งเหมามองว่าบทประพันธ์ชิ้นนี้มีเจตนาโจมตีเขาและให้การสนับสนุน เผิง เตอหวย (Peng Dehuai) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่ถูกปลดหลังออกมาชี้ถึงความล้มเหลวของนโยบายการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของเหมา ทำให้ หวู่ ฮั่น เป็นปัญญาชนรายแรกๆที่ถูกเล่นงานในการปฎิวัติวัฒนธรรม

“กองทัพพิทักษ์แดง” (Red Guards) กลุ่มเยาวชนจากสถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมถึงมหาวิทยาลัยคือกองกำลังสำคัญของเหมาที่เขาเปรียบว่าเป็น “เห้งเจีย” เทพเจ้าวานรที่เคยอาละวาดทั้งเมืองบาดาลและสรวงสวรรค์มาแล้ว และเขาต้องการเห้งเจียจำนวนมากเพื่อทำลายปีศาจร้าย ภายใต้การรณรงค์เพื่อกำจัด “สี่เก่า” อันประกอบด้วย อุดมคติ, จารีต, วัฒนธรรม และสันดาน ที่ถูกอ้างว่าเป็นของพวกระบอบเก่า ด้วยวิธีการอันรุนแรงต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทั้งการใช้กำลังต่อกายหมายเอาชีวิต การเหยียดหยามต่อสาธารณะ การทำลายโบราณสถาน และวัตถุทางวัฒนธรรม

เบื้องต้นกลุ่มพิทักษ์แดงเริ่มการโจมตี ทำร้ายเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษา ก่อนขยายตัวไปถึงเจ้าหน้าที่ของพรรค และผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ศัตรูทางชนชั้น” ในวงกว้าง เกิดการสังหารหมู่ในปักกิ่งและหลายเมืองทั่วประเทศ บางครั้งกลุ่มพิทักษ์แดงก็ตีกันเอง หลายครั้งมีการใช้อาวุธหนัก และกองทัพก็เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งด้วย เอกสารลับของจีนยังเคยบันทึกถึงเรื่องราวสุดโหดของกลุ่มพิทักษ์แดงว่า พวกเขาไม่เพียงทรมาณเหยื่อจนเสียชีวิต บางครั้งถึงกับ “กินเนื้อ” ของเหยื่อเหล่านี้ด้วย ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่นอนยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ มีการประเมินตั้งแต่ 5 แสนราย ไปจนถึง 8 ล้านราย

แต่สุดท้าย “เห้งเจีย” เหล่านี้ก็สิ้นฤทธิ์ด้วยฝีมือของเหมาเองที่ใช้ประโยชน์ของเด็กๆได้สมปรารถนา กำจัดเหล่าเสี้ยนหนามสำคัญอย่าง หลิว เซ่าฉี และเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงกลไกของพรรคที่เป็นอุปสรรคได้สำเร็จ ก็ออกมาตำหนิการใช้ความรุนแรงของเรดการ์ด และสุดท้ายกองทัพปลดปล่อยประชาชนก็เข้ามาสลายกลุ่มปัญญาชนรุ่นเยาว์ที่มีสมาชิกกว่า 20 ล้านคน ด้วยการส่งตัวพวกเขาไปใช้ชีวิตในไร่นาในชนบทจนเสร็จสิ้นในเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้พวกเขาแทบหมดอนาคต

โจว เอินไหล เป็นผู้นำอาวุโสลำดับสองของพรรคในยุคนั้นซึ่งสามารถรอดพ้นการกวาดล้างมาได้ด้วยการแสดงถึงความภักดีที่มีต่อเหมา ขณะเดียวกันชาวจีนก็ยกย่องว่าเขาเป็นผู้ที่ช่วยจำกัดกรอบความรุนแรงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่เขาก็ไม่อาจต้านทานความบ้าคลั่งจากการใช้อำนาจของเหมาได้เช่นเดียวกับสมาชิกพรรครายอื่นๆ ที่มองเห็นถึงความผิดพลาดของเหมาแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ต้องรอจนเหมาตาย จึงมีการประมวลให้เห็นถึงความเลวร้ายของการปฏิวัติวัฒนธรรมดังที่เห็นในมติว่าด้วยประวัติศาสตร์แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการประชุมใหญ่วาระที่ 6 ของการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 1981

ถึงวันนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านมากว่า 50 ปี แม้ครั้งหนึ่งพรรคจะยอมรับความผิดพลาดของอดีตผู้นำ แต่รัฐบาลในปัจจุบันพยายามลบภาพความทรงจำในอดีต การจัดงานรำลึกรวมถึงการรวมตัวรณรงค์ทางการเมืองและกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์นี้ต่างไม่ได้รับการอนุญาตจากทางการ

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งส่วนตัวเล็กๆในเมืองซัวเถา (Shantou) ที่เสนอเรื่องราวเหตุการณ์ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมทั้งการทรมาณเหยื่อของกลุ่มเรดการ์ด และถ้อยคำปลุกระดมในสมัยนั้น ถูกบันทึกเรียงรายบนป้ายสลักหินแกรนิตจำนวนมาก ทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีถ้อยคำประกาศว่า “ประวัติศาสตร์เป็นดั่งเงาสะท้อนของเรา เราจงอย่าปล่อยให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้นซ้ำอีก” แต่วันนี้พิพิธภัณฑ์ถูกบดบังด้วยแผ่นป้ายโฆษณาชวนเชื่อกล่อมประสาทประกาศ “ค่านิยมของสังคมนิยม” และ “ความฝันของชาวจีน” โครงการรณรงค์ที่ถูกผลักดันโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่ออำพรางเรื่องราวที่รัฐต้องการจะปกปิด

“พรรคเสียหน้าอย่างมาก พวกเขารู้สึกอับอายจากการปฏิวัติวัฒนธรรม รวมถึง (การประจาน) จากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้” พนักงานร้านขายของชำจากหมู่บ้านไม่ไกลจากตัวพิพิธภัณฑ์กล่าว

เส้นทางในการเดินทางมายังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดจับตาผู้เข้าออก คัลลัม แมคลาว (Calum Macleod) ผู้สื่อข่าวของเดอะไทม์กล่าวว่า เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามนานราวหนึ่งชั่วโมงบริเวณทางเข้า และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 5 คน คอยติดตามเขาตลอดเวลาที่เขาชมสวนในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ถึงวันนี้ ชาวจีนยุคใหม่รับรู้ประวัติศาสตร์ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมน้อยมาก ลัว จื่อ (Luo Zhi) อดีตนักเรียนหญิงวัย 18 ปี ผู้เห็นเพื่อนนักเรียนรุมทุบตีครูใหญ่วัย 50 ปี ตายต่อหน้าต่อตากล่าวว่า “ดูเหมือนคนจะไม่ค่อยใส่ใจกันแล้ว…พอคุณพูดขึ้นมา เขาก็จะบอกว่า ‘ตอนนี้เราก็อยู่กันอย่างสงบสุขแล้วจะมาพูดเรื่องนี้กันอีกทำไม

ขอขอบคุณบทความดีๆ ทางประวัติศาสตร์ โดย ทางเข้าufabet777

**อ่านบทความเพิ่มเติมด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

เหมา เจ๋อตุง ความดีมากมาย ความเสียหายก็ไม่น้อย

เหมา เจ๋อตุงนำพาประชาชนจีนไปต่อสู้จนรอดพ้นจากภาวะที่ถูกเหล่าขุนศึกทั้งหลายทำลายจนบ้านแตกสาแหรกขาด ให้ลืมตาอ้าปากกับเขาได้ ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้ปิตุภูมิยืนตระหง่านในสากลโลก เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุข แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยท่านเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จนหมดลมหายใจไปพร้อมความห่วงกังวลในอนาคตของประเทศชาติและประชาชนที่ท่านรักยิ่งชีวิต
Centrovirtual จะพาคุณย้อนเวลาไปดูกัน

เหมา เจ๋อตุง

เหมา เจ๋อตุง

เหมา เจ๋อตง หรือ เหมา เจ๋อตุง หรือที่นิยมเรียกอีกอย่างว่า ท่านประธานเหมา เป็นนักปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ชาวจีนที่กลายเป็นบิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน(PRC) ซึ่งเขามีบทบาทเป็นประธานแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตั้งแต่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1949 จนกระทั่งเขาถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1976 ด้วยอุดมการณ์ลัทธิมากซ์-เลนิน ทฤษฎีของเขา ยุทธศาสตร์การทหาร และนโยบายทางการเมืองของเขามักเป็นที่รู้จักกันโดยรวมคือ ลัทธิเหมา

เหมาเป็นลูกชายของชาวนาเจ้าของที่ดินใน Shaoshan, มณฑลหูหนาน เขาเป็นฝ่ายชาตินิยมจีนและมีทัศนคติต่อต้านจักรวรรดินิยมในช่วงชีวิตแรกของเขา และได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ของการปฏิวัติซินไฮ่ในปี ค.ศ. 1911 และขบวนการ 4 พฤษภาคมในปี ค.ศ. 1919 หลังจากนั้นเขาได้นำลัทธิมากซ์-เลนินมาใช้ ในขณะที่ทำงานในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน(CPC) ได้นำการก่อการกำเริบเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงในปี ค.ศ. 1927 ในช่วงสงครามกลางเมืองจีนระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมาได้ช่วยในการก่อตั้งกองทัพกรรมากรและชาวนาจีนหรือก็คือกองทัพจีนแดงในปัจจุบัน ภายใต้การนำโดยนโยบายที่ดินที่หัวรุนแรงของเจียงซี-โซเวียต และท้ายที่สุดก็กลายเป็นหัวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงการเดินทัพทางไกล แม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับพรรคก๊กมินตั๋งภายใต้แนวร่วมที่สองในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง(ค.ศ. 1937-1945) สงครามกลางเมืองจีนก็ได้กลับมาอีกครั้งหลังจากญี่ปุ่นได้ยอมจำนน และในปี ค.ศ. 1949 กองทัพของเหมาเอาชนะรัฐบาลฝ่ายชาตินิยมมาได้ ซึ่งก็ได้หลบหนีไปยังเกาะไต้หวัน

วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 เหมาได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นรัฐที่มีพรรคเดียวที่ถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในปีต่อมา เขาได้ส่งเสริมการควบคุมผ่านรณรงค์ต่อต้านเจ้าของที่ดิน การปราบปราม “ผู้ที่ต่อต้านการปฏิวัติ” และรณรงค์สามต่อต้านและห้าต่อต้าน และได้รับชัยชนะทางจิตวิทยาในสงครามเกาหลี ซึ่งแม้ว่าจะมีชาวจีนหลายล้านคนได้เสียชีวิตลงก็ตาม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 ถึง ค.ศ. 1958 เหมาก็ได้มีบทบาทสำคัญในการบังคับใช้เศรษฐกิจที่ได้วางแผนเอาไว้ในประเทศจีน สร้างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดตัวโครงการอุตสาหกรรม และริเริ่มโครงการ”ระเบิดสองลูก หนึ่งดาวเทียม” ในอีกทางหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1955-1957 เหมาได้เปิดตัวขบวนการซูฟานและรณรงค์ต่อต้านฝ่ายขวา ซึ่งมีผู้คนอย่าง 550,000 คนที่ถูกข่มเหงรังแกในช่วงหลัง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกปัญญาชนและผู้คัดค้าน ในปี ค.ศ. 1958 เขาได้เปิดนโยบายการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า ที่มุ่งเป้าหมายไปที่เศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็วจากภาคเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่ภาวะทุพภิกขภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีประชาชนเสียชีวิตถึง 20-46 ล้านคนในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1958 และ ค.ศ. 1962 ในปี ค.ศ. 1963 เหมาเปิดตัวขบวนการนักศึกษาลัทธิสังคมนิยม และในปี ค.ศ. 1966 เขาได้ริเริ่มการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเป็นโครงการที่จะลบส่วนหนึ่งของ”การต่อต้านการปฏิวัติ” ในสังคมจีนซึ่งกินเวลานานถึง 10 ปี และที่ดูโดดเด่นที่สุดด้วยการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างรุนแรง การทำลายศิลปวัตถุทางวัฒนธรรม และยกย่องบูชาต่อเหมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มีประชาชนสิบล้านคนถูกรังแกข่มเหงในช่วงการปฏิวัติ ในขณะที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนโดยประมาณตั้งแต่หลายแสนถึงล้านคนรวมไปถึงหลิว เส้าฉี ประธานคนที่สองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายหลังจากล้มป่วยมาหลายปี เหมาได้เกิดอาการหัวใจวายในปี ค.ศ. 1976 และถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุ 82 ปี ในช่วงยุคสมัยเหมา ประชากรชาวจีนได้เติบโตเพิ่มขึ้นจากประมาณ 550 ล้านคนเป็นมากกว่า 900 ล้านคน ในขณะที่รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้นโยบายการวางแผนครอบครัวอย่างเคร่งครัด จึงได้บังคับให้ผู้สืบทอดต่อจากเหมาอย่างนาย เติ้ง เสี่ยวผิง ต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดเพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นมากเกินไป

คุณูปการและความผิดพลาด

เหมาเจ๋อตงในฐานะนักยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในด้านการทหาร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงกันข้ามกับท่าน และไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ

ในสงครามต้านการล้อมปราบครั้งที่ 1-3 และชัยชนะของการเดินทัพทางไกลในสมัยสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของความคิดวิถีทางชนบทล้อมเมืองของท่าน

ในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นเหมาเจ๋อตงได้นำเสนอให้ยุติสงครามกลางเมือง ดำเนินสงครามประชาชนที่เป็นสงครามยืดเยื้อที่ถือสงครามจรยุทธ์เป็นหลัก โดยไม่ละเว้นสงครามเคลื่อนที่ในสภาพการณ์ที่เป็นผลดี ในที่สุดก็ได้มาซึ่งชัยชนะในเวลา 8 ปี

ในสงครามกลางเมืองครั้งที่ 3 ท่านดำเนินยุทธการตั้งรับเชิงบวก โดยรวบรวมกำลังที่เป็นต่อทำลายล้างข้าศึกทีละส่วน ๆ ในสถานภาพที่มีกำลังน้อยกว่าฝ่ายข้าศึกถึง 1 : 3 พอถึงระยะจะเผด็จศึก  เหมา เจ๋อตุง เรียกร้องให้กองทัพสนามทุกกองทัพต้องกล้าตัดสินใจเข้าชิงจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ ที่มีแนวป้องกันที่มั่นคง กล้าทำสงครามทำลายล้างขนานใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน กล้าทำลายกลุ่มทัพขนาดใหญ่ของก๊กมินตั๋ง สิ่งที่ติดตามมาคือชัยชนะใน 3 ยุทธการ เหลียวเงิน หวยไห่ และผิงจิน ผลก็คือทำลายข้าศึกได้ถึง 1,540,000 คน ภายในเวลา 142 วัน และสิ้นสุดลงที่ยุทธการบุกข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง บนแนวรบยาวถึง 1,000 ลี้ (500 กิโลเมตร) ทำลายข้าศึกได้ถึง 420,000 คน ภายในเวลา 42 วัน

ท้ายสุดในสงครามต่อต้านสหรัฐเพื่อช่วยเหลือเกาหลีเหนือ ยุทธศาสตร์ของเหมาเจ๋อตงคือรวบรวมกำลังที่เป็นต่อ ตัดขบวนทัพข้าศึกเป็นตอน ๆ แล้วโอบล้อมทำลายเสีย ยุทธการครั้งแรก จีนใช้เวลา 13 วัน ทำลายข้าศึก 15,000 คน ยุทธการครั้งที่ 2 ใช้เวลาหนึ่งเดือน ทำลายข้าศึก 36,000 คน ขับไล่กองทัพ “สหประชาชาติ” ไปถึงใต้เส้นขนาน 38 ในดินแดนของเกาหลีใต้ รบกันแค่ 2 ยก จีนและเกาหลีเหนือสามารถเปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับเป็นฝ่ายรุก ยุทธการครั้งที่ 3 เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1950 กองทัพจีนและเกาหลีเหนือบุกทะลวงแนวต้านกว้าง 200 กิโลเมตร ลึก 15-20 กิโลเมตร ของข้าศึก เข้ายึดกรุงโซลเมื่อวันที่ 4 และเข้ายึดอินชอนได้เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1951 กองทัพสหประชาชาติต้องไปตั้งแนวป้องกันที่เส้นขนาน 37

ครั้งที่ 4 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1951 ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติเป็นฝ่ายรุก ฝ่ายจีนและเกาหลีเหนือเป็นฝ่ายตั้งรับเชิงบวก ถอนออกจากกรุงโซล กลับไปตั้งรับทางเหนือของเส้นขนาน 38 ยุทธการครั้งที่ 4 นี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1951 ใช้เวลา 87 วัน ทำลายข้าศึก 78,000 คน ฝ่ายจีนและเกาหลีเหนือเริ่มต้น 

ครั้งที่ 5 วันที่ 22 เมษายนถึงวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1951 โดยเปลี่ยนไปใช้ยุทธวิธีเล็มกินข้าศึกทีละ 1-2 กองพัน รวมแล้วสามารถทำลายข้าศึกได้มากถึง 42,000 คน ยังผลให้แนวรบยืนอยู่ตรงเส้นขนาน 38 สงครามสู่ขั้นยันกัน บีบบังคับให้ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติต้องยอมเจรจาสงบศึกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1951

นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1950 กองอาสาสมัครจีนเริ่มยุทธการครั้งที่ 1 ถึงวันที่ 10 มิถุนายนสิ้นสุดยุทธการครั้งที่ 5 ใช้เวลาแค่ 7 เดือนครึ่ง ทำลายข้าศึก 230,000 คน กองทัพสหประชาชาติที่มีสหรัฐเป็นผู้นำต้องเปลี่ยนผู้บัญชาการถึง 3 คน ในที่สุดก็ต้องยอมเข้าร่วมโต๊ะเจรจาสงบศึกกับจีนและเกาหลีเหนือ

จากที่ประมวลมาข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า เหมาเจ๋อตงมีความคิดยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นเพียงใดแน่นอนแผนยุทธศาสตร์จะยอดเยี่ยมสักเพียงใดก็ตาม ยังต้องผ่านนายและพลทหารจำนวนนับล้านนับแสนไปดำเนินปฏิบัติการในยุทธการและในการรบที่เป็นรูปธรรมอย่างถูกต้อง จึงจะสามารถได้มาซึ่งชัยชนะ แต่อย่างไรก็ตาม การชี้นำทางยุทธศาสตร์ย่อมมีความสำคัญที่จะชี้ขาดว่า สงครามครั้งนั้นจะได้รับชัยชนะหรือประสบความปราชัย

ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ในมิติทางการเมืองและมิติทางเศรษฐกิจ เหมาเจ๋อตงแบ่งการปฏิวัติของจีนออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ การปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ และการปฏิวัติสังคมนิยมนั้นน่าจะถูกต้องและเหมาะสม

ขั้นแรกสุดก็คือ การก่อตั้งแนวร่วมแห่งชาติต่อต้านญี่ปุ่น ตั้งแต่ ค.ศ. 1935 ผ่านการแก้ปัญหากรณีที่อันเร่งรัดให้เกิดความร่วมมือครั้งที่ 2 กับพรรคก๊กมินตั้ง อาศัยสงครามประชาชาติขยายกำลังทางกองทัพและฐานที่มั่นต่อต้านญี่ปุ่น ขยายกระบวนการรักชาติรักประชาธิปไตยเรียกร้องให้ก่อตั้งรัฐบาลรวมในเขตก๊กมินตั๋งปกครอง ผลก็คือสร้างพันธมิตรในกลุ่มบุคคลที่รักชาติรักประชาธิปไตยได้เป็นจำนวนมาก

เมื่อจีนชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น กำลังฝ่าย พคจ. เติบใหญ่ถึงขนาดปกครองเขตปลดปล่อยซึ่งมีเนื้อที่ 1,000,000 ตารางกิโลเมตร ที่มีประชากรถึง 100 ล้านคน มีกองทัพ 1,200,000 คน และทหารบ้าน 2,200,000 คน ถึงเวลานี้ พรรคก๊กมินตั๋งทั้งภายใต้ความสนับสนุนของสหรัฐก็ต้องหาทางขจัดกำลัง พคจ. ที่เปรียบเสมือนหนามยอกให้จงได้ ในที่สุดสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 3 ก็เกิดขึ้น เหมาเจ๋อตงนอกจากวางแผนยุทธศาสตร์ทางการทหารเพื่อพิชิตข้าศึกในสมรภูมิแล้ว ยังได้เปิดแนวรบที่ 2 ก่อกระบวนการรักชาติรักประชาธิปไตยที่ท่านได้วางพื้นฐานเอาไว้ตั้งแต่ปลายสมัยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น แล้วพัฒนาให้กลายเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยประชาชน

เพื่อให้แนวร่วมประชาธิปไตยประชาชนมีฐานรองรับที่มั่นคง เหมาเจ๋อตงยังได้อาศัยประสบการณ์ที่ได้มาจากสงครามกลางเมือง ครั้งที่ 2 ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในเขตปลดปล่อยใหม่ในที่ดินจากชนชั้นเจ้าที่ดินมาแบ่งปันให้ชาวนาผู้ไร้ที่ดินหรือมีที่ดินน้อยไม่พอทำกิน เพื่อปลุกใจให้ชาวนาเข้าร่วมสงครามปกปักรักษาที่ดินซึ่งเพิ่งได้รับมา แม้การปฏิรูปที่ดินในสมัยสงครามต่อต้านสหรัฐเพื่อช่วยเหลือเกาหลีก็เกิดบทบาทคล้ายคลึงกัน ชาวนา 300 ล้านคนสลัดเครื่องพันธนาการที่ผูกมัดพวกเขาให้มีชีวิตเยี่ยงทาสมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ฯลฯ เป็นเวลาหลายพันปีต่างก็สนับสนุน พคจ. จับปืนสู่สนามรบภายใต้คำขวัญ “รักษาบ้าน ป้องกันประเทศ”

หลงหาย

แต่น่าเสียดายที่เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสร้างสรรค์ประเทศ ท่านเหินห่างจากแนวทางยุทธศาสตร์ที่ท่านกำหนดนี้ไกลออกไปทุกที นับตั้งแต่การปฏิรูประบอบกรรมสิทธิ์เอกชน ในด้านเกษตรกรรมจากกลุ่มช่วยเหลือกันและกันสู่สหกรณ์การผลิตเกษตรกรรมระดับสูง ในด้านหัตถกรรมจากกลุ่มการผลิตหัตถกรรมสู่สหกรณ์การผลิตหัตถกรรม ในด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทุนนิยม จากรูปแบบทุนนิยมรัฐขั้นต้นและขั้นกลาง ที่ถือการแปรรูปสินค้าตามใบสั่งจากรัฐเป็นหลัก สู่การร่วมประกอบการระหว่างสาธารณะกับเอกชน ใช้เวลาแค่ 5-6 ปี ติดตามมาด้วยการรณรงค์ต่อต้านฝ่ายขวา ปัญญาชนและบุคคลผู้รักชาติประชาธิปไตยถูกเล่นงานอย่างผิด ๆ เป็นจำนวนมาก ต่อด้วยการก้าวกระโดดใหญ่ และขบวนการคอมมูนในชนบทใน ค.ศ. 1958

ด้วยความปรารถนาที่จะเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้แข็งแกร่งทัดเทียมกับมหาอำนาจทั้งหลายในโลก จะได้รอดพ้นปากเหยี่ยวปากเสือที่คอยตะครุบจีนอยู่รอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสหภาพโซเวียตที่ท่านเห็นว่าเป็นพวกลัทธิแก้ที่เปลี่ยนสีแปรธาตุไปแล้ว ยังผลให้เศรษฐกิจของชาติประสบความเสียหายอย่างหนักหน่วง ผ่านการฟื้นฟูที่เริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 1960-65 พอเข้า ค.ศ. 1966 เหมาเจ๋อตงก่อการปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรม-ยุควิปโยคนานถึง 10 ปี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและต่อต้านลัทธิแก้ที่ท่านเห็นว่ากำลังจะครอบงำพรรคของท่าน

เหมาเจ๋อตงในฐานะนักทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพราะว่าท่านเป็นองค์หลักในการสรุปความเจนจัดจากการปฏิวัติแห่งการรณรงค์เพื่อภารกิจปลดแอกประชาชาติ และสร้างสรรค์สังคมนิยมแห่งประเทศจีนให้เป็นระบบในนามของความคิดเหมาเจ๋อตง

งานเขียนทางทฤษฎีของเหมาเจ๋อตงมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ประกอบลัทธิมาร์กซ์ทั้ง 3 ส่วนคือ เศรษฐศาสตร์การเมือง ปรัชญาสสารนิยมวิภาษ และวิภาษวิธีสสารนิยม และทฤษฎีว่าด้วยสังคมนิยม ในจำนวนนี้เด่นเป็นพิเศษคือ ผลงานทางปรัชญา ได้แก่ ว่าด้วยการปฏิบัติ อันเป็นทฤษฎีว่าด้วยการรับรู้ของลัทธิมาร์กซ์ และ ว่าด้วยความขัดแย้ง อันเป็นทฤษฎีว่าด้วยกฎมูลฐานของวิภาษวิธี ซึ่งบทนิพนธ์ ทั้ง 2 เล่มนี้ เหมาเจ๋อตงตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1937 โดยที่ท่านก็นำเอาทฤษฎีดังกล่าวไปชี้นำการปฏิบัติแห่งการปฏิวัติของท่านเอง จนประสบผลสำเร็จทางมิติการทหาร การเมือง และการเศรษฐกิจ แต่ทว่าท่านก็ต้องประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติแห่งการปฏิวัติในเรื่องใหญ่ ๆ หลายครั้ง เพราะท่านฝ่าฝืนหลักปรัชญาที่ท่านพัฒนาด้วยตัวท่านเอง

ความขัดแย้ง

ถ้ากระนั้นเพราะเหตุใดจึงเกิดความขัดแย้งในตัวท่านถึงขนาดนี้เล่า?

คำตอบคือท่านเน้นการริเริ่มทางอัตวิสัย (Subjective initiative) หรืออัตวิริยภาพแต่ประการเดียว ละเลยไปว่าอัตวิริยภาพจะสัมฤทธิผล ต้องอยู่ในเงื่อนไขทางภววิสัยที่เอื้ออำนวย ซึ่งก็คือยังต้องเน้นการเคารพต่อกฎเกณฑ์ทางภววิสัย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าท่านเคยประสบผลสำเร็จในการพิชิตความลำบากยากยิ่งมาแล้วด้วยอัตวิริยภาพของท่านนับครั้งไม่ถ้วน เริ่มต้นแต่การปลุกระดมกรรมกร ชาวนา นักศึกษา ขับไล่เจ้าเหิงธี จนถึงไล่ตีกองทัพสหรัฐและพันธมิตรหนีเตลิดเปิดเปิงกลับลงไปอยู่ฟากใต้ของเส้นขนาน 38 ในสงครามเกาหลี แต่ทั้งนี้ยังต้องมีเงื่อนไขภววิสัยอำนวยกลับกันเมื่อท่านตั้งดัชนีการผลิตเหล็กกล้าให้ไล่ทันอังกฤษภายใน 15 ปี ผลผลิตที่ออกมาส่วนไม่น้อยกลายเป็นเหล็กฟองน้ำที่ใช้การไม่ได้ ก็เพราะความปรารถนาดีของท่านนั้นฝ่าฝืนกฎภววิสัย

การที่ท่านดำเนินการปฏิรูประบอบกรรมสิทธิ์เอกชนให้เป็นระบอบกรรมสิทธิ์สาธารณะ ด้วยวิธีการรวบรัดตัดตอนจากระบอบเศรษฐกิจกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาใช้เวลาแค่ 5-6 ปีให้บรรลุสังคมนิยมเต็มรูป กระทั่งภาคภูมิใจว่าอาจก้าวไปถึงสังคมคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ ซึ่งไม่เพียงฝ่าฝืนกฎภววิสัยโดยเน้นอัตวิริยภาพมากเกินไปเท่านั้น หากยังขัดกับกฎการพัฒนาของสรรพสิ่งหมายจะตัดทอนขั้นตอนการผันแปรทางปริมาณ เร่งรัดให้เข้าสู่ขั้นตอนการผันแปรทางคุณภาพก่อนที่เงื่อนไขจะอำนวย ผู้นำรุ่นต่อจากท่านจึงต้องมีการถอยกลับไปอนุญาตให้ฟื้นคืนและพัฒนาระบอบกรรมสิทธิ์ทุกรูปแบบในนามของเศรษฐกิจการตลาดเป็นการชดเชย โดยประกาศว่าจีนยังอยู่ในขั้นตอนสังคมนิยมขั้นต้น

การที่ท่านประกาศถล่มกองบัญชาการของท่านเองในการปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรม ก็เพราะว่าท่านเชื่อในกฎ 1 แยกเป็น 2 ที่ถือว่าเป็นหลักมูลฐานของทฤษฎีว่าด้วยความขัดแย้ง โดยสำคัญว่าในศูนย์กลาง พคจ. เองได้เกิดมีกลุ่มลัทธิแก้ที่เป็นตัวแทนชนชั้นกระฎุมพีขึ้นมา แล้วจึงได้ข้อสรุปว่าการต่อสู้ทางชนชั้นยังดำรงอยู่ภายใต้เผด็จอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพ ดังนั้น ความขัดแย้งที่ท่านประเมินมาแต่แรกว่าเป็นการแยกตัวภายในหมู่ประชาชนนั้นก็กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเรากับศัตรู

เพราะฉะนั้น การก่อความรุนแรงของเรดการ์ดก็เลยเป็นที่ยอมรับของท่านว่า “ก่อกบฏมีเหตุผล” โดยคิดจะอาศัยพวกเด็กวัยรุ่น “สั่งสอนพวกผู้นำรุ่นแก่เฒ่าที่ติดลัทธิขุนนาง (แปลเป็นไทยก็ว่าติดนิสัยเจ้านาย) สักหน่อย ไม่นึกว่าจะเกิดไหม้เกรียมไปเลย” เพราะไฟแรงไปหน่อย ทั้งนี้ ก็เพราะท่านละเลยหลักทฤษฎีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมวลชนกับวีรชน พอมวลชนที่เป็นวัยรุ่นยังขาดประสบการณ์ทางการเมืองลุกฮือขึ้นมาเป็นสิบ ๆ ล้านชั่วพริบตาเดียว ในจำนวนนี้มีทั้งคนดีและคนชั่ว

เมื่อท่านควบคุมขบวนการที่สลับซับซ้อนนี้ไม่อยู่ กระแสอนาธิปไตยและความปั่นป่วนก็เกิดขึ้น มิตรสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสิบปีที่มิได้ล้มลงในสนามเพลาะด้วยลูกกระสุนและดาบปลายปืนของข้าศึก กลับถูกพวกก่อกบฏทรมานล้มลงไปทีละคน ๆ จนท่านรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายหาทางออกไม่พบ

และแล้วจุดอ่อนเหล่านี้มาจากไหน อธิบายได้อย่างไรว่านักทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้กลับสะดุดเท้าตัวเองล้มอย่างจั๋งหนับนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมมาทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งที่หลายท่านระบุว่าท่านเป็นเผด็จการนั้น น่าจะเป็นท่วงทำนองเหลือเดนที่ตกค้างมาจากระบบหัวหน้าครอบครัววงศ์ตระกูล Patriarchal Clan System ที่สืบทอดกันมาหลายพันปีโดยที่ท่านคิดว่าตัวเองมีทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จะสั่งสอน กระทั่งลงโทษลูกหลานและน้อง ๆ ที่ไม่อยู่ในโอวาท ดุจเดียวกันกับที่คุณพ่อทำกับท่าน และท่านเคยต่อต้านมาแล้วในวัยเยาว์และวัยหนุ่มประการหนึ่ง

ประการที่สอง ระบบจัดตั้งของ พคจ. ก็มีจุดอ่อนอันเนื่องจากเพิ่งผ่านสงคราม 27 ปีมาหยก ๆ เคยชินกับระบบทหารที่เน้นการรวมศูนย์มากกว่าประชาธิปไตย นั่นแหละคือเหตุผลที่ผู้นำระดับรอง ๆ ทั้งหลายไม่สามารถยับยั้งสิ่งที่ท่านทำผิดเพี้ยนจากระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์อันเป็นหลักการจัดตั้งของ พคจ. ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเองโดนกันและเจ็บตัวกันแทบทุกคน กระทั่งบางคนต้องถึงแก่ชีวิต

ประการที่สาม มวลชนชาวจีนบูชาศรัทธาท่านสูงมาก โดยที่มีความซาบซึ้งในคุณงามความดีของท่านจึงสนับสนุนการกระทำทุกอย่างของท่านทั้งที่ถูกและที่ผิด

นี่ก็คือโศกนาฏกรรมของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่กอบกู้ประเทศชาติจากภยันตรายที่ใกล้จะถูกลบชื่อออกจากแผนที่โลก โดยถูกฝูงแร้งแห่งจักรวรรดินิยมรุมทิ้งนานนับร้อยปี และนำพาประชาชนจีนไปต่อสู้จนรอดพ้นจากภาวะที่ถูกเหล่าขุนศึกทั้งหลายทำลายจนบ้านแตกสาแหรกขาด ให้ลืมตาอ้าปากกับเขาได้ ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้ปิตุภูมิยืนตระหง่านในสากลโลก เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุข แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยท่านเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จนหมดลมหายใจไปพร้อมความห่วงกังวลในอนาคตของประเทศชาติและประชาชนที่ท่านรักยิ่งชีวิต

ขอขอบคุณบทความดีๆ ทางประวัติศาสตร์ โดย ufabet168

**อ่านบทความเพิ่มเติมด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

อีดี อามิน ผู้สังหารคนหลักแสนเพียงเพราะความเห็นต่าง

เสรีภาพเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่างพบเจอบ่อยในประเทศที่มีเสรีภาพ ทว่าในบางพื้นที่บนโลก คำว่า “การวิพากษ์วิจารณ์” แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องห้ามปราม ดังเช่นยุคหนึ่งของประเทศยูกันดา ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี อีดี อามิน (Idi Amin) ผู้ที่ได้ฉายาว่า ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งแอฟริกาใต้’
เรื่องราวของ อีดี อามิน อาจเป็นที่น่าสะพรึงของคน ยูกันดา เป็นที่น่าสนใจและกรณีศึกษาสำหรับผู้สนใจการเมืองการปกครอง และแน่นอนว่าความโหดเหี้ยมของเค้าไม่เป็นรองใครในอดีตและปัจจุบันอย่างแน่นอน
วันนี้ Centrovirtual จึงจะพาคุณไปเรียนรู้เรื่องราวของเขากัน

อีดี อามิน

อีดี อามิน

อามิน เป็นเผด็จการทหาร และประธานาธิบดีของประเทศยูกันดาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514–2522 อามินเข้าเป็นสมาชิกในกองทัพอาณานิคมบริเตน สังกัดกรมทหารปืนเล็กยาวแอฟริกา หรือ KAR (King’s African Rifles) ในปี พ.ศ. 2489 และในที่สุดเขาก็รั้งตำแหน่งนายพลและผู้บัญชาการกองทัพยูกันดา เขาขึ้นมามีอำนาจในเดือนมกราคม พ.ศ. 2514 หลังจากทำการขับไล่อดีตประธานาธิบดีมิลตัน โอโบเต

ประเทศยูกันดาภายใต้การปกครองของอามินถือได้ว่าไร้ซึ่งสิทธิมนุษยชน มีนโยบายในการสังหารผู้คน เป็นพวกเผ่าพันธุ์นิยม มีการลงโทษนอกกระบวนการยุติธรรม เห็นแก่พวกพ้อง มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง และมีการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ ข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนคาดว่ามีผู้เสียชีวิตในขณะที่อามินดำรงตำแหน่งประมาณ 100,000 ถึง 500,000 คน

ผู้ที่หนุนหลังอามินอย่างชัดเจนก็คือ นายพลมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟีแห่งลิเบีย, สหภาพโซเวียต และเยอรมนีตะวันออก โดยสนับสนุนอามินในการต่อต้านบริเตนใหญ่, อิสราเอล, และแอฟริกาใต้สมัยแบ่งแยกสีผิว

ในปี พ.ศ. 2518–2519 อามินได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานองค์การเอกภาพแอฟริกา (Organisation of Africa Unity) ของขบวนการแพนแอฟริกาเพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทวีปแอฟริกา ตลอดปี พ.ศ. 2520–2522 อามินเรียกชื่อตนเองว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีตลอดชีพ จอมพล อัล หัจญี ด็อกเตอร์ อีดี อามิน ดาดา, วีซี., ดีเอสโอ., เอ็มซี., ซีบีอี., ผู้พิชิตจักรวรรดิอังกฤษในทวีปแอฟริกาทั้งหมดและผู้พิชิตยูกันดาโดยเฉพาะ

ความแตกร้าวระหว่างประเทศยูกันดาและอามินก่อตัวขึ้นเมื่อเขาพยายามเข้ายึดเมืองคาเกลาของประเทศแทนซาเนีย เกิดเป็นสงครามยูกันดา-แทนซาเนียขึ้นในปี พ.ศ. 2521 และถือเป็นการจบสิ้นการปกครองของเขา อามินหนีไปอยู่ประเทศลิเบียเป็นที่แรก ก่อนที่เขาจะย้ายไปอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ที่เขาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2546

8 ปี ไม่มีดีสักอย่าง

อามิน มีจุดเริ่มต้นสู่อำนาจคล้ายกับผู้นำเผด็จการคนอื่น ๆ ทั่วโลก ทิ้งอาชีพนักมวยมาเป็นทหารชั้นผู้น้อย ไต่เต้าเรื่อย ๆ จนเป็นนายทหารระดับสูง จากนั้นกระโจนเข้าสู่โลกการเมืองด้วยการช่วยนักการเมืองล้มเจ้า ขับไล่กษัตริย์มูเตซาที่ 2 ออกนอกประเทศ พยายามลอบสังหารประธานาธิบดีมิลตัน โอโบเต (Milton Obote) ทว่าไม่สำเร็จ จึงจัดการทำรัฐประหารพาตัวเองขึ้นเป็นผู้นำ ด้วยวุฒิการศึกษาที่ลือลั่นปากต่อปากว่าจบแค่ระดับประถมศึกษาปีที่ 4

หลังทำรัฐประหาร เขาให้คำมั่นอย่างดิบดีว่าจะจัดการความวุ่นวายให้เรียบร้อย บอกว่าตัวเองเป็นทหารไม่ใช่นักการเมือง จะเร่งคืนประชาธิปไตยให้ปวงชน จะรีบจัดการเลือกตั้ง ทว่าการกระทำของเขากลับสวนทางกับคำพูดทุกอย่าง ประธานาธิบดีอามินตัดสินใจฉีกรัฐธรรมนูญ เอาทหารมาปกครองด้านต่าง ๆ ของประเทศ อยู่ยาวไม่ยอมลงจากอำนาจตามที่แจ้งไว้กับประชาชน

ประธานาธิบดีอามินเสพสุขกับเงินก้อนโต อำนาจล้นมือ สั่งซื้ออาวุธราคาแพงเหมือนกับเป็นของเล่น มีสาวงามข้างกายจำนวนมากที่คาดว่ามีทายาทราว 30-40 คน เมื่อนำทหารที่ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการบริหารประเทศมาทำงาน ประกอบกับไล่คนเอเชียที่เก่งเรื่องค้าขายไปจนหมด และยึดทรัพย์สิน บ้าน ที่ดินมาเป็นของรัฐ ส่วนชาวเมืองทั้งแรงงานไปจนถึงปัญญาชนที่เห็นต่างพากันหลบซ่อนตัว เศรษฐกิจของประเทศยูกันดาจึงเริ่มพังพินาศ แต่เขากลับไม่สนใจวิกฤตเศรษฐกิจ ยังคงหาซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยอย่างนาฬิกาข้อมือแบรนด์เนม วิสกี้ราคาแพง ไวน์หายาก มาแจกจ่ายให้นายทหารที่เป็นพรรคพวกตัวเอง

นอกจากไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน ท่านผู้นำได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อกำจัดคนคิดต่างทางการเมือง บีบบังคับสื่อไม่ให้เขียนข่าวโจมตี จับคนเห็นต่างมาทรมานด้วยวิธีการหลากหลายที่พอจะจินตนาการถึง เช่น ให้นอนราบบนพื้นถนน จากนั้นใช้ทหารขับรถถังทับร่างจนแหลก จับถ่วงน้ำ ยิงทิ้ง โยนให้จระเข้กินทั้งเป็น และมักนำร่างไร้วิญญาณไปทิ้งในแม่น้ำ ผู้นำโหดสังหารหมู่ประชาชนอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่สนใจเรื่องศีลธรรมเพราะเขาไม่มีมันตั้งแต่แรก

ระยะเวลา 8 ปี ของการปกครองของประธานาธิบดีอามิน มีการสันนิษฐานว่าเขาสั่งสังหารประชาชนไปกว่า 100,000-500,000 คน เพียงเพราะไม่ถูกใจ เพียงเพราะคิดต่าง เพียงเพราะวิจารณ์การเมือง คนจำนวนมากที่ถูกทรมานและล้มหายตายจากเยอะยิ่งกว่าใบไม้ร่วงในช่วงสารท สมกับคำที่เขาเคยประกาศกร้าวไว้ว่า “พวกคุณมีเสรีภาพในการพูด แต่ผมไม่รับประกัน

ขอขอบคุณบทความดีๆ ทางประวัติศาสตร์ โดย ufa168

**อ่านบทความเพิ่มเติมด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

ซัดดัม ฮุสเซน เผด็จการผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต้องตายอย่างอนาถ

ในระหว่างที่ยังคงเป็นวีรบุรุษที่ประชาชนชื่นชม โดดเด่นในหมู่ผู้นำอาหรับอื่น ๆ ในฐานะผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐ และให้การสนับสนุนปาเลสไตน์ ภายหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐอเมริกาและชาติอื่น ๆ ในประชาคมโลก ยังคงเฝ้าระวังจับตามองซัดดัมด้วยความหวาดระแวงว่ามีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง ซัดดัมได้ถูกถอดถอนโดยสหรัฐและฝ่ายพันธมิตรในการบุกอิรักเมื่อปี พ.ศ. 2546 ถูกจับกุมโดยกองกำลังสหรัฐเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ในขณะที่ซ่อนตัวอยู่ในหลุมขนาดเล็ก ในฟาร์มแห่งหนึ่งชานเมืองติกรีต เขาขึ้นต่อสู้คดีในศาลพิเศษอิรักที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลชั่วคราวของอิรัก วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ผู้พิพากษาศาลอิรัก สั่งลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอซัดดัม ในคดีสังหารหมู่ชาวชีอะห์ 148 คน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองดูเญลเมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยเขาถูกประหารชีวิตในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2549
วันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกับเขากัน

ซัดดัม ฮุสเซน

ซัดดัม ฮุสเซน

ซัดดัม ฮุสเซน เป็นอดีตประธานาธิบดีของอิรัก ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 กระทั่งถูกจับกุมและถอดออกจากตำแหน่ง โดยกองกำลังนานาชาติซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามอิรัก

ซัดดัมเคยเป็นผู้นำพรรคบะอัธ พรรคการเมืองหัวปฏิวัติของอิรัก ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มลัทธินิยมรวมชาติอาหรับโดยไม่อ้างอิงกับศาสนา การปรับระบบเศรษฐกิจให้ทันสมัย และระบอบสังคมนิยม ซัดดัม ได้มีบทบาทสำคัญในการก่อรัฐประหารในปี พ.ศ. 2511 ที่ทำให้พรรคบะอัธก้าวขึ้นสู่อำนาจในระยะยาว ในฐานะของรองประธานาธิบดี โดยมีนายพลอะฮ์มัด บะกัร ลูกพี่ลูกน้องของเขาที่มีสุขภาพอ่อนแอดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซัดดัมจึงได้กุมอำนาจในการจัดการปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ในช่วงเวลาที่กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ถูกมองว่าสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ทุกเมื่อ โดยซัดดัมได้จัดตั้งกองกำลังรักษาความมั่นคง เพื่ออุดหนุนอำนาจของเขาในการควบคุมรัฐบาลอิรักไว้ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่พุ่งสูงขึ้นได้ช่วยให้เศรษฐกิจอิรักเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากและในอัตราที่สม่ำเสมอ

ในฐานะประธานาธิบดี ซัดดัมได้พัฒนาลัทธินิยมตัวผู้นำอย่างบ้าคลั่ง ปกครองรัฐบาลเผด็จการ และกุมอำนาจไว้ได้ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน (ระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2531) ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย (พ.ศ. 2534) ซึ่งทำให้อิรักทรุดโทรม ทำลายทั้งมาตรฐานการครองชีพและสิทธิมนุษยชน รัฐบาลของซัดดัมได้จัดการกับการเคลื่อนไหวที่มีแนวโน้มเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มทางศาสนาที่ต้องการเรียกร้องอิสรภาพ หรือการปกครองตนเอง

ในระหว่างที่ยังคงเป็นวีรบุรุษที่ประชาชนชื่นชม โดดเด่นในหมู่ผู้นำอาหรับอื่น ๆ ในฐานะผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐ และให้การสนับสนุนปาเลสไตน์ ภายหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐอเมริกาและชาติอื่น ๆ ในประชาคมโลก ยังคงเฝ้าระวังจับตามองซัดดัมด้วยความหวาดระแวงว่ามีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง ซัดดัมได้ถูกถอดถอนโดยสหรัฐและฝ่ายพันธมิตรในการบุกอิรักเมื่อปี พ.ศ. 2546 ถูกจับกุมโดยกองกำลังสหรัฐเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ในขณะที่ซ่อนตัวอยู่ในหลุมขนาดเล็ก ในฟาร์มแห่งหนึ่งชานเมืองติกรีต เขาขึ้นต่อสู้คดีในศาลพิเศษอิรักที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลชั่วคราวของอิรัก

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ผู้พิพากษาศาลอิรัก สั่งลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอซัดดัม ในคดีสังหารหมู่ชาวชีอะห์ 148 คน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองดูเญลเมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยเขาถูกประหารชีวิตในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2549

ที่มาที่ไป

ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำเผด็จการแห่งอิรัก กลายมาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1990 ทั้งที่สหรัฐฯ เคยช่วยอิรักในการรุกรานรัฐอิสลามอิหร่านมาก่อน สาเหตุก็เป็นเพราะ ซัดดัม ยกทัพเข้ายึดครองเพื่อนบ้านอย่างคูเวต ด้วยหวังใช้แหล่งน้ำมันในคูเวตมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมเนื่องจากการทำสงครามกับอิหร่านมานานนับสิบปี

การกระทำดังกล่าวถูกประณามจากนานาชาติ ตามมาด้วยการคว่ำบาตร ก่อนที่จะนำไปสู่การทำสงครามอ่าวเปอร์เซียในวันที่ 16 มกราคม 1991 เมื่อสหประชาชาติไฟเขียวให้ใช้กำลังบังคับอิรักให้ยุติการยึดครองคูเวต

สงครามจบลงใน 6 สัปดาห์ เมื่อกองกำลังร่วมสามารถขับไล่อิรักได้พ้นคูเวต ความพ่ายแพ้ทำให้กลุ่มชีอะฮ์ และชาวเคิร์ดพากันก่อจลาจล ซัดดัม จึงตอบโต้ด้วยการใช้กำลังอย่างรุนแรง

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงกับสหประชาชาติ อิรักถูกสั่งห้ามผลิตและครอบครองอาวุธเคมี ชีวภาพ และนิวเคลียร์ แต่อิรักมักไม่ให้ความร่วมมือกับทีมตรวจสอบของสหประชาชาติ ทำให้สหรัฐฯ และอังกฤษ ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีทางอากาศต่ออิรักเป็นเวลา 4 วันในปี 1998 พร้อมประกาศให้การหนุนหลังกลุ่มชาวอิรักที่ต้องการโค่นล้มซัดดัม

หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน (2001) สหรัฐฯ พยายามกล่าวหาว่า ซัดดัม อยู่เบื้องหลังกลุ่มก่อการร้าย และพยายามขยายกระบวนการปลดอาวุธรัฐบาลซัดดัม ต่อไป ถึงเดือนพฤศจิกายน 2002 ซัดดัม ยอมให้ฝ่ายตรวจสอบจากยูเอ็นเข้าประเทศได้อีกครั้ง แต่การที่เขาไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทำให้สหรัฐฯ และอังกฤษ ไม่พอใจ และประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิรัก

วันที่ 17 มีนาคม 2003 จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ข่มขู่ให้ ซัดดัม ลงจากตำแหน่งภายใน 48 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯ จะประกาศสงคราม แต่ก็ยังกล่าวเสริมด้วยว่า ต่อให้ ซัดดัม ยอมลงจากอำนาจ เขาก็อาจจะประกาศสงครามอยู่ดี เพื่อสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลใหม่ และเพื่อการค้นหาอาวุธ เมื่อ ซัดดัม ปฏิเสธ สหรัฐฯ และพันธมิตรจึงเปิดฉากโจมตีอิรักในวันที่ 20 มีนาคม

การโจมตีอย่างหนักหน่วงทำให้ ซัดดัม กับครอบครัวต้องหลบหนีไปพร้อมกับสมบัติของชาติ แต่ลูกชายของเขาสองคนคือ อูเดย์ และ คูเซย์ ก็จนมุมและถูกฆ่าตายในเมืองโมซุลเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม กระทั่งวันที่ 13 ธันวาคม ซัดดัม ก็ถูกจับตัวได้

ซัดดัม ถูกนำตัวขึ้นดำเนินคดีต่อศาลพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีของผู้นำจากรัฐบาล ซัดดัม ในเดือนตุลาคม 2005 เขาและจำเลยร่วมอีกหลายคนถูกกล่าวหาว่าสังหารชาวชีอะฮ์จำนวน 148 คน ในเมืองอัล-ดูจัย์ล (Al-Dujayl)

ตลอดการพิจารณาคดี ซัดดัม พยายามขัดขวางการทำหน้าที่ของศาลด้วยความโกรธแค้น โดยอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจ และมีกลุ่มผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง

ศาลสิ้นสุดการพิจารณาในเดือนกรกฎาคม 2006 ก่อนมีคำพิพากษาในเดือนพฤศจิกายนระบุว่า ซัดดัม มีความผิดในการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ให้รับโทษประหารด้วยการแขวนคอ

ซัดดัม ฮุสเซส จึงจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2006

ขอขอบคุณบทความดีๆ ทางประวัติศาสตร์ โดย ufabet

**อ่านบทความเพิ่มเติมด้านการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากจิตกรตกยาก สู่เผด็จการสะท้านโลก

วัยเด็กและวัยรุ่นของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็คือการเป็นจิตรกร แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว แต่ฮิตเลอร์ก็คงมุ่งมั่นทำตามใจปรารถนา พยายามฝึกปรือพัฒนาทักษะด้านการวาดภาพ ด้วยหวังว่าสักวันตนต้องเป็นจิตรกรชื่อดังก้องโลกให้จงได้ แต่แล้วก็เหมือนชะตากรรมเล่นตลก แม้ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังคับฟ้า แต่ไม่ใช่ในฐานะจิตรกร หากโลกกลับจดจำเขาในฐานะจอมเผด็จการ ผู้จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2 และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
Centrovirtual จะพาคุณไปดูว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ฮิตเลอร์เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 (พ.ศ. 2432) ในประเทศออสเตรีย บุคลิกของเขาในวัยเด็กกระทั่งถึงวัยรุ่น ไม่มีลักษณะที่บ่งบอกเลยว่า จะกลายจอมเผด็จการที่สร้างความหวาดผวาให้กับโลกได้ในอนาคต

เขาเดินทางสู่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย เมื่ออายุ 17 ปี เพื่อสอบเข้า Academy of Fine Art สถาบันศิลปะชั้นนำของยุโรป แต่ก็ถูกปฏิเสธจากสถาบันดังกล่าวถึง 2 ครั้ง 2 ครา และเมื่อเงินที่นำติดตัวมาหมดเกลี้ยง เขาก็จำต้องเข้าไปอยู่สถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน และเลี้ยงชีพด้วยการทำงานรับจ้างสารพัด

กระทั่งต่อมาเขาได้พบกับ ไรน์โฮลด์ ฮานิช ที่มองเห็นลู่ทางในการหาเงินจากความสามารถด้านการวาดภาพของฮิตเลอร์ ทั้งคู่ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน โดยฮิตเลอร์เป็นผู้วาดภาพวิวทิศทัศน์ในกรุงเวียนนา และลอกเลียนจากโปสการ์ด ส่วนฮานิชรับหน้าที่นำไปขายให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ฮิตเตอร์สามารถประทังชีวิตด้วยงานศิลปะตามที่เคยใฝ่ฝัน แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพราะหลังจากเขารู้ว่า ถูกหุ้นส่วนคดโกง ฮิตเลอร์ก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับฮานิชทันที พร้อมกับความแค้นที่สุมแน่นเต็มอก ที่รอวันชำระ

ต่อมาฮิตเลอร์ได้เดินทางไปยังประเทศเยอรมนี และสมัครเป็นพลทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาแสดงความใจกล้าบ้าระห่ำ จนได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ และในช่วงเวลานั้นเอง ฮิตเลอร์ก็ได้ค้นพบพรสวรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ นั่นก็คือการเป็นนักพูดฝีปากเยี่ยม ในการโน้มน้าวและปลุกใจสร้างความฮึกเหิม

ซึ่งคุณสมบัติด้านการพูดอันทรงพลังนี่แหละ กลายเป็นใบเบิกทางสำคัญให้เขาก้าวขึ้นมามีบทบาทในพรรคนาซี หลังจากเยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นการไต่เต้าจากระดับพลทหาร สู่ Fuhrer ผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก่อนยกทัพรุกรานประเทศต่างๆ จนเป็นชนวนเหตุนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงที่ยังเรืองอำนาจ ฮิตเลอร์พยายามจัดระเบียบทุกสิ่งทุกอย่าง ตามอุดมการณ์ชาตินิยมนาซี ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการศิลปะ ซึ่งในเวลานั้นศิลปะสมัยใหม่กำลังเบ่งบานในยุโรป โดยเฉพาะงานในแนว  Abstract (นามธรรม) แต่ฮิตเลอร์กลับจงเกลียดจงชัง จนนำไปสู่การทำลายงานศิลปะสมัยใหม่อันทรงคุณค่า เป็นจำนวนมากมายมหาศาล

ส่วนศิลปะแนวที่เขาชื่นชอบและสนับสนุน ก็คือ Realism ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเหมือนจริงตามที่ตาเห็น เเละถ้าเอ่ยถึงฮิตเลอร์ในเเง่มุมศิลปะ ต้องเเยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ รสนิยม กับทักษะฝีมือ

เเม้ฮิตเลอร์มีรสนิยมด้านศิลปะที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เเต่หากว่ากันในเรื่องทักษะ ต้องถือว่ามีฝีมือในระดับหนึ่งทีเดียว โดยเฉพาะภาพวาดสถาปัตยกรรมต่างๆ อีกทั้งการวาดภาพสีน้ำในสไตล์ Realism เก็บกิ๊กทุกรายละเอียด ต้องอาศัยทักษะความเเม่นยำในการลงสีเป็นอย่างมาก เพราะไม่สามารถระบายทับกันได้หลายครั้ง

แต่ด้วยความที่ไม่เปิดใจให้กับความแตกต่าง ไม่ยอมรับในความหลากหลาย ต้องการควบคุมกำหนดทุกอย่างให้เป็นไปตามแนวทางที่ตนเห็นว่าดีที่สุด และเลือกวิธีทำลายล้างสิ่งที่ตนไม่ชอบ จึงทำให้วงการศิลปะเยอรมนีต้องตกอยู่ในยุคสุดหดหู่ จนศิลปินหลายคนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

โศกนาฏกรรมของวงการศิลปะในช่วงเวลานั้นหากจะกล่าวว่า สืบเนื่องมาจากความแค้นที่เขาไม่ได้รับการยอมรับในฐานะจิตรกร รวมถึงการถูกปฏิเสธให้เข้าศึกษาในสถาบันศิลปะชั้นนำในช่วงวัยรุ่น ก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ และชัดเจนก็คือ ฮิตเลอร์เป็นบุคคลที่เจ้าคิดเจ้าแค้นมากๆ โดยสิ่งที่ยังคงรบกวนจิตใจก็คือความเจ็บช้ำที่ถูกฮานิชคดโกง ในช่วงที่เขาใช้ชีวิตเป็นจิตรกรตกยากที่กรุงเวียนนา ดังนั้นหลังจากมีอำนาจแล้ว เขาจึงสั่งไล่ล่าและสังหารฮานิชในปี ค.ศ.1938 (พ.ศ.2481) เพื่อชำระแค้นที่สุมแน่นอยู่เต็มอก ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา

ต่อต้านยิว

โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นฝันร้ายของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากการปลูกฝังความเกลียดชังทางเชื้อชาติ อันนำไปสู่ความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์นับล้านชีวิต นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งมองว่า ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่ออย่างสุดโต่งของผู้นำนาซี นั่นคือ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ที่เชื่อว่าจำเป็นต้องกำจัดชาวยิวให้หมดไปจากโลก

เมื่อพูดถึงอิทธิพลทางความคิดจากงานเขียนที่ส่งผลต่อฮิตเลอร์ จุดที่ถูกพูดถึงมากคืองานของลันซ์ ฟอน ลีเบนเฟล (Lanz von Liebenfels) บรรณาธิการนิตยสาร Ostara เชื้อสายออสเตรียน ที่นำเสนอความคิดเรื่องความสูงส่งของเชื้อชาติอารยัน และต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะงานเขียนในช่วงก่อนก่อตั้งนิตยสาร Ostara ที่ชื่อว่า Theozoölogie oder die Kunde von den Sodoms-Äfflingen und dem Götter-Elektron (Theozoology, or the Science of the Sodomite-Apelings and the Divine Electron)

ความเกลียดชังที่ประสบพบเจอมาในอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ได้รับ กลายเป็นความเชื่อที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อมนุษยชาติ และเป็นโศกนาฏกรรมแห่งการสังหารหมู่ที่โลกไม่ลืม

แม้หนังสือเล่มนี้อาจไม่มีเนื้อหาเชิงต่อต้านชาวยิวโดยตรง แต่เป็นหนังสือเชิงนัยวิเคราะห์ตีความพระคัมภีร์ และถูกมองว่ามีเนื้อหาสื่อสารเชิงยกเชื้อสายอารยันสูงกว่าเชื้อสายอื่นๆ อันต่อยอดจากพื้นฐานความเชื่อทางคัมภีร์ทางศาสนา ว่าด้วยการสร้างมนุษย์ของพระเจ้า

งานเขียนของลันซ์ส่วนใหญ่มักจะนำแง่มุมด้านศาสนาและเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ อาทิ Zur Theologie der gotischen Bibel (“Regarding the Theology of the Gothic Bible”) ใน Vjschr. für Bibelkunde ปี 1903/1904 หรือ Der Weltkrieg als Rassenkampf der Dunklen gegen die Blonden (“The World War as a Race Fight Between the Dark and the Blondes”) เมื่อปี 1927 เป็นต้น

ลันซ์ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1874 ที่เวียนนา ครอบครัวของเขาเป็นคนชนชั้นกลาง ในปี 1893 เขาเป็นนักบวชในคณะนักบวช Cistercian ของนิกายคาทอลิก ปีต่อมามีบันทึกไว้ว่า เขาอ้างว่า “รู้แจ้ง” เมื่อค้นพบหลุมศพของอัศวินเทมพลาร์ และเริ่มพัฒนาทฤษฎที่เรียกว่า “blue-blond Aryanism” และแนวคิดเรื่อง “เชื้อชาติชั้นล่าง” ซึ่งนาซีนำมาใช้อธิบายกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวอารยันว่าเป็นพวกที่ด้อยกว่า

เขาก่อตั้งนิตยสาร Ostara เมื่อ ค.ศ. 1905 และอ้างว่าเขามีผู้รับนิตยสารของเขากว่า 1 แสนราย แต่เชื่อกันว่าตัวเลขนี้สูงเกินจริง ลันซ์ ยังอ้างว่า ฮิตเลอร์ในวัยหนุ่มเคยมาพบเขาเมื่อปี 1909

อีกหนึ่งแนวคิดของฮิตเลอร์ ย่อมได้มาจากทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อันเป็นอีกแนวคิดที่ฮิตเลอร์ได้รับอิทธิพลมา โดยเฉพาะว่าด้วยวิธีการคัดเลือกทางธรรมชาติที่ว่า One general law, leading to the advancement of all organic beings, namely, multiply, vary, let the strongest live and the weakest die.” หรือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ซึ่งทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ส่งอิทธิพลต่อความคิดของของฮิตเลอร์

และแนวคิดของจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ (George von Schönerer) นักการเมืองชาวออสเตรียน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีทัศนคติทางการเมืองสนับสนุนความเป็นเยอรมัน และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมตามแบบฉบับนักการเมืองฝ่ายขวาจัด

เชิร์นเนอร์ ยังมีแนวคิดต่อต้านชาวยิว โดยจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ เสนอความคิดในแง่ว่า กำจัดชาวยิวเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเยอรมันกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศตนเองในภายภาคหน้า

แนวคิดของลันซ์ และจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ มีลักษณะแบบเดียวกันคือ ความเกลียดชังในเชื้อสายชาวยิวและยกย่องเชื้อสายอารยันที่เป็นเชื้อสายของชาวยุโรปโดยแท้ นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้นำเผด็จการในการหาเหตุผลของความเกลียดและเหยียดเชื้อสายที่คิดว่าต่ำกว่าตน ผนวกกับทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่นำมาสนับสนุนแนวคิดของฮิตเลอร์ในการพัฒนาให้กองทัพนาซีเยอรมัน และกำจัดสิ่งที่คิดว่าทำให้ประเทศเกิดความเสื่อมถอยและอ่อนแอ นั้นคือชาวยิว

แนวคิดเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิวและความทะนงต่อเชื้อสายกำเนิด ในช่วงที่เขาถูกจำคุกจากเหตุการณ์ “กบฏโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch)” ที่เมืองมิวนิก เมื่อปี ค.ศ. 1923 โดยเขาเป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ตลอดระยะเวลาที่ถูกจองจำในคุก Landsberg (จำคุกจริงตั้งแต่เมษายน 1924 ถูกปล่อยตัวกลางเดือนธันวาคมปีเดียวกัน) เขาบันทึกเรื่องราวชีวิตและแนวคิดทางการเมืองของเขา ซึ่งต่อมาตีพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ ไมน์คัมพพ์ (Mein Kampf) ภายหลังจากที่เขาขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะผู้นำเยอรมนี ผลงานนี้เป็นหนังสือที่ส่งผลให้ประชาชนเยอรมันเริ่มเกลียดชังชาวยิว

หนังสือไมน์คัมพพ์ ฉบับแปลไทย (การต่อสู้ของข้าพเจ้า แปลโดย ศ.ป.) สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของฮิตเลอร์ โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายทางการเมืองทั้ง 25 ข้อ ซึ่งเป็นเป้าหมายและนโยบายสำคัญของพรรคนาซี หนึ่งในนั้นก็สื่อได้อย่างชัดเจนในเรื่องความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิว

ในจุดมุ่งหมายการเมืองข้อ 4 ระบุว่า “ไม่มีใครอื่นนอกจากชาวเยอรมันเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิเป็นพลเมืองของประเทศเราโดยสมบูรณ์, ไม่มีใครอื่นอีก นอกจากผู้ที่มีสายเลือดเยอรมันแท้ๆ ที่เราได้รัยสิทธิเป็นสมาชิกแห่งชาติได้ เพราะฉะนั้น พวกยิวเป็นสมาชิกแห่งชาติไม่ได้

ในข้อ 24 ย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า “คณะพรรคนี้จะยอมรับรองศาสนาคริสเตียน แต่ก็ไม่นับรวมกับทางการเมือง และเราจะต่อต้านลัทธิวัตถุนิยมของชาติยิว ทั้งภายนอกและภายในประเทศ…” เป็นเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการกีดกันสิทธิพลเมืองภายในประเทศ  และการต่อต้านทางเชื้อชาติอย่างชัดเจน

หรือแม้แต่ในบรรพ 1 บทที่ 11 “ชาติและเชื้อชาติ” ที่ฮิตเลอร์ได้บรรยายถึงความเป็นมาของชาวอารยัน ก็ยังมีการกล่าวถึงยิวในฐานะ “กาฝาก” ที่พยายามแสวงหาประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นเชื้อชาติที่นับถือศาสนาที่ผิดแผก เป็นนักหลอกลวงชั้นยอดมีความเจ้าเล่ห์ ซึ่งนั้นคือภาพลักษณ์ที่ฮิตเลอร์ได้สร้างขึ้นให้ชาวยิว และเชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลที่มาจากแนวคิดของบุคคลข้างต้น และฮิตเลอร์นำมาทำความเข้าใจต่อด้วยตนเอง

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ โดย สโบเบ็ต888

** สนใจอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
ประวัติศาสตร์

วลาดีมีร์ ปูติน ผู้เป็นผู้นำตลอดกาลของรัสเซียยุคใหม่

วลาดีมีร์ ปูติน ผู้เป็นผู้นำตลอดกาลของรัสเซียยุคใหม่ คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย และวันนี้ Centrovirtual จะพาคุณไปรู้จักกับเขา และอิทธิพลที่เขามีต่อปีะเทศรัสเศียและโลกใบนี้

วลาดีมีร์ ปูติน

วลาดีมีร์ ปูติน

ปูติน เป็นนักการเมืองชาวรัสเซียผู้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนที่สองและคนปัจจุบัน เช่นเดียวกับประธานพรรคยูไนเต็ดรัสเซียและประธานสภารัฐมนตรีสหภาพรัสเซียและเบลารุส เขารักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 เมื่อประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินลาออกจากตำแหน่งในการเคลื่อนไหวอันน่าประหลาดใจ ปูตินชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2000 และในปี 2004 เขาได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมัยที่สอง ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2008

เพราะถูกจำกัดสมัยการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ปูตินจึงไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สาม หลังชัยชนะของผู้สืบทอดเขา ดมีตรี เมดเวเดฟ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2008 เมดเวเดฟได้เสนอชื่อปูตินเป็นนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ปูตินดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2008 ในเดือนกันยายน 2011 ปูตินและเมดเวเดฟตกลงกันว่าปูตินจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สามไม่ติดต่อกันในการเลือกตั้งปี 2012 ซึ่งเขาชนะรอบแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2012

ปูตินได้รับชื่อเสียงว่านำพาเสถียรภาพทางการเมือง ระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา เศรษฐกิจรัสเซียเติบโตขึ้นเก้าปีต่อเนื่อง เห็นได้จากจีดีพีแบบอำนาจซื้อ เพิ่มขึ้น 72% (หกเท่าในราคาตลาด) ความยากจนลดลงมากกว่า 50% และค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 80 เป็น 640 ดอลลาร์สหรัฐ ความสำเร็จนี้คาดว่ามาจากการจัดการเศรษฐกิจมหภาค การปฏิรูปนโยบายการคลังอย่างสำคัญและประจวบกับราคาน้ำมันที่สูง การไหลบ่าเข้ามาของทุนและการเข้าถึงเงินทุนภายนอกราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งนักวิเคราะห์อธิบายว่า น่าประทับใจ

ระหว่างดำรงตำแหน่ง ปูตินผ่านกฎหมายปฏิรูปขั้นพื้นฐานหลายฉบับ รวมทั้งภาษีเงินได้อัตราเดียว การลดภาษีกำไร และประมวลที่ดินและกฎหมายใหม่ เขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการพัฒนานโยบายพลังงานของรัสเซีย โดยยืนยันตำแหน่งของรัฐเซียเป็นอภิมหาอำนาจด้านพลังงาน ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในประเทศและการริเริ่มการก่อสร้างท่อส่งออกหลักหลายแห่ง รวมทั้งเอสโปและนอร์ดสตรีม เช่นเดียวกับเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ในรัสเซีย

ขณะที่การปฏิรูปและพฤติการณ์หลายอย่างระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถูกวิจารณ์โดยผู้สังเกตการณ์ตะวันตกและผู้ต่อต้านภายในประเทศว่าไม่เป็นประชาธิปไตย การดูแลการฟื้นฟูระเบียบและเสถียรภาพของปูตินทำให้เขาได้รับความนิยมในสังคมรัสเซีย ปูตินมักสนับสนุนภาพลักษณ์ชายทรหดในสื่อ โดยแสดงความสามารถทางกายของเขาและเข้าร่วมในกิจกรรมวิสามัญหรืออันตราย เช่น กีฬาเอกซ์ตรีมและปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ป่า ปูตินเป็นนักยูโดและนักกีฬาแซมโบ เคยเป็นแชมป์เลนินกราดสมัยวัยเยาว์ ปูตินมีส่วนสำคัญในการพัฒนากีฬารัสเซีย ที่โดดเด่นคือ ช่วยให้นครโซชีชนะการประกวดเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 นอกจากนี้ นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกในปี 2013 ถึง 2015 โดยฟอบส์ได้อธิบายว่าเขาเป็น “บุรุษเพียงไม่กี่คนของโลกที่ทรงอิทธิพลพอจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ”

เรื่องไม่ลับของ “ปูติน” ที่ค้นหากันในกูเกิลมากที่สุด

แม้ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่จะมองกันว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย อดีตเจ้าหน้าที่เคจีบี เป็นบุคคลที่ดูลึกลับซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผู้สนใจใคร่รู้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของผู้นำรัสเซียจำนวนมาก ที่สามารถค้นหาคำตอบที่ต้องการได้ง่าย ๆ ผ่านกูเกิล โดยคำถามยอดฮิตในโลกไซเบอร์ที่เกี่ยวกับตัวนายปูติน มีอยู่อย่างน้อย 12 คำถามดังนี้

ปูตินแต่งงานใหม่หรือยัง ?

ปัจจุบันผู้นำรัสเซียยังคงสถานะเป็นโสด แม้จะได้หย่าขาดกับนางลุดมิลา อดีตภรรยาที่เคยอยู่กินกันมานานถึง 30 ปี ตั้งแต่ปี 2013 แล้วก็ตาม ไม่นานมานี้มีข่าวเล่าลือว่านายปูตินคบหาดูใจกับนางสาวอลินา คาบาเอวา นักการเมืองหญิงคนสวยอดีตนักยิมนาสติกลีลาอยู่ แต่ยังไม่มีใครสามารถยืนยันข่าวนี้ได้ว่าจริงหรือไม่

ปูตินถนัดซ้ายใช่ไหม ?

ไม่ใช่ ที่จริงแล้วประธานาธิบดีปูตินถนัดใช้มือข้างขวา โดยจะเห็นได้จากภาพถ่ายขณะผู้นำรัสเซียออกงานเมื่อเดือนมกราคมที่เพิ่งผ่านมานี้

ตินร่ำรวยแค่ไหน ?

เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียคือ 112,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี (ราว 3.5 ล้านบาท) ซึ่งนี่เป็นข้อมูลล่าสุดที่นายปูตินยื่นต่อคณะกรรมการกลางการเลือกตั้งของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม นายอดัม ซูบิน อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีเมื่อ 2 ปีก่อนว่า นายปูตินซุกซ่อนทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการคอร์รัปชันเอาไว้มานานหลายปีแล้ว รวมทั้งแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินของรัฐแก่พวกพ้องและคนใกล้ชิดเป็นจำนวนมาก

แม้ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียจะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ว่าเป็น “นิยายที่แต่งขึ้นล้วน ๆ” แต่บันทึกข้อความของซีไอเอในปี 2007 กลับระบุว่า นายปูตินครอบครองทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเวลานั้น นักวิเคราะห์บางรายกล่าวไว้เมื่อปี 2012 ว่า นายปูตินอาจมีทรัพย์สมบัติมูลค่าถึง 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก

ปูตินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ?

แน่นอนว่านายปูตินที่เพิ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายนั้น ยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน แต่เคยมีข่าวลือว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อปี 2015 หลังไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะเป็นเวลาถึง 10 วัน บ้างก็กล่าวกันว่าเขาถูกรัฐประหารโค่นอำนาจ แต่เมื่อนายปูตินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเวลาต่อมา เขากล่าวเพียงว่า “ชีวิตจะไม่มีสีสันหากไม่มีเรื่องที่ผู้คนเล่าลือกันเสียบ้าง”

ปูตินยิ้มเป็นกับเขาด้วยหรือ ?

ใบหน้าที่ดูขรึมและนิ่งเฉย ส่งเสริมให้บุคลิกที่ดูเป็นคนลึกลับของนายปูตินเด่นชัดยิ่งขึ้น แต่แน่นอนว่าผู้นำรัสเซียย่อมจะยิ้มแย้มและหัวเราะได้เหมือนกับคนทั่วไปเมื่อมีเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ เช่นการได้เล่นสนุกกับสุนัขตัวโปรดในกองหิมะ

ปูตินอยากบุกยูเครนจริงหรือไม่ ?

ในทางเทคนิคนั้นถือว่าผู้นำรัสเซียได้รุกรานบางส่วนของยูเครนไปแล้ว โดยผนวกดินแดนไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนไปเมื่อปี 2014 และยอมรับว่ามี “อาสาสมัคร” ชาวรัสเซีย เข้าช่วยกลุ่มกบฏที่ฝักใฝ่รัสเซียรบกับกองกำลังยูเครนด้วย

แม้กองทัพรัสเซียจะไม่ดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างออกหน้า แต่คนทั่วไปก็รู้กันดีว่า ทางการรัสเซียสนับสนุนกองกำลังที่ต่อสู้กับกลุ่มผู้โค่นล้มประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช ลูกหม้อของรัสเซียเอง รวมทั้งต่อต้านรัฐบาลใหม่ของยูเครนที่ฝักใฝ่การรวมกลุ่มกับสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่นายปูตินไม่ต้องการ

ปูตินสนับสนุนซีเรียใช่ไหม ?

ซีเรียมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซียอย่างมาก โดยรัสเซียมีฐานทัพในซีเรีย 2 แห่ง และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด มานานหลายปี

แม้สงครามกลางเมืองในซีเรียจะเริ่มขึ้นเมื่อปี 2011 แต่รัสเซียเริ่มเข้าช่วยสนับสนุนทางทหารแก่รัฐบาลซีเรียอย่างเป็นทางการในปี 2015 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อทำลายฐานที่มั่นของบรรดากลุ่มกบฏ การเข้าช่วยเหลือรัฐบาลซีเรียครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้ประธานาธิบดีอัสซาดได้อยู่ในอำนาจต่อไป และส่งเสริมการแผ่ขยายอำนาจรวมทั้งบทบาทนำของรัสเซียในเวทีการเมืองโลก

ปูตินมีลูกชายหรือเปล่า ?

ผู้นำรัสเซียไม่มีลูกชาย แต่เขายอมรับว่ามีลูกสาว 2 คน คือนางแคทีรีนา อดีตนักเต้นที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย Moscow State University และนางมาเรีย ซึ่งเชื่อกันว่าทำงานด้านการแพทย์สาขาต่อมไร้ท่อ

ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับลูกสาวของปูตินมากนัก และตัวผู้นำรัสเซียเองก็ไม่ค่อยจะยินดีเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อปี 2015 พบว่านางแคทีรีนาและสามีออกจะมีฐานะร่ำรวยเกินอาชีพที่ทำอยู่ไปมาก

ปูตินพูดภาษาอังกฤษได้ไหม ?

มีคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพผู้นำรัสเซียสนทนาภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว โดยนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียบอกว่า บางครั้งนายปูตินสามารถทักท้วงแก้ไขคำแปลของล่ามภาษาอังกฤษได้ เมื่อเขาเห็นว่ามีจุดที่แปลผิดพลาดไป

ปูตินชื่นชอบนายทรัมป์จริงหรือ ?

แม้ชาวรัสเซีย 13 ราย รวมทั้งคนสนิทของนายปูตินจะถูกสหรัฐฯตั้งข้อหาดำเนินคดีแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดี แต่คำถามนี้ดูเหมือนจะเป็นคำถามยอดฮิตคำถามเดียว ที่ไม่สามารถหาคำตอบด้วยการค้นหาในกูเกิลได้ และผู้ที่จะไขความกระจ่างก็ดูเหมือนจะมีแต่ตัวนายปูตินเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ปูตินเคยขโมยแหวนซูเปอร์โบว์ลจริงหรือ ?

คำถามนี้ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อปี 2005 นายโรเบิร์ต คราฟต์ เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล New England Patriots ได้มีโอกาสเข้าพบนายปูติน และได้มอบแหวนเพชร 124 กะรัต ที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อฉลองโอกาสที่ทีมของเขาได้ครองแชมป์ซูเปอร์โบว์ลให้แก่ผู้นำรัสเซียเป็นของขวัญ

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมานายคราฟต์กลับพูดว่าเขาไม่ได้เต็มใจมอบแหวนนั้นให้แก่นายปูติน แต่ผู้นำรัสเซียหยิบเอาแหวนของเขาใส่กระเป๋าและเดินจากไปเงียบ ๆ เรื่องนี้ทำให้นายปูตินออกมาแถลงตอบโต้ในภายหลังว่า หากแหวนนั้นมีค่ามากกับนายคราฟต์และทีม New England Patriots เขาก็จะสั่งทำให้ใหม่อีกวงหนึ่ง

ปูตินสั่งแบนภาพล้อเลียนตัวเขาเองหรือไม่ ?

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 แต่ในตอนนั้นมีลักษณะ เป็นคำแนะนำเชิงห้ามปราม มากกว่าจะเป็นคำสั่งแบนที่เด็ดขาดโดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้วกระทรวงยุติธรรมของรัสเซียแถลงว่า นับแต่นี้ไปจะถือว่าภาพที่มี ลักษณะดังกล่าวเป็นของ “พวกแนวคิดสุดโต่ง”

ขอขอบคุณบทความประวัติศาสตร์ โดย sagaming66

** สนใจอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม >> https://ufabets5.com/contentandnews/