Categories
ประวัติศาสตร์

แพทยสภา เพื่อควบคุมคุณภาพ หรือแค่ระบบเอื้อประโยชน์

แพทยสภา

แพทยสภา มีขึ้นเพื่อควบคุมคุณภาพ
หรือแค่ระบบเอื้อประโยชน์ให้การธุรกิจสุขภาพ
แพทยสภามีหน้าที่อะไร มีประโยชน์แก่พวกเราอย่างไร
Centrovirtual จะพาคุณไปเรียนรู้กันครับ

แพทยสภา

กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่เกี่ยวกับการแพทย์ฉบับแรกในประเทศไทยคือ พระราชบัญญัติการแพทย์พุทธศักราช 2466 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้บัญญัติให้มีองค์กรการควบคุมการประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวกับการแพทย์ขึ้น เรียกว่า “สภาการแพทย์” และประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวกับการแพทย์นั้นตามกฎหมายฉบับนั้นเรียกว่า “การประกอบโรคศิลปะ”

รูปแบบของสภาการแพทย์ดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้มีฐานะเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงซึ่งมีหน้าที่บังคับบัญชากรมสาธารณสุข ซึ่งได้แก่กระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้นกระทรวงสาธารณสุขมีฐานะเป็นกรมเช่นเดียวกัน)

ดังนั้นสภาการแพทย์จึงมีฐานะทางราชการเท่ากับกรมสาธารณสุข มีลักษณะเป็นส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย และไม่เปิดโอกาสให้มี “สมาชิก” เข้าสังกัดเพราะในกฎหมายไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องของสมาชิกไว้เลย หากจะเปรียบเทียบกับเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2457 แล้วจะเห็นว่า เนติบัณฑิตยสภาตามพระราชโองการนั้นมีสมาชิกได้หลายประเภท โครงสร้างของสภาการแพทย์กับเนติบัณฑิตยสภาจึงมีข้อแตกต่างกันอยู่

ต่อมาในพ.ศ. 2497 ได้มีประกาศใช้ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2497 โดยยกเลิก พระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 และตามที่ประกาศใช้ใหม่นี้บัญญัติให้มีองค์การประกอบโรคศิลปะขึ้นใหม่เรียกว่า “คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ” แทนสภาการแพทย์ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติที่ยกเลิกไปจึงเป็นอันว่า “สภาการแพทย์” ได้สิ้นสภาพลงใน พ.ศ. 2497 นั่นเอง

เมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 นั่นก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2497 พร้อม ๆ กันไปด้วย (คือ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2511) และจากผลของ พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 ทำให้ :
1. พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเวชกรรม ชั้นหนึ่ง ถูกยกเลิกไป
2. ผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ แผนปัจจุบัน สาขาเวชกรรมชั้นหนึ่ง กลายสภาพเป็นสมาชิกของแพทยสภา โดยมิต้องสมัคร
3. ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเวชกรรม ชั้นหนึ่ง กลายสภาพเป็นใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

ดังนั้นผู้ที่เคยขึ้นทะเบียนประกอบโรคศิลปะจากสภาการแพทย์เดิม จะกลายสภาพเป็น สมาชิกแพทยสภา และเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 ด้วย เหตุนี้เองจึงกล่าวได้ว่า ต้นกำเนิดของแพทยสภาคือสภาการแพทย์ใน พ.ศ. 2466 นั่นเอง

ผู้ให้กำเนิดแพทยสภา

ภายหลังที่ประกาศใช้ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ได้ไม่นาน ก็ได้มีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมขึ้น เสนอไปยังรัฐบาลแต่มีอุปสรรคบางประการที่ไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้ และประกอบกับในขณะนั้นพระราชบัญญัติครูพุทธศักราช 2488 ซึ่งกำหนดให้มี “คุรุสภา” ขึ้นได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2487 (และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามตราเป็น พระราชบัญญัติในวันที่ 9 มกราคม 2488) ก็ยิ่งทำให้ความพยายามจะผลักดันให้มีแพทยสภาย่อมมีเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แม้กระทั่งจนถึง พ.ศ.2507 คณะกรรมการแพทยสมาคมฯ ได้พิจารณาให้มีการศึกษาการจัดตั้งแพทยสภาขึ้นก็ตามไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการอย่างไร

ต่อมาใน พ.ศ. 2509 ได้มีคณะกรรมการแพทย์ระดับบริหารเกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการอื่นที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพทย์อีกหลายท่าน คือประธานคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) เลขาธิการนายทะเบียนคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ อธิบดีกรมอนามัย อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่วนภูมิภาค กรมการแพทย์ กรรมการฝ่ายแพทย์ใน ก.พ. เจ้ากรมแพทย์ทหารบก นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ หัวหน้ากองแพทย์กรมตำรวจ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการสาธารณสุขเทศบาลนครกรุงเทพฯ นายกแพทยสมาคมฯ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเป็นกรรมการและเลขานุการ หัวหน้ากองกลางกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ช่วยเลขานุการ นอกจากนี้คณะกรรมการชุดนี้ยังมีคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา การมีคณะกรรมการนี้ก็เพื่อให้มีการปฏิบัติงาน ประสานงาน และร่วมมือกันในทางการแพทย์และในการประชุมคณะกรรมการแพทย์ระดับบริหารครั้งที่ 4/2509 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2509 ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสภาการแพทย์ และได้มีมติรับหลักการที่เห็นควรให้มีพระราชบัญญัติแพทยสภาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมมรรยาทของผู้ประกอบโรคศิลปะและวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกับเนติบัณฑิตยสภา และให้มีสิทธิ์ในการสอบความรู้ โดยให้การขึ้นทะเบียนยังคงอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขและที่ประชุมได้ตั้งอนุกรรมการขึ้น ประกอบด้วย

  1. นายแพทย์สงกราน นิยมเสน
  2. พลตำรวจตรีแสวง วัจนะสวัสดิ์
  3. นายแพทย์สนอง อูนากูล
  4. นายแพทย์เฉก ธนะศิริ
  5. นายแพทย์จำรัส ผลผาสุข
  6. นายทวี ฤกษ์จำนงค์
  7. นายสิริวัฒน์ วิเศษสิริ

และนอกจากตั้งอนุกรรมการดังกล่าว ก็ได้มีการร่างพระราชบัญญัติสภาการแพทย์ขึ้น โดยอาศัยพระราชบัญญัติเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2507 เป็นแนวทางและต่อมาได้มีการเปลี่ยนหลักการบางอย่างมา เป็นพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า คณะกรรมการแพทย์ระดับบริหาร เป็นผู้ให้กำเนิดแพทยสภาขึ้นใหม่เพื่อทดแทนสภาการแพทย์เดิม

เพื่อ??

ความจริงสัดส่วนไม่ได้เป็นประเด็นหลัก ปัญหาอยู่ที่ “แพทยสภาไทยป่วยหนัก” มีปัญหาด้านจริยธรรมเสียเอง ล้มเหลวเรื่องความไม่เป็นกลาง เป็นตัวการทำให้การแก้ไขปัญหาค่ารักษาแพงล้มไม่เป็นท่า ไม่เคารพอำนาจศาลที่เป็นกติกาสังคม ไม่มีใครตรวจสอบแพทยสภาไทยได้ (แพทยสภาประเทศอังกฤษ ถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา) ถ้าไม่มีการโกง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่หาประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบสาธารณสุข ไม่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่รังแกชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีทางสู้ เคารพกติกาสังคม เป็นตัวอย่างขององค์กรที่มีธรรมาภิบาลเหมือนหลักสูตรที่ตนเองเปิดสอน คงไม่มีใครไปยุ่งหรือคิด “ปฏิรูปแพทยสภา” 

นายกแพทยสภาพูดว่า “เรื่องคดีหมดอายุความเพราะแพทยสภาตัดสินช้า ไม่เห็นเกี่ยวกับการฟ้องศาลตรงไหน”

  1. ปชช.ต้องการรู้ว่าหมอทำผิดหรือไม่ก่อนไปฟ้อง และแพทยสภาเป็นองค์กรเดียว ที่มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานการรักษา ตามพรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
  2. แพทยสภาล็อบบี้ตำรวจ สภาทนาย ราชวิทยาลัยฯลฯ ว่าก่อนดำเนินการใดต้องฟังความเห็นแพทยสภาก่อน

ถ้าท่านพูดแบบนี้ ต่อไปเวลาปชช.ไปฟ้องโดยไม่ขอความเห็นแพทยสภาก่อนและชนะคดีขึ้นมา ท่านต้องปิดปากเงียบ ห้ามออกมาหมิ่นศาลอีกว่าตัดสินโดยไม่มีความรู้ เพราะท่านก็เดินสายไปเป็นพยานศาลสู้กับคนไข้และได้เปรียบทุกทางแล้ว

นายกแพทยสภาพูดอีกว่า “เรื่องค่ารักษาพยาบาลก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแพทยสภา”
ดิฉันขอบอกว่าเกี่ยว เพราะเวลามีการประชุมแก้ไขปัญหาค่ารักษารพ.เอกชนแพง ดิฉันไม่รู้ว่าท่านและกก.แพทยสภาอื่นที่ไปร่วมประชุม สวมหมวกใบไหนระหว่างระหว่างเจ้าของรพ.เอกชน สมาคมรพ.เอกชน หรือสภาวิชาชีพ ที่สำคัญท่านไม่ได้อยู่ข้างปชช. รวมทั้งส่งคนไปเป็นที่ปรึกษาของกรรมาธิการสาธารณสุข กุมอำนาจในระดับนโยบาย การแก้ไขปัญหาค่ารักษารพ.เอกชนแพง จึงล้มไม่เป็นท่าจนถึงทุกวันนี้

ขอขอบคุณบทความดีๆ มีสาระประโยชน์ โดย ufa168